03/07/2019
บทความนี้ แอดมิน ขอแชร์ เพื่อเป็นข้อคิดให้กับผู้อ่านทุกท่านนะค่ะ ทำงานหนักแล้ว อย่าลืมพักผ่อน ดูแลสุขภาพกันด้วยนะค่ะ
ด้วยความปรารถนาดี
See Consulting Co.,Ltd.
Line:
#การลงทุนเพื่อสุขภาพ 3 เรื่อง รู้ไว้! ก่อนที่จะทำงานเพื่อหาเงินจ่ายค่าหมอ
โจทย์รอบนี้ผมชวนทุกคนคิดและหาคำตอบไปด้วยกันนะครับ คราวก่อนเคยชวนคุยเรื่องสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นคง” จากกรณีที่ชอบมีคนไปตั้งกระทู้ในพันทิปดอทคอม ว่า”ถ้าอายุเท่านี้ มีเงินเก็บเท่านี้ มากพอไหมครับ/คะ”
เวลาพูดถึงความมั่นคงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือ “ตัวเราเอง”นี่ล่ะครับ อันนี้ไม่ได้ตอบแบบกำปั้นทุบดิน แต่ใครจะดูแลเราได้ดีกว่าตัวเราเอง
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ทำงานหาเงินแทบตาย สุดท้ายเอาไปให้หมอหมด” เหมือนว่าการที่เราทำงานหักโหมโดยไม่ได้ใส่ใจสุขภาพ แล้วพอล้มป่วยหนักๆที เงินที่เก็บมาหายหมด
ผมมีเพื่อนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ระดับค่าตัวหกหลัก ที่วันหนึ่งล้มป่วยพราะเส้นเลือดในสมองแตก ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป และเซลส์ยาที่ขับรถต่างจังหวัดทำยอดแบบอดหลับอดนอน แต่สุดท้ายขับรถชนต้นไม้จนต้องพิการมาแล้ว
ดังนั้น สภาพร่างกายและสังขารนั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เมื่อเราเรียนจบทำงานใหม่ๆ เรายังมีเรี่ยวแรงดี ทำงานแบบ “เช้าไม่กลัว กลัวไม่เช้า” แต่พออายุ 30 ร่างกายเราเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วมาก ผมอยากเล่าถึงเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพที่เหมือนเป็น “การลงทุน” ระยะยาวให้กับชีวิต เผื่อที่จะนำไปปรับใช้กันครับ
1. #ตรวจร่างกายประจำปี การลงทุนขั้นพื้นฐานที่รู้แล้วแก้ไขได้ไว หลายคนชอบเล่นมุกกันว่า “ถ้าเราไม่ไปตรวจก็ดี เพราะจะได้ไม่รู้ว่าเราป่วย” แต่ว่าชีวิตจริงมันไม่ตลกแบบนั้น เพราะบางโรคบางอาการเมื่ออายุมากขึ้นเสี่ยงก็มากขึ้นตาม ยิ่งไปเจอในระยะที่ลุกลาม การรักษามีค่าใช้จ่ายและเวลาที่สูงกว่าอีกด้วย
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานอาจจะตรวจแบบทั่วไป เป็นเพียงการค้นหาโรคที่อาจแฝงอยู่โดยยังไม่ปรากฎอาการผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น
แต่พออายุ 35 ขึ้นไปอยากให้ตรวจแบบละเอียดเช่น การแสกนคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือตรวจภายในสำหรับผู้หญิง ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาทเป็นต้น
2. #การออกกำลังกาย แน่นอนว่านี่เป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่จำเป็น คนอายุ 30 ขึ้นไปควรจะออกกำลังกายอย่างน้อย ต่อเนื่อง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3-4 วันต่อสัปดาห์ โดยเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะกับสภาพร่างกาย เช่น โยคะ การวิ่ง หรือการออกกำลังกายในฟิตเนส อย่างตัวผมเองเลือกวิธีการออกกำลังกายในฟิตเนสเนื่องจากมีปัญหาเรื่องหัวเข่า
การออกกำลังกายก็ยังแบ่งประเภทเป็นการ cardio ที่ช่วยเผาผลาญพลังงานและกระตุ้นระบบหัวใจ และweight training ที่เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
สำหรับมนุษย์ออฟฟิศการออกกำลังกายสามารถลดความเครียดจากงานได้ ผมเลือกฟิตเนสที่ให้บริการจนถึงดึก เพราะจะได้ไม่มีข้ออ้างในการไม่ไปฟิตเนสหรือสภาพอากาศไม่อำนวย ค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 1,300 บาท หรือถ้ามีเวลาไปสวนสาธารณะก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ก็จะปิดไวหน่อย
3. #การทำประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ ตอนผมทำงานใหม่ๆผมค่อนข้างมีอคติกับการทำประกันเนื่องจากคิดว่าไม่จำเป็น แต่เมื่อประสบเหตุกับคนใกล้ตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น ผมเริ่มมองความไม่แน่นอนของชีวิตมากขึ้น
ประกันอุบัติเหตุผมซื้อเป็นรายปีตั้งแต่ อายุ 25 ปีเป็นต้นมา เพราะราคาไม่แพงประมาณไม่เกิน 2พันบาทต่อปีพอเฉลี่ยก็ประมาณเดือนละ 200 บาท มีโอกาสเคยใช้ตอนประสบุบัติเหตุทางถนน รอบนั้นถ้าไม่เบิกผมอาจจะโดนค่ารักษาไป 60,000 บาท เรียกว่าจ่ายจนถึงปัจจุบันก็ยังคุ้มกับที่เคยเบิกไปในรอบนั้น
ส่วนประกันสุขภาพนั้นราคาค่อนข้างสูง ใช้การบริหารความเสี่ยงในแต่ละช่วงวัย อาจจะประเมินว่าเรามีความเสี่ยงอะไร แล้วเราไหวที่เท่าไหร่เดี๋ยวนี้ประกันมี tailor made ให้เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุด้วย อย่างผมมีพันธุกรรมที่บ้านเป็นโรคเบาหวาน ก็ต้องรักษาสุขภาพควบคู่ไปกับการหาทางบาลานซ์ความเสี่ยง
ท้ายที่สุดคือ เราจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะความมั่นคงนั้นวัดกันที่เวลาคุณผ่านวิกฤตนั้นๆคุณจะเหลืออะไรติดไม้ติดมือบ้าง
คอลัมน์: #มีสลึงพึงบรรจบ โดย Mr.Priceless
aomMONEY เปิดรับนิสิต นักศึกษาฝึกงาน สนใจส่ง email มาสมัครพร้อม resume แนะนำตัวได้ที่ [email protected] ครับ อ่านรายละเอียดทุกตำแหน่งฝึกงานได้ที่นี่ https://bit.ly/2IZ6P2z
ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ :
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH