12/06/2026
จิม โรเจอร์ส บอกว่าประธาน Fed คนใหม่ควรลาออกได้เลย — หนี้ 39 ล้านล้านดอลลาร์คือเหตุผลที่ทองยังไม่หยุดวิ่ง
ชายที่เคยทำกำไร 4,200% ในเจ็ดปีขณะที่ตลาดรวม S&P 500 ขยับแค่ 47% กำลังบอกว่าประธาน Fed คนใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่สัปดาห์ควรลาออกได้เลย ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ แต่เพราะงานนี้ไม่มีทางออกที่ดีให้เลือกอีกต่อไป
---
เควิน วอร์ช เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 หลังวุฒิสภาโหวตผ่านด้วยคะแนน 54-45 ซึ่งสูสีที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธาน Fed ยุคสมัยใหม่ ทรัมป์เลือกวอร์ชมาด้วยเหตุผลชัดเจน เขาต้องการคนที่จะลดดอกเบี้ย แต่ตลาดไม่ได้คิดเหมือนประธานาธิบดี
CME FedWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักลงทุนสถาบันใช้ติดตามความน่าจะเป็นของการปรับดอกเบี้ย Fed บ่งชี้ว่าโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในปีนี้แทบเป็นศูนย์ ยิ่งกว่านั้น ยังมีโอกาสสูงถึง 40% ที่ Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม สถานการณ์นี้ตรงข้ามกับสิ่งที่ทรัมป์ต้องการอย่างสิ้นเชิง
วอร์ชยังเผชิญกับปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบเจ็ดสิบปี เขาเป็นประธาน Fed คนแรกที่ต้องนั่งทำงานร่วมกับอดีตประธานที่ยังคงเป็นกรรมการ Fed และยังมีสิทธิ์โหวตนโยบายได้อยู่ เจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งถูกทรัมป์กดดันมาตลอดให้ลดดอกเบี้ยในสมัยที่แล้ว บัดนี้นั่งเป็นกรรมการที่มีเสียงโหวตเต็มตัว ความขัดแย้งในห้องประชุมไม่ได้จบลงเมื่อวอร์ชขึ้นมา มันแค่เปลี่ยนรูปแบบ
---
จิม โรเจอร์ส นักลงทุนที่ร่วมก่อตั้ง Quantum Fund กับจอร์จ โซรอสและสร้างผลตอบแทนระดับตำนานในช่วง 1973-1980 ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์นี้ผ่านรายการ Wealthion ด้วยโทนที่ตรงไปตรงมา เขาไม่ได้โจมตีวอร์ชในฐานะปัจเจก แต่ชี้ว่าปัญหาอยู่ที่โครงสร้างของระบบที่แตกหักไปแล้ว
ตัวเลขที่โรเจอร์สหยิบมาพูดถึงคือหนี้สาธารณะสหรัฐที่ทะลุ 39.24 ล้านล้านดอลลาร์ ณ ต้นเดือนมิถุนายน 2026 คิดเป็น 123% ของ GDP ประเทศ ตัวเลขนี้ไม่ได้น่ากังวลเพราะตัวมันเองเพียงอย่างเดียว แต่เพราะต้นทุนในการถือหนี้กำลังพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน
ดอกเบี้ยจ่ายในหนี้สาธารณะสหรัฐปี 2026 คาดว่าจะเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ในปี 2020 ดอกเบี้ยที่สหรัฐจ่ายต่อปีอยู่ที่ 345,000 ล้านดอลลาร์ หกปีต่อมาตัวเลขนั้นกระโดดขึ้นมาเกือบสามเท่า นั่นหมายความว่าเงินภาษีอเมริกันจำนวนมหาศาลกำลังไหลออกไปจ่ายดอกเบี้ยเก่า แทนที่จะลงทุนในอนาคต
แรงกดดันเงินเฟ้อก็ยังไม่จางหาย โรเจอร์สชี้สามแหล่งที่มาที่ทับซ้อนกัน ได้แก่ เงินที่ถูกพิมพ์ออกมาช่วงโควิดกำลังเดินทางผ่านระบบเศรษฐกิจ ภาษีนำเข้าของทรัมป์ที่เพิ่มต้นทุนสินค้าในประเทศ และราคาพลังงานที่ถูกกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทั้งสาม CPI และ PPI กำลังส่งสัญญาณที่ไม่สบายใจ ประธาน Fed คนใหม่จึงเจอกับสถานการณ์ที่ทุกทางเลือกมีต้นทุน ลดดอกเบี้ยตามที่ทรัมป์ต้องการก็เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง ไม่ลดก็ขัดใจนายจ้าง และยังมีความเป็นไปได้ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกด้วย
วอร์ชพยายามเสนอทางออกโดยอ้างว่า AI จะเพิ่มผลผลิตและช่วยกดเงินเฟ้อในระยะยาว แต่โรเจอร์สตัดทิ้งสั้นๆ ว่า AI ไม่มีทางแก้ปัญหาหนี้ 39 ล้านล้านดอลลาร์ได้ และเขาพูดถูก เพราะ AI เพิ่มผลผลิต แต่ไม่ได้ลบหนี้ที่มีอยู่แล้ว
---
ความน่าสนใจของโรเจอร์สในฐานะนักลงทุนไม่ใช่แค่ที่เขาพูด แต่ที่เขาทำ เขาขายหุ้นสหรัฐออกหมดแล้วตามที่เขาระบุ เหตุผลคือหุ้นเทคตัวใหญ่ถูก bid ราคาขึ้นเกินพื้นฐานความเป็นจริง สิ่งที่เขาถืออยู่คือทองและเงิน (silver) โดยไม่มีแผนขายในเร็ววัน
