exptblog.com นำเข้าส่งออก

เส้นทาง เว็บไซต์

exptblog.com นำเข้าส่งออก บทความ และ podcast คุยกันทุกเรื่องนำเข้าส่งออก เศรษฐกิจ และ การตลาด

ชุมชนนำเข้าส่งออก บทความ ข่าวสาร ประกาศ แลกเปลี่ยนข้อมูล

เพจนี้เริ่มต้นจากความเชื่อมั่นว่า ยุคสมัยแห่งการติดต่อสื่อสาร การเชื่อมโยงผู้คนจะเข้าสู่ยุคดิจิตอล เราจึงไม่ละเลยที่จะเข้าสู่การเป็นชุมชนออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

หากมีข้อสงสัย ติชม แนะนำ เชื่อมโยงธุรกิจ คุณสามารถติดต่อเราได้ที่ [email protected]

PS. แอดมินเป็น Freelance การจ้างงาน ใช้บริการ จะเป็นในนามบุคคลธรรมนะครับ

การนำเข้าส่งออกในภาวะสงครามOriginal content by: exptblog นำเข้าส่งออกสงครามใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด สงครามเกิดในจังหวะที่...
25/07/2025

การนำเข้าส่งออกในภาวะสงคราม
Original content by: exptblog นำเข้าส่งออก

สงครามใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด สงครามเกิดในจังหวะที่เรามักจะไม่คาดคิดว่ามันจะลุกลาม สงครามสร้างและทำลายโอกาสในระดับที่ยิ่งใหญ่เสมอ มีผู้คนมากมายที่เตรียมพร้อมและได้ประโยชน์ มีผู้คนมากมายที่ไม่ทำอะไรเลยและสูญเสียโอกาสไปจนถึงพังทลาย

บทความนี้เขียนขึ้นโดยหวังว่ามันจะชักนำโอกาสอะไรบางอย่างมาถึงมือทั้งผู้เขียนและผู้อ่านได้บ้าง ไม่มากก็น้อย...

จุดเริ่มต้นของสงคราม คือการแย่งชิงอำนาจและการปรับสมดุลตามธรรมชาติของสังคม การสรรหาจ่าฝูง ผู้นำ เกิดขึ้นอยู่เสมอ และ 3 ใน 4 ครั้ง มักจะตัดสินกันด้วยความขัดแย้งที่รุนแรง

ในอดีตที่ผ่านมาเรามีสงครามระดับทวีปมากมาย โดยเฉพาะในยุโรป มีการรุกรานเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำ ซึ่งเกิดจากผู้ตามที่สามารถตามผู้นำได้ไวจนเกิดเป็นภัยคุกคาม เกิดจากการที่ไม่มีผู้นำที่แท้จริงจึงเกิดมีผู้ที่อยากท้าทายสมดุลอำนาจที่เป็นอยู่ หรือแม้กระทั่งการลุกขึ้นมาสู้ของผู้โดนกดขี่

ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เกิดจากการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ในภูมิภาค ความเห็นที่ไม่ลงรอย ในจุดเล็ก ๆ และเริ่มลุกลามเข้าสู่สงครามโลก

ในตอนนั้นทุกชาติมักมีลักษณะชาตินิยม ต่างคิดว่าชาติตัวเองแข็งแกร่งและเป็นใหญ่เหนือชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะชาติที่เป็นเจ้าอาณานิคมทั้งหลาย เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และชาติที่มีวิทยาการและกำลังรบไม่แพ้กัน เช่น ออสเตรีย-ฮังการี เยอรมัน

หากเทียบเหตุการณ์ในปัจจุบันก็จะเหมือนที่ ดอนัล ทรัมป์ กำลังพยายามปลุกความเป็นชาตินิยมคร่ำครึขึ้นมาบนโลกที่มนุษย์ 70% สามารถเป็นเพื่อนกันได้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มอันหลากหลาย และเหตุการณ์ปลุกความเป็นชาตินิยมมากขึ้นของทุกประเทศบนโลกนี้เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองที่ถ้าไม่ทำให้แตกแยกอีกครั้งจะไม่เหลือใครให้ปกครองอีกต่อไป

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดจากการโดนสูบเลือดเนื้อบนซากปรักหักพังของเยอรมันผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เกิดมติเอกฉันท์จากคนทั้งชาติให้ลุกขึ้นมาสู้

