CreativeMOVE Sustainable Creative Agency. | Empowering change through creativity to motivate everyone to care for and sustain our planet.
(344)

Founded in 2011, CreativeMOVE is a creative and sustainability-driven company using design and communication as strategic tools for social and environmental progress. We collaborate with public and private organizations to transform complex challenges into clear, engaging, and actionable solutions—creating long-term value for people, the planet, and the future they share. [email protected] | www.creativemove.com

15/07/2026

เช็กก่อนเสี่ยง รับมือฝุ่น PM2.5 ทุกระดับ
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: สภาลมหายใจกรุงเทพฯ

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

ที่มา: เอกสารเผยแพร่ ‘รู้ทัน… ป้องกันฝุ่น PM2.5’ กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

15/07/2026

เดินทางแบบไหนเป็นมิตรต่อโลกที่สุด? เปรียบเทียบผลกระทบฝุ่น PM2.5 ภาวะโลกร้อน และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม
ทุกครั้งในเดินทาง ไม่ว่าจะด้วยรถยนต์ รถไฟ เรือ หรือเครื่องบิน เรากำลังสร้างผลกระทบต่อโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งปัญหาภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การก่อฝุ่น PM2.5 จากไอเสีย และฝุ่นจากการเสียดสีของล้อ เบรก และพื้นถนน
รวมถึงเกิดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบหลายด้าน ตลอดจนผลกระทบจากการผลิตยานพาหนะ การกำจัดหรือรีไซเคิลซากยานพาหนะที่สิ้นสุดอายุการใช้งาน และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการคมนาคมต่าง ๆ
จากงานวิจัยภายใต้โครงการ “การปฏิบัติการประเมินวัฏจักรชีวิตแบบพิจารณาความแตกต่างเชิงพื้นที่เพื่อส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืนในประเทศไทย” ของ รศ. ดร.ตระการ ประภัสพงษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนายวิฑูรย์ โชตนะพันธ์ นักศึกษาระดับปริญญาเอก สองปริญญาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ School of Natural Science มหาวิทยาลัย Macquarie University ประเทศออสเตรเลีย ได้แสดงผลกระทบที่ชัดเจน เพื่อเป็นข้อมูลให้เราได้เลือกการเดินทางและขนส่งได้อย่างเป็นมิตรกับโลกที่สุด
🔵 การเดินทางและการขนส่งทางถนน: สะดวกสบายแต่ผลกระทบสูง
การเดินทางทางถนนยังคงเป็นรูปแบบที่สร้างผลกระทบสูงเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะการเดินทางส่วนบุคคล
🚙 รถยนต์ส่วนบุคคล (เครื่องยนต์สันดาป):
🔹 ด้านโลกร้อน: รถยนต์ส่วนบุคคลทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงประมาณ 182-298 และ 167-239 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน-กิโลเมตรตามลำดับ ผันแปรโดยตรงตามขนาดเและมาตรฐานยูโรของเครื่องยนต์ รถจักรยานยนต์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 69-93 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน-กิโลเมตร
หากเดินทางโดยรถบัสสาธารณะ (เครื่องยนต์ดีเซลและก๊าซธรรมชาติอัด) ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 35-71 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน-กิโลเมตร ส่วนการขนส่งโดยรถกระบะบรรทุกและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 279-290 และ 79-157 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อตัน-กิโลเมตรตามลำดับ ซึ่งรถกระบะบรรทุกแม้จะคล่องตัวกว่าแต่ก็สร้างผลกระทบมากกว่าเนื่องจากมีน้ำหนักบรรทุกสินค้าต่อเที่ยวได้ต่ำกว่า
