BCon SEA From individual brilliance to organizational impact. We help businesses & people rise. Your trusted HRM | HRD | OD partner. BCon, where purpose meets impact.

Pioneering progress since 1964, BCon ignites organizational excellence. As Japan's first HR & OD consulting firm, we've evolved alongside your needs, offering tailor-made solutions to empower your people and elevate your organization. Leadership Development , Organization Change, Innovation, Diversity and Inclusion, Global Business and Sustainability Growth: Let us guide your transformation, big o

r small, with 100+ expert consultants by your side. We're not just consultants, we're partners in your success story. We empower people and organizations to thrive, creating lasting value for society. Join us in shaping a brighter future, because together, we rise. Connect with us today and unlock your full potential.

🔑อย่าปล่อยให้ “การเรียนรู้จบที่ห้องอบรม แต่ไม่ได้จบที่พฤติกรรมจริง”หลายองค์กรลงทุนอบรมไม่น้อย เนื้อหาดี คนเรียนตั้งใจ แต...
04/05/2026

🔑อย่าปล่อยให้ “การเรียนรู้จบที่ห้องอบรม แต่ไม่ได้จบที่พฤติกรรมจริง”

หลายองค์กรลงทุนอบรมไม่น้อย เนื้อหาดี คนเรียนตั้งใจ แต่พอกลับมาทำงานจริง ทุกอย่างกลับเหมือนเดิม ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่การ “อบรม” แต่อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากอบรมจบ

�แล้วทำไมอบรมแล้วพนักงานไม่เปลี่ยน

🩵1) Action Plan ถูกเขียน แต่ไม่เคยถูกใช้
ในห้องอบรม ทุกคนตั้งใจ เขียน Action Plan แต่พอกลับไปทำงานจริง กลับเจอทั้งงานด่วน KPI และโดนกลืนด้วยวิธีเดิม ๆ เหตุผลที่พบบ่อย คือ

-เขียนแล้ว ไม่มีใครถามต่อ ไม่มีใครสนใจว่าจะทำหรือไม่
-ไม่มีการกำหนด Deadline กลายเป็น “เดี๋ยวค่อยทำ”
- Action Plan ดีในกระดาษ แต่ไม่สอดคล้องบริบทหน้างาน
-ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ทำให้ไม่เห็นคุณค่าต่อเป้าหมายองค์กร

🩵2) หัวหน้าไม่สนับสนุน ไม่ติดตาม
พฤติกรรมใหม่จะไม่เกิด ถ้าหัวหน้าไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกทีมไปเรียน ยังทำงานแบบเดิม วัดผลแค่ผลงาน ไม่มองพฤติกรรม และ ไม่เป็น Role Model ของสิ่งที่อบรม

🩵3) ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้ลองเปลี่ยน
หลายคนไม่เปลี่ยน ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะกลัวพลาด กลัวโดนตำหนิ และกลัวถูกมองว่าไม่เก่ง

การอบรมจะไม่เปลี่ยนใครเลย ถ้าองค์กรไม่ช่วยกันทำให้การเปลี่ยนแปลง “เกิดขึ้นจริง” แนวคิดที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้การอบรมเห็นผล คือ

• ทบทวน Action Plan จริง (เช่น 30–60–90 วัน)
• ให้หัวหน้าเข้ามามีบทบาท ถาม ติดตาม สนับสนุน
• เชื่อมการเรียนรู้กับหน้างานจริง
• สร้าง Psychological Safety ให้กล้าลอง กล้าทำ และวัดผลจาก “พฤติกรรมที่เปลี่ยน”

การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในห้องอบรม แต่อยู่ในทุกการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ถ้าองค์กรพร้อมสนับสนุน คนก็พร้อมเปลี่ยน

#พัฒนาตัวเอง #เปลี่ยนพฤติกรรม

สุขสันต์วันแรงงาน💪ก้าวเล็กๆ ที่ลงมือทำในวันนี้ คือรากฐานของความยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้ขอให้ Outlook ไม่แจ้งเตือน อีเมลเงีย...
01/05/2026

สุขสันต์วันแรงงาน💪

ก้าวเล็กๆ ที่ลงมือทำในวันนี้ คือรากฐานของความยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้
ขอให้ Outlook ไม่แจ้งเตือน อีเมลเงียบตลอดวัน

#วันแรงงาน #มนุษย์เงินเดือน

😈ทักษะการขัดอย่างสร้างสรรค์: วิธีเป็น 𝐃𝐞𝐯𝐢𝐥’𝐬 𝐀𝐝𝐯𝐨𝐜𝐚𝐭𝐞 ที่ทีมยังไว้ใจการตัดสินใจในทีม มักเจอปัญหาที่ทุกคนเห็นด้วยกันหมด ...
29/04/2026

