Team Excellence Consulting

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Team Excellence Consulting Actuarial Services

ตารางมรณะไทยปี 2560 (TMO2017) กับ Mortality Improvement สำหรับการประเมินผลประโยชน์พนักงานตาม TAS19เวลาบริษัทประกันชีวิตค...
14/09/2026

ตารางมรณะไทยปี 2560 (TMO2017) กับ Mortality Improvement สำหรับการประเมินผลประโยชน์พนักงานตาม TAS19

เวลาบริษัทประกันชีวิตคิดเบี้ยประกัน หรือนักคณิตศาสตร์ประกันภัยคำนวณภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานตามมาตรฐานบัญชี TAS19 ตัวเลข "ความน่าจะเป็นที่คนจะเสียชีวิต" ที่ใช้นำมาจาก ตารางมรณะไทย หรือ TMO (Thai Mortality Ordinary) โดยฉบับปัจจุบันคือตารางมรณะไทยปี 2560 (TMO2017) 👇

🔑 ตารางมรณะคืออะไร
ตารางมรณะคือตารางสถิติที่บอกว่า คนอายุเท่านี้มีโอกาสจะเสียชีวิตก่อนวันเกิดปีถัดไปเท่าไร โดยเรียงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 99 ปี ตัวเลขนี้เรียกว่า "อัตรามรณะ" (mortality rate) ซึ่งเป็นหัวใจของงานคณิตศาสตร์ประกันภัย ทั้งการคิดเบี้ยประกันชีวิต การตั้งสำรองประกันภัย และการประเมินภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานตาม IAS19/TAS19

สำนักงาน คปภ. เป็นผู้จัดทำและประกาศใช้ตารางนี้ โดยรวบรวมสถิติการเสียชีวิตจริงของผู้เอาประกันชีวิตในตลาดไทย ซึ่งการปรับปรุงตารางมรณะของไทย มักมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 10 ปี โดยเมื่อเทียบ TMO2017 กับฉบับก่อนหน้า TMO2008 จะเห็นได้ชัดว่าคนไทยมีอายุยืนขึ้น อัตรามรณะทุกช่วงอายุลดลง ผลของการลดลงของอัตราเสียชีวิต ส่งผลโดยตรงต่อภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานหลังเกษียณของบริษัทต่างๆ ให้เพิ่มขึ้น (ประมาณ 6%-7%) เพราะพนักงานมีโอกาสอยู่รอดมากขึ้นเพื่อรับผลประโยชน์ในอนาคต

Mortality Improvement: ปัจจัยที่ TAS19 พูดถึงไว้ แต่มักถูกมองข้าม
สิ่งที่หลายคนไม่ทันสังเกตคือ TMO2017 เป็นเสมือน "ภาพนิ่ง" ที่สะท้อนอัตรามรณะ ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง อัตรามรณะของประชากรมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องทุกปีตามพัฒนาการทางการแพทย์ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Mortality Improvement กล่าวคือคนรุ่นหลังมีโอกาสรอดชีวิตในแต่ละช่วงอายุสูงกว่ารุ่นก่อน

💰 ภายใต้มาตรฐานบัญชี TAS 19 (อิงตาม IAS19) มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องนี้ คือให้กิจการกำหนดสมมติฐานอัตรามรณะโดยอ้างอิงจาก 🎯 ประมาณการที่ดีที่สุด (best estimate) ของอัตรามรณะ ทั้งช่วงที่ยังทำงานอยู่และหลังพ้นสภาพพนักงาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่หยิบตารางฉบับล่าสุดมาใช้ตรง ๆ แต่ยังรวมถึงการพิจารณาว่าอัตรามรณะในอนาคตมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากตารางที่อ้างอิงหรือไม่ — โดยเฉพาะภาระผูกพันระยะยาวอย่างผลประโยชน์หลังเกษียณ ที่กระแสเงินสดอาจอยู่ห่างจากวันประเมินหลายสิบปี การไม่พิจารณาแนวโน้มมรณะที่ลดลงเลย อาจทำให้ประเมินภาระผูกพันต่ำกว่าความเป็นจริง

✅ ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรหรือเยอรมนี มักมี "ตารางปรับปรุงอัตรามรณะ" (mortality improvement scale) แยกต่างหากให้นักคณิตศาสตร์ประกันภัยนำมาปรับลดอัตรามรณะพื้นฐานในแต่ละปีถัดไป แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีตารางปรับปรุงที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการควบคู่กับ TMO2017 แต่ผู้ประเมินที่ยึดหลัก best estimate อย่างเคร่งครัดก็สามารถกำหนดอัตรา mortality improvement ในรายงานได้

TAS19 กำหนดชัดเจนให้อัตรามรณะที่ใช้ต้องเป็น "ประมาณการที่ดีที่สุด" ไม่ใช่แค่การหยิบตารางล่าสุดมาใช้เฉย ๆ ซึ่งครอบคลุมแนวโน้ม mortality improvement ด้วย สำหรับ Team Excellence ก็มีการใส่สมมติฐานนี้ในรายงานการประเมินมาโดยตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของมาตรฐานบัญชี และสะท้อนแนวโน้มอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นของประชากรไทยให้เข้าใกล้ความเป็นจริงมากกว่าการใช้ TMO17 แบบคงที่ตลอดระยะเวลาประมาณการ

หลังจากนี้ เรายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับการประกาศตารางมรณะไทยชุดใหม่จาก คปภ. ในอนาคต ตลอดจนแนวปฎิบัติในเรื่องการประยุกต์ใช้การปรับปรุงอัตรามรณะ เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินผลประโยชน์พนักงานของไทยให้ดียิ่งขึ้นในภาพรวม

👉 หากมีข้อสงสัย หรือ สอบถามเพิ่มเติมสามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยครับ

อ้างอิง
สหราชอาณาจักร — CMI Mortality Projections Model https://www.actuaries.org.uk/learn-and-develop/continuous-mortality-investigation/cmi-investigations/mortality-projections
เยอรมนี — Heubeck-Richttafeln (RT) ตารางมรณะที่จัดทำโดยบริษัท Heubeck AG ใช้เป็นมาตรฐานหลักในการประเมินภาระบำนาญของเยอรมนีมาตั้งแต่ปี 1948 เป็น "generation table" ที่อัตรามรณะขึ้นกับปีเกิดของสมาชิกด้วย (ไม่ใช่แค่อายุ) ซึ่งเป็นวิธีการฝัง mortality improvement ไว้ในตัวตารางเอง ฉบับล่าสุดคือ RT 2018 G : https://www.heubeck.de/aktuelles/fachwissen/archiv/2018-07-20-hi-neue-heubeck-richttafeln-2018-g-veroeffentlicht/

________________________________________

#มาตรฐานบัญชี

📊 TFRS 2: รู้จัก "การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์" เคยสงสัยไหมว่า ESOP, Stock Option หรือ Phantom Share ที่บริษัทให้ผลประโยชน...
25/08/2026

📊 TFRS 2: รู้จัก "การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์"

เคยสงสัยไหมว่า ESOP, Stock Option หรือ Phantom Share ที่บริษัทให้ผลประโยชน์กับผู้บริหารหรือพนักงาน คืออะไร คำนวณอย่างไร บัญชีบันทึกยังไง? วันนี้ TEC พาไปรู้จัก TFRS 2 แบบเข้าใจง่าย 👇

🎯 ขอบเขตหลัก มี 3 แบบ
1️⃣ Equity-settled — จ่ายเป็นหุ้น/สิทธิซื้อหุ้นโดยตรง (เช่น ESOP)
2️⃣ Cash-settled — จ่ายเป็นเงินสด แต่จำนวนอิงกับราคาหุ้น (เช่น Phantom Share)
3️⃣ แบบผสม — มีทางเลือกจ่ายเป็นเงินสดหรือหุ้นก็ได้

💰 หลักการวัดมูลค่า ต่างกันตามประเภท
✅ Equity-settled วัดมูลค่ายุติธรรม ณ "วันให้สิทธิ" (Grant Date) แล้ว "ยึดตัวเลขมูลค่ายุติธรรมไว้” โดยไม่ปรับตามราคาตลาดที่เปลี่ยนไปอีก และทยอยรับรู้ค่าใช้จ่ายจนถึงวันที่สิทธิ์ในผลประโยชน์นั้นตกเป็นของพนักงาน (เรียกช่วงนี้ว่า Vesting period) ทั้งนี้การให้หุ้นเป็นเกณฑ์ยังอาจจะมีเงื่อนไขการได้สิทธิ (Vesting Conditions) ได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น Market Condition (เช่น TSR) → รวมในมูลค่ายุติธรรมตั้งแต่ grant date เลย ผ่านโมเดลอย่าง Monte Carlo Simulation หรือแบบ Non-market Condition (เช่น เป้าหมาย EPS) → กรณีนี้จะไม่รวมในมูลค่ายุติธรรม แต่ปรับ "จำนวนหน่วย" ที่คาดว่าจะได้สิทธิแทน ทุกงวด

✅ Cash-settled ต้องวัดมูลค่าใหม่ทุกงวด (Remeasurement date) จนกว่าจะจ่ายจริง ค่าใช้จ่ายจึงผันผวนตามราคาหุ้นตลอดอายุสัญญา — ต่างจาก Equity-settled ที่ตัวเลขนิ่งตั้งแต่ต้น

🔑 Valuation Model ที่ใช้บ่อย เช่น Black-Scholes (เหมาะกับกรณีนี้เพราะเป็น European-style option (ใช้สิทธิได้เฉพาะเมื่อครบ vesting) และไม่มี market condition ซับซ้อน), ถ้ามีลักษณะ American-style (ใช้สิทธิได้ตลอดช่วงหลัง vesting) หรือมี Conditions อื่นๆ เข่น Market / Performance ซึ่งสะท้อนไปสู่พฤติกรรมการ Exercise ที่ต่างออกไป อาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้ Binomial Lacttice หรือ Monte Carlo แทน

📊 สำหรับการบันทึกบัญชี Dr/Cr เปรียบเทียบ Equity-settled vs Cash-settled ครับ ขอยกตัวอย่าง ESOP มูลค่ารวม 3,000,000 บาท Vest Period 3 ปี
กรณี Equity-settled ระหว่าว Vesting Period — รับรู้ค่าใช้จ่ายทุกปี
Dr. ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน (P&L) 1,000,000
Cr. ส่วนเกินทุนจากการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์
(Equity — Share-based Payment Reserve) 1,000,000
บันทึกเข้า Equity โดยตรง ไม่ใช่ Liability — เพราะบริษัทมีภาระผูกพันที่จะส่งมอบ "หุ้น" ไม่ใช่เงินสด