ร่ายยาวและเกริ่นถึงเหตุมาพอสมควร เรามาดูกันว่าในเหตุการณ์สงครามนั้นมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

อย่างแรกนั้นแน่นอนว่ามีการปิดกั้นการค้าระหว่างประเทศคู่ตรงข้าม และเกิดลัทธิชาตินิยมขึ้น การแบนสินค้าจึงเป็นเรื่องปกติ หากเรามีการนำเข้าส่งออกสินค้าจากประเทศที่ไม่ถูกกันเราก็จะโดนกดดันจากทั้งสองฝั่ง และอาจจะต้องเลือกข้างเมื่อสุดทางจะลู่ลมไปกับทั้งสองฝั่ง การเตรียมการเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางธุรกิจจึงเป็น bad case scenario ที่ต้องเตรียมไว้

เรื่องสำคัญอย่างต่อมาคงไม่พ้นต้นทุนในการทำธุรกิจ เมื่อความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากการขนส่งสินค้าหรือต้นทุนในการจัดซื้อสินค้าก็ตาม สามารถทำให้ธุรกิจเล็ก ๆ ล้มเลิกกิจการได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่สิบวันเท่านั้น

ในสมัยสงครามโลกมีการโจมตีเรือสินค้าฝั่งตรงข้าม เช่น เยอรมันใช้เรือดำน้ำ U-BOAT จมเรือสินค้าจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้อเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นเหตุให้เยอรมันพ่ายแพ้ในที่สุด

ในสงครามครั้งนั้น ค่าเบี้ยประกันภัยขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเที่ยวเรือก็ถูกจำกัด จะมีกัปตันซักกี่คน เจ้าของสายเรือซักเท่าไหร่ อยากจะพาเรือตัวเองออกไปให้ตอปิโดยิง ค่าขนส่งที่ตอนนี้ก็แพงมากอยู่แล้ว ก็จะพุ่งไปได้เป็นอีก 10 เท่าเลยทีเดียว และแน่นอนว่าประกันภัยขนส่งสินค้าก็อาจจะไม่รับประกันอีกด้วย

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การขนส่งน่าจะเร็วขึ้นมาก เพราะเวลาที่อยู่บนทะเลเปิดนานเท่าไหร่ ก็มีความเสี่ยงที่จะโดนลูกหลงมากเท่านั้น หากมีสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเราอาจจะได้เห็น Shenzhen-BKK 2 วันก็เป็นได้

และสิ่งต่อมา เรื่องการจ่ายชำระค่าสินค้าและค่าระวาง ช่วงนี้จะกลายเป็นช่วงวัดใจกันว่าใครคือเพื่อนแท้ในโลกธุรกิจ ค่าเงินจะผันผวนหนักตามความได้เปรียบเสียเปรียบของคู่สงคราม หากใครใกล้จะแพ้มีโอกาสที่ค่าเงินจะสะท้อนออกมาทันที สามารถใช้จุดนี้คาดเดาเพื่อวัดดวงอะไรได้บ้าง แนะนำให้เป็นลูกหนี้ธุรกิจฝั่งที่กำลังจะแพ้ไว้นะครับ ไม่ใช่ให้ใช้โอกาสนี้เชิดเงิน แต่ใช้โอกาสนี้ซื้อของราคาถูก

เงินเฟ้อขนาดหนัก เมื่อทุกอย่างมีต้นทุนสูงขึ้น เงินเฟ้อก็ขึ้นตาม ค่าระวางที่อาจจะขึ้นไปได้ตั้งแต่ 3-10 เท่า จะทำให้ค่าขนส่งแพงกว่าค่าสินค้า และเมื่อประเทศไทยใช้ราคา CIF ในการคำนวนภาษี ค่าภาษีก็จะทบเข้ามาอีกชั้น หากมองว่าจะเกิดสงครามแน่ ๆ ให้สต๊อกสินค้าให้เพียงพอกับที่จะขายได้เอาไว้ แต่ถ้าสินค้าเป็นของฟุ่มเฟือยก็อย่าไปสต๊อกเยอะนัก น่าจะขายไม่ออก

สำหรับ worse case scenario ก็คงจะไม่พ้นว่าประเทศเรากลายเป็นพื้นที่สงคราม ก็หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นนะครับ สำหรับการจัดการความเสี่ยงในเคสนี้ บอกได้แค่ “สู้ ๆ นะ” เพราะผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ไม่ได้รวยขนาดจะใช้เงินบินหนีออกไปอยู่นอกโซนสงคราม

สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตุกันไว้คือ ดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index - GPI) ปี 2024 ระบุว่าสันติภาพโลกอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีมา และมี ความขัดแย้งระดับรัฐที่ดำเนินอยู่ถึง 59 แห่ง ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ค่าใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกสูงขึ้น 9 ปีติดต่อกัน แม้ประเทศไทยจะยังขัดแย้งเรื่องทหารแต่ผมเห็นด้วยที่ว่าควรปฏิรูปทหารไทย ไม่ให้มีการตั้งนายพลมั่วซั่ว เลิกให้ทหารยุ่งเกี่ยวการเมือง และเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารแต่เป็นการจ้างและสร้างเกียรติแบบ U.S. VETERAN ที่ไปไหนก็โคตรจะภูมิใจ

สุดท้ายนี้ สงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง กว่าประชาชนจะรู้ตัวว่าเป็นสงครามโลกก็เลยช่วงกลางสงครามแล้ว ถ้าจะมีครั้งที่ 3 ก็อาจจะเหมือนกันก็ได้ ขอให้ทุกคน “ไม่ตื่นตระหนก” หรือ “ไม่ไว้วางใจจนเกินไป” กันนะครับ

ปล. คนโง่บนโลกนี้มีเยอะมาก ผมและคุณก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น เพราะการจะเป็นคนโง่ได้ ต้องไม่รู้ตัวว่าตัวเองโง่

ขอให้ทุกท่านมีสติบนโลกที่ปั่นกันตลอดเวลาครับ

Category: logistics lecture

Tag:

DAP: UNCLE HOUSECOMMODITY: EGGsVOLUME: 10 PCS
24/07/2025

DAP: UNCLE HOUSE
COMMODITY: EGGs
VOLUME: 10 PCS

‘One Big Beautiful Bill Act’ (OBBBA)Jul. 04, 2025 สหรัฐอเมริกาได้ผ่านร่างกฎหมายที่ 'อาจจะ' ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการค้าโล...
11/07/2025

‘One Big Beautiful Bill Act’ (OBBBA)

Jul. 04, 2025 สหรัฐอเมริกาได้ผ่านร่างกฎหมายที่ 'อาจจะ' ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการค้าโลก มีการวิจารณ์ทางลบมากมายเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งแสดงความกังวลว่าจะทำให้เกิดปัญหามากมายตามมาในอนาคต

ผมขอหยิบยกเอาเอาข้อมูลเท่าที่พอจะหาได้มาเขียนให้อ่านกันนะครับ ผิดถูกยังไงขอให้ผู้อ่านค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมกันด้วยนะครับ

กฎหมาย OBBBA นี้กำลังจะทำให้ US มีรายได้จากภาษีในประเทศลดลง แต่ทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนภาษีท้องถิ่นและรัฐ (SALT) เป็น $40,000 (ชั่วคราว), เพิ่มการลดหย่อนภาษีสำหรับทิปและค่าล่วงเวลา (ชั่วคราว), เพิ่มเครดิตภาษีบุตร (CTC) เป็น $2,200 แต่ส่วนที่ขอคืนได้ไม่เพิ่มขึ้น

ซึ่งน่าจะทำให้คนอเมริกันมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นเยอะมาก เพราะงานบริการในสหรัฐมีราคาที่สูงอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนกฎหมายนี้ เอาจริง ๆ คือ ถ้าไม่นับค่าใช้จ่าย เงินเดือนพนักงานบริการรวมทิปใน 1 ปี หลายแสนเลยนะครับ(แค่ค่าแรงขั้นต่ำ 1 ชม ก็เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำคนไทยทั้งวันแล้ว)

ถ้าคุณเป็นคนอเมริกันที่อยู่กับพ่อแม่แล้วแชร์ค่าใช้จ่ายในบ้านโดยไม่ได้ออกไปอยู่เอง เก็บเงิน 3-4 ปี มีโอกาสเก็บเงินได้เป็นล้าน ย้ายมาอยู่ไทยนี่อยู่สบายไปหลายปีเลยนะครับ

แต่แน่นอนว่าเมื่อมีด้านดีก็ต้องมีด้านเสีย แม้ประชาชนจะมีรายได้มากขึ้น แต่รัฐจะเสียเงินภาษีที่ควรจะจัดเก็บได้ไป 4.5 ล้านล้านดอลล่า แน่นอนว่าเงินที่หายไปส่วนนี้อเมริกาจะใช้วิธีกู้เอามาเติม นั่นจะทำให้ค่าเงินดอลล่าอ่อนค่าลงไปเรื่อย ๆ ตามปริมาณการกู้เงิน ในอนาคตเราอาจจะได้เห็น USD 1 = THB 25 อีกครั้งก็ได้

โดยส่วนตัวที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์มองว่า อเมริกาทำให้ตัวเองเปราะบางแต่ด้วยความแข็งแกร่งทางทหารยังชดเชยกันได้ถ้าไม่มีตังจ่ายหนี้ก็แค่ไม่จ่ายไง ทำไมล่ะ?