😈ทักษะการขัดอย่างสร้างสรรค์: วิธีเป็น 𝐃𝐞𝐯𝐢𝐥’𝐬 𝐀𝐝𝐯𝐨𝐜𝐚𝐭𝐞 ที่ทีมยังไว้ใจ

การตัดสินใจในทีม มักเจอปัญหาที่ทุกคนเห็นด้วยกันหมด เพราะไม่อยากเป็นคนแปลกแยก ผลลัพธ์คือแผนที่ดูดีในห้องประชุม อาจพังในความเป็นจริง ดังนั้น Devil's Advocate ที่ดีคือเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะ Devil’s Advocate (ทนายของปีศาจ) คือบทบาทของคนที่ “ตั้งใจตั้งคำถาม” กับความคิดหรือการตัดสินใจของทีม แม้ตัวเองอาจไม่ได้เห็นต่างจริง แต่ทำหน้าที่ ทดสอบเหตุผล ความเสี่ยง และมุมที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น

วิธีเป็น Devil's Advocate ที่ดี โดยไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่

1. ประกาศบทบาทของตัวเองก่อนพูดเสมอ
วิธีที่ง่ายที่สุดในการลดแรงกระแทก คือพูดตรง ๆ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เช่น "ขอลองเล่นบทโต้แย้งสักนิด เพื่อให้เราคิดให้รอบด้านขึ้น" ประโยคนี้สามารถเปลี่ยนบรรยากาศได้ทั้งห้อง เพราะทุกคนรู้ว่าสิ่งที่จะได้ยินต่อไปนี้คือการทดสอบ ไม่ใช่การโจมตี

2. โจมตีความคิด ไม่ใช่คน
ให้พุ่งไปที่ตัวความคิด ตัวแผนงาน หรือตัวสมมติฐาน อย่าพุ่งไปที่ตัวคนที่นำเสนอ แทนที่จะพูดว่า "คุณลืมคิดเรื่องนี้ไปหรือเปล่า" ให้ลองเปลี่ยนเป็น "ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา เราจะรับมืออย่างไร"

3. ถามคำถาม แทนการฟันธง
Devil's Advocate ที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่พูดว่า "แผนนี้ไม่เวิร์คหรอก" แล้วทำให้ทุกอย่างหยุดลง แต่ Devil's Advocate ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือคนที่ถามว่า "เราได้ทดสอบสมมติฐานข้อนี้แล้วหรือยัง" หรือ "ถ้าตัวเลขนี้คลาดเคลื่อน แผนยังใช้ได้อยู่ไหม" เพราะคำถามเปิดโอกาสให้ทีมคิดต่อ ส่วนการฟันธงคือการปิดประตูการสนทนา

4. จบด้วยการสนับสนุน ไม่ใช่การทำลาย
หลังจากตั้งคำถามหรือโต้แย้งแล้ว อย่าปล่อยให้บรรยากาศจบแบบค้างคา ลองพูดว่า “อยากให้แผนนี้เวิร์คเหมือนกัน แค่อยากให้พวกเราคิดรอบด้านก่อนลงมือ" เป็นประโยคที่ยืนยันว่าคุณอยู่ฝ่ายเดียวกัน ไม่ใช่ฝั่งตรงข้าม

5. รู้จักจังหวะที่จะหยุด
Devil's Advocate ไม่ใช่การค้านทุกอย่างตลอดเวลา แต่คือการเลือกจังหวะที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าทีมกำลังเห็นด้วยกันเร็วเกินไป หรือข้ามสมมติฐานสำคัญไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อทีมได้คิดรอบด้านแล้ว ก็ถึงเวลาวางบทบาทนี้ลง และเดินหน้าไปด้วยกัน

Devil's Advocate มีคุณค่าสูงสุดในจังหวะที่ทีมกำลังจะตัดสินใจใหญ่ กำลังจะเดินหน้าเร็วเกินไป หรือกำลังมองข้ามความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ แต่เครื่องมือที่ดีที่สุดก็ยังต้องการจังหวะที่ถูกต้อง เพราะ Devil's Advocate ที่ใช้ผิดเวลา อาจกลายเป็นคนที่ทำให้ทีมหยุดอยู่กับที่ แทนที่จะช่วยให้ทีมเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ

#พัฒนาตัวเอง #ผู้นำ

"ความเงียบในที่ประชุม บางครั้งไม่ได้แปลว่าทุกคนเห็นด้วย""คุณคิดว่าทีมคุณปลอดภัยพอให้ทุกคนเป็นตัวเองได้จริงหรือเปล่า?"ควา...
27/04/2026

"ความเงียบในที่ประชุม บางครั้งไม่ได้แปลว่าทุกคนเห็นด้วย"
"คุณคิดว่าทีมคุณปลอดภัยพอให้ทุกคนเป็นตัวเองได้จริงหรือเปล่า?"

ความปลอดภัยทางจิตใจในองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียว แต่จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ เหมือนทฤษฎีของ Maslow ที่มนุษย์ต้องได้รับการยอมรับก่อน จึงจะเติบโตได้เต็มที่💕

Dr. Timothy Clark ผู้เขียน The 4 Stages of Psychological Safety อธิบายว่า พนักงานต้องผ่านครบทั้ง 4 ช่วงนี้ก่อน จึงจะรู้สึกอิสระพอที่จะสร้างคุณค่า และกล้าท้าทายสิ่งที่เป็นอยู่ได้อย่างแท้จริง

〽️ช่วงที่ 1 ความปลอดภัยในการเป็นส่วนหนึ่ง (Inclusion Safety)
ก่อนอื่นเลย คนต้องรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนนอก เป็นตัวเองได้ แตกต่างได้ และยังได้รับการยอมรับ ถ้าข้อนี้ยังไม่ผ่าน ข้อต่อไปจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย

〽️ช่วงที่ 2 ความปลอดภัยในการเรียนรู้ (Learner Safety)
ตั้งคำถามได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะดูโง่ ทดลองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดแล้วถูกตำหนิ นี่คือจุดที่คนเริ่มเติบโตได้จริง

〽️ช่วงที่ 3 ความปลอดภัยในการมีส่วนร่วม (Contributor Safety)
ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ แต่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และกล้านำสิ่งที่ถนัดออกมาใช้อย่างเต็มที่

〽️ช่วงที่ 4 ความปลอดภัยในการท้าทาย (Challenger Safety)
เห็นว่าอะไรควรเปลี่ยนแล้วพูดออกมาได้เลย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบความสัมพันธ์หรือถูกมองแง่ลบ

เพื่อช่วยให้พนักงานผ่านทั้ง 4 ช่วง และไปถึงจุดที่รู้สึกสบายใจกับการแสดงความคิดเห็น ผู้นำควรหล่อเลี้ยงและส่งเสริมความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ถ้าอยากให้ทีมกล้าคิด กล้าพูด และกล้าลองสิ่งใหม่ สิ่งที่ผู้นำต้องทำไม่ใช่การกดดัน แต่คือการสร้างความไว้วางใจ ความเคารพ และความรู้สึกว่าทุกคนมีที่ยืนในทีม

เพราะคนที่รู้สึกปลอดภัยจะกล้าร่วมมือ และคนที่กล้าร่วมมือคือคนที่สร้างนวัตกรรมได้จริง😊

#พัฒนาตัวเอง #ผู้นำ #ความปลอดภัยทางจิตใจ

ในวันที่ทุกอย่างปกติ เราทุกคนอาจดูสุภาพ มีเหตุผล และใจเย็น แต่ในวันที่งานเร่ง ความคาดหวังสูง ความผิดพลาดเกิดขึ้น พฤติกรร...
24/04/2026

ในวันที่ทุกอย่างปกติ เราทุกคนอาจดูสุภาพ มีเหตุผล และใจเย็น แต่ในวันที่งานเร่ง ความคาดหวังสูง ความผิดพลาดเกิดขึ้น พฤติกรรมจริงจะ “โผล่” ออกมาเสมอ

คนส่วนใหญ่ไม่ได้ "พัง" ใต้แรงกดดัน แต่พวกเขา "เปลี่ยนพฤติกรรม" บางครั้งในทางที่ทีมรับมือยาก LIFO เป็นหนึ่งในไม่กี่เครื่องมือที่วัดสิ่งนี้ได้ตรงๆ ต่างจาก assessment ทั่วไปที่วัด "ตัวตนปกติ" ของคุณ

LIFO วัดสองสภาวะควบคู่กัน
🟢สภาวะปกติ (Favorable Conditions) → คุณทำงานด้วยพลังและสไตล์ใด เมื่อสิ่งต่างๆ เป็นไปด้วยดี
🔴สภาวะกดดัน (Stress Conditions) → คุณเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคาม ล้มเหลว หรือสูญเสียการควบคุม

เพราะในวันที่ทุกอย่างปกติ เราทุกคนอาจดูสุภาพ มีเหตุผล และใจเย็น แต่ในวันที่งานเร่ง ความคาดหวังสูง ความผิดพลาดเกิดขึ้น พฤติกรรมจริงจะ “โผล่” ออกมาเสมอ LIFO จึงช่วยให้เห็นว่า...

• เวลาคุณเครียด คุณจะโฟกัส “งาน” หรือ “คน”
• คุณรับมือแรงกดดันด้วยการ “ควบคุม” หรือ “ปรับตัว”
• จุดแข็งของคุณในภาวะตึงเครียดคืออะไร
• พฤติกรรมไหนที่อาจกระทบคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว

LIFO บอกให้คุณ เห็นล่วงหน้า และ บริหารได้อย่างมีสติ ในฐานะผู้บริหาร ข้อมูลชุดนี้มีค่ามาก เพราะ วิกฤตไม่เคยมาตอนที่คุณพร้อม แต่คุณสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า ใครจะตอบสนองยังไง และจะสนับสนุนทีมได้อย่างถูกจุด นั่นคือความต่างระหว่างผู้บริหารที่ "แก้ปัญหาเฉพาะหน้า" กับผู้บริหารที่ "เตรียมทีมรับมือได้อย่างเป็นระบบ"

-----

Life Orientations® (LIFO) เป็นวิธีการที่ช่วยให้เราวิเคราะห์ การทำงานของคนในทีมได้ชัดเจนขึ้น โดยแบ่งสไตล์ การทำงานของคนออกเป็น 4 แบบ คือ