กรณี Cash-settled (Phantom Share / SAR — เปรียบเทียบ) สมมติ Phantom มูลค่ายุติธรรม ณ grant date = 8.00 บาท/หน่วย, 1,000,000 หน่วย, vesting 3 ปี โดยในปีที่ 1 — Fair value ปลายปี = 9.00 บาท (ราคาหุ้นขึ้น) ทยอยรับรู้ตามสัดส่วน vesting: (9.00 × 1,000,000) × 1/3 = 3,000,000
Dr. ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน (P&L) 3,000,000
Cr. หนี้สิน — ภาระผูกพันจากการจ่ายเงินสด
(Liability — Cash-settled SBP) 3,000,000

พอปีที่ 2 — Fair value ปลายปี = 12.00 บาท (ราคาหุ้นขึ้นต่อ) — ต้อง Remeasure
มูลค่าสะสมที่ควรรับรู้ ณ สิ้นปี 2 = (12.00 × 1,000,000) × 2/3 = 8,000,000
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมปีนี้ = 8,000,000 − 3,000,000 = 5,000,000
Dr. ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน (P&L) 5,000,000
Cr. หนี้สิน — ภาระผูกพันจากการจ่ายเงินสด 5,000,000

พอปีที่ 3 — Fair value ปลายปี = 10.00 บาท (ราคาหุ้นลง) — Remeasure ลดลงได้
มูลค่าสะสมที่ควรรับรู้เต็มจำนวน = 10.00 × 1,000,000 = 10,000,000
ค่าใช้จ่ายปีนี้ = 10,000,000 − 8,000,000 = 2,000,000
Dr. ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน (P&L) 2,000,000
Cr. หนี้สิน — ภาระผูกพันจากการจ่ายเงินสด 2,000,000

👉 หากมีข้อสงสัย หรือ สอบถามเพิ่มเติมสามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยครับ

#มาตรฐานบัญชี -Warrant

หลังจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาประกันภัย (TFRS 17) มีผลบังคับใช้ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราค...
13/08/2026

หลังจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาประกันภัย (TFRS 17) มีผลบังคับใช้ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงวันนี้ แม้จะผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่การเดินทางของธุรกิจประกันภัยภายใต้มาตรฐานใหม่นี้ยังไม่สิ้นสุด

หลายบริษัทสามารถผ่านช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Implementation Phase) มาได้สำเร็จ แต่ยังคงมีประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพข้อมูล การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน การบริหารจัดการ CSM การสื่อสารผลประกอบการกับผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการเชื่อมโยงผลกระทบจาก TFRS 17 เข้ากับการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ การบริหารเงินกองทุน และการบริหารความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน ความท้าทายใหม่ ๆ ก็เริ่มปรากฏชัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด KPI ภายใต้กรอบ TFRS 17 การวัดผลกำไรในเชิงเศรษฐกิจ การบริหารความผันผวนของผลประกอบการ การใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงธุรกิจ รวมถึงการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายการเงิน และฝ่ายคณิตศาสตร์ประกันภัย

เมื่อปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสนำเสนอในหัวข้อ "Post-TFRS 17 Implementation: What's Next?" ซึ่งมุ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของ TFRS 17 ไม่ได้วัดเพียงการปฏิบัติตามมาตรฐาน แต่คือการนำข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากมาตรฐานใหม่นี้ไปสร้างคุณค่าให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน ประเด็นสำคัญได้เปลี่ยนจากคำถามว่า "พร้อมใช้ TFRS 17 หรือยัง?" มาเป็น "จะใช้ประโยชน์จาก TFRS 17 เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างไร?"



Post-TFRS17 Implementation - What's next?

สำหรับน้องๆ ที่สนใจสายงาน Actuary การสอบ SOA (Society of Actuaries) คือหนึ่งในบันไดสำคัญที่จะพาไปสู่วุฒิบัตรระดับสากล ไม...
05/08/2026

สำหรับน้องๆ ที่สนใจสายงาน Actuary การสอบ SOA (Society of Actuaries) คือหนึ่งในบันไดสำคัญที่จะพาไปสู่วุฒิบัตรระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น ASA หรือ FSA ซึ่งต้องอาศัยทั้งความเข้าใจคณิตศาสตร์ สถิติ และการประยุกต์ใช้ในโลกธุรกิจจริง

✅ เริ่มจากวิชาพื้นฐานเพื่อก้าวไปสู่ระดับ ASA จะมี Assessment 3 กลุ่ม อย่างเช่น EXAM P (Probability), EXAM FM (Financial Mathematics), Modules และ VEE
✅ เมื่อผ่าน ASA แล้ว จะต่อด้วยวิชาเฉพาะทางตาม track ที่สนใจ เช่น Retirement, Life, Health

การสอบผ่านแต่ละ exam ไม่ใช่แค่ใบผ่านทาง แต่คือการฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ที่จะติดตัวไปตลอดเส้นทางอาชีพ Actuary 💪

ใครกำลังอ่านหนังสือสอบอยู่ สู้ๆ นะครับ! 🔥




Building Stronger Teams, Creating Greater Possibilities. TEC Company Outing 2026 | Osaka • Kyoto • Awaji 25 – 29 July 20...
31/07/2026

