CreativeMOVE Sustainable Creative Agency. | Empowering change through creativity to motivate everyone to care for and sustain our planet.
(347)

Founded in 2011, CreativeMOVE is a creative and sustainability-driven company using design and communication as strategic tools for social and environmental progress. We collaborate with public and private organizations to transform complex challenges into clear, engaging, and actionable solutions—creating long-term value for people, the planet, and the future they share. [email protected] | www.creativemove.com

12/02/2026

เปลี่ยนให้ทุกวันเป็นวันที่ดี ในบ้านที่มีอากาศสะอาด
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

12/02/2026

5 พาหนะทางเลือก เพื่อท้องฟ้าที่สดใส 🛻🚲⛅️
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

12/02/2026

World’s Best Cycling City ปารีสขึ้นแท่นเมืองจักรยานที่ดีที่สุดในโลก
จากเมืองที่รถติดกลายเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับนักปั่นได้อย่างไร ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงขึ้นมาแซงหน้าอัมสเตอร์ดัมเมืองที่ทุกคนรู้ว่ามีวิถีจักรยานที่ดีที่สุดในโลก แล้วการจัดอันดับครั้งนี้วัดจากอะไร ใครเป็นคนประเมิน ข้อมูลจะน่าเชื่อถือหรือไม่ ... แน่นอนว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างขึ้นในวันเดียว ปารีสก็เช่นกัน ... ติดตามหาคำตอบกันได้ที่บทความนี้เลย
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: www.greenery.org/paris-worlds-best-cycling-city

12/02/2026

Innovation of Sustainable Fashion นวัตกรรมแฟชั่นเพื่อวิถียั่งยืน
รันเวย์แฟชั่นในวันนี้กำลังเปลี่ยนโฉมไป เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่นที่เคยถูกโจมตีว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤติโลกร้อนเริ่มหันมาขับเคลื่อนเพื่อให้วงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่รักษ์โลกมากขึ้น
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้นก็คือการสร้างสรรค์นวัตกรรมวัสดุแฟชั่นเพื่อวิถียั่งยืนซึ่งทุกวันนี้เริ่มมีตัวเลือกวัสดุแฟชั่นที่ทำร้ายโลกน้อยลง ลดมลพิษ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเลือกใช้วัสดุที่ไม่เบียดเบียนสัตว์และแน่นอนว่านวัตกรรมนี้ก็ทำให้ลดการทำร้ายโลกหลายมิติไปในตัวด้วย
มาดูกันว่าเทรนด์นวัตกรรมวัสดุแฟชั่นจะมีอะไรที่น่าสนใจ และจะพลิกโลกนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ติดตามอ่านบทความได้ที่: www.greenery.org/innovation-of-sustainable-fashion

ปีนี้ บริษัท ครีเอทีฟ มูฟ จำกัด กำลังจะมีอายุครบ 15 ปี แล้วขอบคุณทุกคนที่เคยร่วมทาง — ลูกค้า พาร์ทเนอร์ ทีมงาน เพื่อน ๆ ...
01/02/2026

ปีนี้ บริษัท ครีเอทีฟ มูฟ จำกัด กำลังจะมีอายุครบ 15 ปี แล้ว

ขอบคุณทุกคนที่เคยร่วมทาง — ลูกค้า พาร์ทเนอร์ ทีมงาน เพื่อน ๆ และทุกๆ คนที่คอยสนับสนุนและส่งกำลังใจให้กันตลอดมา

ปีนี้ เราได้ข้อสรุปแล้วว่า องค์กรของเราที่ประกอบด้วย 2 แบรนด์หลัก (CreativeMOVE และ Greenery.) จะเติบโตไปในทิศทางใด จากนี้ไป

9 ปีแล้วที่ได้ CrCreativeMOVEด้ transition จาก “Social Innovation Agency” มาเป็น Sustainable Creative Agency เพราะเราเชื่อว่า ถ้าจะลดปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้จริง ต้องทำให้ความยั่งยืน ทำได้จริง วัดผลได้ และขยายผลได้

ส่วน GrGreenery.Creative Sustainable Lifestyle Platform) ก็เชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “พลังของผู้บริโภค” คือจุดเปลี่ยนสำคัญ — ถ้าคนเลือกได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้น และมีความหมายขึ้น พฤติกรรมใหม่ ๆ ก็จะกลายเป็น “วิถีชีวิต” ที่ยั่งยืนได้จริง

