พฤติกรรมเปลี่ยนสมอง by Human Intelligence

พฤติกรรมเปลี่ยนสมอง by Human Intelligence ศูนย์พัฒนาศักยภาพมนุษย์โดยการจัดก?

ศูนย์เรียนรู้เพื่อเข้าใจ และพัฒนาศักยภาพมนุษย์โดยการจัดการทางอารมณ์ ด้วยวิธีการที่ได้ผลจากงานวิจัยด้านสมอง

ข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดคือข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์

เพราะการประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบุคลากรในองค์กรด้วยเช่นกัน ดังนั้นความเข้าใจในมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม

การศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมนุษย์นั้นมีคว

ามแตกต่างกันในหลายๆปัจจัย

Human Intelligence คือทีมนักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์ในการศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์มาเป็นเวลานาน

เรามีความเชี่ยวชาญในการการประเมินและวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างเป็นระบบและรอบด้าน เพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่มีความหมาย มีคุณค่าเชิงทำนาย และสามารถจัดระบบที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรอย่างยั่งยืน

สิ่งที่เราทำ
• ให้คำแนะนำออนไลน์ (online consulting)
• บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบรายบุคคล (individual counseling)
• สัมนา และอบรมเชิงปฏิบัติการ สำหรับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างยั่งยืน
• พัฒนาเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน สำหรับการประเมินคุณลักษณะทางจิตวิทยา
• ดำเนินการวิจัยระดับองค์กร เพื่อให้ได้คำตอบที่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างครบวงจร
• ออกแบบและจัดกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาให้บุคลากรสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Follow us on Twitter!
20/12/2019

Follow us on Twitter!

The latest Tweets from HumanIntelligenceTH (). All about human emotions and brain. Bangkok, Thailand

ชีวิตปลอดดราม่า แค่พัฒนาทักษะทางสมอง   หลายคนคงเคยเห็นข่าวต่างๆมากมายเกี่ยวกับคนที่เกิดหงุดหงิด อารมณ์เสีย หรือโมโหจนควบ...
06/08/2017

ชีวิตปลอดดราม่า แค่พัฒนาทักษะทางสมอง


หลายคนคงเคยเห็นข่าวต่างๆมากมายเกี่ยวกับคนที่เกิดหงุดหงิด อารมณ์เสีย หรือโมโหจนควบคุมตัวเองไม่ทัน และเผลอทำอะไรที่เราจะต้องเสียใจภายหลัง


เช่น
การโพสแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมบนอินเตอร์เน็ท
การใช้กำลังทำร้ายร่างกายคนอื่น
หรือที่เราได้เห็นกันบ่อยๆคือการทะเลาะกันบนท้องถนนและลงมาหาเรื่องกัน จนถูกถ่ายภาพไปประจานบนอินเตอร์เน็ทมานักต่อนัก


หลายๆคนที่เห็นข่าวประเภทนี้ อาจจะคิดว่า “เออ ถ้าเป็นฉัน ฉันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก อายเขา” หรือ “สงสัยคนทำจะไม่ได้คิดก่อน ถ้าคิดดีแล้วคงไม่ทำหรอก”


แต่ก็อย่าประมาทไปครับ เพราะถ้าตัวเราเองไปตกอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ เราอาจจะโกรธจนหน้ามืดตามัวและทำอะไรโดยไม่ทันคิดก็ได้


แล้วอะไรคือความแตกต่างที่ทำให้คนบางคน โมโหจนทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ แต่บางคนกลับโมโหแต่ก็ไม่ทำพฤติกรรมเหล่านั้น?


ความแตกต่างของคนสองกลุ่มนี้คือทักษะของสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการ ควบคุม วางแผนสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า Executive functions นั่นเองครับ


ก่อนที่จะเล่าถึงสมองส่วนหน้าและการทำงานของมัน ผมขอเล่าย้อนไปถึงวิวัฒนาการก่อนครับ สิ่งที่ทำให้มนุษย์เรา กับสัตว์มีพัฒนาการหรือมีชีวิตที่แตกต่างกันไปก็คือ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสมองส่วนหน้ามากที่สุด แม้จะเทียบกับบรรพบุรุษที่ใกล้ชิดของเราอย่างเช่นลิงชิมแพนซี

ความแตกต่างตรงส่วนนี้ทำให้มนุษย์เราสามารถควบคุมความต้องการตนเองได้ เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น จึงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้ และรู้จักวางแผน หรือคิดแก้ปัญหาสิ่งใหม่ๆได้อย่างแตกต่างจากสัตว์สายพันธ์อื่นๆ


นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังเชื่ออีกว่าที่มนุษย์สายพันธ์ Homo sapiens สามารถอยู่รอดและเอาชนะสายพันธุ์ Neanderthal ได้ ก็เนื่องมาจากขนาดของสมองส่วนหน้า โดยนักวิชาการเชื่อว่าสายพันธ์ Homo sapiens มักจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม จึงสามารถช่วยเหลือกันและเอาชนะสภาพแวดล้อม หรืออันตรายต่างๆได้ดีกว่าสายพันธ์ Neanderthal ซึ่งนักวิชาการคาดเดาว่าการที่สายพันธ์ Neanderthal ไม่ค่อยอยู่ร่วมกันเยอะเพราะอาจขาดทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่ในสังคมก็เป็นได้