Building Stronger Teams, Creating Greater Possibilities.
TEC Company Outing 2026 | Osaka • Kyoto • Awaji
25 – 29 July 2026
ตลอด 5 วันที่ Osaka, Kyoto และ Awaji ทีมงาน TEC ได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกันนอกเหนือจากการทำงาน ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
นอกจากจะได้สัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความงดงามของแต่ละเมืองแล้ว พวกเรายังมีโอกาสเยี่ยมชมสถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น อาทิ วัดคิโยมิสึ (Kiyomizu-dera) หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง Kyoto และ Naruto Whirlpools ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันโดดเด่นแห่งเกาะ Awaji สิ่งที่มีค่าที่สุดคือช่วงเวลาดีๆ ที่เราได้แบ่งปันร่วมกัน ทั้งรอยยิ้ม ความสนุก และความทรงจำที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง
TEC เชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรเริ่มต้นจาก "ผู้คน" การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันและความสัมพันธ์ที่ดีภายในทีม คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน
ขอขอบคุณพนักงานทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ และเชื่อว่าประสบการณ์ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ช่วยให้พวกเราก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างมั่นคง

Building Stronger Teams, Creating Greater Possibilities.
TEC Company Outing 2026 | Osaka • Kyoto • Awaji
25 – 29 July 2026
Over the course of 5 days in Osaka, Kyoto, and Awaji, the TEC team had the opportunity to spend quality time together beyond the workplace through new activities and experiences. This journey allowed us to learn, exchange perspectives, and build even stronger bonds.
In addition to experiencing the rich culture, local lifestyles, and beauty of each city, we also visited iconic landmarks and unique attractions across Japan—such as Kiyomizu-dera Temple, one of Kyoto’s most famous symbols, and the Naruto Whirlpools, a remarkable natural phenomenon on Awaji Island. Above all, the most valuable part of this trip was the incredible moments we shared—full of smiles, fun, and unforgettable memories throughout the journey.
At TEC, we believe that organizational success begins with our "people." Creating an environment that fosters collaboration and strong team relationships is a crucial foundation for sustainable growth.
We would like to express our heartfelt gratitude to every team member who joined us on this journey. We believe this experience will serve as another source of inspiration to help us move forward together with confidence and strength.

ถอดสูตร CARE ประกันสังคม    ครม. ได้มีมติเห็นชอบสูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) แล้วเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ...
23/07/2026

ถอดสูตร CARE ประกันสังคม

ครม. ได้มีมติเห็นชอบสูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) แล้วเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที เพราะต้องส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฎกระทรวง แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะมีผลบังคับเมื่อพ้น 180 วันนับจากวันประกาศ พูดง่ายๆ คือ ยังไม่บังคับใช้จริง ขั้นตอนต่อไปคือรอกฤษฎีกาตรวจร่างแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สูตรเดิม vs สูตร CARE — หลักการ
โครงสร้างพื้นฐานคือ บำนาญ = อัตราทดแทน × ฐานค่าจ้างเฉลี่ย โดยอัตราทดแทนไม่เปลี่ยน (ส่งครบ 180 เดือน ได้ 20% จากนั้นบวกเพิ่มตามสัดส่วนที่ส่งจริง)

สิ่งที่เปลี่ยนคือ "ฐานค่าจ้างเฉลี่ย"

สูตร CARE - เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงาน (ทุกเดือนที่ส่งสมทบ) ปรับค่าจ้างในอดีตเป็นมูลค่าปัจจุบัน (indexation) ก่อนเฉลี่ย คิดตามเดือนจริง เศษเดือนที่ส่งเกิน 180 เดือน คิดตามเดือนจริง 0.125%/เดือน ไม่ปัดทิ้ง

การแก้สูตรบำนาญนี้ เป็นการรื้อโครงสร้างเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการสะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง โดยสูตรเดิมมีปัญหามากกับกลุ่มคนที่รายได้ลดลงในช่วงปลายของการทำงาน และกลุ่มที่ส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลาสั้นๆ อีกทั้งสูตร CARE ยังมีส่วนช่วยค้ำจุนไม่ให้กองทุนประกันสังคมต้องเผชิญภาวะล้มละลายในระยะยาว โดยช่วยลด "ส่วนรั่วไหล" (leakage) ของ liability ที่ไม่ได้ backed ด้วยเงินสมทบจริงในหลายกรณี

สูตร CARE ดีขึ้นสำหรับคนที่มี wage trajectory ราบเรียบหรือมีจุดตกช่วงท้าย และดีต่อความยั่งยืนเชิงระบบในระยะยาว แต่ต้องระวัง 3 เรื่องหลัก:
(1) indexation rate ที่ยังไม่ประกาศซึ่งกำหนดมูลค่าจริงของบำนาญ
(2) ต้นทุนเปลี่ยนผ่านและ data quality ของกองทุน
(3) กลุ่มที่ income พุ่งปลายอาชีพต้อง reset expectation หลังพ้นช่วง 5 ปีคุ้มครอง แม้ว่าในทางปฎิบัติจะมีเรื่องของเพดานค่าจ้าง (wage ceiling) เป็นข้อจำกัด ซึ่งเป็นกลไกที่กำหนดฐานเงินสมทบ (contribution base)