ปีนี้…เรากำลังจะมี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อ เร่งสปีด ให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดผล ไวขึ้น ชัดขึ้น และไปได้ไกลขึ้น

ณ ตอนนี้ บอกได้แค่ว่า Chapter ต่อไปของเรา จะทำให้เราทำงานได้เป็นระบบขึ้น และเปิดรูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้น

ฝากรอติดตามกันครับ

ถ้าใครสนใจอยากทำโปรเจ็คสนุก ๆ ที่จะช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น — เราอาจได้ร่วมงานกันครับ

25/12/2025

ปีใหม่นี้! Greenery Water จะใกล้คุณกว่าที่เคย “ส่งฟรีทั่วไทย 77 จังหวัด ขั้นต่ำ 5 ถาด” (1–31 ม.ค. 2569)

📍 แอดไลน์ หรือ https://lin.ee/VqgZbvu พิมพ์ “GRW77” เพื่อรับสิทธิพิเศษก่อนใคร

🔎 น้ำดื่มบรรจุกระป๋อง Greenery Water รีไซเคิลได้ 100%

#ส่งฟรีทั่วไทย

💚 💚 💚 💚 💚 SEA-MaP 2nd Innovation Expo 2025 งานนวัตกรรมระดับภูมิภาคที่หลายคนรอคอย กำลังเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับทุ...
14/12/2025

💚 💚 💚 💚 💚 SEA-MaP 2nd Innovation Expo 2025 งานนวัตกรรมระดับภูมิภาคที่หลายคนรอคอย กำลังเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับทุกคนเข้าสู่พื้นที่ที่รวมไอเดีย เทคโนโลยี และพันธมิตรเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนกว่าเดิม

💚💚💚💚💚 ชวนเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาวิธี "ลงมือทำ" นี่คือโอกาสของทุกคนที่จะได้พบกับสตาร์ทอัพ, นักลงทุน, และบริษัทต่าง ๆ จากทั...
12/12/2025

💚💚💚💚💚 ชวนเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาวิธี "ลงมือทำ" นี่คือโอกาสของทุกคนที่จะได้พบกับสตาร์ทอัพ, นักลงทุน, และบริษัทต่าง ๆ จากทั่วอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและหยุดยั้งมลพิษจากพลาสติกในทะเล

💚💚💚💚💚 พลาดไม่ได้กับงาน “SEA-MaP 2nd Innovation Expo 2025” 17-18 ธันวาคมนี้ Greenery. ชวนเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาวิธี "ลงมือทำ" นี่คือโอกาสของทุกคนที่จะได้พบกับสตาร์ทอัพ, นักลงทุน, และบริษัทต่าง ๆ จากทั่วอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและหยุดยั้งมลพิษจากพลาสติกในทะเล
💚 หัวใจหลักของ SEA-MaP Platform
- Innovators: โอกาส Pitching, รับคำปรึกษาเฉพาะทาง, และสร้างความร่วมมือกับบริษัทเพื่อนำไอเดียสู่โครงการนำร่อง (Pilot Projects)
- Corporates & Investors: เข้าถึงท่อส่งนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบ (Vetted Innovations) และร่วมกำหนดวาระนวัตกรรมระดับภูมิภาคเพื่อตอบโจทย์ ESG
- Ecosystem Actors: แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้กำหนดนโยบายและภาคีทั่วอาเซียนในรูปแบบ Community of Practice (COP) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนร่วม
ถึงเวลาแล้วที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่แค่ภาระ แต่คือ "การลงทุน" ที่สร้างผลกระทบเชิงบวก!
ลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่ง 👉 https://qrco.de/SEA-MaP2_Register_Public
🗓️ วัน: 17-18 ธันวาคม 2568
🕘 เวลา: 09:00 ถึง 17:00 น.
📍 สถานที่: โรงแรมมณเฑียร กรุงเทพ, 54 ถนนสุรวงศ์, สีลม, บางรัก


30/11/2025

เพราะฝุ่นไม่รู้จักเขตแดน ผลกระทบฝุ่นจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม กับทางออกที่ไม่ใช่แค่รอลมเปลี่ยนทิศ

