Ephrata Music ดนตรีพัฒนาสมอง กิจกรรมฮีลใจ

Ephrata Music ดนตรีพัฒนาสมอง กิจกรรมฮีลใจ 💝✨ Ephrata Music ดนตรีพัฒนาสมอง ส่งมอบความรัก ปลูกความสัมพันธ์ เติมเต็มชีวิตชีวา

19/05/2026

“ทำยังไงเวลาใจดิ่ง ?”
บางครั้งมันไม่ได้มีเหตุผลชัดเจน ไม่ได้มีเรื่องใหญ่ แต่จู่ ๆ ใจก็เหมือนถูกดึงลงไปข้างล่าง

-----

ถ้าเรากำลังอยู่ในจุดนั้นลองไม่ต้องรีบ “หาย”
แต่ค่อย ๆ “อยู่กับมัน”

-ลองหยุดฝืนว่าเราต้องโอเค ยิ่งบอกตัวเองว่า “ต้องไม่เป็นแบบนี้” มันยิ่งกดให้จมลึกกว่าเดิม
-กลับมาอยู่กับร่างกาย หายใจลึก ๆ ช้า ๆ จับอะไรเย็น ๆ ล้างหน้า เดินออกไปเจอแสงแดดให้ร่างกายดึงใจกลับมา
-ลดเสียงในหัวบางทีสิ่งที่ทำให้ดิ่งไม่ใช่เหตุการณ์ แต่คือ “ความคิดซ้ำ ๆ” ลองพักจากการคิด ด้วยการทำอะไรเบา ๆ แทน
-อยู่กับคนที่ไม่ต้องพยายามเป็นอะไร ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องเข้มแข็ง แค่ได้อยู่เฉย ๆ ก็พอ
-เตือนตัวเองเบา ๆ ว่า “ความรู้สึกนี้มันไม่ถาวร”

-----

ใจคนเราไม่ได้เข้มแข็งตลอดเวลาและการที่มันดิ่งไม่ได้แปลว่าเราพัง
มันแค่แปลว่าเรากำลังแบกอะไรบางอย่างอยู่
และบางวันแค่ “ยังอยู่ตรงนี้ได้” ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว😊🫂

📌 ปักหมุดไว้เลย! 21/3 Art Studio พื้นที่ศิลปะของน้องๆ ดาวน์และน้องๆ พิเศษ เปิดทุกวันพุธและวันศุกร์ 🎨 เมื่อสัปดาห์ที่แล...
13/05/2026

📌 ปักหมุดไว้เลย! 21/3 Art Studio พื้นที่ศิลปะของน้องๆ ดาวน์และน้องๆ พิเศษ เปิดทุกวันพุธและวันศุกร์ 
🎨 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสเข้าไปเป็นครั้งแรก ประทับใจน้องๆ และผลงานศิลปะน้องๆ ทุกคน ใครสนใจไปเยี่ยมชมหรืออุดหนุนผลงานน้องๆ สามารถเข้าไปที่สตูดิโอได้เลย
#สตูดิโอศิลปะ #จิตแห่งการให้