ทีนี้เราลองมาทำความรู้จักกับ Executive function ซึ่งเป็นทักษะทางสมองของสมองส่วนหน้ากันบ้างครับ


Executive function (EF) คือทักษะการคิดเชิงบริหารจัดการ ที่คอยควบคุมความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม เพื่อให้ทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบย่อยดังนี้


Inhibit หมายถึงความสามารถในการระงับ หรือยับยั้งตนเอง ไม่ให้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ได้อยู่ในเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ และยังเกี่ยวข้องกับการระงับอารมณ์ทางลบด้วย


Shift/Cognitive flexibility หมายถึงความยืดหยุ่นทางความคิด การปรับมุมมองของตนเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เช่นสามารถเปลี่ยนไปใช้วิธีในการแก้ปัญหาใหม่ๆ เมื่อพบว่าวิธีเก่าไม่ได้ผล และรวมไปถึงความสามารถในการปรับอารมณ์ตนเองให้ดึขึ้นได้เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ


Working memory หมายถึงความสามารถในการจำ และนำไปใช้ในการคิดสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้จักเลือกใช้วิธีหรือเทคนิคที่จะช่วยให้จำได้ดีขึ้น


สามทักษะหลักๆเหล่านี้ อาจฟังดูแล้วไม่ค่อยเห็นความเชื่อมโยงเท่าไหร่กับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน แต่ลองดูตัวอย่างง่ายๆก็ได้ครับ คุณเองคิดว่าการขับรถแล้วลงไปกร่างกลางถนนอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก แต่เมื่อคุณเกิดโดนคนปาดหน้าขึ้นมา เมื่อนั้นคุณต้องมีอารมณ์ทางลบเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าคุณไม่สามารถที่จะระงับ (inhibit) อารมณ์ของตัวเองได้ทันท่วงที หรือคุณไม่สามารถจะสลัดความคิด (shift) ที่ว่าจะต้องลงไปต่อว่าคู่กรณี หรือการที่คุณไม่สามารถดึงความทรงจำ (working memory) เกี่ยวกับผลเสียที่จะตามมาหากไปหาเรื่องกับคู่กรณีได้ คุณเองก็อาจจะกลายเป็นคนงี่เง่าในคลิปวีดีโอที่ถูกแชร์ก็เป็นได้ครับ


ถ้าจะกล่าวว่า กลุ่มคนที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ เป็นกลุ่มคนที่มีวิวัฒนาการล้าหลังกว่า ก็ไม่ผิดเสียทีเดียวครับ เพราะคนเหล่านี้มักจะถูกจับ หรือถูกลงโทษ (ทางสังคม) หรืออาจจะทะเลาะวิวาทจนบาดเจ็บเสียชีวิต ทำให้เมื่อมองในเชิงวิวัฒนาการแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ก็มักจะมีอัตราการอยู่รอดที่น้อยกว่ากลุ่มคนที่มีพัฒนาการทางสมองส่วนหน้าดีกว่านั่นเองครับ


แต่เรื่องนี้เองก็ยังมีความหวังอยู่ครับ นักประสาทวิทยาศาสตร์ และนักจิตวิทยาทั่วโลกต่างก็เล็งเห็นความสำคัญของสมองส่วนหน้า และพยายามค้นหาวิธีการพัฒนาสมองส่วนนี้อยู่เรื่องๆ ซึ่งก็มีวิธีการต่างๆมากมาย ไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมในรอบหน้าครับ

22/07/2017

…ความซึมเศร้า - Depression...

ภาวะซึมเศร้า เป็นภาวะจิตใจผิดปกติ ที่มีผลทำให้พฤติกรรมบุคคลเปลี่ยนไปจากเดิม คือ เกิดการมองตัวเอง มองสังคม และมองอนาคตในแง่ลบ เช่น มองตนเองว่าไร้ค่า มองเห็นแต่ความยากลำบาก ล้มเหลว และหมดหนทางแก้ไข อาจเป็นผลเนื่องมาจากการสูญเสียสิ่งต่างๆ ที่ตนรักไป (เช่น บุคคลที่รัก เงินทอง ตำแหน่งหน้าที่ ความเป็นอิสระ และความสำคัญอื่นๆ) ซึ่งอารมณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่หรือคงอยู่นาน ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อม

ภาวะซึมเศร้าแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ

1. ความรู้สึกเศร้า (depressive feeling) เป็นความรู้สึกไม่มีความสุข อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับความบกพร่องของตัวบุคคลหรือความบกพร่องของหน้าที่ด้านชีววิทยา ทั้งนี้ ความรู้สึกเสียใจหรือร้องไห้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่รวมว่าเป็นอาการของโรคซึมเศร้า คือจะไม่มีความคิดในแง่ลบกับตัวเอง ตำหนิตัวเองหรือคิดว่าตัวเองไร้ค่า
2. โรคซึมเศร้า (depressive illness, major depression) ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ จะมีอาการซึมเศร้าเป็นอาการเด่นชัดร่วมกับอาการสำคัญอย่างอื่น ดังคำอธิบายต่อไปนี้