มุมมองต่อทองของโรเจอร์สอ่านง่ายเมื่อมองในบริบทที่เขาอธิบาย ราคาทองทำสถิติสูงสุดที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2026 ก่อนที่จะย่อลงมาแถวๆ 4,500 ดอลลาร์ในปัจจุบัน แต่แรงซื้อในตลาดกายภาพยังไม่ได้หายไปไหน ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2026 ขณะที่จีนนำเข้าทองถึง 317 ตันในช่วงเดียวกัน แรงซื้อสองชั้นนี้ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่กลัวทอง แต่เป็นพฤติกรรมของคนที่กลัวระบบดอลลาร์
JP Morgan ออกมาคาดการณ์ว่าทองจะแตะ 6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 และ 6,300 ดอลลาร์ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มาจากการเดา แต่มาจากการคำนวณว่าธนาคารกลางต่างๆ กำลังปรับสัดส่วนสำรองเงินตราออกจากดอลลาร์เพื่อเข้าสู่ทอง ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ได้สิ้นสุดในไตรมาสหนึ่ง
แล้วทำไมโรเจอร์สถึงยังถือดอลลาร์อยู่บ้าง คำตอบของเขาน่าสนใจมาก เขาบอกว่าไม่ได้เชื่อมั่นในดอลลาร์ แต่เป็นเพราะทางเลือกอื่นยิ่งแย่กว่า ยุโรปมีปัญหาพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย ญี่ปุ่นมีหนี้ต่อ GDP สูงกว่าสหรัฐเสียอีก ส่วนจีนก็มีวิกฤตอสังหาฯ ที่ยังค้างคาอยู่ ดอลลาร์จึงยังเป็น "สกุลเงินที่ดีที่สุดในบรรดาตัวเลือกที่แย่" ทั้งหมด
กลไกที่ทำให้ทองได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้มีอยู่ชัดเจน เมื่อ Fed ถูกกดดันทางการเมืองให้ลดดอกเบี้ย แต่ข้อมูลเงินเฟ้อไม่เอื้อ ตลาดจะเริ่มตั้งคำถามกับความเป็นอิสระของ Fed ความน่าเชื่อถือที่ลดลงของธนาคารกลางเป็นสัญญาณบวกต่อทองเสมอมาในประวัติศาสตร์ เพราะทองทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีใครสั่งพิมพ์ได้ ต่างจากกระดาษที่ออกคำสั่งได้ทางการเมือง
หากดูเส้นทางราคาในช่วงที่ผ่านมา ทองขึ้นจากแถว 2,000 ดอลลาร์ช่วงต้นปี 2024 มาสู่สถิติ 5,589 ดอลลาร์ในมกราคม 2026 คิดเป็นการขึ้น 179% ในรอบสองปี การย่อลงมาสู่ 4,500 ดอลลาร์ในช่วงนี้จึงยังอยู่ในกรอบของ bull market ปกติ ไม่ใช่สัญญาณกลับทิศ
สำหรับนักลงทุนที่กำลังคิดเรื่องทองในพอร์ต คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ว่า "ทองแพงไปแล้วหรือเปล่า" แต่คือ "ปัจจัยที่ทำให้ทองขึ้นมาถึงที่นี่ได้หมดสิ้นลงหรือยัง" หนี้สหรัฐ 39 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้หายไป ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเกินล้านล้านต่อปียังอยู่ ธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนทางการเมืองในห้องทำงานของ Fed ก็ยังเป็นตัวแปรที่ไม่มีใครตอบได้ว่าจะคลี่คลายอย่างไร
การถือทองในพอร์ตจึงไม่ใช่การเดิมพันว่าโลกจะพัง แต่เป็นการยอมรับว่ามีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อยู่ในระบบ และสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงคู่สัญญา (counterparty risk) อย่างทองมีบทบาทในพอร์ตที่สมเหตุสมผล ระดับ 5-15% ของพอร์ตในทองและโลหะมีค่าเป็นสิ่งที่นักลงทุนสถาบันหลายแห่งทำอยู่แล้วโดยไม่รอให้ราคาถึง 6,000 ดอลลาร์ก่อน
---
สัญญาณที่ควรติดตามในช่วงสองถึงสามเดือนข้างหน้ามีอยู่หลายจุด อันดับแรกคือตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนและกรกฎาคมของสหรัฐ หาก CPI ออกมาสูงกว่าคาดต่อเนื่อง ความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในธันวาคมที่ตลาดประเมินไว้ 40% จะปรับขึ้นอีก และนั่นจะเปลี่ยนสถานการณ์การเมืองในห้องทำงาน Fed อย่างมีนัยสำคัญ
อันดับสองคือตัวเลขการซื้อทองสุทธิของธนาคารกลางในไตรมาสสอง ถ้ายังรักษาระดับเกิน 200 ตันต่อไตรมาสได้ หมายความว่าแรงซื้อจากกลุ่ม sovereign เป็นแรงซื้อเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น จุดนี้จะเป็นสัญญาณยืนยันทิศทางของ JP Morgan ที่คาดไว้ที่ 6,000 ดอลลาร์
อันดับสามคือการแถลงการณ์ครั้งแรกของวอร์ชในฐานะประธาน Fed ที่จะส่งสัญญาณว่าเขาจะยืนหยัดต่อข้อมูลหรือยอมตามแรงกดดันทางการเมือง ตลาดจะอ่านคำทุกคำอย่างละเอียด และทองมักตอบสนองต่อสัญญาณที่บ่งชี้ว่า Fed กำลังสูญเสียความเป็นอิสระด้วยการขึ้นราคา
#ทองคำ #หนี้สหรัฐ #เศรษฐกิจโลก #การลงทุน