09/07/2026
#มหาวิทยาลัยศิลปากร
ประกาศจากสำนักงานบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เรื่อง ประกาศรายชื่อตำนานที่ผ่านการคัดเลือก ๑๒ ตำนาน เข้าร่วมโครงการจากตำนาน...สู่ทุนวัฒนธรรมสร้างสรรค์ Transforming Local Legends into Creative Cultural Assets
เนื่องด้วย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ดำเนินโครงการจากตำนานาน...สู่ทุนวัฒนธรรมสร้างสรรค์ Transforming Local Legends into Creative Cultural Assets เพื่ออนุรักษ์และถอดรหัส
ตำนานท้องถิ่นไทยให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล พร้อมต่อยอดเป็นทุนวัฒนธรรมสร้างสรรค์ด้านสื่อ ศิลปะ การท่องเที่ยว และ
สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
บัดนี้ คณะกรรมการได้คัดเลือกตำนานครบถ้วนทั้ง ๑๒ ตำนาน ในการเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว
จึงขอประกาศรายชื่อตำนานทั้ง ๑๒ ตำนาน ที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้
กลุ่ม Product & Brand (สินค้า แบรนด์ Art Toy เครื่องราง)
ลำดับ
ชื่อตำนาน / ประเพณี / วัฒนธรรม / สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ชื่อผู้ส่งเรื่องราวตำนาน
๑.
ตำนานเปรตวัดพืชอุดมปลุกตำนานกฎแห่งกรรม "มรตกความเชื่อ
คุณประชา ขันทอง
สู่สุนทรียภาพร่วมสมัย"
๒.
มโนราห์โรงครู
คุณปริเยษ สุวรรณขำ
๓.
ตำนานเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
คุณนพดล ศรีทองอ่อน
๔.
ตำนานพระเจ้าพร้าโต้
คุณปุณยภรณ์ ประดับศุข
กลุ่ม Service & Expenience (เส้นทางท่องเที่ยว ประสบการณ์ชุมชน)
ลำตับ
ชื่อตำนาน / ประเพณี / วัฒนธรรม / สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ชื่อผู้ส่งเรื่องราวตำนาน
๕.
กาเฆาะชูรอ (ตำนานแห่นก)
คุณอับดุล กมาลอ
๖.
พระร่วงเมืองนครไทย
คุณธวัชชัย มายอด
๗.
การละเล่น ผีพุ่งไต้ อ.หัวหิน
คุณอนันทชัย แจ้งเหตุ
๘.
ประเพณีเฮาปลึงกระแบ็ย
คุณณัฏฐวัฒน์ ใจดีจริง
กลุ่ม Fllm & Digital Media (หนังสั้น แอนิเมชัน VR/AR ซีรีส์)
ลำดับ
ชื่อตำนาน / ประเพณี / วัฒนธรรม / สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ชื่อผู้ส่งเรื่องราวตำนาน
๙.
โถลายครามใต้บันได กับความลับ ๑,๓๐๐ ปี เวียงพันนาทะการ
คุณชลธี แดงผ่องศรี
๑๐.
เจดีย์ยักษ์สร้าง - ตำนานการแข่งขันแห่งศรัทธา
คุณสิทธิชัย ริยาพันธ์
นครศรีธรรมราช
๑๑.
หนูเลี้ยบหัวพริก: ตำนานผีแห่งตรอกเก่าตรงริมคุ้งน้ำเจ้าพระยา
คุณประเสริฐ ปริยชาติกุล
(ชุมชนกุฎีจีน)
๑๒.
ตำนานพระนางกาไว
ประกาศ ณ วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙
(อาจารย์ ดร.ศรายุทธ แสนมี)
ผู้อำนวยการสำนักงานบริการวิชาการ..
๑๑.
#หนูเลี๊ยบหัวพริก: #ตำนานผีแห่งตรอกเก่าตรงริมคุ้งน้ำเจ้าพระยา
#บทความสารคดีทดลอง
#หนูเลี๊ยบหัวพริก: ตำนานผีแห่งตรอกเก่าตรงริมคุ้งน้ำเจ้าพระยา ( #ฉบับปรับปรุง)
.