** อาการแต่ละอาการของโรคซึมเศร้า **

1. อารมณ์เศร้า เป็นอาการสำคัญของโรค ซึ่งมีด้วยกันหลายแบบ เช่น ใจคอหดหู่ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่แจ่มใส ไม่เบิกบาน หรือจิตใจเศร้าหมอง อารมณ์เศร้าไม่จำเป็นต้องมีตลอดเวลา เวลาไม่เศร้าอาจรู้สึกสนุกสนานหรือมีอารมณ์ขันได้ แต่เมื่อเป็นมาก อารมณ์เศร้าจะมีอยู่เกือบตลอดเวลา แต่ไม่คงที่อยู่ตลอดวัน ส่วนมากผู้ป่วยจะมีอารมณ์เศร้ามากที่สุดตอนเช้า และดีขึ้นในตอนเย็นหรือค่ำ
2. อารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย อารมณ์นี้เป็นอาการสำคัญ ผู้ป่วยจะรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง แต่ควบคุมตัวเองไม่ได้ และมักเสียใจเมื่อทำสิ่งที่ไม่ดีไปแล้ว ซึ่งผู้ป่วยมักคิดว่าไม่มีใครเข้าใจว่าตนไม่สบาย และไม่อยากเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อหงุดหงิดก็ไม่ทราบว่าจะควบคุมอย่างไร
3. ความรู้สึกเบื่อและหมดความสนใจในสิ่งต่างๆ ทั้งกิจกรรมที่เคยชอบ และกิจวัตรประจำวันที่เคยทำก็ไม่อยากทำ ผู้ป่วยบางส่วนมีความรู้สึกทางเพศลดลงหรือไม่มีเลย
4. เบื่ออาหาร ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอยากอาหาร แม้ที่ตนเคยชอบ การรู้รสก็จะเปลี่ยนไปด้วย แต่ก็มีบางรายรู้สึกอยากอาหารมากกว่าธรรมดา
5. นอนไม่หลับ มักปรากฏเป็นอาการแรก ผู้ป่วยอาจนอนไม่หลับเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ก่อนมีอาการอื่น ในระยะแรก ผู้ป่วยจะหลับยาก หลับไม่สนิท ฝันร้าย หรือตื่นบ่อย เมื่อเป็นมากขึ้นมักจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เรียกว่า นอนไม่หลับตอนใกล้เช้า ลักษณะคือ เมื่อเข้านอนจะหลับได้ตามปกติ แต่ตอนดึกตีหนึ่งตีสอง เมื่อตื่นแล้วจะหลับอีกไม่ได้ หรือหลับได้ยาก หลับไม่สนิท เป็นบ่อยจนเหมือนมีนาฬิกาปลุกให้ตื่น
6. อ่อนเพลีย ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เกือบตลอดเวลาแม้ไม่ได้ออกแรง การพักผ่อนไม่ช่วยให้ดีขึ้น อาการอาจเกิดเฉพาะส่วนของร่างกายก็ได้ เช่น แขนหรือขา บางรายจะคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจเพราะเหนื่อยง่าย เมื่อมีอาการใจสั่นหรือเจ็บหน้าอกด้วยยิ่งทำให้วิตกกังวลมาก
7. ความคิดเชื่องช้า ตั้งแต่เริ่มไม่สบาย ผู้ป่วยจะมีความคิด การเคลื่อนไหว และการพูดเชื่องช้า จะสังเกตได้ว่าผู้ป่วยจะเงียบและซึมลง สนใจเรื่องต่างๆ ลดลง หันมาเพิ่มความสนใจตัวเองและกังวลเกือบตลอดเวลากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะพยายามฝืนตัวเอง พูด แต่งตัว ทำงาน หรืออ่านหนังสือ เพื่อให้เหมือนปกติ แต่ก็ทำไม่ได้
8. สมาธิเสีย ความจำไม่ดี และลืมง่าย ก็เป็นอาการสำคัญ ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าพูดอะไรไปแล้วนึกไม่ออก อ่านหนังสือแล้วจำไม่ได้ ทำให้วิตงกังวลมากเพราะทำงานได้ไม่ดี ทำไม่ได้ มีข้อผิดพลาด กังวลว่าจะต้องออกจากงาน จะสอบตก หรือสมองจะเสียตลอดไป
9. ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตนด้อยในด้านต่างๆ เช่น ความสามารถ สติปัญญา เกียรติยศชื่อเสียง คิดว่าตนทำหน้าที่บกพร่องและไม่อาจเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ ความคิดเช่นนี้ถ้ามีมากและรุนแรงจะทำให้ผู้ป่วยคิดอยากตายและฆ่าตัวตายได้ เพราะมองตนเองในด้านไม่ดีและไม่มีประโยชน์ตลอดเวลา ครุ่นคิดว่าตนเป็นคนไม่มีค่า เป็นภาระ และนำความยุ่งยากมาให้ครอบครัว ถ้าไม่มีตนทุกคนจะสบาย ดังนั้นจึงควรตายไปเสีย
10. ความรู้สึกมีความผิด ผู้ป่วยที่เศร้ามากมักมีความรู้สึกมีความผิดและตำหนิตัวเอง ทั้งที่ไม่มีความผิดแต่อย่างใด หรือถ้ามีก็เป็นเรื่องไม่สำคัญ หากรู้สึกมากและรุนแรง ผู้ป่วยจะคิดว่าตนเป็นคนไม่ดี มีบาป ไม่สมควรมีชีวิตอยู่
11. ความคิดอยากตาย ผู้ป่วยที่เศร้ามากๆ อาการไม่สบายทั้งหลายจะมีมาก จนรู้สึกทรมาน เมื่อถึงจุดที่ไม่อาจทนต่อไปได้ ผู้ป่วยจะหาทางหนีจากความทรมาน ซึ่งความตายเป็นทางออกที่ผู้ป่วยส่วนมากนึกถึงเป็นสิ่งแรก
12. ความกลัวและความวิตกกังวล ผู้ป่วยจะกลัวและวิตกกังวลไปต่างๆ กังวลว่าทำไมเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ กลัวจะไม่หาย กลัวจะวิกลจริต กลัวจะเป็นโรคร้ายแรง กลัวเมื่ออยู่คนเดียว หรือกลัวจะทำอันตรายตนเอง ความกลัวและความวิตกกังวลเหล่านี้จะวนเวียนอยู่ในความคิดจนไม่อาจทำใจให้สงบได้
13. อาการทางกายอื่นๆ ผู้ป่วยมักมีอาการทางกายร่วมได้ด้วยเสมอและเกิดได้กับอวัยวะทุกระบบ ที่พบบ่อย คือ ปวดท้อง ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก ปวดเมื่อยตามตัว ผู้ป่วยทุกรายจะกังวลกับอาการเหล่านี้มาก และคิดว่าเป็นโรคทางกาย เวลามาพบแพทย์ก็ไม่แสดงอารมณ์เศร้าเลย ลักษณะดังกล่าวพบได้บ่อยในเวชปฏิบัติทั่วไป เรียกว่า mashed depression หรือความเศร้าที่ถูกปิดบัง

