21/03/2016
การอ้างอิงเอกสารต่างประเทศในชั้นศาล
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรค 3 บัญญัติว่า “ถ้าต้นฉบับเอกสาร...ได้ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ศาลสั่งให้คู่ความฝ่ายที่ส่งทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญ โดยมีคำรับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับ”
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในคดีแพ่งนั้น คู่ความอาจไม่จำต้องแปลเอกสารทั้งฉบับ แต่ศาลมีดุลยพินิจสั่งให้คู่ความแปลเฉพาะส่วนสำคัญได้แต่ต้องมีคำรับรองคำแปลแนบไว้กับต้นฉบับภาษาไทยด้วยเสมอ
ส่วนคดีในศาลชำนัญพิเศษ เช่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 23 กำหนดว่า “ถ้าเอกสารที่ต้องส่งต่อศาลได้ทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษและคู่ความตกลงกันว่าไม่ต้องทำคำแปลทั้งฉบับหรือบางส่วนและศาลเห็นว่ามิใช่พยานหลักฐานในประเด็นหลักแห่งคดี ศาลจะอนุญาตให้ส่งเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานต่อศาลโดยไม่ต้องทำคำแปลก็ได้”
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เช่น คดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ การค้าการบริการระหว่างประเทศ ขนส่งระหว่างประเทศ และประกันภัยทางทะเล ถ้าเอกสารจัดทำเป็นภาษาอังกฤษ และมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นหลักแห่งคดี คู่ความสามารถตกลงกันไม่ทำคำแปลก็ได้ แต่หากเอกสารทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่มิใช่ภาษาอังกฤษหรือเป็นภาษาอังกฤษที่เป็นพยานหลักฐานในประเด็นหลักแห่งคดี คู่ความก็ไม่สามารถตกลงกันไม่ทำคำแปล ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ก็ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรค 3 ข้างต้น กล่าวคือ ให้คู่ความฝ่ายที่ส่งทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญ โดยมีคำรับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับ
ทั้งนี้ เกี่ยวกับการแปลเอกสารดังกล่าวข้างต้นเพื่อใช้อ้างอิงในชั้นศาล เราได้ให้บริการพร้อมคำรับรองคำแปลเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้โดยนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ รวมทั้งผู้ชำนาญการในแขนงต่างๆ ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีเพื่อการแปลงานที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์