#ฉากเปิด : แสงสุดท้ายเหนือคุ้งน้ำ ภาพอดีตเมื่อ 70 ปีก่อน
พระอาทิตย์กำลังคล้อยลา เงาของบ้านเรือนไม้ทอดยาวไปตามตรอกแคบ ๆ
เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ค่อย ๆ เงียบหาย เหลือเพียงเสียงลมพัดที่คล้ายคลึงเสียงครวญครางเบาๆ
เวลานั้นที่เสียงของระนาดสลับปี่พาทย์ล่องฝ่าสายลม จากบ้านร้างไกลๆที่ปิดตาย มันส่ง
ท่วงทำนอง "จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า" ที่บรรจงเล่นอย่างประณีต และพริ้วไหว แต่เนิบนาบ ชวนให้รู้สึกถึงความเย็นยะเยือก ราวกับบทเพลงบรรเลงจากอีกโลกภพหนึ่งเป็นเหมือนดั่ง “สะพาน” ที่เชื่อมโลกคนเป็นกับโลกคนตาย
เสียงผู้ใหญ่จะเอ่ยคำเตือนที่เด็กทุกคนจำได้ดี
“รีบกลับบ้านได้แล้ว หนูเลี๊ยบ หัวพริกกำลังจะมา”
.....
#ฉากอดีต: ข้อมูล และความจริง
เมื่อ 70 ปีก่อน ชุมชนกุฎีจีนริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ราว พ.ศ. 2490–2500) เป็นพื้นที่ที่สะท้อน ความเป็น “พหุวัฒนธรรม” อย่างแท้จริง ชาวพุทธ ชาวคริสต์เชื้อสายโปรตุเกส และชาวมุสลิม รวมถึงชาวจีน มอญ ญวน ต่างอยู่ร่วมกันโดยมีศาสนสถานตั้งอยู่ใกล้กัน และใช้ความเชื่อทางศาสนาเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างสงบ ทุกกลุ่มให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีการร่วมงานเทศกาลของเพื่อนบ้านต่างศาสนา ที่เชื่อมโยงกัน อยู่เสมอๆตลอดปี
บรรยากาศพหุวัฒนธรรมในกุฎีจีน
ประกอบด้วยสังคมของ
#ชาวคริสต์เชื้อสายโปรตุเกส มีโบสถ์ซางตาครู้สเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ชุมชนจะสืบทอดพิธีกรรมและเทศกาลคริสต์ ต่างๆ เช่น วันคริสต์มาสและอีสเตอร์,
#ชาวพุทธไทยและมอญ จะ มีวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารและวัดประยุรวงศาวาสเป็นศูนย์กลาง ใช้เสียงระฆังและบทสวดมนต์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
#ชาวมุสลิม มีมัสยิดตั้งอยู่ใกล้ ๆ ชุมชน ทำให้การละหมาดและเสียงอาซานเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศริมแม่น้ำ ส่วน
#ชาวจีนและญวน:
ก็จะมีศาลเจ้า เช่น ศาลเจ้าเกียนอันเกง และศาลเจ้าพ่อกวนอู เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม และการบูชาตามความเชื่อดั้งเดิม
#ชุมชนพหุวัฒนธรรมโบราณ 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ: (พุทธ–คริสต์–อิสลาม–จีน) นี้
จึงมีความทรงจำร่วมทั้งรสชาติอาหาร เสียงระฆัง กลิ่นธูปควันเทียน พิธีกรรม เสียงอาซาน เสียงบทสวด เพลงกล่อมเด็ก และดนตรีดั้งเดิมหลายชาติพันธุ์ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศชุมชนในสมัยนั้นทั้งสิ้น รวมทั้งความเชื่อเรื่อง "ผี"