12/05/2026

หลายคนน่าจะเคยสัมผัสความรู้สึกพิเศษเวลาไปงานคอนเสิร์ตท่ามกลางฝูงชนนับพันที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ในวินาทีที่เสียงดนตรีดังขึ้น เรากลับรู้สึกเหมือนกับได้เชื่อมต่อกับคนรอบข้างได้อย่างน่าประหลาดราวกับทุกคนรู้จักกันมาก่อนสิ่งนี้ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับการอุปทานหมู่
แต่เชื่อหรือไม่ว่างานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Cortex จากมหาวิทยาลัยพาเวีย (University of Pavia) ประเทศอิตาลี พบว่าการฟังเพลงร่วมกับผู้อื่นโดยเฉพาะคนรัก ช่วยให้กิจกรรมในสมอง และการตอบสนองทางอารมณ์ของคนสองคนสอดคล้องตรงกันในระดับวินาทีเลยทีเดียว
ในการทดลองนี้ทีมนักวิจัยได้รับอาสาสมัครจำนวน 34 คู่ที่เป็นเพื่อนสนิทมานั่งฟังเพลงพร้อมติดเครื่องมือเพื่อดูการไหลเวียนของโลหิต ระดับออกซิเจนในสมอง และให้ผู้ร่วมทดลองให้คะแนนความเพลิดเพลินในการฟังเพลง โดยแบ่งเป็น 2 สถานการณ์คือฟังคนเดียว แยกห้องของแต่ละและฟังร่วมกันกับเพื่อนสนิทในห้องเดียวกัน ซึ่งเพลงที่ใช้มีทั้งเพลงโปรดของตนเอง เพลงโปรดของเพื่อน และเพลงป๊อปทั่วไป
ในการศึกษาทีมวิจัยพบว่าระดับความสุขของผู้เข้าร่วมเพิ่ม-ลดพร้อมกันแม้จะมองไม่เห็นกันหรือพูดคุยกันขณะฟังพร้อมกันมากกว่าฟังคนเดียว อีกทั้งในแง่ของกิจกรรมของสมองยังพบอีกว่ากิจกรรมในสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมวลผลรางวัลและความสุขมีการทำงานประสานสูงกว่าตอนที่ฟังคนเดียวอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้เมื่อผู้เข้าร่วมการทดลองได้ฟังเพลงที่เพื่อนสนิทชื่นชอบความรู้สึกเพลิดเพลินจะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเมื่อได้นั่งฟังด้วยกัน แม้ว่าจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกก็ตาม
ดังนั้นแล้วจึงสรุปได้ว่าดนตรีสามารถพาคนไปอยู่ใน ‘คลื่นความถี่ของสมอง’ แบบเดียวกันได้จริง ทั้งในเชิงของอารมณ์ความรู้สึก และการทำงานของระบบประสาท มิใช่แค่เพียงอุปทานหมู่ แต่เป็นสิ่งทีเ่กิดขึ้นจริง ๆ ภายในสมองของแต่ละคน
งานวิจัยฉบับนี้อาจชี้ให้เห็นว่าดนตรีเป็นเครื่องมือทางสังคมที่ทรงพลัง ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากกว่าที่คิด ดังนั้นแล้วแนวความคิดนี้อาจจะถูกพัฒนาในอนาคตเพื่อพัฒนาวิธีการนี้ไปประยุกต์ใช้ในดนตรีบำบัด เพื่อวัดระดับความเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างผู้ป่วยและนักบำบัด รวมถึงศึกษาบทบาทของสารเคมีในสมอง เช่น ออกซิโทซิน (Oxytocin) ที่เป็นฮอร์โมนแห่งความรักที่อาจจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ด้วย
_________________________________________
ติดตาม The Principiaได้ในทุกช่องทางออนไลน์ หรือ
ติดต่อโฆษณาได้ที่ [email protected] หรือโทร 0647711333 See less

02/05/2026

นานหลายทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์มองว่าบาดแผลทางจิตใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) ทิ้งร่องรอยไว้บนสมองอย่างถาวร ราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันลบเลือน แต่งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Biological Psychiatry: Cognitive Neuroscience and Neuroimaging โดย Elsevier กำลังท้าทายมุมมองนั้น และนำเสนอข้อค้นพบที่อาจเปลี่ยนแนวทางการดูแลสุขภาพจิตในระดับโลก​
ทีมนักวิจัยนำโดย Lemye Zehirlioglu นักศึกษาปริญญาเอก จาก Central Institute of Mental Health, Heidelberg University ประเทศเยอรมนี ร่วมกับ Prof. Christian Schmahl และ Prof. Gabriele Ende ได้ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 75 คน ที่มีประวัติประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก (Adverse Childhood Experiences: ACE) ก่อนอายุ 18 ปี ไม่ว่าจะเป็นการถูกทารุณกรรมทางร่างกาย อารมณ์ หรือทางเพศ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้มีผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า PTSD และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
นักวิจัยใช้เทคนิค Resting-State fMRI สแกนสมองขณะพัก เพื่อวัดการเชื่อมต่อระหว่างบริเวณสำคัญสามแห่ง ได้แก่ Amygdala (ศูนย์ประมวลผลความกลัว) Hippocampus (ศูนย์ความจำ) และ Anterior Cingulate Cortex (ศูนย์ควบคุมอารมณ์) ซึ่งบริเวณเหล่านี้คือส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการเผชิญความเครียดในช่วงวัยเด็กมากที่สุด โดยงานวิจัยก่อนหน้าระบุว่า ACE ส่งผลต่อสถาปัตยกรรมการเชื่อมต่อของเครือข่ายสมองได้แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษแล้ว
ในกลุ่มที่มีกิจกรรมทางกายต่ำ ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กสัมพันธ์กับการเชื่อมต่อของสมองที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า แต่ในกลุ่มที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ประสบการณ์เดียวกันนั้นกลับสัมพันธ์กับการเชื่อมต่อที่ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการรับมือความเครียด​
นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Crossover Pattern" หรือจุดพลิกผัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการออกกำลังกายไม่ได้แค่ลบผลกระทบของบาดแผล แต่กลับทำให้สมองในคนที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายพัฒนาการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ราวกับว่าสมองได้รับการ "เดินสายใหม่" เพื่อรับมือกับความเครียดได้ดียิ่งขึ้น

