Neuron - นิวรอน สมองเงินล้าน

Neuron - นิวรอน สมองเงินล้าน ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Neuron - นิวรอน สมองเงินล้าน, หน่วยงานให้คำปรึกษา, Bangkok.

10 แนวคิด เปลี่ยนชีวิตของ Mark Zuckerbergใครจะเชื่อจากเด็กธรรมดาๆ จะสามารถสร้างตัวเองให้กลายเป็นมหาเศรษฐี แถมยังสร้างยัง...
20/02/2017

10 แนวคิด เปลี่ยนชีวิตของ Mark Zuckerberg

ใครจะเชื่อจากเด็กธรรมดาๆ จะสามารถสร้างตัวเองให้กลายเป็นมหาเศรษฐี แถมยังสร้างยังสร้างอาณาจักรที่สุดแสนจะใหญ่โตของทั้งโลกขึ้นมาอีกด้วย จากจุดเริ่มต้นที่ Mark ต้องการเก็บข้อมูลรูปภาพต่างๆเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ แต่มันกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ Facebook ถือกำเนิดขึ้นมา แต่การเดินทางของ Mark Zuckerberg ก็ไม่ได้เดินมาอย่างไร้จุดหมาย ไร้แนวทาง เพราะตัว Mark เองก็มีแนวทางในการดำเนินชีวิตเหมือนกัน

1.เอาชนะคนที่เคยดูถูกเราให้ได้... . โดยเฉพาะแฟนเก่า!
พราะสมัยที่เรียน Mark Zuckerberg เคยถูกแฟนทิ้ง ตอนนั้น Mark ทำตัวเละเทะมากจนถูกแฟนเก่าตราหน้าว่าไม่มีวันสำเร็จ

2.อย่าปล่อยให้คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักคุณดี มาทำลายจุดยืนของคุณ
Mark ไม่เคยสนใจคำครหาของใครๆที่เข้ามาดูถูกเขาหรือมองว่าเขาจะทำไม่ได้

3.ทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ
การทำให้สิ่งที่รักย่อมทำได้ง่ายและดีกว่าสิ่งที่ไม่ชอบเสมอ

4.ผู้นำที่ดีต้องปลุกยักษ์ที่ซ่อนอยู่ในตัวคนรอบข้างได้
ถ้าผู้นำยังไม่กล้าที่จะปลุกพลังในตัวเองออกมา อย่าไปคิดถึงลูกน้องเลยว่าจะมีมอบพลังให้กับองค์กรได้แค่ไหน

5.แสดงให้ทุกคนได้รู้ว่าคุณคือผู้นำองค์กรตัวจริง
ผู้นำดี ลูกน้องก็อยากเดินตาม

6.ตัวคุณเก่งอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องสร้างทีมให้เก่งเหมือนคุณด้วย การทำงานถ้าหัวหน้าเก่งอยากเดียว หัวหน้าก็คงจะทำงานคนเดียวได้ แต่การทำงานทุกอย่างต้องอาศัย ทีม ถ้าทีมเก่งงานก็จะไปต่อได้ดี และได้เร็ว

7.อย่าให้ความคิดเห็นคนรอบข้างปิดประตูความคิดสร้างสรรค์ของคุณ การทำงานของ Mark Zuckerberg เริ่มมาจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองและเพื่อนๆ ใครจะอะไร ใครจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาก็ไม่สนใจ

8.อย่าเสียงานเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ตอนที่ Mark Zuckerberg สร้าง Facebook เขาไม่ได้สร้างแค่คนเดียว เขายังคงร่วมมือสร้างกับเพื่อนๆของเขา
แต่ในการทำงานทุกอย่างก็คงไม่ได้ลงรอยกัน แต่เราต้องหาตรงกลางของกันและกันเพื่อให้งานเดินต่อไปได้

9.อย่าให้ใครมาระบายสีให้ชีวิตเรา ชีวิตของเรา เราเลือกเองได้ อย่าให้ใครมาขีดเส้น หรือ ระบายสี เพื่อให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ

10.อยากประสบความสำเร็จ ต้องฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความฝันของเรา แต่อยู่ที่ว่าผันแล้วเราจะเดินไปตามความฝันนั้นของเราหรือไม่
........ 10 ประโยคของคนอื่น ก็ไม่สำคัญเท่ากับการลงมือทำของตนเอง ต่อให้คนที่เก่งที่สุด คนที่รวยที่สุด มาพูดให้ฟังต่อหน้าแต่ถ้าคุณไม่เริ่มทำยังไงสิ่งที่คุณต้องการก็คงไม่เกิดขึ้นอย่างที่คุณตั้งใจไว้แน่นอน ..........

Cr : Mark zuckerberg
________________________________________

01/12/2016

     

4 วิธีใช้เงินแบบเศรษฐีญี่ปุ่น คนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จต่างกันตรงไหน? ความสามารถ? สติปัญญา? รูปร่าง...
30/11/2016

4 วิธีใช้เงินแบบเศรษฐีญี่ปุ่น

คนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จต่างกันตรงไหน? ความสามารถ? สติปัญญา? รูปร่าง หน้าตา? คนญี่ปุ่นมองว่า คนสองกลุ่มนี้แตกต่างกันที่ “วิธีคิด” ค่ะ ลองมาดู 4 วิธีคิดของผู้บริหาร นักธุรกิจญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จกันนะคะว่า คนกลุ่มนี้มีวิธีใช้เงินที่แตกต่างจากคนธรรมดาอย่างไร

1. อิสรภาพจากสายตาคน สู่อิสรภาพในการใช้เงิน

กิโมโนที่มีราคาแพงจริงๆ ด้านนอกจะดูเรียบธรรมดา แต่ด้านใน ทอเป็นลวดลายดอกไม้หรือลายมังกรละเอียดสวยงาม ทว่า คนภายนอกไม่สามารถทราบความงามเหล่านั้น มีแค่ผู้สวมใส่ที่รับรู้ถึงคุณค่าและความนุ่มสบายของชุดกิโมโนชุดนั้น

คนญี่ปุ่นมองว่า เราไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้ผู้อื่นรู้ถึงฐานะ คนรวยไม่จำเป็นต้องใส่สร้อยทองเส้นใหญ่ๆ หรือเพชรเม็ดโตเพื่อแสดงว่าฉันเป็นใคร เราเป็นคนธรรมดา คนอื่นจะได้ปฏิบัติกับเราแบบธรรมดา และเราจะได้รู้จักคนคนนั้นอย่างแท้จริง

จงอย่าใช้เงินเพื่อภาพลักษณ์ตัวเอง แต่จงใช้เงินเพื่อผู้อื่น

มันจะไม่มีที่สิ้นสุดหากเรามัวแต่มองว่า ฉันต้องถือกระเป๋ายี่ห้อนี้ ขับรถรุ่นนี้ ทานอาหารที่ร้านนี้ เพราะต้องการแสดงว่าฉันเป็นคนมีระดับ

ผู้บริหารญี่ปุ่นพาลูกน้องไปเลี้ยงอาหารค่ำที่ภัตตาคารหรู ไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกน้องเห็นว่าตัวเองมีสตางค์ แต่เพราะต้องการแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างลึกซึ้งที่ลูกน้องร่วมเหนื่อยยากกันมา

เจ้าของธุรกิจสวมเสื้อผ้าแบรนด์ดัง เพราะรูปแบบแพทเทิร์นดี เนื้อผ้าดี ไม่ได้ใส่เพราะอยากให้คนเห็นโลโก้ของแบรนด์นั้นแล้วรู้ว่าตนมีปัญญาซื้อ

การใช้เงินไปกับสิ่งที่ตนเองรัก หรือเพื่อคนที่ตนเองรักจะทำให้เรามีอิสระและมีความสุขในการใช้เงินมากกว่าการใช้เงินเพื่อรักษาหน้าตาและภาพลักษณ์ของตนเองเพียงอย่างเดียว

2. การใช้เงินคือการลงทุน

จงถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังจะใช้เงินต่อจากนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคตหรือเปล่า

คนเรามักจะเผลอใช้เงินกับของมูลค่าเล็กน้อยไปอย่างง่ายดาย เช่น ค่าแท๊กซี่ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเครื่องเขียน แต่หากรวมกันแล้ว เงินจำนวนนั้นก็ไม่ใช่จำนวนน้อยเลย

จงถามตัวเองทุกครั้งก่อนจะซื้อของว่า ของที่ตัวเองจะซื้อนั้นมีประโยชน์จริงหรือเปล่า และเราจะได้อะไรกลับมาในอนาคต ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง เช่น การที่เราตัดสินใจเสียเงิน 200 บาทขึ้นรถแท็กซี่แทนที่จะเสีย 13 บาทขึ้นรถประจำทางนั้น มีประโยชน์ต่อตนเองจริงหรือเปล่า หากนั่งแท๊กซี่แล้ว ตนเองมีเวลาทำจิตใจให้สงบและซักซ้อมบทสนทนาก่อนไปพบลูกค้า โอกาสที่ลูกค้าจะเซ็นสัญญากับบริษัทก็สูงขึ้น เงิน 200 บาทนั้นก็ถือเป็น “การลงทุน” ที่คุ้มค่า

3. ยิ่งใช้เงิน ยิ่งได้เงิน

คนธรรมดาจะมุ่งแต่จะเก็บเงินที่หามาให้ได้มากที่สุด หามาเท่าไรก็จะพยายามเก็บออมอย่างเดียว แต่คนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินอย่างเดียว แต่รู้จักใช้เงิน (อย่างฉลาด) ด้วย พวกเขาจะมองว่า ตนควรจะ “ลงทุน” ไปกับอะไรดี จึงจะเกิดผลที่คุ้มค่าที่สุด

หนึ่งในการลงทุนที่คนญี่ปุ่นเห็นว่าคุ้มค่ามากนั้นคือ “การลงทุนกับตัวเอง”

จงใช้เงินเพื่อสร้างทักษะความรู้เพื่อตนเอง เช่น ไปลงคอร์สอบรมเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และนำกลับมาใช้กับองค์กร หรือเรียนคอร์สปรับบุคลิกภาพและวิธีการแต่งกาย เพื่อได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากลูกค้า

จงใช้เงินเพื่อสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง ไปทานข้าวกัน คุยกัน สนิทกัน อาจมีโอกาสที่เพื่อนๆ เหล่านี้แนะนำงานต่อให้เรา

เงิน หากใช้ (ลงทุน) อย่างถูกวิธี ก็จะวกกลับมาหาผู้ใช้คนนั้นอีก

4. คาถาเรียกเงินแบบญี่ปุ่น

ยิ่งก้าวไปในตำแหน่งสูงมาก มีฐานะมาก มีโอกาสที่จะได้รับคำชื่นชม สรรเสริญจากคนรอบๆ ตัวมาก ใครๆ ก็เรียกท่านคะ ท่านครับ มีแต่คนคอยดูแลเอาใจ พอเคยตัวมากๆ ก็จะเกิดเมฆหมอกบังตาว่า “ข้าเก่ง ข้าเจ๋งที่สุด” สุดท้าย อาจประมาท และตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปก็ได้

เพราะฉะนั้น บริษัทญี่ปุ่นหลายๆ แห่งมีนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงไปเก็บขยะหรือขัดห้องน้ำร่วมกับพนักงานคนอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการฝึกผู้บริหารไม่ให้ลืมตน ไม่ให้ลืมความยากลำบากของพนักงานที่อยู่ระดับล่าง และมองว่าตนเองก็เป็นพนักงานที่ต้องทำงานเพื่อองค์กรเหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จทุกคนมี คือ “การรู้จักขอบคุณผู้อื่น” การไม่ลืมบุญคุณผู้อื่น การสังเกตและแสดงความรู้สึกซาบซึ้งสิ่งที่ผู้อื่นทำ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตนเองเป็นสิ่งสำคัญมาก

จงอย่าลืม “คำขอบคุณ” อย่าลืมว่าความสำเร็จของเราไม่ได้เกิดจากความสามารถของเราเพียงแค่คนเดียว หันไปมองคนรอบๆ พยายามนึกว่าใครช่วยให้เราประสบความสำเร็จในแต่ละชิ้นงาน และกล่าวชื่นชมขอบคุณพวกเขาอย่างจริงใจ

การแสดงความรู้สึกขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การ์ดขอบคุณ หรือสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ผู้ที่เราทำงานด้วยรู้สึกดีใจ และภูมิใจในตัวพวกเขาเอง พวกเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือและทำงานเพื่อองค์กรต่อไป

Credit: เกตุวดี Marumura

ลินคอร์น7 ขวบ พ่อแพ้คดี ต้องเสียที่ดินไป จึงต้องออกไปหางานทำ9 ขวบ เสียแม่อายุ 22 ค้าขายครั้งแรก ล้มเหลวอายุ 23 ลงสมัครผู...
10/11/2016

ลินคอร์น

7 ขวบ พ่อแพ้คดี ต้องเสียที่ดินไป จึงต้องออกไปหางานทำ
9 ขวบ เสียแม่
อายุ 22 ค้าขายครั้งแรก ล้มเหลว
อายุ 23 ลงสมัครผู้ว่าการรัฐ แพ้เลือกตั้ง ปีเดียวกัน ตกงาน ไปสอบเรียนนิติ สอบไม่ผ่าน
อายุ 24 ยืมเงินเพื่อนมาค้าขาย ปีเดียวกัน เจ๊ง ใช้เวลา 16 ปี คืนหนี้เงินเพื่อน
อายุ 25 ลงสมัครผู้ว่าการรัฐอีกครั้ง ได้รับเลือก
อายุ 26 กำลังจะแต่งงาน คู่หมั้นเสียชีวิต
อายุ 27 นอนป่วยครึ่งปี
อายุ 29 ชิงตำแหน่งโฆษกสภาแห่งรัฐ ไม่ได้รับเลือก
อายุ 31 เสนอตัวให้พรรคเลือกลงสมัคร แพ้
อายุ 34 ลงสมัครเป็นสมาชิกสภา แพ้
อายุ 37 ลองอีกครั้ง ชนะ
อายุ 39 ต้องการให้เลือกเป็นต่อ แพ้
อายุ 47 เสนอตัวเป็นผู้ลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดี แพ้
อายุ 49 ลงสมัครเป็นสมาชิกสภา แพ้อีก
อายุ 51 ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

ในชีวิตเขา ล้มเหลวมา 35 ครั้ง มีเพียง 3 ครั้งที่สำเร็จ

เขาเคยพูดว่า "ขาข้างหนึ่งของผมลื่นไถล อีกข้างเลยจะยืนไม่อยู่ ผมบอกตัวเองว่า นี่ก็แค่ลื่นหกล้มอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ล้มตายที่จะลุกขึ้นมาไม่ได้" สุดท้ายเขาได้เข้าไปทำงานในทำเนียบขาว และเลิกทาสในประเทศ

การพ่ายแพ้ทุกอย่าง เป็นแค่ลื่นไถลหกล้ม ขอแค่ยังมีลมหายใจ จะมีอะไรที่จะชนะมันไม่ได้ ขอแค่มีชีวิต มีอะไรที่จะทำสำเร็จไม่ได้?

มีชีวิตอยู่ ก็ยังมีความหวัง ก็จะมีโอกาส ก็มีความเป็นไปได้ที่ไม่มีขีดจำกัด

"หลิวปัง" ฮ่องเต้องค์แรกของราชวงศ์ฮั่น

หลิวปัง รบกับข้าศึกผู้เกรียงไกร เซี่ยงอี่
ทัพนำโดยเซี่ยงอี่ รบ 100 ชนะ 100
ทัพของหลิวปัง รบ 100 แพ้ 100

แต่หลิวปังทนรับความพ่ายแพ้ได้ สุดท้ายก็ชนะเซี่ยงอี่ ได้เป็นฮ่องเต้

เซี่ยงอี่แม้จะรบ 100 ชนะ 100 แต่ทนรับความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวไม่ได้ จึงฆ่าตัวตายริมแม่น้ำอูเจียง

ชีวิตคนเรา ไม่ได้อยู่ที่จะสมหวังกี่ครั้ง แต่อยู่ที่สามารถเรียนรู้ข้อผิดพลาดแล้วยืนขึ้นมาใหม่ ทุกครั้งที่ผิดหวัง เอาชนะมันวิกฤตและข้ามมันได้ ความล้มเหลวทุกครั้งในชีวิต ก็จะเป็นแค่การพักคั่นโฆษณาเท่านั้น

Cr : Forward LINE
ที่มา : PAG Design

22/10/2016
10 ความรู้ทางการเงินเปลี่ยนชีวิตในทอล์คโชว์ MONEY COACH ON STAGE: ชาตินี้ไม่มีวันจน ผมได้เล่าถึง 10 ความรู้ทางการเงินที่...
22/10/2016

10 ความรู้ทางการเงินเปลี่ยนชีวิต

ในทอล์คโชว์ MONEY COACH ON STAGE: ชาตินี้ไม่มีวันจน ผมได้เล่าถึง 10 ความรู้ทางการเงินที่ได้รับมาด้วยตัวเอง จากการเรียนรู้แบบ Street Smart (ข้างถนนนั่นเอง) คือ มั่วนิดๆ งงหน่อยๆ เล่นเอง เจ็บจริง แล้วค่อยๆสะสม ค่อยๆตลกผลึก จนกลายเป็นภูมิปัญญาในแบบฉบับตัวเอง

หลังจากจบทอล์คโชว์ มีผู้ฟังหลายท่านนำมาสรุปให้ฟังกัน วันนี้ผมเลยอยากเล่าให้ฟังในแบบต้นฉบับกันบ้าง ด้วยหวังว่าบทเรียนสิบกว่าปีของผม จะทำให้ผู้อ่านทุกท่านไม่ต้องเสียเวลากับการลองผิดลองถูกในบางเรื่อง และที่สำคัญจะได้ปรับ MINDSET ให้ถูกต้องสำหรับการมุ่งหน้าสู่อิสรภาพทางการเงินกันได้รวดเร็วกันขึน

1) วิธีปลดหนี้ดีที่สุดคือสร้างทรัพย์สิน

ความรู้นี้เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในช่วงที่ชีวิตกำลังมุ่งหน้าแก้ไขปัญหาหนี้ หลังจากพยายามทำตามแนวคิดทั่วไปที่สอนๆกัน ก็คือ ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ สิ่งที่พบก็คือ ลดรายจ่ายเต็มที่แค่ไหน เราก็ลดได้แค่ประมาณหนึ่ง เพิ่มรายได้มากแค่ไหน เดือนหน้าก็ต้องหาใหม่อีก