ค่าเงินอ่อนค่า ทำให้อเมริกามีโอกาสกลับเข้าสู่ทิศทางการเป็นประเทศส่งออกบ้างในบางอุตสาหกรรม และกดดันให้โรงงานในต่างประเทศกลับเข้าประเทศเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าจะกระทบประเทศไทยแน่นอน แม้จะมีปัญหาเรื่องการย้ายฐานการผลิตน้อย แต่เรื่องค่าเงินนั้นใหญ่มาก เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่นำเข้าสูง ไทยที่เน้นการส่งออกอาหารจะโดนเต็ม ๆ ส่วนการโดนสวมสิทธิจากจีนส่งออกไปอเมริกาจะลดลงแน่นอน ยิ่งถ้าโดนกำแพงภาษี พวกสวมสิทธิหายเกลี้ยงแน่นอน

อาจจะมีการตกงานเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในแรงงานไร้ทักษะ ธุรกิจส่วนใหญ่อาจจะเบนออกไปทางเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในธุรกิจแล้วอย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้ผมเขียนโปรแกรมง่าย ๆ ใช้เองได้แล้ว อย่างเช่นคำนวณภาษีนำเข้า, AI Search และ โปรแกรมคำนวณการบรรจุตู้สินค้า และเดี๋ยวจะเขียนออกมาอีกเมื่อนึกออก จากที่เคยต้องจ้างเป็นหมื่นเพื่อตัวทดสอบ ตอนนี้ 700 ต่อเดือน สั่งแบบนอนสต๊อป ไม่เหนื่อย ไม่บ่น กวนตีนนิดหน่อยเพราะมันคือหุ่นยนต์ที่ไม่เข้าใจอารมณ์และคำพูดของคนที่บางครั้งอธิบายไม่ได้แต่ก็เข้าใจกันได้ ก็ทนได้ มันถูก

โลกร้อนมากขึ้น จากการกลับมาสนับสนุนกิจการขุดเจาะน้ำมัน และหยุดการส่งเสริมรถ EV แต่รถ EV ยังส่งผลต่อสภาพอากาศน้อย ไม่เท่ากับการยกเลิกสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดเช่น โซลาฟาร์ม หรือ กังหันลมผลิตไฟฟ้า ที่จะต้องไปทดแทนโรงงานไฟฟ้าถ่านหินหรือน้ำมันที่เป็นต้นกำเนิดไฟฟ้าในการเติมทั้งรถ EV, ใช้ในครัวเรือน และ แน่นอนว่าใช้กับ AI

ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบเท่านั้น ยังมีรายละเอียดอีกมาก แต่ทั้ง 2 เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากที่สุด เลยเอามาเขียนก่อน แต่แน่นอนว่า ผมเป็นนักขนส่งไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณควรหาข้อมูลเพิ่มเติมกันด้วยนะครับ

Photo by Yoav Aziz on Unsplash

04/07/2025

อาเซียน 670 ล้านคน สามารถอยู่โดยไม่พึ่งพา US และ CN ได้หรือไม่?
original content by exptblog + AI sourcing

พอดีผมไปอ่านเจอความเห็นนึงที่น่าสนใจแม้จะดูเพ้อเจ้อขนาดไหนก็ควรลองหาข้อมูลมาวิเคราะห์ซักหน่อย ก็ตามที่หัวข้อเรื่องเลยครับ Asean อยู่ได้มั้ยถ้าขาด US และ CN ไป?