🌷❤️‍🩹 Rita No Kokoro (利他の心) คือจิตแห่งเมตตา/การทำเพื่อผู้อื่น ซึ่งหลายๆ บริษัทในญี่ปุ่นเริ่มนำมาใช้กันแล้ว การคิดถึงความ...
15/04/2026

🌷❤️‍🩹 Rita No Kokoro (利他の心) คือจิตแห่งเมตตา/การทำเพื่อผู้อื่น ซึ่งหลายๆ บริษัทในญี่ปุ่นเริ่มนำมาใช้กันแล้ว การคิดถึงความต้องการและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของครอบครัว กลุ่มทางสังคม ชุมชน และสังคม มากกว่าการคิดถึงความต้องการหรือความปรารถนาของตัวเองเป็นหลัก
#จิตแห่งการให้ #ความยั่งยืน #ความสุขที่แท้จริง

บริษัทญี่ปุ่นหลายๆ แห่งได้ดำเนินนโยบายในการฝึกความไม่เห็นแก่ตัวและการทำประโยชน์ให้แก่สังคม โดยภาษาญี่ปุ่นเรียกแนวคิดนี้ว่า Rita No Kokoro (利他の心)

วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีที่มาจากชินโตและพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาจะสอนเรื่องการแสดงความเคารพ ความกตัญญู และการทำตัวเป็นประโยชน์แก่ครอบครัว ญาติมิตร หุ้นส่วนธุรกิจ เจ้านาย เพื่อน สังคม และชุมชน ซึ่งเป็นที่มาของ Rita No Kokoro ซึ่งก็คือ การคิดถึงความต้องการและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของครอบครัว กลุ่มทางสังคม ชุมชน และสังคม มากกว่าการคิดถึงความต้องการหรือความปรารถนาของตัวเองเป็นหลัก การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา และนำไปสู่ความสงบสุข กลมเกลียว และความเจริญของสังคม

เมื่อนำ Rita No Kokoro มาใช้กับธุรกิจก็คือ การที่องค์กรและพนักงานไม่ได้ทำงานเพื่อผลกำไรหรือประโยชน์ของตนเองและบริษัทแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังดำเนินธุรกิจที่เป็นประโยชน์แก่สังคมด้วย ตัวอย่างเช่น

• ดร.คาซึโอะ อินาโมริ (Kazuo Inamori) ผู้ก่อตั้งบริษัทหลายพันล้าน Kyocera และ KDDI และผู้กอบกู้อีกหนึ่งบริษัทที่กำลังล้มละลายให้พ้นวิกฤตภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี (บริษัท Japan Airlines) มุ่งเน้นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เขาบอกว่าหากทำงานบริษัทก็ให้ถือว่าบริษัทเป็นของเราเอง ให้เห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทก่อนเห็นแก่ตัวเองเสมอ สำหรับคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ เขาบอกว่าจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจก็คือเพื่อคนอื่นมากกว่าเพื่อตัวเอง โดยเขามองว่าไม่ต้องไล่ล่าหรือแสวงหากำไรมากนัก แต่กำไรจะมาเองจากความพยายามทำธุรกิจเพื่อประโยชน์แก่สังคม

• ฮิโรชิ ทสึคาโคชิ (Hiroshi Tsukakoshi) ผู้ก่อตั้งบริษัท Inafood กล่าวว่า “บริษัทมีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม และเพื่อการประกอบอาชีพของพนักงาน การแสวงหาการเติบโตและกำไรเป็นเพียงแนวทางไปสู่จุดมุ่งหมายดังกล่าว”

• คัทสึโนริ นากานิชิ (Katsunori Nakanishi) ประธานธนาคารชิสึโอกะ ซึ่งได้เปลี่ยนความหมายของธนาคารว่า “ธนาคารจะถือว่าเป็นธุรกิจที่ดีได้ต่อเมื่อได้ให้กำไรกับคนอื่นๆ”

บริษัทที่เน้นการทำประโยชน์เพื่อคนอื่น มักจะมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนที่คนภายนอกมองว่า เป็นบริษัทที่เป็นมิตรกับลูกค้า สภาพแวดล้อมและสังคม ซึ่งนำมาสู่ผลกำไรในที่สุดค่ะ