แต่เมื่อเทียบงานที่สร้างรายได้เพิ่ม กับทรัพย์สิน (สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋า โดยไม่ต้องทำงานตลอดเวลา) อย่างบ้านเช่า และธุรกิจฝึกอบรมที่ผมสร้างขึ้นมา กลับพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง งานที่ทำเดือนนี้ เดือนหน้าก็ต้องออกแรงทำอีก แต่ทรัพย์สินที่เราสร้างขึ้น จะช่วยผ่อนหนี้ให้เราในวันที่เรายังเป็นหนี้ และเมื่อหนี้หมดลงไป ทรัพย์สินก็จะยังสร้างกระแสเงินสดให้เราต่อ และทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินได้ในที่สุด

ดังนั้น เหนื่อยหาเงินแก้หนี้ทั้งที วางแผนให้ดี สร้างทั้งงานที่ทำเงินและทรัพย์สินไปพร้อมๆกัน หาวิธีทำให้งานที่เราทำหนึ่งครั้ง หารายได้ให้เราได้มากกว่าหนึ่งครั้งหรือหาไปได้ตลอด แล้วการปลดหนี้ของเราจะเบาแรงลงเรื่อยๆ

2) กระแสเงินสดสำคัญที่สุด

ทุกกิจกรรมในโลกทางการเงิน ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการมีกระแสเงินสดคงเหลือเป็นบวก พนักงานประจำทำงานกินเงินเดือนก็สามารถมีชีวิตทางการเงินที่ดีได้ หากเขาใช้จ่ายไม่เกินรายได้ที่หามาได้ มีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บทุกเดือน

บริษัทห้างร้านต่างๆ รวมไปถึงการลงทุนในทรัพย์สินให้เช่า สุดท้ายถ้าเราบริหารจัดการให้กระแสเงินสดเป็นบวก หรือมีกำไรได้ ธุรกิจก็อยู่ได้ การลงทุนก็ไปได้ เมื่ออยู่ได้ ไปได้ วันหนึ่งก็มีโอกาสต่อยอดเพิ่มความมั่งคั่งได้

หลายคนเวลาใช้ชีวิตหรือลงทุน มองแต่ผลตอบแทนที่จะได้ ทั้งๆที่กลยุทธ์สำคัญที่สุดกลยุทธ์แรกที่ต้องทำให้ได้ หากอยากมั่งคั่งก็คือ “ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้” และ “ไม่ขาดทุน”

3) HIGH UNDERSTANDING, HIGH RETURN

หลายครั้งที่แนวคิด High Risk High Return หยุดยั้งผู้คนที่แสวงหาความมั่งคั่งให้ไม่กล้าลงมือทำอะไร เพราะเชื่อว่าถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อย

ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย ในมุมของคนที่กล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง โลกของพวกเขาไม่มีเสี่ยงมากได้ผลตอบแทนมาก สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ก็คือ ยิ่งคุณรู้จักและเข้าใจสิ่งที่คุณทำมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น หรือ HIGH UNDERSTANDING, HIGH RETURN

คนทำงานมากประสบการณ์ทำเงินจากองค์ความรู้เดียวกันได้ดีกว่ามือใหม่ คนทำขนมซึ่งสาระวนเวลาอยู่กับการฝึกฝน พัฒนา ปรับสูตรใหม่ๆ ให้ผู้คนชอบและอยากลองทาน ย่อมทำเงินได้มากกว่าพ่อค้าแม่ค้าที่ทำขนมแค่ให้มีของขายยังชีพได้ หรือนักลงทุนที่พัฒนาความรู้และเชี่ยวชาญอยู่เสมอ และอยู่ในตลาดมานานกว่า ก็คงไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะได้ผลตอบแทนสูงกว่ามือใหม่ หรือพวกมือเก่าที่ไม่ยอมพัฒนาตัวเองและรักบรรยากาศการเป็นนักลงทุนผู้ไร้เดียงสาอยู่เสมอ

คีย์สำคัญของ High Understanding, High Return ก็คือ การลงทุน “เวลา” กับสิ่งที่สนใจ และเริ่มต้นลงมือทำจากสิ่งเล็กๆ Start Small) แล้วค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นนักลงทุนผู้ช่ำชอง

4) การลงทุน คือ แผนการ

คนที่ลงทุนแล้วขาดทุนอยู่เสมอ เป็นเพราะพวกเขาคิดว่า การลงทุนเป็นเหตุการณ์​ Event) เช่น วันนี้ไปจองคอนโดมา หรือวันนี้จัดหุ้นตัวนั้นมา ฯลฯ แต่ถ้าพูดคุยหรือสอบถามเหตุผลในการซื้อและแผนการลงทุน ก็มักจะพบกับความว่างเปล่าอยู่เสมอ ถ้าการลงทุนมันง่าย แค่ฟังใครสักคนหรือฟังข่าว แล้วก็ลงทุนตามๆกัน แล้วก็รวย อย่างนี้คนส่วนใหญ่ก็ต้องรวยจากการลงทุนกันหมดแล้วสิ