เราถูกบอกให้ใส่หน้ากาก ทำงานจากที่บ้าน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ฯลฯ เมื่อวิกฤตฝุ่น PM2.5 หวนกลับมา เหตุการณ์ที่เกิดซ้ำรอยเดิมทุกปีอาจไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้แก้ไม่ได้ แต่เป็นสัญญาณว่าเรากำลังแก้ปัญหาไปไม่ถึงต้นตอ?
ในกิจกรรม ‘นักสืบฝุ่น’ สงครามฝุ่นเมือง The Series ครั้งที่ 4 ตอน ฝุ่นไม่รู้จักเขตแดน ที่สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้มีส่วนร่วมในการถกปัญหาและแลกเปลี่ยนร่วมกับนักวิชาการและภาคประชาสังคม พบข้อสรุปชัดเจนว่า ปัญหาฝุ่นในกรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนมากกว่าฝุ่นที่ปล่อยจากภาคการจราจรและขนส่ง
เพราะตัวแปรสำคัญในช่วงวิกฤติของคุณภาพอากาศ คือฝุ่นจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่พัดมาจากนอกพื้นที่ ขณะเดียวกันกรุงเทพฯ ก็ส่งฝุ่นที่เกิดจากกิจกรรมในพื้นที่ไปยังจังหวัดที่อยู่ใต้ลม เช่น สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เช่นกัน ด้วยธรรมชาติของฝุ่นที่ไร้พรมแดนจึงไม่อาจแก้ปัญหาได้โดยลำพัง และต้องการทางออกในเชิงนโยบายมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
🔷 สืบต้นตอฝุ่นจากภาคเกษตร

จริงอยู่ว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่เกษตรจำนวนหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง แต่แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง หรือการเผาชีวมวล จะอยู่ภายนอกกรุงเทพฯ ซึ่งก่อปริมาณฝุ่นสะสมมากกว่า โดยมาจากการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ภาคกลาง และจากไฟป่า เช่น กรณีไฟป่าที่เขาใหญ่ซึ่งพัดพาฝุ่นเข้ามาถึงกรุงเทพฯ
และเมื่อนำข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ‘ตามรอยเผา’ ซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมความละเอียดสูงชี้เป้ารอยเผาระดับแปลงเกษตร มาวิเคราะห์ร่วมกับทิศทางลม เปรียบเทียบกับสถานีวัดค่าฝุ่น PM2.5 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ลมตะวันออกเฉียงเหนือ (ลมหนาว) จะพัดพาควันจากการเผานาข้าวบริเวณนครนายกและปราจีนบุรีเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยตรง ส่วนในเดือนมีนาคม เมื่อลมใต้พัดขึ้นจากอ่าวไทยผ่านกรุงเทพฯ ก็จะหอบเอาควันจากการเผาพื้นที่เกษตรในลพบุรีและนครสวรรค์ ไปสร้างผลกระทบต่อภาคเหนือตอนล่างเช่นกัน
และจากการประเมินโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียศึกษา พบว่า หากจัดการการเผาพื้นที่เกษตรทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ได้ จะช่วยลดฝุ่นในกรุงเทพฯ ลงได้ถึง 30%.
🔷 สืบมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม

หากการเผาคือสาเหตุของวันที่อากาศเลวร้ายระดับสีแดง ภาคอุตสาหกรรมก็คือจำเลยของวันที่อากาศมีเกณฑ์อยู่ในระดับสีเหลืองและสีส้ม ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเกือบ 300 วันต่อปีในบางพื้นที่ ซึ่งแหล่งกำเนิดนั้นมีทั้งโรงงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในจำนวนนี้ยังมีโรงงานขนาดกลางและเล็กที่มี ‘ฝุ่นเล็ดลอด’ (Fugitive Emission) ซึ่งไม่เคยถูกนับรวมในบัญชีการระบายมลพิษ จึงถูกละเลยในการแก้ปัญหา
กรีนพีซ ประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงภัยเงียบจากโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) จำนวนมหาศาล และก๊าซชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิที่เพิ่มความเป็นพิษให้ PM2.5 มากยิ่งขึ้น โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลเพียง 19 แห่งในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ปล่อย NOx รวมกันถึง 127.24 ตันต่อวัน ทั้งมาตรฐานการปล่อย NOx ของไทยยังอ่อนกว่าประเทศอื่นหลายเท่าตัว
ส่วนงานวิจัยจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ เผยว่า ในพื้นที่อุตสาหกรรมหนาแน่นอย่างสมุทรสาคร ซึ่งมีโรงงานกว่า 6,000 แห่ง และเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นที่สามารถพัดพาเข้าสู่กรุงเทพฯ พบว่ามีฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงถึง 83.29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสูงเกินมาตรฐานของไทย (37.5) ถึง 2 เท่า และจุดที่ตรวจพบสูงสุดอยู่ที่สนามฟุตบอลของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง
และในฝุ่นยังมีสารก่อมะเร็งไดออกซิน (Dioxin) ในระดับที่สูงเกินค่ามาตรฐานของต่างประเทศในทุกจุดที่เก็บตัวอย่าง ทั้งยังพบโลหะหนักอันตราย เช่น ปรอทและอะลูมิเนียม ปะปนอยู่ในฝุ่นด้วย
🔷 ทางออกที่เปลี่ยนจากตั้งรับเป็นเชิงรุก