SG: Supporting / Giving - ช่วยเหลือ ใส่ใจ
CH: Conserving / Holding - รอบคอบ วางแผนเป๊ะ
CT: Controlling / Taking - เน้นผลลัพธ์ ชอบความเร็ว
AD: Adapting / Dealing - ยืดหยุ่น เข้ากับทุกคนได้ดี

✨ถ้าอยากเข้าใจ “ตัวตนจริง” ของทีม ไม่ใช่แค่ในวันที่ทุกอย่างราบรื่น แต่รวมถึงวันที่แรงกดดันสูง LIFO อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหาอยู่

3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Life Orientations® (LIFO) ที่คนมักเข้าใจผิด❓ข้อ 1: LIFO เป็นการจัดประเภทคนเหมือน MBTI ใช่ไหม?ไม่เ...
22/04/2026

3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Life Orientations® (LIFO) ที่คนมักเข้าใจผิด

❓ข้อ 1: LIFO เป็นการจัดประเภทคนเหมือน MBTI ใช่ไหม?
ไม่เหมือน MBTI เป็น Personality Preference Model ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างความคิดว่า เรารับข้อมูล คิด และตัดสินใจอย่างไร พูดง่าย ๆ คือ ช่วยอธิบายว่าเรา คิดอย่างไร และเป็นใครในเชิงระบบความคิด

LIFO เป็น Behavioral Preference Model โฟกัสที่พฤติกรรมที่คนเลือกใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะใน สถานการณ์กดดัน แข่งขัน หรือมีความคาดหวังสูง LIFO จึงเชื่อมโยงกับ Motivation และรูปแบบการแสดงออกมากกว่าตัวตน

สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองโมเดลคือเป็นเรื่องของ Preference คือ “แบบที่เราชอบ ใช้แล้วสบายใจ หรือถนัดในช่วงเวลานั้น” ไม่ใช่ป้ายที่บอกว่า ได้แบบนี้ = ต้องเป็นแบบนี้ตลอดชีวิต

❓ข้อ 2: ถ้าได้ผลแบบหนึ่ง แปลว่าเราติดอยู่กับสไตล์นั้นตลอดชีวิต?
นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด LIFO ไม่ได้บอกว่า “คุณเป็นคนแบบนี้” แต่บอกว่า “ในตอนนี้ คุณมีแนวโน้มใช้พฤติกรรมแบบไหนก่อน เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้” ทุกคนมีพลังทั้ง 4 สไตล์ครบ ความต่างคือ ลำดับการหยิบมาใช้ และ ความถี่ สิ่งสำคัญคือ ผล LIFO สามารถเปลี่ยนได้เมื่อบทบาทเปลี่ยน ทีมเปลี่ยน วัฒนธรรมเปลี่ยน หรือระดับความกดดันเปลี่ยน ดังนั้น LIFO จึงเป็น จุดเริ่มต้นของการตระหนักรู้ (self-awareness) ไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของคนคนหนึ่ง

❓ข้อ 3: เอาผลไปใช้ตัดสินคนในทีมได้เลยไหม?
นี่คือข้อที่อันตรายที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่ วิธีใช้ ผู้บริหารบางคนได้ผล LIFO ของทีมแล้ว เริ่มใช้ผลนั้นเป็น "คำตัดสิน" ว่าใครเหมาะกับงานอะไร หรือใครมีแนวโน้มจะมีปัญหา แต่ LIFO ถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้าใจว่าจะสื่อสาร มอบหมายงาน และ สนับสนุนคนคนนั้นได้ดีขึ้นอย่างไร เพื่อให้ศักยภาพถูกดึงออกมา ไม่ใช่เอาไปใช้ตีกรอบหรือจำกัดโอกาส

-----

Life Orientations® (LIFO) เป็นวิธีการที่ช่วยให้เราวิเคราะห์การทำงานของคนในทีมได้ชัดเจนขึ้น โดยแบ่งสไตล์ การทำงานของคนออกเป็น 4 แบบ คือ
SG: Supporting / Giving - ช่วยเหลือ ใส่ใจ
CH: Conserving / Holding - รอบคอบ วางแผนเป๊ะ
CT: Controlling / Taking - เน้นผลลัพธ์ ชอบความเร็ว
AD: Adapting / Dealing - ยืดหยุ่น เข้ากับทุกคนได้ดี

✨แต่ละสไตล์ไม่ดีหรือแย่ ขึ้นอยู่กับว่า “ถูกใช้ถูกที่ ถูกเวลา และเข้าใจซึ่งกันและกันหรือไม่” ลองใช้ LIFO ค้นหาตัวตนกับเรา แล้วค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของทีมคุณ!

ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า โลกการทำงานจะเปลี่ยนเร็วและลึกกว่าที่หลายคนคาดไว้ งานวิจัยจาก McKinsey, MIT Leadership และ World E...
20/04/2026

ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า โลกการทำงานจะเปลี่ยนเร็วและลึกกว่าที่หลายคนคาดไว้ งานวิจัยจาก McKinsey, MIT Leadership และ World Economic Forum ชี้ตรงกันว่า ผู้นำที่ยังทรงพลังในอนาคต ไม่ใช่คนที่ “เก่งที่สุด” แต่คือคนที่ออกแบบวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และสภาพแวดล้อมของทีมได้ดีกว่า นั่นหมายความว่า “ความสามารถของผู้นำ” ไม่ได้วัดกันที่ความรู้หรือทักษะเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่าน วิธีที่เขานำพาคนอื่นให้เติบโตและพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

ลองเลือกสกิลที่ตรงใจกับคุณมากที่สุด
แล้วมาดูว่าสิ่งนั้นสะท้อนบทบาทผู้นำของคุณอย่างไร👇

🃏 𝑨𝒅𝒂𝒑𝒕𝒊𝒗𝒆 𝑻𝒉𝒊𝒏𝒌𝒊𝒏𝒈
คิดและปรับให้ทันบริบท ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วและคาดเดาไม่ได้ ผู้นำที่ยึดติดกับวิธีเดิม คือผู้นำที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง Adaptive Thinking ไม่ใช่แค่การ “รับมือกับการเปลี่ยนแปลง” แต่คือความสามารถในการ นำการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่สถานการณ์จะบังคับให้คุณต้องทำ

🃏 𝑯𝒖𝒎𝒂𝒏-𝒄𝒆𝒏𝒕𝒆𝒓𝒆𝒅 𝑳𝒆𝒂𝒅𝒆𝒓𝒔𝒉𝒊𝒑
มนุษย์มาก่อนระบบเทคโนโลยีสามารถทำงานแทนคนได้มากขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่ระบบทดแทนไม่ได้ คือการทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความหมาย สอดคล้องกับแนวคิด Purpose-driven Organization ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า องค์กรที่นำด้วย “คน” มีทั้งอัตราการรักษาคนเก่งและผลลัพธ์การทำงานที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

🃏 𝑪𝒐𝒍𝒍𝒂𝒃𝒐𝒓𝒂𝒕𝒊𝒗𝒆 𝑰𝒏𝒕𝒆𝒍𝒍𝒊𝒈𝒆𝒏𝒄𝒆
ปัญญาที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน แนวคิด Edmondson Learning Behavior ชี้ชัดว่า “ทีมที่แข็งแรง เอาชนะคนเก่งคนเดียวได้” แต่ทีมที่แข็งแรงไม่ได้เกิดขึ้นเอง ต้องการผู้นำที่รู้วิธีสร้าง Psychological Safety ดึงศักยภาพของทุกคนออกมา และเปลี่ยนความแตกต่างให้กลายเป็นพลัง ไม่ใช่ความขัดแย้ง

🃏 𝑫𝒆𝒄𝒊𝒔𝒊𝒐𝒏 𝑴𝒂𝒔𝒕𝒆𝒓𝒚
การตัดสินใจบนข้อมูล และสัญชาตญาณที่ผ่านการฝึก ในยุคที่ข้อมูลมีมากเกินไป ผู้นำที่รอให้ข้อมูลครบ 100% มักพลาดโอกาสไปก่อน โดย Donald Schön เรียกทักษะนี้ว่า Reflection-in-action ความสามารถในการคิด ปรับ และตัดสินใจ ในขณะที่กำลังลงมือทำจริง คือสิ่งที่แยกผู้นำระดับผู้เชี่ยวชาญ ออกจากผู้นำที่แค่ทำตามกระบวนการ

🃏 𝑺𝒕𝒓𝒂𝒕𝒆𝒈𝒊𝒄 𝑪𝒐𝒎𝒑𝒂𝒔𝒔𝒊𝒐𝒏
การเข้าใจผู้คนอย่างลึกซึ้ง แล้วใช้ความเข้าใจนั้นในการตัดสินใจและนำทีม ไม่ใช่แค่ทำให้คนรู้สึกดี แต่คือการคิดให้รอบคอบ รับฟังอย่างมีสติ และเลือกทางที่ส่งผลดีทั้งกับคนและองค์กรในระยะยาว งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้นำที่มีความเมตตา มักสร้างผลงานและผลลัพธ์ของทีมได้ดีกว่าอย่างชัดเจน

✨ ผู้นำแห่งอนาคต ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่รู้ทุกคำตอบ หรือเก่งที่สุดในห้อง แต่คือคนที่ออกแบบวิธีคิด ออกแบบการตัดสินใจ และออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนรอบตัวเติบโตได้ดีที่สุด

แล้วคุณล่ะ กำลังออกแบบความเป็นผู้นำของตัวเองไว้แบบไหน

#พัฒนาตัวเอง #ผู้นำ #ทักษะ

💼Turnover Rate มากเกินไปก็พัง น้อยเกินไปก็ไม่โตบริษัทที่ไม่มีคนลาออกเลย อาจกำลังสะสมปัญหาโดยไม่รู้ตัวก่อนจะดีใจกับตัวเลข...
17/04/2026

💼Turnover Rate มากเกินไปก็พัง น้อยเกินไปก็ไม่โต
บริษัทที่ไม่มีคนลาออกเลย อาจกำลังสะสมปัญหาโดยไม่รู้ตัว

ก่อนจะดีใจกับตัวเลข Turnover Rate ต่ำ
ลองหยุดถามตัวเองและองค์กรสักนิดว่า
ระบบกำลังส่งสัญญาณอะไรอยู่?
คนที่อยู่…อยู่เพราะอะไร?
คนที่ควรอยู่ ยัง “อยากอยู่” กับเราหรือเปล่า?