ที่จริงแล้ว การลงทุนนั้นเป็นกระบวนการ Process) ที่มีผลลัพธ์ คือ แผนการลงทุน Plan) ที่ชัดเจน (อธิบายได้สมกับเป็นเด็กวิดวะมากๆ 555)

อย่างผมเองตอนจะเริ่มต้นลงทุนบ้านเช่าเล็กๆ ราคาแค่ 1.35 ล้าน ผมยังต้องเดินดูบ้านเช่าตั้งเป็นสิบๆหลัง เพื่อให้เข้าใจว่าลูกค้าในตลาดเป็นใคร ชอบเช่าห้องแบบไหน ราคาเท่าไหร่ Demand-Supply เป็นอย่างไร จากนั้นจึงมาประเมินราคาซื้อ เจรจาต่อรอง จัดไฟแนนซ์เพื่อลงทุนซื้อ และตบตูดตบท้ายกันเบาๆด้วย แผนการรับมือความเสี่ยง โดยถามตัวเองง่ายๆว่า ก) บ้านเช่าที่ผมจะลงทุน มีโอกาสฉิบหายได้จากอะไรบ้าง และผมพอจะป้องกันอะไรได้บ้างมั้ย ข) ถ้าป้องกันไม่ได้ เจ็บสุดจะแค่ไหน และต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า มีแผนรับมือกับเรื่องนั้นๆ อย่างไร … ถ้าตอบไม่ได้ ก็จะยังไม่ลงทุน

จำไว้ว่า ถ้าคุณลงทุนด้วยปากกับหู (ถามเขา ฟังเขา แล้วก็เชื่อเขา) สุดท้ายคุณจะไม่มีทางมั่งคั่งร่ำรวยได้ เป็นได้เต็มที่ก็แค่ผู้ร่วมสนุก เพราะผลลัพธ์การลงทุนที่ดี ขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นนักลงทุนที่ีดีแค่ไหน และมีแผนการลงทุนอย่างไร

5) เงินวิ่งตามคุณค่า

Create Your Value and Money will Follow เป็นความเชื่อหลักที่ผมยึดถือมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ยิ่งเราสร้างคุณค่าได้มากเท่าไหร่ เงินก็ยิ่งหลั่งไหลมาหาเรามากขึ้นเท่านั้น

“คุณค่า” ในที่นี้หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหาให้ผู้อื่น ทำในสิ่งที่ผู้อื่นต้องการ ทำในสิ่งที่ผู้อื่นได้รับประโยชน์ ซึ่งในมุมมองของผม คุณค่าที่ว่านี้มีทั้งมิติความลึกและความกว้าง

ในมิติความลึก หมายถึง ความเป็นตัวจริงของคุณ ความเจ๋งของสินค้าและบริการของคุณ ถ้าดีจริง เจ๋งจริง ยังไงก็ขายได้ ส่วนในมิติความกว้างก็คือ ตลาดที่คุณเลือกเล่น ถ้าอยากประสบความสำเร็จทางการเงิน ต้องเลือกและลงมือสร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ตลาดขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าจำนวนมากเท่านั้น

ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่อร่อย ไม่มีคนทาน แต่ร้านอร่อยที่ตั้งอยู่หน้าหมู่บ้าน มีลูกค้าแค่ไม่กี่ราย ก็รวยไม่เท่ากับร้านก๋วยเตี๋ยวที่เปิดหลายสาขาและมีแฟรนไชส์ครับ … ถ้าอยากทำเงินล้าน คุณก็ต้องทำในสิ่งที่ Impact หรือส่งผลกระทบกับคนนับล้าน นั่นคือสิ่งที่คุณต้องจดจำ

6) ทรัพยากรทั้งโลกเป็นของเรา

แนวคิดข้อนี้บางคนฟังแล้วเอาไปตีความกันใหญ่โต หาว่าสอนให้เป็นคนเอาเปรียบสังคมบ้างหละ คิดแต่ประโยชน์ส่วนตนบ้างหละ ที่จริงแล้วผมสร้างประโยคที่ว่า “ทรัพยากรทั้งโลกเป็นของเรา”​ ก็เพื่อสอนเรื่อง เงินมาที่หลังไอเดีย ต่างหาก … ยังไง?