---
#ฉากสัมภาษณ์ : เสียงจากคุณตอง และคนอื่นๆ
ใต้ชายคาบ้านไม้ระแนงที่ผ่านกาลเวลา ผมได้พูดคุยกับคุณตอง ผู้ดูแลบ้านพิพิธภัณฑ์ชุมชนกุฎีจีน
รอยยิ้มของเขาปรากฎร่องรอยชัดที่มุมปากบาง ๆ ด้วยแววตาทีนิ่งสงบ แต่ดูหนักแน่นเมื่อได้ยินชื่อหนูเลี๊ยบ หัวพริก
“สมัยก่อนผู้ใหญ่จะชอบพูดว่า ถ้าเด็กยังไม่กลับบ้านตอนค่ำ หนูเลี๊ยบ หัวพริกจะมาเอาตัวไป”
เขาพูดพลางหัวเราะ คล้ายกับมันเป็นเรื่องเล่าชวนขบขันในวงน้ำชา
แต่เสียงหัวเราะนั้นแฝงด้วยความจริงจัง
“ตอนนั้นที่พวกเรากลัวมาก” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาและ น้ำเสียงที่มั่นคง
ในขณะที่คนอื่นๆก็เสริมต่อว่า
"หากเมื่อมองย้อนกลับไปตอนนั้น
ความกลัวนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องเล่า แต่เป็นกฎลับที่ทำให้เด็ก ๆ อยู่ในบ้านเมื่อความมืดเข้ามาครอบงำ"
"ยามค่ำคืนที่เงียบสงัด จึงมีเพียงเสียงน้ำกระทบตลิ่ง และเงาแสงจันทร์ที่ทอดตัวเหนือกรอบเก่าแห่งความทรงจำ บ้านเรือนริมน้ำยังคงใช้ตะเกียงน้ำมันส่องสว่าง"
" เสียงผู้เป็นแม่ หรือพ่อ และผู้เฒ่าคนชราที่นั่งไกวเปลและเสียงร้องเพลงกล่อมลูกน้อย เบา ๆ อยู่ในบ้านตามวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมน้ำที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น "
"ในครั้งสมัยที่การเดินทาง การค้าขาย และขนส่งทางน้ำยังเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ มันเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2"
....
#ฉากหลอน : เงา กลิ่น และเสียงที่ไม่อาจอธิบาย
แต่อีกด้านหนึ่งของยามค่ำคืนในกุฎีจีนไม่เคยเงียบสนิท
เสียงฝีเท้าที่ลากเดินวนบนไม้กระดานในบ้านเก่า ดังขึ้นเอง เป็นระยะๆโดยไม่ปรากฏเห็นผู้กระทำ
กลิ่นปริศนาลอยวนในอากาศ
ชวนให้นึกถึงมือที่มองไม่เห็นกำลังโขลกเครื่องแกง หรือสมุนไพรเก่าเก็บในความมืด
ความน่าสะพรึงกลัวของผีสองตัวนี้อยู่ที่ความคลุมเครือ
ชาวบ้านเล่าขานถึง “ #หนูเลี๊ยบ” ในลักษณะเงาประหลาดรูปร่างคล้ายลูกหนูที่วิ่งไต่ไปตามกำแพงสูง
มันเคลื่อนไหวตัวได้อย่างรวดเร็วพร้อมเสียง 'ครืด... ครืด...' ของเล็บแหลมเล็กที่กรีดลงบนเนื้อไม้เก่าขัดแตะ
เสียงนั้นแหลมสูงจนบาดลึกเข้าไปในหัวใจ มันคงกำลังจดจ้อง และพยายามหาช่องว่างเล็กๆ เพื่อมุดลอดเข้ามาหาคนที่อยู่ข้างในบ้าน แต่เมื่อจ้องจับมองตามมันไป เงานั้นกลับหายวับไปราวกับไม่เคยมีมันอยู่จริง
ส่วน “ #หัวพริก” นั้นมาพร้อมกับคำบรรยายชวนขนลุกขนพอง—หัวแดงฉานราวกับพริกขี้หนูสด สุดร้อนแรง
บางคนเห็นเป็นหัวเล็กจิ๋ว แต่มีดวงตาเรืองแสงวาวโรจน์ในเงามืด