** การดำเนินโรค **

1. โรคซึมเศร้าอาจเริ่มเป็นในเด็กหรือวัยรุ่น อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยเมื่อเริ่มเป็นครั้งแรกคือ 24 ปี และคนรุ่นใหม่จะเริ่มมีอาการของโรคนี้ที่อายุน้อยลง
2. เป็นโรคที่มักเป็นซ้ำๆ ประมาณร้อยละ 50-60 ของผู้ป่วยที่เป็นครั้งแรกจะเป็นครั้งที่ 2 ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยที่มีอาการ 2 ครั้ง จะเป็นครั้งที่ 3 และร้อยละ 90 ของผู้ที่เป็น 3 ครั้งจะเป็นครั้งที่ 4
3. ร้อยละ 5-10 จะมีอาการของโรคซึมเศร้าชนิดแมเนียในเวลาต่อมา

** สาเหตุของภาวะซึมเศร้า **

1. ปัจจัยทางพันธุกรรม - จากการศึกษาในฝาแฝด พบว่า ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน หากคนหนึ่งมีอารมณ์เศร้า ฝาแฝดอีกคนมีโอกาสเป็นร้อยละ 75 ส่วนฝาแฝดจากไข่คนละใบมีโอกาสเป็นร้อยละ 14 นอกจากนี้ พี่น้องของคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามีโอกาสเป็นสูงกว่าคนทั่วไป 10-15 เท่า ถ้าบิดา-มารดาเป็นโรคซึมเศร้า บุตรมีโอกาสเป็นถึง 25 เท่า อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบใด แต่มีหลักบางอย่างแสดงว่าน่าจะถ่ายทอดผ่านทางโครโมโซม x

2. ปัจจัยทางชีวเคมี - ขณะที่มีอารมณ์เศร้า จะมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบางอย่างในสมองที่สำคัญ คือ ซีโรโทนิน และนอร์อิพิเนฟริน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท หากสารสื่อประสาทสองตัวนี้ต่ำลง บุคคลจะเกิดอารมณ์เศร้า และถ้าเพิ่มขึ้น บุคคลจะตื่นเต้นและครื้นเครง นอกจากนี้ ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนก็เป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า โดยพบว่า อารมณ์เศร้าเกิดบ่อยในผู้หญิง มักเกิดในระยะหลังคลอดหรือหมดประจำเดือน และเมื่อมีความผิดปกติของอารมณ์ จะมีความผิดปกติของประจำเดือนร่วมด้วย

3. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม - ภาวะแวดล้อมและสภาวะตึงเครียด อาทิ การมีสัมพันธภาพที่ไม่ดีกับบุคคลอื่น การหย่าร้าง ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ความล้มเหลวในหน้าที่การงาน การสูญเสีย ทั้งการสูญเสียในชีวิตจริง หรือการสูญเสียในสโนภาพ เช่น การสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง รวมถึงการเปลี่ยนวัย และโรคทางกายเรื้อรัง ล้วนสัมพันธ์กับการเกิดอารมณ์เศร้า เบื่อหน่ายชีวิต โดยบุคคลมีความคิดเกี่ยวกับตนเองและชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงที่จะมีต่อในในอนาคตทางด้านลบ และไม่มีคุณค่า

โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัยผสมผสานกัน คือ ทั้งพันธุกรรม ร่างกาย จิตใจ และสภาพสังคมวัฒนธรรมที่บีบคั้น และมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นได้ทั้งปัจจัยเสริม ปัจจัยเร่ง และปัจจัยให้ป่วยต่อเนื่อง โดยปัจจัยแต่ละด้านจะมีอิทธิพลมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน

** การช่วยเหลือผู้มีภาวะซึมเศร้า **

1. การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะแรก - ให้ความเข้าใจกันและกัน ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อบุคคล สำหรับเด็ก ผู้ใหญ่สามารถช่วยเหลือให้คำแนะนำเรื่องการปรับตัว การสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น และแนวทางการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมได้
2. การป้องกันในระยะที่สอง - เมื่อพบเห็นปัญหาควรรีบให้การช่วยเหลือ ไม่มองข้ามหรือเพิกเฉย อาจแนะนำให้ใช้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในโรงเรียน ศูนย์สุขภาพจิตชุมชน หรือสายด่วนสุขภาพจิต ทั้งนี้ สำหรับการประเมินว่ามีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าหรือไม่นั้น การสังเกตอารมณ์เพียงอย่างเดียวอาจสู้การถามโดยตรงไม่ได้ แบบประเมินภาวะซึมเศร้าสามารถค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต หากพบว่ามีแนวโน้ม ควรให้รับการปรึกษาจากนักจิตวิทยา เพื่อปรับวิธีคิดและเพิ่มทักษะทางสังคม และหากมีอาการรุนแรง ควรรับการรักษาจากจิตแพทย์เพื่อให้ได้รับยาที่เหมาะสมแก่อาการของผู้ป่วย เนื่องจากการทำจิตบำบัดอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล
3. การป้องกันในระยะที่สาม เมื่อได้รับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจแล้ว ผู้ป่วยและญาติควรเฝ้าระวังดูแลการกลับเป็นซ้ำ หาความรู้ และข้อมูลการช่วยเหลือทางสังคมสงเคราะห์ด้านต่างๆ

**************

ข้อมูลจาก

“ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคิดฆ่าตัวตายของนักเรียนวัยรุ่นที่ไม่มีประวัติการฆ่าตัวตาย” โดย อมรรัตน์ ศุภมาศ (2546) - http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6434

“การเปรียบเทียบความสามารถด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีภาวะปรกติและมีภาวะซึมเศร้า” โดย รัมภาศรี สุคนธมาน (2551) - http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/47607

“ผลของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มต่อภาวะวิตกกังวล-ซึมเศร้า ของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย” โดย ดารุวรรณ โรจนสุพจน์ (2544) คณะแพทยศาสตร์ - http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/2418

หลายคนคงจะเคยเหงากันไม่มากก็น้อย แต่เรารู้จักความเหงากันดีหรือยังครับ วันนี้แอดมินอยากชวนทุกคนมารู้จักความเหงากันครับเพร...
12/02/2016

หลายคนคงจะเคยเหงากันไม่มากก็น้อย แต่เรารู้จักความเหงากันดีหรือยังครับ วันนี้แอดมินอยากชวนทุกคนมารู้จักความเหงากันครับ

เพราะเมื่อเรารู้จักความเหงาและสาเหตุของมันแล้ว เราก็จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้นไงครับ

หากมีข้อสงสัยหรือสนใจเทคนิคการจัดการอารมณ์ตนเอง inbox มาคุยกันได้เลยครับ :)

...ความเหงา - Loneliness…

ความเหงา หมายถึง ความรู้สึกที่ก่อให้เกิดความทุกข์และไม่สบายใจ เนื่องมาจากการรับรู้ว่าตนเองขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หรือมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยกว่าที่ตนต้องการ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่พึงพอใจในความสัมพันธ์ทางสังคม

Weiss (1973) ได้จำแนกความเหงาออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ความเหงาทางอารมณ์ (Emotional loneliness) หมายถึง ความเหงาที่เกิดจากการขาดความสัมพันธ์กับบุคคลที่ใกล้ชิด โดยการเพิ่มปริมาณของความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่สามารถช่วยให้ความเหงาประเภทนี้ลดลงได้
2. ความเหงาทางสังคม (Social loneliness) คือ ความเหงาที่เกิดจากการขาดเครือข่ายทางสังคมหรือการขาดกิจกรรมทางสังคม ความเหงาประเภทนี้สามารถแก้ไขได้โดยการเพิ่มเครือข่ายทางสังคมและกิจกรรมทางสังคม

ส่วน Beck และ Young (1978) ได้แบ่งความแตกต่างของความเหงาออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. ความเหงาแบบเรื้อรัง (Chronic loneliness) หมายถึง ความเหงาที่เกิดจากความล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่น่าพึงพอใจเป็นระยะเวลาหลายปี รวมถึงการรับรู้ว่าถูกทอดทิ้งจากการสื่อสารระหว่างบุคคล ปัญหาการหย่าร้างของพ่อแม่ หรือความขัดแย้งในครอบครัวที่ไม่ได้รับการแก้ไข
2. ความเหงาจากสถานการณ์ (Situational loneliness) เป็นความเหงาที่มีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดทางลบ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมเกิดการหยุดชะงัก เช่น การตายของคนที่รัก
3. ความเหงาแบบชั่วคราว (Transient loneliness) เป็นความรู้สึกอ้างว้างที่เกิดขึ้นชั่วขณะเป็นครั้งคราว เช่น หลังจากประสบความสำเร็จ บุคคลอาจพบความสุขและความโล่งอกแต่ยังรู้สึกว่างเปล่า หรือความรู้สึกหลังจากจบงานเลี้ยงเนื่องจากต้องแยกจากกลุ่มเพื่อน
ทั้งนี้ ความเหงาแบบชั่วคราวมักเป็นความรู้สึกที่ไม่ยาวนาน สามารถจางหายได้รวดเร็ว ส่วนความเหงาแบบเรื้อรังมักเกี่ยวข้องกับการรับรู้ว่าถูกทอดทิ้งและความไม่พอใจในความสัมพันธ์ทางสังคม ขณะที่ความเหงาจากสถานการณ์บางครั้งอาจมีความรุนแรงและก่อให้เกิดความเครียดมากกว่าความเหงาสองประเภทที่กล่าวมา
..การจัดการความเหงา...

อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการจัดการความเหงา คือ บุคคลไม่เต็มใจที่จะรับรู้ หรือยอมรับว่าตนเองรู้สึกเหงา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือบุคคลต้องตระหนักและยอมรับความรู้สึกเหงา จึงจะสามารถจัดการความความเหงาได้ ซึ่ง Rokach และ Brock (1997) ได้เสนอวิธีจัดการความเหงาไว้ 6 วิธี ดังนี้

1. สะท้อนและการยอมรับความรู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งในด้านความคิดและความรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่น เพื่อให้เกิดตระหนักและการปรับโครงสร้างทางความคิด
2. พัฒนาตนเองและความเข้าใจในตน เน้นถึงความเชื่อและคุณค่าในตนเอง
3. เพิ่มการมีส่วนร่วมทางสังคมและการมีปฏิสัมพันธืกับผู้อื่น ทั้งคนเดิมที่เคยรู้สึกและคนใหม่
4. ปฏิเสธพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด การแยกตัว
5. เพิ่มความผูกพันและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน อาจทำให้โดยการเข้าร่วมพิธีทางศาสนา
6. เพิ่มกิจกรรม ได้แก่การอุทิศตนในงาน และกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากกิจวัตรประจำวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อทางสังคม

*****************

ข้อมูลจาก

“ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเผยตนเอง ความเหงา และการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อพฤติกรรม การเสพติดอินเตอร์เน็ต” โดย ณัฐรดา อยู่ศิริ, สุพิชฌาย์ นันทภานนท์, หทัยพร พีระชัยรัตน์ (2557) - http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/46895

ภาพจาก http://randomwallpapers.net/

ปรากฏการณ์ "ผลของยาหลอก" (placebo effect)หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ "ยาหลอก" หรือ placebo กันมาบ้างนะครับ ที่แสดงใ...
29/07/2015

ปรากฏการณ์ "ผลของยาหลอก" (placebo effect)

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ "ยาหลอก" หรือ placebo กันมาบ้างนะครับ ที่แสดงให้เห็นว่าบางคนได้รับยาหลอก (ที่ไม่ได้มีผลในการรักษา) กลับรายงานว่ามีอาการดีขึ้นได้ ซึ่งก็เป็นผลจากความเชื่อที่เรามีต่อผลของมันครับ

ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดในพวกอาหารเสริมต่างๆที่มันอาจจะไม่ได้เห็นผลชัดเจน แต่เราก็จะรู้สึกว่าร่างกายมีสุขภาพดีขึ้นจริงครับ

ล่าสุดมีผลงานวิจัยที่จะทำให้คุณทึ่งกันไปอีก คือ แม้เราจะรู้แล้วว่ายาที่เคยได้รับนั้นเป็น "ยาหลอก" แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันได้ผลอยู่ดี!! ซึ่งทีมนักวิจัยจาก University of Colorado Boulder (UCB) ที่ทำการศึกษาก็ยังไม่ได้เข้าใจปรากฏการณ์นี้ทั้งหมด แต่ก็อธิบายว่าอาจเป็นผลจากการเรียนรู้และการเชื่อมโยงในระดับสมอง ที่เราไม่รู้ตัวครับ

หากใครสนใจอยากอ่านเพิ่มเติมกดอ่านตาม link นี้ได้เลยครับ

The placebo effect is already known to be pretty bizarre, but a new study has ramped up the weirdness factor. Researchers have found that people can be trained to believe in a placebo so much, it still works even when they’re told it isn’t real medicine.

ทำไมคนเราถึงเจ็บที่หน้าอก เวลาที่เราเสียใจมากๆ หรือเวลาอกหัก ทั้งๆที่จริงๆหัวใจเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความรู้สึกเลย...
15/07/2015

ทำไมคนเราถึงเจ็บที่หน้าอก เวลาที่เราเสียใจมากๆ หรือเวลาอกหัก ทั้งๆที่จริงๆหัวใจเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความรู้สึกเลย

นักวิทยาศาสตร์ และนักจิตวิทยา เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจปรากฏการณ์นี้เสียทีเดียว แต่คำอธฺบายที่น่าจะเป็นไปได้คือ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์นั้นเชื่อมต่อกับอวัยวะภายในต่างๆ เช่นช่องท้อง หรือหัวใจ

เมื่อเกิดอารมณ์ที่รุนแรง โดยเฉพาะอารมณ์ทางลบ ก็อาจมีการสั่งการไปยังอวัยวะต่างๆให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเกิดอาการเหมือนกับเจ็บปวดขึ้นมาได้ครับ

ทั้งนี้ อารมณ์นั้นมักจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในร่างกายอยู่แล้วครับ เช่นเวลาที่เรากลัว สมองจะสั่งการไปยังอวัยวะต่างๆ เช่นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ม่านตาขยาย กล้ามเนื้อต่างๆถูกกระตุ้น ทำให้เราพร้อมที่จะ ต่อสู้ หรือ หลบหนี จากสิ่งที่เรากลัวได้อย่างรวดเร็วนั่นเองครับ