🔹 ด้านฝุ่น PM2.5: รถแต่ละประเภท ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถบัสสาธารณะ รถจักรยานยนต์ รถกระบะบรรทุก และรถบรรทุก สร้างผลกระทบสูงเช่นเดียวกัน โดยรถดีเซลจะปล่อยมลพิษที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 สูงกว่าเบนซิน (เมื่อเทียบในมาตรฐานเครื่องยนต์ระดับเดียวกัน) และยังพบผลกระทบด้านฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเสียดสีของระบบล้อ เบรก และพื้นถนน โดยรถบรรทุกขนาดใหญ่ก่อผลกระทบมากกว่ารถกระบะและรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพราะผันแปรตามน้ำหนักรวมของรถ
🔹 ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม: รถยนต์สันดาปส่วนบุคคลมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมประมาณ 0.37-0.81 บาทต่อคน-กิโลเมตร รถจักรยานยนต์และรถบัสสาธารณะมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมระดับเดียวกันคือ 0.12-0.19 บาทต่อคน-กิโลเมตร รถกระบะบรรทุกและรถบรรทุกมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม 0.99-1.22 และ 0.94-1.13 บาทต่อตัน-กิโลเมตรตามลำดับ
🚙⚡️ รถยนต์ไฟฟ้า: ทางเลือกที่ดีแต่ก็ยังมีเงื่อนไข
ภายใต้การผลิตไฟฟ้าของไทยที่ปัจจุบันยังพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงที่ใช้ฟอสซิลเป็นหลัก รถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยผลกระทบด้านภาวะโลกร้อนได้ 20-30% และลดผลกระทบด้านฝุ่น PM2.5 ได้ 40-70% เมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาป แต่หากประเทศไทยสามารถผลักดันให้มีการผลิตไฟฟ้าจากโดยใช้เชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกให้ได้สัดส่วนไม่น้อยกว่า 34% ตามแผนพัฒนาพลังไฟฟ้าของประเทศ รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดโลกร้อนได้เพิ่มเป็น 20-40% และลดฝุ่น PM2.5 ได้มากถึง 50-80%
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ตลอดวงจรชีวิตของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า พบว่า ผลกระทบด้านพิษต่อสุขภาพมนุษย์ (ทั้งสารพิษในกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง) และพิษต่อสิ่งแวดล้อมจากโลหะหนักที่ในกระบวนการผลิตและจัดการแบตเตอรี่เมื่อสิ้นอายุใช้งาน ยังคงเป็นต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ โดยคิดเป็นสัดส่วน 20-30% ของต้นทุนสิ่งแวดล้อมโดยรวม
🚞 ทางราง: แชมป์การเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หากวัดกันที่ผลกระทบต่อ-กิโลเมตร ระบบรางสร้างผลกระทบน้อยที่สุดทุกด้านอย่างไม่มีข้อสงสัย
🔹 ด้านโลกร้อน: สร้างผลกระทบต่ำมาก โดยรถดีเซลรางปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 7 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน-กิโลเมตร และรถไฟระบบไฟฟ้ายิ่งต่ำกว่า โดยปล่อยเพียง 3-4 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน-กิโลเมตร ส่วนการขนส่งโดยหัวจักรดีเซลปล่อย 76 กรัมคาร์ไดออกไซด์บอนเทียบเท่าต่อตัน-กิโลเมตร
🔹 ด้านฝุ่น PM2.5: แม้จะส่งผลกระทบไม่มากเมื่อเทียบต่อคน-กิโลเมตรโดยมีการปลดปล่อยฝุ่น PM2.5 ต่ำกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลประมาณ 10 เท่า ส่วนสำหรับรถไฟขนส่งสินค้าของไทยที่ยังพึ่งพาหัวรถจักรดีเซลนั้น มีการปล่อยฝุ่น PM2.5 ต่ำว่าการขนส่งทางถนนโดยรถกระบะและรถบรรทุกในช่วง 2-10 เท่า ซึ่งผลกระทบดังกล่าวเกิดจากการฝุ่น PM2.5 ทางตรง และปล่อยฝุ่นทุติยภูมิกลุ่มไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ทั้งนี้ ระบบรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะส่งผลกระทบต่ำกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลได้ถึง 20 เท่า เมื่อเทียบต่อคน-กิโลเมตร
🔹 ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม: การเดินทางโดยรถดีเซลรางและขนส่งทางรางด้วยหัวรถจักรดีเซล มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม 0.03 บาทต่อคน-กิโลเมตร และ 0.29 บาทต่อตัน-กิโลเมตรตามลำดับ นับว่าต่ำที่สุดในรูปแบบการเดินทางทั้งหมด
✈️ การเดินทางทางอากาศ: ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง
แม้การเดินทางโดยเครื่องบินจะมีความรวดเร็ว แต่การเดินทางทางอากาศก็ส่งผลกระทบมหาศาล โดยเฉพาะด้านภาวะโลกร้อน ในผลวิจัยนี้เน้นการเดินทางชั้นประหยัดของเครื่องบินโดยสารภายในประเทศ
🔹 ด้านโลกร้อน: การเดินทางโดยเครื่องบินชั้นประหยัดภายในประเทศ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 99–216 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน-กิโลเมตร ส่วนการขนส่งแบบใต้ท้องเครื่องบินปล่อยก๊าซเรือนกระจก 601-1,308 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อตันต่อกิโลเมตร
🔹 ด้านฝุ่น PM2.5: เทียบกับการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลต่อคน-กิโลเมตรแล้ว การเดินทางโดยเครื่องบินขนาดเล็กชั้นประหยัดสร้างฝุ่น PM2.5 น้อยกว่าเพียงเล็กน้อย และมีการปล่อยฝุ่นทุติยภูมิกลุ่มไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) เป็นสัดส่วนสำคัญ
🔹 ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม: อยู่ในระดับสูงประมาณ 0.28-0.60 บาท ต่อคนต่อกิโลเมตร โดยการบินระยะสั้นจะมีผลกระทบสูงกว่าบินระยะไกล เนื่องจากการเผาไหม้ช่วงลงจอดและนำเครื่องขึ้นเป็นสัดส่วนสำคัญการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
⛴️ การขนส่งทางน้ำ: ตัวเลือกที่ดีในการขนส่ง
การขนส่งทางน้ำและชายฝั่งด้วยเรือลากจูงดีเซล ถือเป็นทางเลือกที่ดีมากในเชิงสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงมีข้อจำกัดในด้านเส้นทางการคมนาคมขนส่งที่จำกัด
🔹 ด้านโลกร้อน: เรือลากจูงแบบดีเซล ปล่อยก๊าซเรือกระจกประมาณ 24–36 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อตัน-กิโลเมตร
🔹 ด้านฝุ่น PM2.5: มีผลกระทบด้านฝุ่นใกล้เคียงขนส่งทางรางด้วยหัวรถจักรเมื่อเทียบต่อตัน-กิโลเมตร แต่ก็น้อยกว่าการขนส่งทางถนน และทางอากาศ
🔹 ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม: มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมต่ำมาก ประมาณ 0.08–0.13 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร
🔵 จะลดผลกระทบจากการเดินทาง ควรทำอย่างไร?
แม้ทุกการเดินทางจะสร้างผลกระทบ แต่แน่นอนว่าเราไม่อาจหยุดการเดินทางได้ สิ่งที่เราทำได้ได้คือการเลือกการเดินทางที่ช่วยลดผลกระทบได้มากขึ้น เช่น การเปลี่ยนมาใช้ขนส่งสาธารณะ ที่ภาครัฐต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่ง และจูงใจให้คนเปลี่ยนจากรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ขนส่งสาธารณะ
เร่งปรับปรุงเทคโนโลยี ด้วยการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าควบคู่ไปกับการเร่งปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าให้มีพลังงานทางเลือกไม่น้อยกว่า 34% ตามแผนที่วางไว้ และพัฒนาพลังงานทางเลือกโดยเฉพาะเชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel, SAF) ซึ่งมีผลการศึกษาว่าสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินได้ถึง 40-50%
ส่วนการเดินทางระบบราง แผนงานระยะสั้นควรติดตั้งระบบกรองฝุ่นสำหรับหัวรถจักรดีเซล และแผนในระยะยาวควรพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการใช้หัวรถจักรไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส
อ้างอิง:
- Chotanapund, V., Gheewala, S. H., Strezov, V., Huda, N., Mungkalasiri, J., & Prapaspongsa, T. (2025). Spatially differentiated life cycle assessment of Thailand’s transport: The implications from country-specific factors and alternative technologies. Sustainable Production and Consumption, 57, 319–340. https://doi.org/10.1016/j.spc.2025.04.023
- Chotanapund, V., Gheewala, S. H., Strezov, V., Huda, N., Winijkul, E., Halog, A., Mungkalasiri, J., & Prapaspongsa, T. (2024). Does the electric vehicle promotion policy drive Thailand’s passenger transport towards environmental sustainability? Sustainable Production and Consumption, 51, 23–41. https://doi.org/10.1016/j.spc.2024.08.029