คำตอบในหัวผมตอนนั้นชัดเจนมากครับ “ถามเงินในกระเป๋าคนไทยก่อน มีตังกันมั้ย?” แล้วก็คิดว่า อาเซียน ก็ไม่ต่างกัน แล้วเราอยู่ในระดับบน ๆ ด้วยนะ แต่ดูแล้วก็ไม่น่ารอด เพราะคนไทยรวย ๆ เยอะ แต่เยอะไม่พอที่จะแบกประเทศนี้หรอก แรงงาน 20 ล้านคน เงินเดือน 15,000 ก็จะเป็น 20x15000=300,000 ล้านบาทต่อเดือนเอง ดังนั้นแล้ว เชิญสดับรับชมข้อมูลที่ผมและ AI ช่วยกันหาและเรียบเรียงมาให้คุณได้เลยครับ

>>>... ในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังร้อนระอุ คำถามที่ว่าอาเซียนพร้อมที่จะ "ตัดความสัมพันธ์" กับสหรัฐอเมริกาหรือจีนหรือไม่นั้น ตั้งอยู่บนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาด เพราะในความเป็นจริง การตัดขาดจากมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เพียงแต่เป็นไปไม่ได้ในทางยุทธศาสตร์ แต่ยังเปรียบเสมือนการทำลายกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตนเอง คำตอบที่แท้จริงต่อความท้าทายนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างหรือการแยกตัว แต่อยู่ที่การบริหารจัดการ "ภาวะการพึ่งพิงแบบคู่ขนาน" (Dual Dependence) ที่ซับซ้อนและเปราะบางนี้ให้ได้อย่างชาญฉลาดและมีเอกภาพ

แก่นแท้ของภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอาเซียนเอง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้ได้แปรเปลี่ยนโฉมไปเป็น "โรงงานของโลก" โดยมียอดเกินดุลกับสหรัฐฯที่สูงมาก

(อย่างที่เราเห็น ๆ กันว่าทำไมทรัมป์ถึงพยายามชดเชยการขาดดุลอย่างหนักด้วยการขึ้นภาษีที่ไม่ได้ต้องการจะขึ้นภาษีจริง ๆ แต่เพื่อเอาทุกประเทศบนโลกมาจัดระเบียบใหม่ ต่อรองผลประโยชน์ใหม่)

ภูมิภาคนี้ขับเคลื่อนด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรงที่แข่งขันได้ ซึ่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มหาศาล อย่างไรก็ตาม ตลาดภายในของอาเซียนที่ประกอบด้วยประชากรกว่า 670 ล้านคน กลับยังขาดอำนาจซื้อที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับผลผลิตมหาศาลของตนเองได้ ประเด็นนี้จะชัดเจนอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำโดยตรง แม้ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง (คิดเป็นรายได้ประมาณ 15,080 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ซึ่งถือว่าต่ำมากในบริบทของสหรัฐฯ เอง แต่ก็ยังสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำโดยเฉลี่ยในกลุ่มประเทศอาเซียน (ไม่รวมสิงคโปร์และบรูไน) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรอบ 2,500-4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ถึงเกือบ 4-5 เท่า ช่องว่างมหาศาลนี้สะท้อนว่าแรงงานในระบบที่มีรายได้น้อยที่สุดในสหรัฐฯ ยังมีอำนาจซื้อสูงกว่าแรงงานส่วนใหญ่ในอาเซียนอย่างเทียบไม่ติด

หากจะสรุปง่าย ๆ ก็คือ เพราะค่าแรงเราถูกจึงเป็นแหล่งผลิตเพื่อส่งออกได้ดี แต่เมื่อส่งออกไปแล้วเราก็ยังไม่มีกำลังซื้อมากพอที่จะคงการบริโภคภายในประเทศแบบจีนในระยะยาว เราจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเช่นในปัจจุบัน

หากคุณสังเกตุ จีนที่เคยมีค่าแรงต่ำกว่าบ้านเรา วันนี้แซงเราไปไกลแล้ว เพราะเค้ารู้ว่าแม้แรงงานจะล้นแต่จะไม่ทำแบบไทย เพราะในระยะยาวก็จะเป็นเบี้ยล่างรอเศษเงินตลอดไป และการใช้แรงงานนั้นไม่ใช่ต้นทุนหลักในยุคที่เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติเป็นแกนหลักในการผลิต ค่าจ้างแรงงานคนจึงสามารถเพิ่มได้เยอะพอสมควร ผิดกับประเทศไทยที่พยายามให้คนมีงานทำโดยไม่ต้องมีความรู้เพื่อทดแทนเครื่องจักร ผลก็อย่างที่เห็นนะครับ