อีกกลิ่นพริกแห้งแสบฉุนลอยคลุ้งทั่วชุมชน
หัวพริกจะบดพริกเก่ากองโต แล้วลงมือคั่วจนทุกคนต้องระคายคอ ทั้งหมดอยู่ในบ้านร้างที่ไม่มีใครเคยเห็นแม้เตาไฟ
แต่เสียงตึงของ 'ครก' กระทบ 'สาก' ดังก้องกังวานสม่ำเสมอ ตลอดเวลา... ราวกับเสียงจังหวะหัวใจเต้นของใคร..ในครัวมืดที่ปิดตาย ก่อนการปฏิบัติการล่าครั้งสำคัญในตรอกซอยลึกจะอุบัติขึ้น
เสียงลูกระนาดเอกไม้ไผ่บงกระทบกันอีกครั้ง—เสียงของมันดังพริ้วไหวชัดเจนดั่งสายระลอกน้ำไหล แต่บางครั้งก็น่าหวั่นไหวด้วยคลื่นระลอกใหญ่ที่ซัดเข้ามา
ใครบางคนกำลังกระหน่ำซ้ำตีมันเพื่อปลอบประโลมใจ ปลดปล่อยความอ้างว้างของตน อยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่ไร้ผู้คนนั้น
ทำนองเพลงที่สะท้อนก้องอยู่ในความมืด ราวกับเป็นเสียงเรียกจากหนูเลี๊ยบ หัวพริกที่ยังวนเวียนเฝ้าคอยบางสิ่งอยู่
ทุกสัมผัส—รูปรส กลิ่น เสียง—กลายเป็นบรรยากาศสร้างเสริมที่ทำให้หนูเลี๊ยบ และหัวพริกยังคงดำรงชีวิตในความทรงจำ
สำหรับการทำงานเขียนชิ้นนี้ การเขียน คือการขุดสำรวจจิตใจ... บางครั้งเราพบกล่องสมบัติ บางครั้งเราก็พบบาดแผล หรือไม่เราก็เจอศพที่เราฝังเอง แต่ในครั้งนี้ ข้าพเจ้ากำลังขุดสำรวจ "ศพ"ที่ความหมายภาษาอังกฤษคำนี้หมายถึงความจริงที่ไม่ดิ้น ไม่ขยับเขยื้อนได้ ปริศนาเงียบที่เก็บซ่อนเงื่อนงำความลับ" ลึกเข้าไปในความเชื่อเก่าๆ เพื่อพยายามหาให้พบกับ "หัวใจ" ของคนรุ่นก่อนที่ฝังซ่อนมันไว้
......
#ฉากตีความ : ผีในฐานะสัญลักษณ์
เมื่อเติบโตขึ้น หลายคนมองเรื่องนี้ต่างออกไป
“ผู้ใหญ่คงไม่ได้ตั้งใจจะหลอกเด็ก เขาแค่ไม่อยากให้เด็กๆออกมาเล่นตอนกลางคืน เพราะบางคนเล่นเพลินจนลืม"
และยังอีกหลายเสียงหลายทัศนคติในชุมชน
"บางคนก็ว่าผีทั้งสองเป็นตัวเดียวกัน"
"บางที เรื่องราวของหนูเลี๊ยบ และหัวพริก อาจเป็นเพียงการพยายามส่งเสียงเตือนถึงอันตรายที่มองไม่เห็นในเงามืดของคุ้งน้ำ”
"ปัญหาเด็กที่หายตัวจากบ้าน ก็มักให้ได้ยินด้วยกันแทบทุกชุมชน..คุ้งน้ำนี้ในอดีตเงียบเชียบและมืดสนิทในยามค่ำคืน เรือนิรนามที่แจวผ่าน หรือคนแปลกหน้าที่แฝงตัวมาอาศัยอยู่ในบ้านร้างก็เคยปรากฏให้เห็นอยู่..."
"ส่วนใหญ่จะเป็นคดีลักพาตัวเด็กไปขาย.."
ผีหนูเลี๊ยบและผีหัวพริกจึงไม่ใช่เพียงสิ่งน่ากลัว แต่อาจเป็น #รหัสสัญลักษณ์ของความห่วงใย
เป็นวิธีที่ชุมชนใช้เพื่อปกป้องเด็ก ๆ ของพวกเขาจากความมืดและภยันตรายยามค่ำคืน
เรื่องเล่าที่ทรงพลังนี้ถูกส่งผ่านการเดินทางจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งออกไปอย่างง่ายดาย และโดยสมัครใจ พร้อมร่องรอยขูดขีดบนฝาบ้านไม้ที่ถูกทิ้งปรากฏไว้
.....