15/07/2026

เปลี่ยนให้ทุกวันเป็นวันที่ดี ในบ้านที่มีอากาศสะอาด
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

15/07/2026

5 พาหนะทางเลือก เพื่อท้องฟ้าที่สดใส 🛻🚲⛅️
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

15/07/2026

เลือก ‘ฮีโร่พันธุ์ไม้’ สร้างกำแพงกันฝุ่น
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

ที่มา:
- www.egat.co.th/home/save-energy-for-all-20230206
- anamai.moph.go.th/th/news-anamai/38198
- erdi.cmu.ac.th/?p=2139
- breathebangkok.org
- วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ: งานวิจัยเรื่อง "การดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กจากควันธูปด้วยพืชในอาคาร"

15/07/2026

"หยุดไฟ…ไม่มีฝุ่น" เปลี่ยนเศษวัสดุเป็นรายได้ ดินดีขึ้น ฝุ่นควันลด ใช้ทรัพยากรได้คุ้ม
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

ที่มา :
-กองโครงการการประกอบอาชีพและส่งเสริมการเกษตร
-กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

15/07/2026

ปั่นสู้โลกป่วน: 4 เรื่องต้องพร้อมก่อนปั่นในเมือง
1. จักรยานพร้อม
กระดิ่ง: มีไว้ส่งสัญญาณ
ไฟส่องสว่าง: หน้าขาว ท้ายแดง หรือทับทิมสะท้อนแสง
เบรก: ต้องหยุดสนิท บีบแล้วล้อไม่ขยับ
ยาง: มีดอกยาง ลมยางพอดี
อาน: มั่นคง สูงเท้าแตะพื้นได้พอดี
2. คนพร้อม
หมวกจักรยาน: เด็กต่ำกว่า 12 และผู้สูงวัยควรใส่
ชุด: ชุดไม่รุ่มร่าม และเหมาะกับสภาพอากาศ
เทคนิคตัวไม่เปียก: ปั่นช้า ๆ ใช้แรงเท่าเดินเท้า
3. เส้นทางพร้อม
รู้กฎ: ยึดสัญลักษณ์และกฎการใช้ถนนและทางเท้า
วางแผน: เลี่ยงถนนใหญ่ ใช้ทางลัด/ เลียบคลอง
ถ้ามีทางจักรยาน: ปั่นในช่องทางที่จัดไว้
ถ้าไม่มีทางจักรยาน: ชิดซ้าย/ ใช้ไหล่ทาง หรือปั่นบนทางเท้าโดยให้สิทธิ์คนเดินก่อน
4. สื่อสารพร้อม
เลี้ยวขวา: ยื่นแขนขวาตรงเสมอไหล่ มือคว่ำ
เลี้ยวซ้าย: ยื่นแขนซ้ายตรงเสมอไหล่ มือคว่ำ/ ยื่นแขนขวาแล้วโบกแขนท่อนล่างไปทางซ้าย
หยุดรถ: ยื่นแขนขวาตั้งฉากขนานพื้น ยกฝ่ามือขึ้น
เปลี่ยนมาปั่น ในวันที่พลังงานโลกป่วน ลดน้ำมัน ลดค่าใช้จ่าย ลดฝุ่น เพิ่มสุขภาพ
ขอบคุณข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย
เพจ: www.facebook.com/ibikeiwalk
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

4 เรื่องที่คุณ...อาจไม่รู้! เกี่ยวกับ ‘ฉลาม’ เจ้าแห่งท้องทะเล💚 รู้หรือไม่? ฉลามเกิดมาก่อนต้นไม้บนโลก ต้นไม้ต้นแรกบนโลกถื...
15/07/2026