When you hear bad news, you might feel your ‘heart drop’ or have to deal with ‘heart ache.’ There’s more to these metaphors than simply describing intense emotions – they point to the fascinating way our bodies experience these feelings, both emotionally and physically. But surely that doesn't make…

6 วิธีง่ายๆในการอ่านใจคนอื่นการอ่านใจ หรือ mind reading อาจจะฟังดูเหมือนเรื่อง ไสยศาสตร์ หรือพลังจิต ที่ไม่สามารถพิสูจน์...
05/07/2015

6 วิธีง่ายๆในการอ่านใจคนอื่น

การอ่านใจ หรือ mind reading อาจจะฟังดูเหมือนเรื่อง ไสยศาสตร์ หรือพลังจิต ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้

แต่ในทางจิตวิทยา การอ่านใจผู้อื่น นั้นเป็นไปได้ครับ แต่ไม่ได้อ่านใจด้วยพลังจิตหรือพลังลี้ลับนะครับ อ่านได้ด้วยการ "สังเกต" ด้วยตาและหูของเรานี่เองครับ

สังเกตไหมว่าบางทีคุณก็สามารถเดาได้ว่าเพื่อนสนิท หรือพ่อแม่ของคุณกำลังจะทำหรือพูดอะไรต่อ นั่นแหละครับเรากำลังอ่านใจพวกเขาอยู่

การอ่านใจ ทางจิตวิทยาเริ่มต้นด้วยการสังเกต 5 อย่างคือ สีหน้า ท่าทาง ดวงตา การหายใจ น้ำเสียง

ทั้งนี้การอ่านใจด้วยการสังเกตก็มีสิ่งที่ควรระวังคือ ระวังปฏิกิริยาของคุณที่อาจส่งผลต่อคนอื่น เช่นถ้าคุณมีทีท่าไม้ไว้ใจใคร ก็เป็นไปได้ที่คนนั้นก็จะตอบสนองด้วยท่าทีที่ไม่ไว้ใจคุณเช่นกัน

หลักการสำคัญที่สุดของการ อ่านใจ ก็คือ คุณควรจะใช้เวลาสังเกตคนที่คุณต้องการอ่านใจให้มากๆครับ เพื่อที่คุณจะได้มีข้อมูลมากที่สุดเกี่ยวกับคนนั้น และสามารถ เข้าใจ คนที่คุณต้องการอ่านใจได้ง่ายมากขึ้นครับ

สรุปสั้นๆง่ายๆเลยก็คือ การอ่านใจ ในทางจิตวิทยา สามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ "การทำความเข้าใจ" ผู้อื่นครับ ;)

Many of us think of reading somebody else's mind as a sort of control mechanism. If you can figure out their next move, you can manipulate them or anticipate their future actions. In reality, it can be far more practical and personal. Reading someone else's mind allows you to be

สรุปหลักการสำคัญสำหรับการทำสื่อที่ดึงดูดความสนใจของสมองมนุษย์ และมักทำให้จำได้แม่นยำ- สื่อด้วยภาพ- ภาพต้องกระตุ้นให้เกิด...
04/07/2015

สรุปหลักการสำคัญสำหรับการทำสื่อที่ดึงดูดความสนใจของสมองมนุษย์ และมักทำให้จำได้แม่นยำ

- สื่อด้วยภาพ
- ภาพต้องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์

เวลาเราพูดเรื่องการตลาดนั้นคงไม่พ้นที่เราจะต้องมาพิจารณาเรื่องของมนุษย์เป็นสำคัญ ยิ่งถ้านักการตลาดเข้าใจความคิดหรือกลไกของมนุษย์มากเท่าไร เราก็สามารถเอาข้อมูลเหล่านั้นมาคิดกลยุทธ์การตลาดดีๆ ได้เช่น...

วงจรของภาวะอารมณ์สวัสดีครับ วันนี้แอดมินจะมาแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะอารมณ์ (mood) ของมนุษย์กันครับ แอดมิน...
09/04/2014

วงจรของภาวะอารมณ์

สวัสดีครับ วันนี้แอดมินจะมาแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะอารมณ์ (mood) ของมนุษย์กันครับ

แอดมินเชื่อทุกคนน่าจะเคยเป็นกัน ในขณะที่เรากำลังจมดิ่งอยู่ในภาวะอารมณ์ที่เข้มข้นนั้น เราอาจจะรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมมันได้ ยิ่งเข้มข้นก็อาจทำให้คิดว่า ความกลัว กังวล หรือเศร้าเสียใจนี้อาจจะคงอยู่ไปตลอด
ซึ่งก็ยิ่งทำให้เราถูกถาโถมด้วยอารมณ์ทางลบไปอีก เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ของความทุกข์ขึ้นมา แต่ทราบหรือไม่ครับ ว่าภาวะอารมณ์ของเรานั้นมีวงจรของมัน และวงจรนั้นเกิดขึ้นไม่ยาวนานอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดครับ

แอดมินอยากชวนให้ทุกท่านลองสังเกตวงจรของภาวะอารมณ์ตนเองดูครับ
เวลาที่เราทุกข์ใจมากๆ เราจะรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน หลายเดือน หรือหลายปี แต่ลองสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าใน 1 ชั่วโมงแห่งความทุกข์ของเรา มันก็ไม่ได้ทุกข์ใจเท่าเดิมตลอดเวลาใช่ไหมครับ