ทางออกของฝุ่นที่ไร้พรมแดน ไม่ได้อยู่ที่การรอให้ลมเปลี่ยนทิศ แต่ขึ้นกับการเปลี่ยนทิศทางของนโยบายจากการตั้งรับไปสู่การจัดการเชิงรุก และต้องการความกล้าหาญทางการเมืองในการเดินหน้าผลักดัน
📌 ควบคุมมลพิษอุตสาหกรรม ต้องมีกฎหมาย PRTR
พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ หรือ ‘PRTR’ คือจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะกฎหมายนี้จะบังคับให้โรงงานต้องรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่สาธารณะ ทำให้ประชาชนหรือคนในพื้นที่มีข้อมูลในการตรวจสอบและปกป้องตัวเองได้ ส่วนภาครัฐก็จะได้นำข้อมูลที่รวบรวมไว้ไปวางแผนนโยบายได้ตรงจุด ขณะเดียวกันก็สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
📌 จัดการมลพิษในประเทศ
ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การบูรณาการแผนปฏิบัติการลดมลพิษของกรุงเทพฯ และอีก 5 จังหวัดปริมณฑล ซึ่งเป็นเขตควบคุมมลพิษเข้าด้วยกัน เป็นพื้นที่ผืนใหญ่ในการจัดการปัญหามลพิษ แนวทางนี้จะทำให้การแก้ไขปัญหามีความเบ็ดเสร็จและครอบคลุมทั้งแหล่งกำเนิดภายในและภายนอก
📌 จัดการมลพิษข้ามแดน
มลพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะทางทิศตะวันออก สามารถส่งผลกระทบได้ไกลถึงกรุงเทพฯ เพื่อจัดการปัญหาข้ามพรมแดนนี้ จำเป็นต้องอาศัยกลไกการจัดการระดับภูมิภาคผ่านอาเซียน ซึ่งแม้จะมีความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ปัจจุบันประเทศไทยมีความร่วมมือภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Clear Sky’ กับประเทศลาวและเมียนมาแล้ว แต่ยังขาดประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกที่ยังไม่ได้เข้าร่วม ซึ่งกรมควบคุมมลพิษต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนในเวทีระหว่างประเทศต่อไป
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