4 เรื่องที่คุณ...อาจไม่รู้! เกี่ยวกับ ‘ฉลาม’ เจ้าแห่งท้องทะเล
💚 รู้หรือไม่? ฉลามเกิดมาก่อนต้นไม้บนโลก
ต้นไม้ต้นแรกบนโลกถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 350 ล้านปีมาแล้ว ทว่าฉลามอายุเก่าแก่กว่านั้นเพราะมันกำเนิดขึ้นมาบนโลกครั้งแรกเมื่อราว 450 ล้านปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเก่าแก่กว่าไดโนเสาร์ที่ถือกำเนิดบนโลกครั้งแรกเมื่อราว 230 ล้านปีที่แล้ว แต่ยักษ์ใหญ่แห่งโลกดึกดำบรรพ์กลับสูญพันธุ์ไปก่อน ส่วนฉลามกลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์โบราณดั้งเดิมที่สามารถสืบสายพันธุ์รอดชีวิตมาได้จนถึงยุคปัจจุบัน
💚 รู้หรือไม่? ฉลามคือสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อายุยืนที่สุดในโลก
มีการบันทึกข้อมูลไว้ว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อายุยืนที่สุดในโลกก็คือ “ฉลามกรีนแลนด์ (Somniosus Microcephalus)” พวกมันอาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลลึกแถบมหาสมุทรอาร์กติกที่มีอุณหภูมิเย็นจัด ทำให้มีระบบเผาผลาญร่างกายต่ำมากและมีอัตราเติบโต้ช้าเพียงปีละ 1 ซม. เท่านั้น ซึ่งกว่ามันจะโตเต็มวัยก็ใช้เวลายาวนานถึงกว่า 150 ปี นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังใช้การตรวจคาร์บอนกัมมันตรังสีในเลนส์ตาแล้วยังพบว่าฉลามพันธุ์นี้สามารถมีอายุยืนได้ราว 400-500 ปีเลยทีเดียว
💚 รู้หรือไม่? ฉลามพันธุ์ไหนใหญ่ที่สุดในโลก
ฉลามทั่วโลกมีอยู่มากกว่า 500 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ “ฉลามวาฬ (Whale Shark)” ซึ่งเมื่อโตเต็มที่ลำตัวมันสามารถยาวได้ถึง 12-18 เมตรเลยทีเดียว ในทางตรงกันข้ามเมื่อมียักษ์ใหญ่แล้วก็ต้องมียักษ์เล็ก สายพันธุ์ฉลามที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกก็คือ “ฉลามดวอร์ฟแลนเทิร์น (Dwarf Lanternshark)” หรือแปลได้ว่า “ฉลามโคมไฟแคระ” ที่แหวกว่ายอยู่ในทะเลลึกแถบทะเลแคริบเบียน เมื่อมันโตเต็มวัยลำตัวมีขนาดเฉลี่ยเพียง 20 ซม. เท่านั้น เล็กจิ๋วถึงขนาดสามารถวางบนฝ่ามือมนุษย์ได้สบาย ๆ เลยทีเดียว
💚 รู้หรือไม่? ฉลามกำลังใกล้สูญพันธุ์
ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีฉลามแหวกว่ายอยู่ทั่วโลกกว่า 100 ล้านตัว ขณะเดียวกันก็กลับพบข้อมูลว่าแต่ละปีก็มีฉลามถูกฆ่ามากถึง 80 ล้านตัวเลยทีเดียว แล้วหนึ่งในสาเหตุสำคัญก็คือการล่าเอาครีบฉลามมาเสิร์ฟตำรับเหลา ‘หูฉลาม’ นั่นเอง ทำให้ระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบปีมานี้ประชากรฉลามมีอัตราลดลงถึงกว่า 71% เลยทีเดียว นั่นอาจทำให้สัตว์ดึกดำบรรพ์ทรงคุณค่าที่สามารถรอดพ้นมหาภัยพิบัติการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของโลกมาได้ถึง 5 ยุคนี้อาจต้องมาสูญพันธุ์ด้วยฝีมือมนุษย์ในยุคของเรานี่เอง
‘เลิกสั่ง-เลิกกิน-เลิกสนับสนุน’
ทุกเมนูและทุกผลิตภัณฑ์จากฉลาม
แล้วมาเป็น ด้วยกัน
ติดตามข้อมูลแคมเปญได้ที่:
Website: www.wildaidthai.org
Facebook: www.facebook.com/WildAidThailand
TikTok: www.tiktok.com/

#ฉลองไม่ฉลาม


--------------------
Source:
- oceanservice.noaa.gov/facts/greenland-shark.html
- www.floridamuseum.ufl.edu/discover-fish/species-profiles/whale-shark
- fishingthai.com/dwarf-lantern-shark
- www.wildaidthai.org/sharks