หลายคนมักคิดว่า "ถ้าไม่มีคนลาออก แสดงว่าบริษัทดี" แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น เมื่อ Turnover Rate ต่ำเกินไปมีผลเสียต่อองค์กรหลายด้าน

1. ไม่มีที่ให้คนใหม่เข้า
ถ้าไม่มีคนออก ก็ไม่มีตำแหน่งว่าง บริษัทจะไม่สามารถดึงดูดคนเก่งจากภายนอกมาเสริมทีมได้เลย ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาองค์กร

2. คนอยู่ใน Comfort Zone
เมื่อพนักงานรู้ว่าตำแหน่งตัวเองมั่นคง ไม่มีแรงกดดันจากตลาดแรงงาน แรงจูงใจในการพัฒนาตัวเองก็ลดลง คนจะทำงานแบบ "พอผ่าน" ไม่ได้พยายามเต็มที่

3. ระบบประเมินผลเสียประสิทธิภาพ
เมื่อไม่มีการปรับเปลี่ยนพนักงาน ผลการประเมินก็แทบไม่มีผลจริง ไม่ว่าจะทำดีหรือแย่ ก็ยังอยู่ที่เดิม ระบบประเมินจึงกลายเป็นแค่พิธีกรรม ไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรจริง

4. องค์กรขาดมุมมองใหม่
คนที่อยู่กับองค์กรนานมากโดยไม่มีคลื่นความคิดใหม่เข้ามา มักจะคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม วัฒนธรรมองค์กรจะเริ่มปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ช้า

5. แข่งขันกับตลาดได้ยากขึ้น
คู่แข่งที่รับคนใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ จะได้ทักษะ เทคโนโลยี และแนวคิดใหม่จากตลาดแรงงานอยู่เสมอ ขณะที่บริษัทที่ไม่มีการหมุนเวียนจะค่อย ๆ ล้าหลังโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันเมื่อ Turnover Rate สูงเกินไป ถ้าคนออกทีเดียวทั้งบริษัท ความรู้และโนฮาวก็หายไปด้วย ไม่มีการสืบทอด ไม่มีความต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายในการจ้างงานใหม่ก็พุ่งสูง

สิ่งที่องค์กรควรมุ่งหาไม่ใช่ตัวเลขต่ำที่สุด แต่คือสมดุลที่เหมาะสม กล่าวคือ มีการหมุนเวียนมากพอที่จะเปิดรับศักยภาพใหม่จากภายนอก ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้พนักงานปัจจุบันพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สูญเสียความรู้และประสบการณ์สะสมที่องค์กรสร้างมา

ตัวเลขอ้างอิงอัตรา Turnover Rate ที่มักพูดถึงอยู่ที่ราว 10% แต่ค่าที่เหมาะสมย่อมแตกต่างกันไปตามลักษณะอุตสาหกรรมและบริบทเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา

บริษัทที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่อยู่ แต่วัดจากเหตุผลที่คนเลือกอยู่ ถ้าพนักงานทุกคนไม่ออกเพราะรักองค์กร นั่นคือความสำเร็จ แต่ถ้าไม่ออกเพราะไม่รู้จะไปไหน นั่นคือสัญญาณที่ต้องเริ่มฟัง

#พัฒนาตัวเอง #ผู้นำ

หลายคนคิดว่าคนที่เข้าสังคมเก่งนั้นเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แต่ความจริงคือ ทักษะการเข้าสังคมไม่ต่างจากทักษะอื่น ซึ่งฝึกได้ และ...
16/04/2026

หลายคนคิดว่าคนที่เข้าสังคมเก่งนั้นเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แต่ความจริงคือ ทักษะการเข้าสังคมไม่ต่างจากทักษะอื่น ซึ่งฝึกได้ และพัฒนาได้ ถ้าเข้าใจ “แก่น” ให้ถูกก่อน

กรอบความคิดสำคัญอย่างหนึ่งคือ 𝗦𝗼𝗰𝗶𝗮𝗹 𝗦𝗸𝗶𝗹𝗹 ไม่ใช่ความสามารถในการจัดการคำพูด แต่คือความสามารถในการจัดการ “ความสนใจ” และการเข้าสังคมที่ดี มักเริ่มจากการ ย้ายจุดสนใจ จาก “ตัวเรา” ไปที่ “อีกฝ่าย” เมื่อเปลี่ยนโฟกัสตรงนี้ได้ วิธีที่คนรอบข้างมองและรู้สึกกับเราก็จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ซึ่งมีอยู่ 4 จุดเล็ก ๆ ที่ช่วยฝึกเรื่องนี้ได้ในชีวิตประจำวัน