บทความโดย : พิชชารัศมิ์ www.marumura.com

💰🌱 Ephrata Music ร่วมกับ MoneyLife ในการวางแผนภาษีและการเงินสำหรับผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือบุคคลทั่วไป ด้วยกา...
10/04/2026

💰🌱 Ephrata Music ร่วมกับ MoneyLife ในการวางแผนภาษีและการเงินสำหรับผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือบุคคลทั่วไป ด้วยการใช้ board game ทางการเงิน, workshop การวางแผนภาษี และ AI บริหารการเงิน
🏫 ทางเรามีจุดมุ่งหมายให้ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง อีกทั้งผสมผสานกับการทำ CSR กับโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล และบุคคลทั่วไปที่ต้องการปลดหนี้ พี่ๆ เพื่อนๆ คนไหนสนใจ สามารถติดต่อกันได้เลย!

08/04/2026
🙏 ขอบคุณโรงเรียนบ้านหนองผักหนามและ Metta Being สังกัด Tiktok ชั้นนำ ที่เปิดโอกาสให้ Ephrata Music และเพื่อนๆ doTERRA ได้...
08/04/2026

🙏 ขอบคุณโรงเรียนบ้านหนองผักหนามและ Metta Being สังกัด Tiktok ชั้นนำ ที่เปิดโอกาสให้ Ephrata Music และเพื่อนๆ doTERRA ได้ร่วมกิจกรรม CSR กับเด็กนักเรียนทุกคน ได้เล่นเกม เล่นกีฬา เล่านิทาน ร้องเพลง ทานอาหารร่วมกัน และแบ่งปันการดูแลสุขภาพด้วย essential oils อีกทั้งแบ่งปันหนังสือด้านการเงิน "ใช้แรงทำเงิน ให้เงินทำงาน" จาก อ.เฟิร์น ศิรัถยา และหนังสือการ์ตูนจาก อ.พีท Moon Manga Museum
🎓 ขอให้น้องๆ ทุกคนเรียนหนังสือเก่งๆ ประสบความสำเร็จในชีวิตกันทุกคนเลย เอาใจช่วยทุกๆ คน แล้วพบกันใหม่นะ ^^

05/04/2026

🌞🐦 อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน ออกหากินร่าเริงแจ่มใส เราเบิกบานรีบมาเร็วไว ยิ้มรับวันใหม่ยิ้มให้แก่กัน... ^^
#เจ้าขุนทอง #เพลงเด็ก #งานหนังสือแห่งชาติ

23/03/2026

🏥 เจาะลึก! โรงพยาบาลกายภาพบำบัด ฟื้นฟูแบบเข้มข้น

ในตอนใหม่ของรายการ ‘คุยกันเอง’ เราจะพาคุณทำความรู้จัก “โรงพยาบาลกายภาพบำบัด” ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างการฟื้นฟู หลังพ้นภาวะวิกฤต

ตั้งแต่ความแตกต่างของแต่ละรูปแบบการดูแล ไปจนถึงบริการฟื้นฟูแบบครบทีม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดีที่สุด

✅ โรงพยาบาลกายภาพบำบัดคืออะไร และเหมาะกับใคร
✅ โรงพยาบาลกายภาพฯ ต่างจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างไร
✅ ปัญหาที่พบบ่อยหลังออกจากโรงพยาบาล แต่ยังฟื้นฟูไม่เต็มที่
✅ บริการพิเศษ เช่น Day Care และ Hydrotherapy
✅ ทีมสหวิชาชีพที่ช่วยดูแลฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ให้คนไข้มั่นใจก่อนกลับบ้าน

💬 พบกับ
📌 รศ.กภ.โสภา พิชัยยงค์วงศ์ดี
อาจารย์กายภาพบำบัดและผู้บริหารทรงคุณวุฒิในเครือกันยาคลินิก

🎙 ดำเนินรายการโดย
📌 ดร.กภ.นันท์ อุดมเฉลิมภัทร
📌 กภ.พงศธร ลมัยเกศ

▶️ คลิกลิงก์ในคอมเมนต์ เพื่อดูคลิปเต็ม

_______________________________________________
#โรงพยาบาลกายภาพบำบัด #โรงพยาบาลกายภาพบำบัดกันยา #ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ู้สูงอายุ #ธาราบำบัด #คุยกันเอง #กันยาคลินิก

10/02/2026

การร้องเพลงไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่เป็น "เครื่องมือดูแลสุขภาพแบบองค์รวม" ที่เรามักมองข้ามไป