ไขความลับจากทะเล... ความจริงที่ ‘ฉลาม’ อยากบอกทุกคนภาพยนตร์อมตะชื่อดังอย่าง JAWS หรือแม้กระทั่งหนังกระแสดีล่าสุดอย่าง Un...
15/07/2026

ไขความลับจากทะเล... ความจริงที่ ‘ฉลาม’ อยากบอกทุกคน
ภาพยนตร์อมตะชื่อดังอย่าง JAWS หรือแม้กระทั่งหนังกระแสดีล่าสุดอย่าง Under Paris ล้วนแล้วแต่สร้างภาพจำและตอกย้ำให้มนุษย์รู้ว่าฉลามนั้นเป็นอสูรกายใต้น้ำแสนอันตราย เป็นนักล่าเหยื่อกินคนที่ดุร้าย และเป็นศัตรูกระหายเลือดที่มนุษย์ต้องฆ่าให้ตายก่อนที่มันจะฆ่าเราแทน
ในโลกอุตสาหกรรมบันเทิงนั้นมนุษย์มักตกเป็น ‘เหยื่อ’ ของฉลามอย่างโหดร้ายทารุนจนฝังลึกลงไปในดีเอ็นเอของเราทุกคนว่าฉลามเป็นสัตว์ที่ดุร้ายและน่ากลัว อันที่จริงแล้วจะว่าถูกก็ไม่ใช่ จะว่าผิดก็ไม่เชิง เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นฉลามเป็นสัตว์ดุร้าย เป็นนักล่าจอมโหด แต่มันก็ไม่ได้ทำร้ายมนุษย์เสมอไป และไม่จู่โจมงับเหยื่ออย่างไม่มีสาเหตุ
เหตุจูงใจหลักที่ทำให้ฉลามจู่โจมทำร้ายมนุษย์ก่อนก็เพราะสัญชาติญาณนักล่าระดับบนสุดของห่วงโซ่อาหารใต้ท้องทะเล ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเหยื่อของมันทั้งสิ้น และด้วยความที่ฉลามไม่มีมือหรืออวัยวะสัมผัสใดที่สามารถแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ในน้ำได้เหมือนกับมนุษย์ ปากเป็นสิ่งเดียวที่จะทำแทนได้ มันจึงมีนิสัย “กัดเพื่อทดสอบ (Test Bite)” ลองงับดูว่าสิ่งนั้นกินได้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วถ้ามันรู้ว่าไม่ใช่อาหารก็จะคายทิ้งแล้วหนีไป
แล้วมนุษย์ใช่อาหารของ 'ฉลาม' หรือเปล่า?
ถึงแม้มนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณลักษณะไม่ต่างจากเหยื่ออื่นของฉลามนัก แต่ด้วยความที่มนุษย์มีกระดูกเยอะ แถมปริมาณเนื้อและไขมันยังน้อยมากเมื่อเทียบกับแมวน้ำหรือสิงโตทะเลซึ่งเป็นเหยื่ออันโอชาที่มันโปรดปราณมากที่สุด มนุษย์ก็เลยเป็นอาหารที่ไม่อร่อยสำหรับฉลาม และไม่ใช่เป้าหมายที่มันต้องการ
แต่สิ่งที่มักกระตุ้นให้มันจู่โจมเข้าหามนุษย์ก็คือ ‘คาวเลือด’ ที่หอมหวานและเย้ายวนต่างหาก ซึ่งจมูกของฉลามไวต่อกลิ่นราวกับเรดาร์ระดับสเตอริโอที่ทั้งละเอียดซับซ้อนและรับรู้ได้หลากหลายมิติจากระยะที่ไกลมาก อันที่จริงเลือดนั้นอาจไม่ได้กระตุ้นต่อหิวสักเท่าไรแต่มันจะกระตุ้นต่อมของนักล่าเสียมากกว่า ซึ่งนี่อาจเป็นต้นเหตุแท้จริงที่มนุษย์ต้องระวังมากที่สุด