คนจำนวนไม่น้อยเวลาฝันว่าอยากทำอะไรสักอย่าง พวกเขามักมีข้ออ้างว่า ไม่มีเงิน ไม่มีคนช่วย ไม่มีเครื่องมือ ไม่มี ไม่มี ไม่มี ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งผมเองและผู้ประสบความสำเร็จอีกจำนวนมาก หลายคนก็เริ่มจากความไม่มีเหมือนกัน คนที่ไม่มีเงิน ไม่มีทุน ก็ต้องให้เวลากับไอเดียของตัวเองให้มาก เปลี่ยนไอเดียให้จับต้องได้เป็นรูปธรรมในเบื้องต้น ด้วยการเก็บข้อมูลและทำแผนการขึ้นมา

ไม่มีเงินใช้เงินคนอื่นได้ ไม่มีเครื่องจักร ก็จ้างเขาผลิตเอาได้ ไม่มีทีมงาน ก็ Outsource ได้ ไม่มีเวลา ก็จ้างลูกจ้างได้ ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เริ่มต้นแค่ลองทำอะไรจริงๆจังๆ กับ “ไอเดีย” ของเรา อย่ามัวแต่เล็ง แต่ฝัน เพราะนั่นไม่มีทางทำให้ความฝันเราเป็นจริงได้ครับ

7) กติกาพิเศษมีไว้สำหรับคนพิเศษ

โลกนี้เป็นโลกของการ “เจรจา” กติกาทั่วไปมีไว้สำหรับคนธรรมดา ถ้าไม่เคยคิดจะสอบถาม ตามหา หรือร้องขอ เราก็ต้องได้ในสิ่งที่คนทั่วไปได้กัน ทางเลือกก็น้อยลง ข้อจำกัดในการลงทุนหรือสร้างความมั่งคั่งก็เพิ่มขึ้น

เอาแค่เรื่องง่ายๆอย่างเช่น คนฝากเงินจำนวนเท่าๆกัน ฝากธนาคารเดียวกัน สาขาเดียวกัน ยังได้ดอกเบี้ยไม่เท่ากันเลย เพราะคนหนึ่งคุย คนหนึ่งร้องขอ (แต่ต้องฝากมากหน่อยนะ 555)

หรือคนสองคนเป็นหนี้เท่าๆกัน ค้างจ่ายมานานเท่าๆกัน คนหนึ่งเจรจาขอส่วนลด อีกคนหนึ่งยอมรับยอมจำนนต่อเงื่อนไขโดยดุษฎี แบบนี้ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายหนี้ได้ไม่เท่ากัน มันก็เป็นเรื่องจริงที่ว่าขอแล้วใช่ว่าจะได้ แต่ถึงยังไง ขอก็ยังมีโอกาสได้ แต่ถ้าไม่ขอ ไม่ถาม ไม่ลองคุย แบบนี้ยังไงก็ไม่ได้แน่นอน

ชีวิตเราเลือกได้ครับ ดังนั้นลองเลือกเอาเองดูว่า เราอยากได้กติกาแบบไหน

8) ยิ่ง Share ยิ่งมั่งคั่ง

ในอดีตผมเคยเป็นคนงกจนเกินพอดี คิดทำอะไรก็อยากได้ทั้งหมด ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นทำให้การก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินของผมยากและช้า เพราะถ้าเราอยากได้ทั้งหมด เราก็ต้องทำเองทั้งหมด

การทำอะไรด้วยตัวคนเดียวมันก็สนุกดีครับ แต่ถ้าเทียบกันแล้วยังไงมันก็สู้ทีมของมืออาชีพมารวมตัวกันไม่ได้ ถ้ายังจำเรื่องเงินวิ่งตามคุณค่ากันได้ ทีมที่แข็งแกร่งสร้างคุณค่าได้มากกว่า และยังตอบสนองความต้องการคนได้มากกว่าอีกด้วย

แม้ว่าจะต้องแบ่งเรื่องของผลกำไรให้กับทีมงานที่มาช่วย ไม่ว่าจะเป็นหุ้นส่วน ผู้ส่งมอบ Outsource ลูกจ้างชั้นดี เอเยนต์การขายการตลาด แต่ก็นั่นแหละ 100 เปอร์เซ็นต์ของกำไร 1 ล้านที่รับอยู่คนเดียว อาจเทียบไม่ได้กับ 10 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจหรือการลงทุนที่มีขนาด 100 ล้านก็เป็นได้

ลองมองใหม่ คิดใหม่ สร้างทีม สร้างพันธมิตร แล้วแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างพอเหมาะพอสม ทำให้เรารวยได้มากกว่าและรวยได้เร็วกว่าครับ

9) นิยามอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง

คนทั่วไปนิยามคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” คือ การมีจำนวนมาก (100 ล้าน 1,000 ล้าน) ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องกังวล และกลายเป็นที่มาของกระแสขยะแขยงการทำงานประจำ ด้วยเชื่อว่าไม่สามารถนำพาชีวิตไปถึงฝันได้

โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้แต่งหนังสือพ่อรวยสอนลูก ให้นิยามคำๆเดียวกันไว้ในเป็นสมการว่า “เมื่อไหร่ที่เรามีรายได้จากทรัพย์สิน หรือ Passive Income มากกว่ารายจ่ายรวม เมื่อนั้นเราก็จะมีอิสรภาพทางการเงิน”