หลังจากนี้ต้องติดตามเรื่องอะไร
ความเสี่ยงที่ยังไม่ชัด คือเรื่องของ Indexation rate หัวใจของ CARE คือการ "ปรับค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน" แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศชัดว่าจะใช้ index อะไร (CPI, ค่าจ้างเฉลี่ยตลาด, หรือปัจจัยอื่นๆ) ถ้าใช้ index ที่ต่ำกว่าการเติบโตของค่าจ้างจริงในระบบ (wage growth > CPI ซึ่งมักเป็นแบบนั้นในประเทศกำลังพัฒนา) ฐานคำนวณบำนาญจะถูกกัดกร่อนไปโดยปริยาย แม้ตัวเลขจะดูเหมือน "แก้ปัญหาความเป็นธรรม" แต่ก็อาจสร้างปัญหาใหม่คือ purchasing power ของบำนาญไม่ตามทันเงินเฟ้อจริง

🔎 ทำไมเบี้ยประกัน "สะสมทรัพย์" ถึงแพงกว่าประกันคุ้มครองชีวิตอย่างเดียว?  หลายคนสงสัยว่ากรมธรรม์สะสมทรัพย์ (Endowment)  ค...
20/07/2026

🔎 ทำไมเบี้ยประกัน "สะสมทรัพย์" ถึงแพงกว่าประกันคุ้มครองชีวิตอย่างเดียว?

หลายคนสงสัยว่ากรมธรรม์สะสมทรัพย์ (Endowment) คิดเบี้ยยังไง ทำไมแพงกว่า Term Insurance หลายเท่า ทั้งที่ทุนประกันเท่ากัน
คำตอบอยู่ที่ "โครงสร้าง" ของมันครับ

กรมธรรม์สะสมทรัพย์ 1 กรมธรรม์ จริงๆ แล้วคือการเอาผลิตภัณฑ์ 2 ตัวมารวมกัน เขียนเป็นสูตรได้ว่า:

สะสมทรัพย์ (Endowment) = Term Insurance + Pure Endowment

1️⃣ Term Insurance — จ่ายเงินก้อนถ้าเสียชีวิตระหว่างสัญญา
2️⃣ Pure Endowment — จ่ายเงินก้อนถ้า "อยู่ครบกำหนด" สัญญาเท่านั้น (ถ้าเสียชีวิตก่อน ไม่ได้เงินส่วนนี้เลย)

ส่วนนี้แหละที่ทำให้เบี้ยแพงขึ้นมาก เพราะบริษัทประกันต้อง "สะสมเงิน" ไว้จ่ายคืนคนที่รอดชีวิตทุกคนตอนครบสัญญา ไม่ใช่แค่กระจายความเสี่ยงเหมือน Term

📊 ตัวอย่างการจำลอง IRR รายปี (สมมติ ทุนประกัน 100,000 บาท / สัญญา 10 ปี ซื้อประกันตอนอายุ 35 ปี) IRR จะลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป เพราะสัดส่วนของ "ความคุ้มครองชีวิต" ในเบี้ยที่จ่ายไปลดความสำคัญลง เทียบกับสัดส่วนที่เป็นเงินสะสมของตัวเอง

IRR ตอนครบกำหนด (ตัวอย่างจะเหลือ 2.87%) จะ "ต่ำกว่า" อัตราดอกเบี้ยตั้งต้นที่ใช้คำนวณเบี้ย (ในการจำลองเหตุการณ์์กำหนดที่ 3%) เสมอ — เพราะส่วนหนึ่งของเบี้ยที่จ่ายทุกปีถูกหักไปเป็นต้นทุนความคุ้มครองชีวิตระหว่างทาง (cost of insurance) ก่อนจะสะสมเป็นเงินก้อนตอนจบสัญญา

💡 สิ่งที่ตัวเลขนี้บอกเรา - ยิ่งเสียชีวิตเร็ว IRR ยิ่งสูงมาก เพราะเป็นเงินจากกองกลางที่คนอื่นสมทบไว้ (mortality pooling) ไม่ใช่ผลตอบแทนจากการลงทุน

นี่คือเหตุผลที่การเปรียบเทียบ "IRR ตอนครบกำหนด" ของประกันสะสมทรัพย์ กับผลตอบแทนของการลงทุนล้วนๆ (เช่น กองทุนรวม) อาจไม่ยุติธรรมนัก เพราะกรมธรรม์สะสมทรัพย์ให้ "ความคุ้มครองชีวิต" แถมมาตลอดอายุสัญญาด้วย ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่ได้สะท้อนอยู่ใน IRR ตัวเดียว

⚠️ หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อการศึกษา ใช้อัตรามรณะและอัตราดอกเบี้ยสมมติ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จริงของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

#ประกันชีวิต #สะสมทรัพย์ #ความรู้ประกันภัย

Effects of Pension Plans on Corporate ValuationPension ไม่ใช่เรื่องไกลตัว: บทเรียนจากต่างประเทศที่สะท้อนความท้าทายขององค...
06/07/2026