ภาวะอารมณ์ที่ดูเหมือนจะยาวนานนั้น ถ้าลองดูให้ดี มันไม่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลา แต่มันจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดเวลาครับ นั่นเป็นเพราะภาวะอารมณ์นั้นก็มีธรรมชาติของมันที่ไม่อยู่นิ่งและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ดังนั้นเมื่อเราตกอยู่ในความเศร้าเสียใจมากๆจนรู้สึกไม่มีทางออก อย่าลืมนะครับว่าอารมณ์ของเรามันมีวงจรของมัน เหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นลง ปกติไปตามวิถีของมัน หากเข้าใจอารมณ์อย่างถ่องแท้ แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็จะปรากฎชัดเจนขึ้นได้ไม่ยากนัก

สิ่งที่เราทำได้คือจะอยู่กับช่วงเวลาที่ถูกภาวะอารมณ์ถาโถมอย่างไรโดยไม่เสียศูนย์ อาจใช้เทคนิคการจัดการอารมณ์ที่แอดมินเคยแนะนำไปบ้างแล้ว เพื่อช่วยให้มันเบาบางลงได้

และที่สำคัญก็คือเมื่อภาวะอารมณ์เลวร้ายนั้นเบาบางลง แม้จะแค่ระยะเวลาไม่นาน อย่าลืมที่จะเข้าไปสัมผัสและซาบซึ้งกับอารมณ์ดีๆ ที่เรามี และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขให้คุ้มค่าครับ

มารู้จักงานจิตวิทยาเพิ่มเติมกันครับ ;)
16/03/2014

มารู้จักงานจิตวิทยาเพิ่มเติมกันครับ ;)

ทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ 9 | ช่องความรู้ดูสนุก หนึ่งในสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม โดยบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) http://www.facebook.com/trueplookpanyachan...

วันนี้คุณเช็คภาวะอารมณ์ตัวเองหรือยัง?สวัสดีครับ วันนี้แอดมินมีเทคนิคการจัดการทางอารมณ์ง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้มาฝากกันครับ ...
13/02/2014

วันนี้คุณเช็คภาวะอารมณ์ตัวเองหรือยัง?

สวัสดีครับ วันนี้แอดมินมีเทคนิคการจัดการทางอารมณ์ง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้มาฝากกันครับ
เทคนิคนี้เรียกว่า Mood Checkup หรือการเช็คภาวะอารมณ์ตนเอง

การทำก็ไม่ยาก เพียงแค่ให้คอยเช็คภาวะอารมณ์ของตนเองในช่วงเวลาต่างๆของวัน แนะนำให้ทำอย่างน้อยวันละ 4 ครั้งคือ ตื่นนอน กลางวัน เย็น และก่อนนอน เพื่อป้องกันการตกหลุมพรางของอารมณ์ครับ

คนเรามีอารมณ์เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ทางบวกหรืออารมณ์ทางลบ และภาวะอารมณ์นั้นจะส่งผลต่อการกระทำของเราในแต่ละวันครับ เช่นมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่ เมื่อเจออะไรก็มักจะมองในแง่ลบหรือโมโหได้ง่าย โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว นั่นแหละครับเรากำลังตกหลุมพรางของอารมณ์อยู่ การคอยเช็คภาวะอารมณ์ของตนเองจะช่วยให้เราตระหนักรู้ในตัวเองและไม่ตกหลุมพรางของอารมณ์ครับ

การเช็คภาวะอารมณ์ เริ่มต้นด้วยการระบุช่วงเวลาและภาวะอารมณ์ที่เป็นอยู่ เมื่อระบุอารมณ์ในเวลานั้นแล้วให้ลองดูว่ามีสาเหตุมาจากอะไร หรือถ้าหาไม่เจอก็ไม่เป็นไรครับ ต่อมาให้พิจารณาว่า ถ้าฉันมีภาวะอารมณ์นี้อยู่ มีอะไรที่ฉันต้องระวังบ้าง เช่นกำลังโกรธ สิ่งที่ต้องระวังคือไม่ไประบายอารมณ์ใส่คนอื่น และสุดท้ายคือให้คิดดูว่าจะแก้หรือบรรเทาอารมณ์ดังกล่าวได้อย่างไร เช่นหงุดหงิด ตั้งใจว่าจะยิ้มเยอะๆ แต่ถ้าเห็นว่าอารมณ์ดังกล่าวน่าจะแก้ไขได้ยาก ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล การที่เรารู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองถือเป็นบันไดขั้นแรกสู่การจัดการอารมณ์ที่ได้ผลในระยะยาวแล้วครับ

ในบางครั้งควรระวังภาวะอารมณ์ทางบวกที่มากเกินพอดีด้วย เช่นอารมณ์ดีเกินไปจนเผลอแซวผู้อื่นให้เขาขุ่นเคือง หรือวันวาเลนไทน์นี้ใครที่มีเรื่องหวานๆ กับคนรัก จะไปโม้ให้เพื่อนที่เพิ่งอกหักฟัง ก็ระวังด้วยนะครับ

ที่อยู่

Bangkok

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พฤติกรรมเปลี่ยนสมอง by Human Intelligenceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง พฤติกรรมเปลี่ยนสมอง by Human Intelligence:

แนะนำ

แชร์