👂 1. ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่รอพูด
การฟังคือการย้ายความสนใจออกจากหัวตัวเอง ไปอยู่กับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังสื่อจริง ๆ ลองนึกถึงบทสนทนาที่คุณรู้สึกว่าอีกฝ่าย “ฟังคุณจริง ๆ” แค่ไม่รีบขัด ไม่รีบตัดสิน เราก็รู้สึกปลอดภัยและอยากเปิดใจมากขึ้นแล้ว Active Listening ไม่ใช่การเงียบ แต่คือการตั้งใจฟัง น้ำเสียง ภาษากาย และถามคำถามที่แสดงว่าเราสนใจเขา ไม่ใช่แค่รอบทพูดของตัวเอง คนที่ฟังเป็น มักได้รับความไว้วางใจเร็วกว่าคนที่พูดเก่งเสมอ

👄 2. พูดให้ชัด แต่ไม่จำเป็นต้องพูดมาก
การสื่อสารที่ดี ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะหรือพูดเก่ง แต่คือการพูดในแบบที่อีกฝ่าย เข้าใจง่าย และ ตามทัน เมื่อเราสนใจว่า “เขาจะรับสารนี้อย่างไร” มากกว่า “เราจะพูดให้ดูดีแค่ไหน” คำพูดจะกระชับ ชัด และตรงประเด็นขึ้นเอง บางครั้ง ประโยคสั้น ๆ ที่คิดจากมุมของคนฟัง มีพลังมากกว่าคำอธิบายยาว ๆ ที่หมุนรอบตัวเรา

💖 3. เข้าใจความรู้สึกก่อนให้คำตอบ
Empathy คือการขยับความสนใจ จากการรีบตอบ ไปสู่การเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย แต่คือการหยุดฟังและลองถามตัวเองว่า “ถ้าเราอยู่ในจุดเดียวกับเขา เราจะรู้สึกอย่างไร” เมื่อคนรู้สึกว่า เขาถูกเข้าใจ กำแพงจะต่ำลง บทสนทนาจะลึกขึ้น และความร่วมมือจะเกิดง่ายขึ้นมาก ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว

💪 4. ฝึกบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ
Social Skill ไม่ได้เติบโตจากห้องอบรม แต่ถูกพัฒนาจากบทสนทนาเล็ก ๆ ที่เรากล้าย้ายโฟกัสออกจากตัวเอง โดยฟังให้จบก่อนตอบ สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายเล่า มากกว่าสิ่งที่เราจะพูด สบตา ยิ้ม และอยู่กับบทสนทนาตรงหน้า สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ เมื่อทำซ้ำ จะค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นทักษะที่แข็งแรงโดยไม่รู้ตัว

ท้ายที่สุดแล้ว การเข้าสังคมที่ดี ไม่ใช่การพยายามเป็นคนอื่น แต่คือการเป็น ตัวเองในเวอร์ชันที่ให้ความสนใจกับคนรอบข้างมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว คนมักไม่ได้จำว่าเราพูดอะไรเก่งแค่ไหน แต่จำได้ว่า ตอนอยู่กับเรา เขารู้สึกอย่างไร

#พัฒนาตัวเอง #ผู้นำ #เข้าสังคม

สวัสดีวันสงกรานต์ ขอให้ใจชุ่มฉ่ำเหมือนสายน้ำ 💦🌼เล่นน้ำให้สนุก และรีเฟรชพลังพร้อมเริ่มต้นเติบโตไปอีกขั้นในปีนี้💖   #สงกรา...
13/04/2026

สวัสดีวันสงกรานต์ ขอให้ใจชุ่มฉ่ำเหมือนสายน้ำ 💦🌼
เล่นน้ำให้สนุก และรีเฟรชพลังพร้อมเริ่มต้นเติบโตไปอีกขั้นในปีนี้💖

#สงกรานต์ #ปีใหม่ไทย

🌱☀️5 พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้าง 𝐆𝐫𝐨𝐰𝐭𝐡 𝐌𝐢𝐧𝐝𝐬𝐞𝐭 และวัฒนธรรมทีมได้จริงหลายคนคิดว่าการสร้างวัฒนธรรมทีมต้องเริ่มจากนโยบายให...
10/04/2026

🌱☀️5 พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้าง 𝐆𝐫𝐨𝐰𝐭𝐡 𝐌𝐢𝐧𝐝𝐬𝐞𝐭 และวัฒนธรรมทีมได้จริง

หลายคนคิดว่าการสร้างวัฒนธรรมทีมต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่ ๆ แต่ความจริงแล้ว วัฒนธรรมทีมถูกหล่อหลอมจาก พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน

✨ ชวนทีมคิดแบบซีอีโอ
เคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยพาทีมหลุดจากกรอบความคิดแบบเดิมได้ทันที คือการชวนให้ทุกคน “คิดและตัดสินใจแบบซีอีโอ” ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหนก็ตาม มุมมองนี้จะทำให้พวกเขามองภาพรวมมากขึ้น คิดไกลขึ้น และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์มากกว่าเดิม

✨ ฟังให้จริง ไม่ใช่แค่พยักหน้า
การฟังอย่างตั้งใจ ไม่รีบขัด ไม่ตัดสินก่อนฟังจบ ทำให้ทีมรู้สึกว่าเสียงของเขามีคุณค่า เมื่อทุกคนรู้สึกปลอดภัยที่จะพูด ไอเดียใหม่ การเรียนรู้ และการกล้าลองผิดลองถูกจะเกิดขึ้นเอง