Effects of Pension Plans on Corporate Valuation

Pension ไม่ใช่เรื่องไกลตัว: บทเรียนจากต่างประเทศที่สะท้อนความท้าทายขององค์กรไทย

📖 เมื่อพูดถึงคำว่า "Pension" หรือ "แผนบำนาญ" หลายคนอาจนึกถึงระบบสวัสดิการของต่างประเทศที่มีรูปแบบการให้ผลประโยชน์เกษียณอายุเป็นบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต สำหรับประเทศไทยเองก็มีสวัสดิการในลักษณะบำนาญรายเดือนเช่นกัน โดยครอบคลุมกลุ่มข้าราชการ เป็นหลัก ในขณะที่ภาคเอกชน ก็มีรูปแบบการให้บำนาญรายเดือนผ่านระบบประกันสังคมกรณีชราภาพ ร่วมกับ เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งกรณีหลังนี้จ่ายครั้งเดียวเมื่อพนักงานเกษียณอายุหรืออกจากงาน

สิ่งที่ระบบเหล่านี้มีเหมือนกัน ไม่ว่าจะจ่ายแบบรายเดือนหรือจ่ายเป็นก้อน หากองค์กรเป็นผู้รับผิดชอบต่อการจ่ายผลประโยชน์นั้นโดยตรง (เรียกว่า โครงการผลประโยชน์ หรือ Defined Benefit Plan) จะก่อให้เกิดภาระผูกพันทางการเงินระยะยาว (Employee Benefits Obligation) ที่องค์กรต้องรับผิดชอบโดยการตั้งสำรองหนี้สิน เพื่อรองรับการจ่ายเงินในอนาคตตามมาตรฐานการบัญชีไทยฉบับที่ 19 (TAS 19) เช่น กรณีเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ของไทย ซึ่งรายการทางบัญชีนี้จะสะท้อนอยู่ในงบการเงินของบริษัท เพราะภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานตาม TAS 19 มีลักษณะเป็น unfunded และมักจะถูกนับเป็นรายการเทียบเท่าหนี้สิน (Debt-like item) ไม่ใช่รายการดำเนินงานปกติ จึงควรต้องถูกนำมาพิจารณาใน Enterprise Value เช่นเดียวกับหนี้สินทางการเงินอื่นๆ (มีภาระในการจ่ายดอกเบี้ย) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง 👇

EV=Equity Value + Interest Bearing Debt + TAS 19 Provisions - Cash

บทความ Effects of Pension Plans on Corporate Valuation โดย Tianxiang Shi และ Dekun Zhai ได้แสดงและยืนยันให้เห็นว่า ภาระผูกพันเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสวัสดิการพนักงานเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะการเงิน ความเสี่ยง และมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการนำเสนอกรอบการประเมินมูลค่ากิจการแบบ Enterprise DCF ที่รวมผลกระทบของบำนาญเข้าไปด้วย โดยมีหลักการสำคัญว่า หากบริษัทมีหนี้สินบำนาญที่ยังไม่ได้จัดหาเงิน (Unfunded Pension Liabilities) ส่วนขาดดังกล่าวจะถูกพิจารณาเทียบเท่าหนี้สินทางการเงิน และต้องถูกหักออกจาก Enterprise Value ด้วยยอดสุทธิหลังภาษี ในทางกลับกัน หากแผนบำนาญมีสินทรัพย์เกินกว่าหนี้สิน (Pension Surplus) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรณีบำนาญต่างประเทศที่มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อบริหาร แม้จะสามารถเพิ่ม Enterprise Value ได้ แต่การนำส่วนเกินดังกล่าวกลับคืน องค์กรจะต้องมีภาระทางภาษีเพิ่มเติม ทั้งนี้ในบทความยังแสดงกรณีศึกษา โดยสมมติบริษัทที่มีรายได้ 18,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนบำนาญ Define Benefit: DB ที่มีหนี้สิน 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่มีสินทรัพย์เพียง 7,000 ล้านดอลลาร์ หรืออยู่ในสถานะขาดทุน 3,000 ล้านดอลลาร์ พบว่า เมื่อรวมบำนาญเข้าไปในการประเมินมูลค่า ต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น (Cost of Equity) ปรับสูงขึ้นจาก 11.96% เป็น 13.02% และมูลค่าหุ้นต่อหน่วยลดลงจาก 130.69 ดอลลาร์ เหลือ 101.49 ดอลลาร์ หรือลดลงกว่า 22% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่รวมบำนาญ

🔄 ในทางกลับกัน กรณีที่บำนาญอยู่ในสถานะเกินทุน โดยเพิ่มสินทรัพย์บำนาญเป็น 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือมีส่วนเกิน 2,000 ล้านดอลลาร์ พบว่า WACC ลดลงเล็กน้อย จาก 9.11% เป็น 9.06% และเมื่อรวมส่วนเกินหลังหักภาษีและ Excise Penalty เข้าไปในการประเมินมูลค่า มีมูลค่าหุ้นต่อหน่วยเพิ่มขึ้นเป็น 119.05 ดอลลาร์ หรือสูงกว่ากรณีที่ขาดทุนถึง 17%
ผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงด้านการจัดหาเงินทุน (Funding Risk) และความไม่สอดคล้องของสินทรัพย์และหนี้สินบำนาญ (Asset Mismatch Risk) ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น และต่อมูลค่ากิจการ

📌 จากบทความดังกล่าว แม้ว่าองค์กรเอกชนในไทย จะไม่ได้มีรูปแบบการจ่ายบำนาญรายเดือนรวมไปถึงการที่จะต้องบริหารจัดการเงินกองทุนบำนาญ เหมือนในต่างประเทศ (หนี้สิน อยู่ในลักษณะ Fully Unfunded ) การพิจารณาและตรวจสอบมูลค่าของกิจการ (EV) มีแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ ดังต่อไปนี้