ซึ่งหมายความว่าในตอนนี้หากปราศจากการส่งออกแล้ว โรงงานจะต้องลดกำลังการผลิต การจ้างงานจะหดตัว และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของภูมิภาคก็จะหยุดชะงักลง ความจำเป็นนี้ทำให้อาเซียนต้องพึ่งพิงเสาหลักทางเศรษฐกิจสองต้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก

เสาหลักแรกคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ผู้บริโภคปลายทาง" และ "นักลงทุนมูลค่าสูง" ที่ขาดไม่ได้ ในปี 2024 สหรัฐฯ ได้กลายเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน แซงหน้าจีนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สินค้าที่ส่งออกไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นสินค้าสำเร็จรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และยานยนต์ ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังเป็นแหล่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ใหญ่ที่สุด โดยเน้นในภาคบริการทางการเงิน เทคโนโลยีขั้นสูง และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในระยะยาว

เสาหลักที่สองคือจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็น "แกนกลางของห่วงโซ่อุปทาน" ที่อาเซียนไม่อาจตัดขาดได้ จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดโดยรวมของอาเซียน และเป็นผู้จัดหาสินค้าขั้นกลาง วัตถุดิบ และเครื่องจักรที่จำเป็นต่อภาคการผลิตของทั้งภูมิภาคอย่างไม่อาจหาใครทดแทนได้ในระยะสั้นถึงกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ประกอบในเวียดนาม แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทย หรือชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่ใช้ในโรงงานของมาเลเซีย ล้วนมีต้นทางส่วนใหญ่มาจากจีน การพึ่งพิงทั้งสองด้านนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกจนเกิดเป็นสภาวะพึ่งพิงที่ซับซ้อน: "อาเซียนต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากจีน เพื่อผลิตสินค้าส่งไปขายยังสหรัฐฯ" การพยายามตีตัวออกจากห่วงโซ่อุปทานของจีนจะทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ ในทางกลับกัน การสูญเสียตลาดสหรัฐฯ จะทำให้ฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่พึ่งพาปัจจัยการผลิตจากจีนต้องหยุดชะงักลงทันที

ตัวอย่างที่ชัดเจนถึงผลกระทบของการแยกตัวออกจากกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่คือกรณีของสหราชอาณาจักร (U.K.) หลังจากการออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) การจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีได้นำไปสู่ภาวะขาดแคลนแรงงานและแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนและสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ แม้บริบทจะแตกต่างกัน แต่บทเรียนนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญสำหรับอาเซียน หากภูมิภาคเลือกที่จะตัดขาดจากตลาดผู้บริโภคหลักหรือห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินฝืดจากการที่สินค้าล้นตลาดแต่ไม่มีผู้ซื้อ หรือเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน

โดยสรุป อาเซียนไม่ได้อยู่ในจุดที่จะสามารถ "ตัดความสัมพันธ์" กับมหาอำนาจใดได้ และนั่นไม่เคยเป็นเป้าหมายที่แท้จริง เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่าคือการรักษา อำนาจในการตัดสินใจและความเป็นอิสระของตนเองให้ได้มากที่สุดท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ เส้นทางข้างหน้าที่ท้าทายอย่างยิ่งคือการเร่งรัดการบูรณาการภายในให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองร่วมกันที่แท้จริง และยืนยันสถานะของตนเองว่าอาเซียนไม่ใช่เพียงสนามแข่งขันของมหาอำนาจ แต่เป็นผู้เล่นคนสำคัญที่มีสิทธิ์และศักยภาพในการกำหนดชะตากรรมของภูมิภาคตนเองในศตวรรษที่ 21 ...

05/06/2025

[Breaking!] World container index เพิ่มขึ้นรวดเดียว 41% จาก USD 2,508/40 เป็น USD 3,527/40

29/05/2025

ศาลพิพากษา ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการขึ้นภาษีศุลกากร สั่งให้ยกเลิก

ได้กันยังครับ?มันดังมาก! เสียงก็ดี โทนแบบเสียงเตือนภัยของแทร่
13/05/2025

ได้กันยังครับ?

มันดังมาก! เสียงก็ดี โทนแบบเสียงเตือนภัยของแทร่

16/04/2025

ดัชนีค่าระวางเรือในโซน Intra-Asia เพิ่มขึ้น 11% จากอาทิตย์ที่แล้ว เปิดงานมาเตรียมตัวรับค่าเฟรทขึ้นกันได้เลย

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ exptblog.com นำเข้าส่งออก โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์