30/11/2025

ยุทธศาสตร์ ‘ปัดฝุ่น’ ของสิงคโปร์ สร้างเมืองอากาศดีตลอดปีให้พลเมือง

ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งมีต้นตอจากการเผาพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตรในอินโดนีเซีย ได้ส่งผลกระทบให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และภาคใต้ของไทยมาเป็นเวลานาน
วิกฤติที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อสิงคโปร์เผชิญกับระดับดัชนีมาตรฐานมลพิษที่พุ่งสูงถึง 401 ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์อันตราย ผู้คนต้องสวมหน้ากาก N95 ทางการสั่งปิดโรงเรียนและระงับกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลานั้น ทั้งยังมีการประเมินผลกระทบในปีต่อ ๆ มาอีกว่า ปัญหาฝุ่นพิษในปี 2015 เพียงปีเดียว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับสิงคโปร์สูงถึง 700 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งรวมถึงการสูญเสียในภาคการท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น
เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ สิงคโปร์พัฒนากลไกการบริหารจัดการฝุ่น PM2.5 ที่มีความครอบคลุมรอบด้านด้วย 4 กลไกหลัก คือ การใช้กฎหมายมลพิษจากหมอกควันควันข้ามพรมแดน วางพิมพ์เขียวที่ยั่งยืน สร้างกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ และบทบาทของภาคประชาชนที่อาศัยอำนาจของผู้บริโภคเป็นสิ่งผลักดัน
🔹 กฎหมายเอาผิดข้ามแดนบนความเด็ดขาดของรัฐ
กลไกที่เด็ดขาดที่สุดของสิงคโปร์ คือการประกาศใช้กฎหมายมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution Act หรือ THPA) ในปี 2014 โดยกฎหมาย THPA เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้นอกอาณาเขตเป็นฉบับแรกเพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
กฎหมายนี้ให้อำนาจหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ ในการดำเนินคดีกับบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผาป่าและก่อให้เกิดมลพิษหมอกควันในสิงคโปร์ แม้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม
ความเด็ดขาดของกฎหมายนี้คือ มุ่งเป้าไปที่บริษัทการเกษตรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและเยื่อกระดาษที่เป็นต้นตอการเผาสำคัญ และกำหนดบทลงโทษรุนแรงด้วยค่าปรับสูงสุด 1 แสนดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน บทลงโทษนี้สร้างแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยมีต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ ซึ่งมีส่วนในการเผาป่าที่ผิดกฎหมาย ทำให้บริษัทเหล่านั้นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการแทนการเผาในที่สุด
🔹 พิมพ์เขียวที่ยั่งยืน ควบคุมแหล่งกำเนิดภายใน
ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Sustainable Singapore Blueprint’ รัฐบาลสิงคโปร์วางรากฐานการควบคุมมลพิษภายในประเทศเอาไว้อย่างเข้มงวด เพื่อให้เมืองมีคุณภาพอากาศดีตลอดทั้งปี เช่น กำหนดค่ามาตรฐานไอเสียที่เข้มงวด และส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะที่เอื้อต่อการใช้บริการอย่างสะดวกสบาย
มีการควบคุมภาคการขนส่งโดยใช้ระบบโควต้า (Certificate of Entitlement-COE) หรือใบอนุญาตที่มอบสิทธิ์ให้เป็นเจ้าของและใช้รถยนต์ในสิงคโปร์ได้ ผู้ที่จะจดทะเบียนรถใหม่ต้องประมูลสิทธิ์ COE และจะได้สิทธิ์เพียง 10 ปี จากนั้นสามารถยกเลิกการจดทะเบียนหรือต่ออายุ COE เพื่อใช้รถต่อไปอีก 5-10 ปี กฎหมายนี้ช่วยควบคุมการเติบโตของจำนวนรถยนต์บนท้องถนน และจัดการปัญหาการจราจรติดขัดในประเทศที่มีพื้นที่จำกัด