#ฉากสรุป : เงาที่ไม่เคยหายไป
เวลาผ่านไปนับหลายสิบปี แสงไฟฟ้าสว่างสไวไปทั่วชุมชนแล้ว มันเป็นแสงสีขาวสว่างนวลตา
ในวันที่ความมืดถูกขับไล่ออกไป... เด็ก ๆ เติบโตขึ้น
แต่ชื่อของผีหนูเลี๊ยบและหัวพริกยังไม่จางหายไปจากความทรงจำของผู้คน
มันยังคงถูกเล่าซ้ำ—ในเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ที่เคยเป็นเด็ก
แม้ความมืดจะถูกแทนที่ด้วยไฟจากถนน
ในบางคืนที่แสงนั้นอาจกระพริบสั่นไหว บางทีเงาบางเงาก็อาจยังคงไต่ผ่านกำแพงไม้เก่าอย่างเงียบงัน
และบางสิ่งที่แว่วมาท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น
เสียงวงปี่พาทย์เครื่องห้ายังคงบรรเลงเพลง อย่างเชื่องช้า
ราวกับว่าใครบางคนไม่เคยจากไปไหนเลย
“จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า
ขอข้าวขอแกง
ขอแหวนทองแดง
ผูกมือน้องข้า
.......
....."
บทเพลงกล่อมเด็กโบราณนั้นยังคงอวลอยู่ในบรรยากาศความมืดของราตรี
เงาของอดีตที่สะท้อนของความรักความผูกพัน ความทรงจำร่วม
ของผู้คนในชุมชนเก่าแห่งนี้
บทเพลงที่ไม่ใช่เพียงบทเพลง แต่เป็น คำสัญญาแห่งความรัก และ #สำเนียงภาษาแห่งความห่วงใย ของผู้เป็นบุพการี
" #กุฎีจีน"
ชุมชนเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยตรอกซอยเก่าคดเคี้ยวตรง
คุ้งน้ำเจ้าพระยา ชีวิตที่เดินทางผ่านการหล่อหลอมและคลุกเคล้ามาด้วยหลากหลายความเชื่อและเรื่องราว และ
กับเรื่องเล่าความน่ากลัวของ "หนูเลี๊ยบ หัวพริก"
.....
#ฉากส่งท้าย
บริบทเมื่อ 60–70 ปีก่อน
เพลง “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า” ฉบับดั้งเดิมมีเนื้อร้องสั้น ๆ ใช้ทำนองไทยเดิมจาก " #เพลงลาวเสี่ยงเทียน" ซึ่งเป็นทำนองช้า อ่อนหวาน และไพเราะ เหมาะกับการกล่อมเด็กและสะท้อนความรักความห่วงใยของพ่อแม่ที่มีต่อลูก
ในยุค พ.ศ. 2490–2500 เพลงนี้
ถูกนำมาบรรเลงและขับร้องใน วงเครื่องสายไทย และ วงมโหรี
นักร้องลูกกรุงบางท่าน เช่น รวงทอง ทองลั่นธม และนักดนตรีไทยเดิม ได้นำทำนองนี้มาขับร้องในรูปแบบที่ไพเราะยิ่งขึ้น
แม้จะเป็นเพลงกล่อมเด็ก แต่ด้วยทำนองที่อ่อนหวาน จึงถูกใช้ในงานแสดงดนตรีไทยและงานวัฒนธรรมในราชสำนักและมหรสพ
ปัจจุบันเรื่องราวของหนูเลี้ยบ หัวพริก อาจเลือนลางหายไปจากความเชื่อ
แต่มันไม่เคยหายไปจากบริบทวิถีความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกได้
ปัจจุบัน สำหรับเด็กรุ่นใหม่ๆนับย้อนจากเด็กรุ่นแอลฟ่า ลงมา แทบจะไม่มีใครรู้จักผีหนูเลี๊ยบหัวพริกเลย
หนูเลี๊ยบหัวพริกจึงเป็นมรดกความทรงจำอีกชิ้นหนึ่งที่กำลังจะถูกลืม
โดย.
หมอดูใบชา