1) ปรับใช้ DBO หลังภาษี (1−Tm) เป็นรายการหักออกจาก EV โดยตรง

2)ทางเลือก De-risking สำหรับองค์กรในไทย บริษัทที่ต้องการลดความเสี่ยงจากภาระผูกพันพนักงาน สามารถพิจารณากรมธรรม์ประกันกลุ่มแบบ Group Annuity ซึ่งเป็นการโอนความเสี่ยงให้กับบริษัทประกัน ที่ช่วยลดความผันผวนของ DBO ของบริษัทได้

3) ใช้ Sensitivity Test เพื่อคอยติดตามและประเมินผลกระทบต่องบการเงิน และมูลค่าของกิจการ ผ่านตัวแปรที่สำคัญเช่น อัตราคิดลด โดยอ้างอิง Thai Yield Curve พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ให้สอดคล้องกับระยะเวลาในการจ่ายผลประโยชน์ อัตราการขึ้นเงินเดือน เป็นสมมติฐานที่ส่งผลต่อ DBO อย่างมีนัยสำคัญ และอัตราการหมุนเวียนพนักงาน

4) เพิ่มความถี่ในการอัพเดตข้อมูลผลประโยชน์พนักงาน เพื่อให้รอบ Valuation มีความถี่และเป็นปัจจุบัน และจัดทำ Valuation ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย การปรับโครงสร้างองค์กร หรือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงาน

อ้างอิงจากบทความ Effects of Pension Plans on Corporate Valuation โดย Tianxiang Shi และ Dekun Zhai เผยแพร่โดย Society of Actuaries (SOA) Research Institute ปี 2026

💡 หากองค์กรของท่านสนใจในการคำนวณผลประโยชน์พนักงานระยะยาวภายใต้มาตรฐานบัญชี TAS 19 หรือ IAS 19 สามารถติดต่อสอบถามทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ Team Excellence Consulting เบอร์โทร +66 2252 5500 หรือ +66 2096 5200

จากโพสต์ก่อนหน้าที่เราได้พูดถึงแนวคิดว่า AI อาจช่วยให้การวางแผนเกษียณมีความแม่นยำมากขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ พฤ...
22/06/2026

จากโพสต์ก่อนหน้าที่เราได้พูดถึงแนวคิดว่า AI อาจช่วยให้การวางแผนเกษียณมีความแม่นยำมากขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และสถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล แต่หากในอนาคต ไม่ได้มีเพียง “ตัวเรา” ที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วถ้า “โลกที่เราจะต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณ” เปลี่ยนแปลงไปด้วยล่ะ?

💡 บทความ “Ghosts in the Code, Shadows in the Ice: Retirement in the Age of AI” โดย Syed Danish Ali ชวนให้เราลองจินตนาการถึงโลกในปี 2045 ซึ่ง AI อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าที่เราเคยคาดคิด ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ระบบติดตามสุขภาพอัจฉริยะ หรือผู้ช่วยทางการเงินที่สามารถปรับแผนการบริหารความเสี่ยงได้แบบอัตโนมัติ
ในมุมรายได้ ผู้เกษียณอายุอาจไม่ได้พึ่งพาเพียงเงินออมและผลตอบแทนจากการลงทุน แต่ยังอาจมีรายได้จากกิจกรรมในโลกดิจิทัล ผ่านการให้คำปรึกษา การสอนงาน หรือการสร้างคุณค่าผ่านเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อาจส่งผลต่อวิถีชีวิตหลังเกษียณในหลายด้าน ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่การเลือกสถานที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมในระยะยาว จากบทความ เรื่อง Without big changes, this is what the environment will look like in 2050 จัดทำโดย UNEP ที่ได้วิเคราะห์ถึงภาพในอนาคตปี 2050 หากโลกยังไม่มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เช่น ปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะพุ่งสูงถึง 75 พันล้านตันต่อปี (เพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากปัจจุบัน) ส่งผลให้คลื่นความร้อนรุนแรงแผ่ปกคลุมประชากรโลกเกือบทั้งหมด ขณะที่มลพิษทางอากาศ จะมีประชากรกว่า 4,200 ล้านคน ที่สูดหายใจ PM2.5 ในระดับอันตรายทุกวัน เป็นต้น

แม้ภาพอนาคตที่นำเสนอในบทความจะเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ก็สะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญว่า การวางแผนเกษียณในอนาคตอาจไม่ได้พิจารณาเฉพาะรายได้ อายุขัย หรือผลตอบแทนการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต อาจไม่ได้หมายถึงการคาดการณ์ทุกอย่างให้ถูกต้อง แต่หมายถึงการสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

อ้างอิงจากบทความ Ghosts in the Code, Shadows in the Ice: Retirement in the Age of AI โดย Syed Danish Ali เผยแพร่โดย Society of Actuaries Research Institute ปี 2026 และ Without big changes, this is what the environment will look like in 2050 โดย UNEP.

📖 AI จะเปลี่ยนอนาคตการวางแผนเกษียณได้อย่างไร?ปัจจุบัน การวางแผนเกษียณส่วนใหญ่อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมกับการ...
15/06/2026

📖 AI จะเปลี่ยนอนาคตการวางแผนเกษียณได้อย่างไร?