ควบคุมภาคอุตสาหกรรมโดยยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้มงวดขึ้น โดยโรงงานใหม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ทันที ส่วนโรงงานเดิมจะได้รับการผ่อนผันเพื่อให้มีระยะเวลาในการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ และมีการเฝ้าระวังการปล่อยมลพิษจากโรงงานอย่างใกล้ชิด
พื้นที่สีเขียวเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาปอดของเมืองและช่วยดูดซับมลพิษ ทำให้เกิดโครงการ ‘City in a Garden’ ที่ต่อยอดเป็น ‘City in Nature’ ในเวลาต่อมา ด้วยกลยุทธ์สำคัญอย่างการขยายพื้นที่ธรรมชาติ ปรับปรุงสวนเดิมให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ฟื้นฟูธรรมชาติในเมือง สร้างทางเชื่อมสีเขียวให้ทุกครัวเรือนอยู่ห่างจากสวนสาธารณะไม่เกิน 10 นาที ไม่เว้นแม้การยกระดับการดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ด้วย
🔹 สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
สิงคโปร์ใช้การทูตเชิงรุกเพื่อสร้างกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับมาตรการกดดันทางกฎหมาย โดยผลักดันให้เกิดข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยหมอกควันข้ามพรมแดน (AATHP) ในปี 2002 ซึ่งสร้างกรอบความร่วมมือในการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการตอบสนองต่อไฟป่าร่วมกัน
และยังให้ความช่วยเหลือในเชิงปฏิบัติ โดยการสนับสนุนทางเทคนิคและทรัพยากรแก่อินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง เช่น ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการจัดการไฟป่า แบ่งปันเทคโนโลยีลดการเผา และส่งทีมผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ดับเพลิงไปช่วยควบคุมไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง
🔹 การตื่นรู้และผลักดันด้วยพลังของผู้บริโภค
นอกเหนือจากมาตรการของรัฐบาล ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีบทบาทในการใช้กลไกของตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ โดยองค์กร PM Haze ได้ให้กำเนิดแคมเปญ ‘We Breathe What We Eat’ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มกับการเผาป่า
และยังสร้างแรงกดดันตลาด ด้วยแคมเปญ ‘Haze-Free Foodstand’ ผลักดันให้ร้านอาหารเปลี่ยนไปใช้น้ำมันปาล์มที่ไม่ก่อฝุ่นในการผลิต ซึ่งเป็นการใช้อำนาจการซื้อของผู้บริโภคในการกดดันให้ภาคการผลิตปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีที่ยั่งยืนแทนวิธีการเดิม ๆ
ปัญหามลพิษทางอากาศที่สิงคโปร์เคยเผชิญ มีต้นตอไม่ต่างจากไทยทั้งในแง่เชื่อมโยงกับภาคเกษตรของกลุ่มทุน การปล่อยมลพิษจากภาคขนส่งและอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนฝุ่นให้เป็นอากาศสะอาด เราอาจต้องตั้งคำถามว่า เรากล้าพอไหมที่จะมีกฎหมายเอาผิดข้ามแดน และสร้างความรับผิดชอบต่อกลุ่มทุนที่มีส่วนในการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน เราจริงจังพอไหมที่จะยกระดับนโยบายควบคุมมลพิษภายในเมืองให้เข้มงวด
และเราพร้อมเปลี่ยนไหม ที่จะใช้อำนาจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปลอดการเผา เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตเปลี่ยนวิธีการผลิตไปสู่วิธีการที่ยั่งยืนอย่างที่ควรจะเป็น
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส

อ้างอิง:
- www.nlb.gov.sg
- https://ink.library.smu.edu.sg
- https://sso.agc.gov.sg/Act/THPA2014
- https://isomer-user-content.by.gov.sg
- https://onemotoring.lta.gov.sg
- https://chemicalcluster.com.sg
- www.nparks.gov.sg/who-we-are/city-in-nature-key-strategies
- https://hazeportal.asean.org
- www.pmhaze.org/consumerhffs

30/11/2025

ยกระดับคุณภาพชีวิตและต้นไม้ในเมือง ผ่านการขับเคลื่อนด้วย ‘ศาสตร์รุกขกรรม’
ต้นไม้ในเมือง สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของประชากรเมืองโดยตรง ทั้งความสำคัญในการบำบัดมลพิษทางอากาศ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดอุณภูมิให้เมือง และพื้นที่สีเขียวยังช่วยให้เกิดความร่มรื่นผ่อนคลาย คืนสมดุลให้ระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น
ในขณะที่สัดส่วนต้นไม้ต่อประชากรที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 9-15 ตารางเมตรต่อคน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ ตามทะเบียนราษฎร์กว่า 6 ล้านคน ในปี 2565 พบว่า กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียว 7 ตารางเมตรต่อคน และหากนับรวมประชากรแฝง ประชากรในกรุงเทพฯ จะมีประมาณ 10 ล้านคน นั่นหมายความว่าเรามีพื้นที่สีเขียวอยู่เพียง 3 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กทม. ได้ตั้งเป้าเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวให้ได้ 10 ตารางเมตรต่อคนภายในปี 2573 ผ่านนโยบายต่าง ๆ ซึ่งการจัดการต้นไม้ในเมืองยังต้องอาศัยองค์ความรู้มาสนับสนุน และ ‘ศาสตร์รุกขกรรม’ ก็เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ต้นไม้ยืนต้นอยู่ในเขตเมืองได้อย่างแข็งแรง และปลอดภัยต่อคนเมือง
ในงาน ‘Thailand Arboriculture Conference 2025’ จัดโดยสมาคมรุกขกรรมไทย ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้แนวคิด ‘Innovating Urban Tree Care for a Sustainable Future’ เน้นการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ดูแลต้นไม้ในเมือง นอกจากจะได้ฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานจริงทั้งในไทยและระดับสากล ยังมีเรื่องราวของ ‘การพัฒนาการจัดการต้นไม้ในเขตเมืองของประเทศไทยสู่อนาคต’ จากเวทีเสวนาเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์
🔵 จุดเปลี่ยนของการดูแลต้นไม้ในเมือง และบทเรียนจากสิงคโปร์
ในอดีต ภาพจำของการดูแลต้นไม้ริมทางของไทยมักจบลงด้วยการตัดแต่งที่ขาดหลักวิชาการ หรือการตัดแบบ ‘หัวด้วน’ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากกิ่งไม้หักหรือตัดทิ้งทั้งหมด แต่ปัจจุบันความต้องการของคนเมืองได้เปลี่ยนไปสู่ต้นไม้ที่สวยงามและปลอดภัย การนำศาสตร์รุกขกรรมมาใช้กิ่งไม้ในการตัดแต่งดูแลต้นไม้ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับสิ่งแวดล้อมเมืองและคุณภาพชีวิต
ผศ. ดร.พรเทพ เหมือนพงษ์ จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรุกขกรมืออาชีพ ได้หยิบยกตัวอย่างการจัดการต้นไม้ของสิงคโปร์ ซึ่งการปลูกต้นไม้คือภารกิจแรกที่ลี กวนยู ประกาศเมื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สิงคโปร์ปลูกต้นไม้ปีละหมื่นต้น เป็นเวลา 50 ปี และสร้างประเทศซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ให้เป็นเมืองในสวน ที่ส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่และสร้างอากาศที่บริสุทธิ์ให้พลเมือง
นอกจากความสม่ำเสมอในการปลูกต้นไม้ สิงคโปร์ยังมีการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพ โดยให้มีหน่วยงาน National Parks Board (Nparks) รับผิดชอบดูแลพื้นที่สีเขียวทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จในหน่วยงานเดียว และ ‘สร้างคน’ ที่จะเข้ามาดูแลงานส่วนนี้ โดยมีหน่วยงาน CUGE เป็นหน่วยรับรองมาตรฐานวิชาชีพ และมีระบบรับรองเครดิต WSG เพื่อรับรองสมรรถนะวิชาชีพ
เมื่อย้อนกลับมาดูการจัดการต้นไม้ของ กทม. ปัจจุบันมีโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น ที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอในระยะยาว แต่การดูแลต้นไม้โดยเฉพาะต้นไม้ริมทางนั้นมีความซับซ้อน เนื่องจากมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบทับซ้อนกัน ไม่ว่า กทม. การไฟฟ้าฯ กรมทางหลวง ทำให้ขาดเอกภาพในการจัดการ
ด้วยแรงบันดาลใจจากสิงคโปร์ สมาคมรุกขกรรมไทยได้มีการผลักดันมาตรฐานวิชาชีพ ด้วยการจัดสอบและรับรองมาตรฐาน ผ่านสมาคมรุกขกรรมไทย และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) และจัดตั้งมาตรฐานวิชาชีพ 3 สาขา คือ ผู้ปฏิบัติงานบนต้นไม้, รุกขกร, และผู้ประเมินความเสี่ยงอันตรายจากต้นไม้ ปัจจุบันมีผู้ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพนับร้อยคนอยู่ทั่วประเทศ
🔵 รุกขกรมืออาชีพ ในภารกิจของ กทม.
กทม. ได้มีการยกระดับมาตรฐานการจัดการต้นไม้ จากการทำงานรูปแบบเดิม สู่ระบบที่ใช้ความรู้ด้านวิชาชีพเฉพาะทาง วลัยลักษณ์ ภูริยากร หัวหน้าฝ่ายรุกขกรรมและจัดการต้นไม้ในเมืองของ กทม. คือผู้ผ่านการสอบและรับรองมาตรฐานวิชาชีพจากสมาคมรุกขกรรมไทยและสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และเป็นรุกขกรคนแรกของ กทม. ปัจจุบัน กทม. มีรุกขกรประจำอยู่ 31 คน โดยตั้งเป้าให้มีรุกขกรเขตละ 1 คน ครบทั้ง 50 เขต