สำหรับตัวผม ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่วิ่งหาคำๆนี้ ผมพบนิยามใหม่ที่คิดว่าน่าจะถูกต้องกว่า เบากว่า สบายกว่า และมีความสุขมากกว่า นิยามอิสรภาพทางการเงินในแบบของผมก็คือ “สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ” ไม่เกี่ยวว่าจะมีเงินมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตในแบบที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ เราคิดได้เองหรือเปล่า เลือกเองหรือเปล่า และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ชอบหรือไม่ ทำงานประจำก็มีอิสรภาพทางการเงินได้ หากนั่นเป็นสิ่งที่คุณเลือกมันด้วยตัวเอง

10) ความรู้ทางการเงินขั้นสูงสุด คือ การรู้จักและเข้าใจตัวเอง

คนเราแค่รู้จักและเข้าใจว่า “ความสุข” ในชีวิตของตัวเอง คือ อะไร และใช้ชีวิตในทุกวันให้มีความสุข นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการเกิดมาชาติหนึ่ง

บ้านจะใหญ่หรือเล็กไม่เกี่ยว รถจะหรูหรือเปล่าไม่ใช่ประเด็น คนเราเกิดมาต่างกัน ดังนั้นไม่มีทางที่ความสุขในชีวิตของแต่ละคนจะเหมือนกัน และไม่มีทางที่อิสรภาพทางการเงินของแต่ละคนจะเท่ากันหรือเลียนแบบกันได้ ฟังแล้วอาจดู Abstract แต่ความสุขในชีวิตคนเราก็เป็นแบบนั้นจริงๆนะ

คนเราสามารถเริ่มต้นทำความรู้จักและเข้าใจตัวเองได้ง่ายๆ ด้วยการเลิกฟังคำพูดและความเห็นของคนอื่นที่มีต่อรูปแบบชีวิตของเรา แล้วหันมา ฟังเสียงหัวใจตัวเองอย่างจริงจัง อะไรทำแล้วมีความสุข วัดกันง่ายๆด้วยใจ

ผมมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว แต่ก็ยังอยู่บ้านหลังเล็กๆ ราคา 2 ล้านกว่าบาท ขับรถโตโยต้าวีออส แต่ใช้ชีวิตมีความสุขทุกวัน เพราะออกแบบเวลาในแต่ละวันได้เอง ได้ทำงานที่รัก ไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน ไม่รับงานที่ขัดกับความรู้สึกตัวเองแม้จะได้เงินมากมาย ทำงานเหมือนไม่ได้ทำงาน เพราะไม่รู้สึกเหนื่อยและมีความสุขทุกวัน

ผมเชื่อและคิดอยู่เสมอ คนที่กำลังมุ่งมั่นมองหาอิสรภาพทางการเงินอยู่ในวันนี้ จะไม่มีทางหามันเจอได้เลยตราบชั่วชีวิต เพราะตราบใดที่ “อิสรภาพทางความคิดยังมีไม่ได้ ก็จงอย่าตะเกียกตะกายหาอิสรภาพทางการเงินเลย” (เดี๋ยวจะเหนื่อยไปชั่วชีวิต)

คนเราเกิดมาชาติเดียวครับ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ

13/10/2016
โน๊ต-อุดมhttps://www.youtube.com/watch?v=xnDf7QW1_Z4ชอบอันนี้จัง ใครกำลังเริ่มทำอะไรแล้วโดนบททดสอบ ... ฟังโน๊ตอุดมอันนี้...
13/09/2016

โน๊ต-อุดม

https://www.youtube.com/watch?v=xnDf7QW1_Z4

ชอบอันนี้จัง ใครกำลังเริ่มทำอะไรแล้วโดนบททดสอบ ... ฟังโน๊ตอุดมอันนี้ดูครับ

- เชื่อว่าทำได้
- ล้มแล้วลุก ฝึกฝนพัฒนาปรับปรุง
- วุฒิภาวะ ต้องเกิดจากการบ่มเพาะ ... บางคนเคยฟังคลิปนี้แล้วไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้งนี้กลับรู้สึก
- คิดไม่ออก ก็แค่เชื่อว่าจะเกิด และ Let's go.
- ความกล้า ที่จะยิงประตู "เ-ี้ย เจอกูแน่"

สารคดี ตัวกูของกู เลือกตัดเฉพาะ อุดม แต้พานิช ภาพยนตร์โดย สันติ แต้พานิช

บทสรุปภาษีเงินได้ใหม่
03/08/2016

บทสรุปภาษีเงินได้ใหม่

ที่อยู่

Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Neuron - นิวรอน สมองเงินล้านผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์