ปัจจุบัน การวางแผนเกษียณส่วนใหญ่อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมกับการกำหนดตัวแปรทางสถิติสำคัญ ต่างๆ เช่น อายุขัยเฉลี่ย อัตรามรณะ อัตราดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนลงทุน รูปแบบการใช้จ่ายเงินหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณอายุ เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ จะทำให้เห็นถึงเป้าหมายทางการเงินในภาพรวม ณ วันที่เกษียณ 👇

แต่ในความเป็นจริง แนวโน้มเรื่องของสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และสถานะทางการเงิน ในการวางแผนระยะยาวเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพื่อให้การวางแผนเกษียณอายุมีความแม่นยำ และสอดคล้องกับรายละเอียดของแต่ละบุคคลมากขึ้น การนำ AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์แนวโน้มบางเรื่อง เพิ่มเติม จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้น

💡 งานเขียนเรื่อง “Algorithmic Longevity: How AI and LLMs Could Reshape Retirement Planning by Predicting Health, Lifespan, and Spending Needs” โดย Mr. Sathiya Livingston นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า ในอนาคต AI อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยวางแผนชีวิตหลังวัยเกษียณได้อย่างแม่นยำมากกว่าที่เคย โดย AI และ Large Language Models (LLMs) สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างครบถ้วนรอบด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประวัติสุขภาพ ข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ พฤติกรรมการใช้จ่ายเงิน หรือรูปแบบการดำเนินชีวิต เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ อายุขัยที่คาดการณ์ได้ และความต้องการใช้เงินหลังวัยเกษียณในระดับรายบุคคล

ยกตัวอย่างเช่น หาก AI สามารถตรวจพบสัญญาณความเสี่ยงของโรคเรื้อรังได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ระบบอาจช่วยคาดการณ์ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต พร้อมแนะนำให้ปรับแผนการออม การลงทุน หรือการถอนเงินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงจากการมีเงินไม่เพียงพอในระยะยาว ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวยังอาจสร้างประโยชน์ให้กับที่ปรึกษาการเงิน บริษัทประกันภัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงิน โดยช่วยให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และนำเสนอคำแนะนำที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งในเรื่องข้อมูลส่สวนบุคคล ความโปร่งใสของอัลกอริทึม ความเสี่ยงจากอคติของข้อมูล (Bias) และการกำกับดูแลการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม เพราะแม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ได้มากขึ้น แต่การตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณ ความเข้าใจ และจริยธรรมของมนุษย์ควบคู่กันไป

จากแนวคิดในบทความที่กล่าวไว้ข้างต้น เรามาลองทดสอบโดยใช้ AI วางแผนเกษียณอายุ โดยกำหนดรายละเอียดเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์จาการใช้ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปกับการเพิ่มรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลทั้งแนวโน้มสุขภาพ แนวโน้มการใช้ชีวิต ตลอดช่วงการวิเคราะห์ เสมือนเป็นการจำลองการ tracking แนวโน้มสุขภาพและการใช้ชีวิตที่อาจเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อ AI ได้รับข้อมูลพื้นฐานของพนักงานบริษัทฯ ดังนี้ “พนักงานอายุ 25 ปี เงินเดือนปัจจุบัน 30,000 บาท มีอัตราการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยปีละ 5% มีเป้าหมายใช้จ่ายหลังเกษียณคิดเป็น 70% ของเงินเดือนสุดท้าย สถานภาพโสด และคาดการณ์อายุขัยถึง 80 ปี” AI ได้คำนวณจำนวนเงินที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตหลังวัยเกษียณ และกำหนดระดับการออมที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลเดียวกันว่า “ไม่มีแผนสมรสในอนาคต มีพฤติกรรมชอบเข้าสังคมและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นครั้งคราว สูบบุหรี่เป็นประจำ ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่กับการเล่นเกมและดูการ์ตูน ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารจานเดียวเป็นประจำ” AI ได้ให้คำแนะนำด้านการวางแผนการเงินที่แตกต่างออกไปโดยประเมินว่า บุคคลนี้มีความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวสูงขึ้น จึงแนะนำให้เตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในอนาคตเพิ่มเติม ส่งผลให้เป้าหมายเงินสำรองเพื่อการเกษียณและระดับการออมที่แนะนำสูงกว่าการวิเคราะห์จากข้อมูลพื้นฐานเพียงอย่างเดียว

การจำลองสถานการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดที่นำเสนอในบทความข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า หาก AI สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพของแต่ละบุคคลได้มากขึ้น การวางแผนเกษียณจะไม่ได้พิจารณาเพียงอายุขัยหรือระดับรายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเฉพาะเจาะจง ส่งผลให้คำแนะนำด้านการออมและการลงทุนมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น

อ้างอิงจากบทความ Algorithmic Longevity: How AI and LLMs Could Reshape Retirement Planning by Predicting Health, Lifespan, and Spending Needs โดย Sathiya Livingston เผยแพร่โดย Society of Actuaries Research Institute ปี 2026

ที่อยู่

540 Mercury Tower 9th Floor Unit 902, Ploenchit Road , Lumpini, Phatumwan
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6622525500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Team Excellence Consulting โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Team Excellence Consulting:

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์