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการพัฒนาความรู้และทักษะในการทำงานของรุกขกร วันนี้การตัดแต่งต้นไม้มีความละเอียดและสวยงามขึ้น แม้ยังไม่สมบูรณ์แบบทั้งหมด แต่ก็นับเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ นอกจากนี้ยังได้ขยายบทบาทของรุกขกรจากผู้ปฏิบัติไปสู่ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผ่านการอบรมประชาชนเพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลต้นไม้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างถูกต้อง
วลัยลักษณ์ฉายภาพปัจจุบันว่า นโยบายด้านต้นไม้ของ กทม. ได้ขับเคลื่อนไปในหลายทิศทาง เช่น การปลูกต้นไม้ล้านต้น สวน 15 นาที ไปจนถึงการตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ร่มไม้จาก 15–18% ให้ถึง 30% ของพื้นที่เมืองในอนาคต ซึ่งสะท้อนว่าการจัดการต้นไม้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภูมิทัศน์ แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพชีวิตและระบบนิเวศเมือง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่ความเข้าใจของประชาชน เพราะคนจำนวนไม่น้อยแม้จะรักต้นไม้ แต่ยังไม่เข้าใจวิธีดูแลที่เหมาะสม กทม. จึงต้องสื่อสารและจัดอบรมให้ความรู้มากขึ้น เพื่อให้ต้นไม้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี
🔵 วิชาชีพรุกขกรรม มาตรฐานใหม่ของการจัดการต้นไม้เมือง
ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ราชบัณฑิตสาขาภูมิสถาปัตยกรรม ผู้บัญญัติคำว่า ‘รุกขกร’ ในประเทศไทย ชี้ว่า รุกขกรเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของต้นไม้และความปลอดภัยของเมือง การสร้างระบบวิชาชีพที่ต้องมีองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ และมีมาตรฐานรองรับอย่างชัดเจน การจัดสอบใบอนุญาตจากสมาคมรุกขกรรมไทย และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ คือหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลต้นไม้ในเมือง ให้ต่างจากอดีตที่ขาดหลักวิชาการและการควบคุมมาตรฐาน
ทั้งได้ย้ำว่า ความรู้พื้นฐาน คือหัวใจของงานรุกขกรรม เพราะการจัดการต้นไม้ในเมืองเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพื้นที่สาธารณะโดยตรง เช่น เทคนิคการตัดแต่งที่ช่วยลดน้ำหนักยอด ป้องกันการโน้มเอียงในช่วงฤดูฝน ความเข้าใจระบบรากที่อาจลอยขึ้นเพราะน้ำใต้ดิน รวมถึงการสังเกตสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการล้มของต้นไม้ หากขาดการวิเคราะห์อย่างถูกหลักวิทยาศาสตร์ ต้นไม้ที่ปลูกมานานอาจกลายเป็นความเสี่ยง และสร้างอันตรายให้เมืองได้โดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ยังเสนอให้มองรุกขกรรมเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ เช่น การจัดการเศษไม้จากการตัดแต่งให้กลายเป็น Biochar หรือดิน Structured Soil การผลิตกล้าไม้ การย้ายต้นไม้ หรือแม้แต่การตั้งศูนย์จัดการป่าไม้เมือง ซึ่งล้วนเป็นโอกาสในวิชาชีพ
🔵 งบประมาณและมาตรฐานร่วมคือเงื่อนไขสำคัญ
อรยา สูตะบุตร จากสมาคมรุกขกรรมไทย และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Big Trees ชี้ถึงปัญหาของการจัดการต้นไม้ในเมืองว่า แม้ กทม. จะมีความก้าวหน้าในการดูแลต้นไม้ได้ดีขึ้น แต่ในพื้นที่สาธารณะที่มีสิ่งก่อสร้างหรือทางเท้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักให้ความสำคัญกับงานก่อสร้างมากกว่างานดูแลต้นไม้ จึงควรผลักดันให้มีมาตรฐานร่วมกันในการจัดการ การบริหาร และการออกแบบ
และสำคัญที่สุด การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวสาธารณะต้องแลกมาด้วยการลงทุน เช่นที่สิงคโปร์ทุ่มงบประมาณเฉพาะการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวสาธารณะสูงถึง 3,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐต้องกล้าลงทุนหากต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้พลเมือง
เสียงจากเวทีเสวนานี้เป็นสิ่งสะท้อนว่า การดูแลต้นไม้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงหลักวิชาชีพและความตั้งใจของบุคลากรเท่านั้น แต่ต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับความต้องการของเมืองในระยะยาว
🔵 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นควันกับเรา
Website: www.breathebangkok.org
Facebook: www.facebook.com/breathebangkokorg

#สภาลมหายใจกรุงเทพฯ #สสส
อ้างอิง:
- www.isranews.org/article/isranews-scoop/107414-isranews-246.html

💚💚💚💚💚 สาหร่ายใต้ทะเลช่วยในการดูดซับคาร์บอน รวมไปถึงยังมีความสำคัญในการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพใต้ท้องทะเลให้เราด้วย
15/11/2025

💚💚💚💚💚 สาหร่ายใต้ทะเลช่วยในการดูดซับคาร์บอน รวมไปถึงยังมีความสำคัญในการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพใต้ท้องทะเลให้เราด้วย

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CreativeMOVEผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง CreativeMOVE:

แนะนำ

แชร์