✨ ชื่นชมสิ่งเล็ก ๆ ที่สร้างสรรค์
แค่คำว่า “ขอบคุณ” หรือ “งานนี้ช่วยทีมมากเลย” ใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่สร้างพลังใจได้ทั้งวัน ลองเปลี่ยนการให้ฟีดแบ็ก จากการมองแต่ผลลัพธ์ มาเห็นความพยายาม ความก้าวหน้า และพฤติกรรมที่ดี ทีมจะอยากช่วยกันโดยไม่ต้องสั่ง

✨ มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน
ทีมที่มี Growth Mindset ไม่เริ่มจากการหาคนผิด แต่เริ่มจากคำถามว่า
“เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง” ผู้นำควรตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย พร้อมให้การสนับสนุน เพื่อช่วยให้ทีมเห็นความเป็นไปได้ มากกว่าข้อจำกัด

✨ เปิดพื้นที่ให้ทดลองและทำงานร่วมกัน
สนับสนุนให้ทีมได้ลองสิ่งใหม่ ทำโปรเจกต์ร่วมกัน หรือคิดนอกบทบาทเดิม
การให้โอกาสได้ทดลอง ได้แลกเปลี่ยน และได้ทำงานเป็นทีม คือหัวใจของวัฒนธรรมที่เติบโตไปด้วยกัน

เปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ วันนี้ คือจุดเริ่มต้นของทีมที่เติบโตอย่างยั่งยืน

#พัฒนาตัวเอง #ผู้นำ

🔑5 วินัยสู่การสร้าง 𝐋𝐞𝐚𝐫𝐧𝐢𝐧𝐠 𝐎𝐫𝐠𝐚𝐧𝐢𝐳𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧ปลดล็อกสภาพแวดล้อมและบริบทรอบตัว (Environment) ให้กลายเป็นพลังเหวี่ยงขององค์กร ...
08/04/2026

🔑5 วินัยสู่การสร้าง 𝐋𝐞𝐚𝐫𝐧𝐢𝐧𝐠 𝐎𝐫𝐠𝐚𝐧𝐢𝐳𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧

ปลดล็อกสภาพแวดล้อมและบริบทรอบตัว (Environment) ให้กลายเป็นพลังเหวี่ยงขององค์กร ในยุค Disruption ที่ AI เร็วกว่าคน องค์กรที่ชนะไม่ใช่แค่ “เก่งกว่า” แต่ต้อง เรียนรู้ได้เร็วกว่ากัน และหนึ่งในเข็มทิศคลาสสิกแต่ทรงพลังที่สุด คือ The Fifth Discipline ของ Peter Senge (MIT) เฟรมเวิร์กที่ช่วยเปลี่ยนพลังคนธรรมดา ให้กลายเป็นสนามพลังขององค์กร

1️⃣ Systems Thinking (การคิดเชิงระบบ)
เลิกแก้ปัญหาแบบไซโล (Silo) แล้วมองเห็น “ทั้งระบบ”
👉 ปัญหาคนลาออก อาจไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่คือวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และวิธีการนำของหัวหน้า

2️⃣ Personal Mastery (ความเชี่ยวชาญในตนเอง)
คนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อเขา “อยากเก่ง” ไม่ใช่ “ถูกบังคับ”
👉 ออกแบบ Individual Development Plan ที่เชื่อมงานกับ Passion
ไม่ใช่แค่ส่งเข้าอบรมตามตาราง

3️⃣ Mental Models (กรอบความคิด)
สิ่งที่เคยพาองค์กรชนะในอดีต อาจเป็นกำแพงของโอกาสในอนาคต
👉 เปิดพื้นที่ให้ท้าทายความเชื่อเดิม ผ่าน Project ทดลอง & Intrapreneurship

4️⃣ Shared Vision (วิสัยทัศน์ร่วม)
วิสัยทัศน์ไม่ใช่ป้ายติดผนัง แต่คือภาพอนาคตที่ทุกคน “อยากเป็นเจ้าของ”
👉 ให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการออกแบบ Core Values

5️⃣ Team Learning (การเรียนรู้ร่วมกัน)
Agility ไม่ได้เกิดจากคนเก่งคนเดียว แต่เกิดจาก ปัญญาร่วมของทีม (Collective Intelligence)
👉 ใช้ Dialogue แทน Debate ลดความขัดแย้ง และปลุกไอเดียใหม่จากมุมมองที่หลากหลาย

✨ เมื่อ 5 วินัยนี้ทำงานพร้อมกัน ตัวคูณของสภาพแวดล้อมและบริบทรอบตัว จะไม่ใช่แค่แรงบวกธรรมดา แต่กลายเป็น แรงเหวี่ยงมหาศาล ที่พาองค์กรชนะเกมอนาคต

#พัฒนาตัวเอง #ผู้นำ

ที่อยู่

540 Mercury Tower, Room No. 504, 5th Floor. , Phloenchit Road, Lumphini, Pathumwan
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6620075279

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BCon SEAผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์