การร้องเพลงถึงส่งผลต่อร่างกายได้

1. พลังของ sIgA: ปราการด่านหน้า
Secretory Immunoglobulin A (sIgA) คือแอนติบอดีที่พบมากในน้ำลายและเยื่อบุต่าง ๆ หน้าที่ของมันคือดักจับเชื้อโรคก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด การที่การร้องเพลงไปเพิ่มค่านี้ได้สูงถึง 150-240% (อ้างอิงจากงานวิจัยของ University of Frankfurt) หมายความว่าเรากำลังสร้าง "เกราะป้องกัน" ชั้นดีให้กับระบบทางเดินหายใจนั่นเอง

2. วิทยาศาสตร์เบื้องหลังเสียงเพลง
ทำไมแค่ร้องเพลงถึงเปลี่ยนเคมีในร่างกายได้?
• การลด Cortisol: การร้องเพลงช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการหลักที่คอยกดภูมิคุ้มกันของเรา
• Vagus Nerve Stimulation: การสั่นสะเทือนของเส้นเสียงไปกระตุ้น เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งเชื่อมต่อกับอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมด "พักผ่อนและย่อยอาหาร" (Parasympathetic Mode)
• Endorphins & Oxytocin: ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขและสารแห่งความผูกพันออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความมั่นใจมากขึ้น

ไม่จำเป็นต้องร้องให้เพราะระดับนักร้องอาชีพงานวิจัยยืนยันว่า "การมีส่วนร่วมและความตั้งใจ" (Active Participation) สำคัญกว่าคุณภาพของเสียง
ดังนั้นการร้องเพลงในห้องน้ำ หรือร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ก็ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน

งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาด้าน Music Psychology และ Psychoneuroimmunology
โดยชิ้นที่โดดเด่นและตรงกับตัวเลขมากที่สุดคืองานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนี

1. งานวิจัยหลัก: University of Frankfurt (Germany)
งานวิจัยนี้ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเรื่อง sIgAโดยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Behavioral Medicine
• หัวข้อวิจัย: Receptive and Active Therapeutic Interventions with Music to Enhance the Salivary Immunoglobulin A
• วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างน้ำลายจากสมาชิกคณะนักร้องประสานเสียงก่อนและหลังการซ้อมร้องเพลง (Rehearsal) นาน 60 นาที
• ผลการทดลอง: พบว่าระดับของ sIgA (Secretory Immunoglobulin A) และ Cortisol มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ sIgA ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มที่ร้องเพลง (Active singing) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่นั่งฟังเฉย ๆ
• ลิงก์อ้างอิง: PubMed - PMID: 15132155

2. งานวิจัยจาก Tenovus Cancer Care และ Royal College of Music (UK)
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาผลของการร้องเพลงต่อระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในเรื่องของสารเคมีในร่างกาย
• หัวข้อวิจัย: Singing promotes resilience and immune self-repair: Determinants of salivary cytokines and cortisol
• ตีพิมพ์ใน: วารสาร eCancerMedicalScience(2016)
• ผลการทดลอง: การร้องเพลงเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มระดับของ Cytokines (สารสื่อประสาทในระบบภูมิคุ้มกัน) ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยได้ดีขึ้น
• ลิงก์อ้างอิง: eCancer Journal

3. งานวิจัยเกี่ยวกับระดับ Oxygen และการหายใจ
นอกเหนือจากสารเคมี ยังมีการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพ (Physiological) โดยเฉพาะจากสถาบันทางเดินหายใจ
• หัวข้อวิจัย: Effects of singing on lung function and quality of life
• สาระสำคัญ: การร้องเพลงต้องใช้การหายใจแบบ Diaphragmatic Breathing (การหายใจด้วยกระบังลม) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอด และส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ที่ควบคุมภูมิคุ้มกัน

สรุป
ตัวแปร (Marker) สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อร้องเพลง
sIgA เพิ่มขึ้น (ป้องกันเชื้อโรคที่เยื่อบุผิว)
Cortisol ลดลง (ลดความเครียดที่กดภูมิคุ้มกัน)
Beta-endorphins เพิ่มขึ้น (ระงับปวดและสร้างความสุข)
Oxytocin เพิ่มขึ้น (สร้างความรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย)

ว่าแล้ว หมอ ต้องเริ่มหัดร้องเพลงในห้องน้ำแล้ว

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ephrata Music ดนตรีพัฒนาสมอง กิจกรรมฮีลใจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์