แต่ถึงจะระวังเรื่องเลือดได้ ก็ไม่อาจหลีกหนีเรื่องความเข้าใจผิดได้ ในทางกลับกันฉลามเป็นสัตว์ที่สายตาย่ำแย่มาก พวกมันตาบอดสีโดยจะเห็นภาพเป็นแค่เฉดสีเทา-เขียวเพียงเท่านั้น ทว่าขณะเดียวกันมันก็กลับจับความคอนทราสต์ของสีและแสงได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ทำให้มันแยกแยะวัตถุได้จากเงา (Silhouette) ในระดับขั้นเทพทีเดียว
แต่นั่นแหละที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าใจผิด เพราะร่ายกายมนุษย์ โดยเฉพาะเงาเหนือผืนน้ำที่ทอดลงมายังใต้น้ำนั้น (โดยเฉพาะนักเล่นเซิร์ฟที่ใส่ Wetsuit สีดำล้วนมิดชิด) สายตาและมุมมองฉลามที่เห็น จะคล้ายคลึงกับแมวน้ำหรือสิงโตทะเลไม่มีผิด ไม่แปลกใจเลยที่ฉลามจะพุ่งงับยามที่มันต้องการล่าเหยื่อ
จากสถิติฉลามทำร้ายมนุษย์ในรายงานประจำปี 2025 ล่าสุด ISAF (International Shark Attack File) ที่จัดทำโดยองค์กร The Florida Museum of Natural History และ University of Florida (UF) พบว่าเหตุการณ์ที่ฉลามจู่โจม (โดยไม่ถูกยั่วยุจากมนุษย์ก่อน) ทำร้ายมนุษย์นั้นเกิดขึ้นเพียง 65 ครั้งทั่วโลก (ซึ่งมีค่าเฉลี่ยลดลงกว่าเมื่อก่อนเสียด้วยซ้ำ) และมีเพียง 9 คนเท่านั้นที่เสียชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากสาเหตุ Test Bite ที่มันต้องการกัดเพื่อทดสอบ ‘อาหาร’ ของมันนั่นเอง ซึ่งอัตราเสี่ยงนี้น้อยกว่าการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติอื่น ๆ หลายเท่าทีเดียว
ในทางตรงกันข้าม จากรายงานของ WildAid กลับพบว่าในแต่ละปีฉลามกว่า 80 ล้านตัวถูกฆ่าโดยฝีมือมนุษย์อย่างตั้งใจ เพื่อนำมาเสิร์ฟเป็นอาหารสุดหรูเป็นหลัก ปริมาณที่มนุษย์ทำร้ายฉลามนั้นเป็นตัวเลขที่ห่างกันลิบลับ จนทำให้ภายในไม่กี่สิบปีมานี้จำนวนฉลามตามธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็วและเสี่ยงสูญพันธุ์จากท้องทะเลในไม่ช้า ระบบนิเวศจะเสียสมดุล หายนะอีกมากมายจะตามมาแบบคาดไม่ถึง
‘เลิกสั่ง-เลิกกิน-เลิกสนับสนุน’
ทุกเมนูและทุกผลิตภัณฑ์จากฉลาม
แล้วมาเป็น ด้วยกัน
ติดตามข้อมูลแคมเปญได้ที่:
Website: www.wildaidthai.org
Facebook: www.facebook.com/WildAidThailand
TikTok: www.tiktok.com/

#ฉลองไม่ฉลาม


--------------------
Source:
- www.floridamuseum.ufl.edu/shark-attacks/yearly-worldwide-summary
- www.floridamuseum.ufl.edu/science/unprovoked-shark-bites-plummeted-in-2024
- royalsocietypublishing.org/rsif/article/18/183/20210533/90078/A-shark-s-eye-view-testing-the-mistaken-identity
- www.seasidesustainability.org/post/the-reality-of-sharks
- www.sciencefriday.com/segments/shark-sense-of-smell
- www.wildaidthai.org/sharks

  ชวนทุกคนร่วมเป็น   ปกป้องฉลาม ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศทะเลมาลดความ ‘กลัว’ เพื่อเปลี่ยนเป็นความ ‘กล้า’ร่วมเปลี่ยนนักล่าให้กล...
15/07/2026

ชวนทุกคนร่วมเป็น ปกป้องฉลาม ผู้พิทักษ์ระบบนิเวศทะเล
มาลดความ ‘กลัว’ เพื่อเปลี่ยนเป็นความ ‘กล้า’
ร่วมเปลี่ยนนักล่าให้กลายมาเป็นผู้ปกป้อง
แล้วมาร่วมฉลองกับเหล่าฉลามไปด้วยกัน
วันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปีได้รับการสถาปนาให้เป็นวัน Shark Day เพื่อเฉลิมฉลองให้กับฉลาม แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงแล้วก็คือต้องการสร้างความตระหนักรู้ในเชิงบวกเกี่ยวกับฉลามให้กับมนุษย์ทุกคนตามชื่อวันแบบเต็มยศว่า Shark Awareness Day นั่นเอง
ไม่มีข้อมูลบันทึกไว้ชัดเจนว่าวันนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่เพียงว่าวันแห่งฉลามนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาจากแคมเปญรณรงค์ของกลุ่มนักอนุรักษ์ทางทะเลที่ร่วมกับนักชีววิทยาตลอดจนเหล่าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับฉลามและลดการฆ่าตลอดจนช่วยกันร่วมปกป้องฉลามไม่ให้สูญพันธุ์
ว่ากันว่าวัน Shark Awareness Day นี้เริ่มต้นมีขึ้นมาตั้งแต่ช่วงยุค 70s แล้ว สาเหตุก็เนื่องมาจากปรากฏการณ์ภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง JAWS ที่ออกฉายในปี 1975 สร้างภาพจำให้ฉลามกลายเป็นตัวร้ายและปลุกกระแสให้ผู้คนในสังคมทั่วโลกหวาดกลัวฉลาม นั่นยังไม่นับสารคดีเกาะกระแสฉลามตามมาอีกมากมาย จนทำให้ฉลามกลายเป็นศัตรูตัวร้ายอันดับต้นของมนุษย์ทุกคนไปแล้ว การปลูกฝังความเชื่อที่ผิด ๆ ผ่านสื่อและอุตสาหกรรมบันเทิง (ที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อของมนุษย์เป็นอย่างมาก) นี้เองเลยทำให้เกิดการขับเคลื่อนอีกด้านเพื่ออยากเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ของมนุษย์ที่มีต่อฉลาม
ถึงแม้ว่า Shark Awareness Day จะวนมาทุกปีเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว การสร้างความตระหนักรู้ก็ยังเดินหน้าควบคู่ไปกับภาพยนตร์และสารคดีฉลามที่ยังคงสร้างดีกรีให้มนุษย์หวาดกลัวได้เช่นเดิม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิดแต่ขณะเดียวกันเราก็ควรรับรู้ข้อมูลอีกด้านไปพร้อมกันด้วย เพราะแท้ที่จริงแล้วแทนที่ฉลามจะเป็นนักล่าตัวร้ายสำหรับเรา ทว่ามันกลับกำลังถูกฆ่าโดยฝีมือมนุษย์เพิ่มมากขึ้นทุกวันสูงถึง 80 ล้านตัวต่อปีเลยทีเดียว ดูเหมือนว่าจะกลายเป็น ‘เหยื่อ’ มากกว่านักล่าเสียด้วยซ้ำ
วายร้ายที่เราต้องกลัว อาจกำลังเป็นผู้ประสบภัยที่ต้องการให้เราปกป้อง ภายในระยะเวลาไม่กี่สิบปีมากนี้สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สืบสายพันธุ์รอดมาได้หลายร้อยล้านปีกำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วและเสี่ยงสูญพันธุ์ในยุคเรา มาร่วมกันเปลี่ยนทัศนคติ ‘อินเรื่องร้าย’ ให้กลายเป็นแนวความคิด ‘อินเรื่องเลิฟ’ กันให้มากขึ้น
ร่วมแชร์ไอเดียสุดครีเอท สร้างสรรค์คอนเทนต์ในสไตล์ที่ชอบ เพื่อชวนทุกคนมาเปลี่ยนมุมมองต่อฉลามไปด้วยกันที่ www.tiktok.com/tag/teamshark
‘เลิกสั่ง-เลิกกิน-เลิกสนับสนุน’
ทุกเมนูและทุกผลิตภัณฑ์จากฉลาม
แล้วมาเป็น ด้วยกัน
ติดตามข้อมูลแคมเปญได้ที่:
Website: www.wildaidthai.org
Facebook: www.facebook.com/WildAidThailand
TikTok: www.tiktok.com/

#ฉลองไม่ฉลาม

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CreativeMOVEผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง CreativeMOVE:

ทางลัด

แนะนำ

แชร์