06/01/2024
ในปัจจุบันนี้ เราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไป วิถีชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป ทำให้ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น ค่านิยม เทรนด์ การใช้ชีวิต กิจวัตรประจำวัน ทุกสิ่งเปลี่ยนไป การขาย การตลาดก็ยิ่งต้องเปลี่ยนไปตามกระแสของโลกเป็นธรรมดา
เมื่อก่อนโลกทุนนิยม จะเน้นการตั้ง Product Centric เพื่อใช้ในการกำหนด นวัตรกรรม และความต้องการของมนุษย์ ดู Customer Jobs, Pain, และ Gain ออกมา เพื่อทำให้สินค้าที่ออกแบบมาแบบผิวเผิน ได้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง โดยที่คนเราอาจจะไม่รู้หรอกว่าเอาไปทำไม ลองเอาไปใช้ดู ถ้าไม่ดี ก็แค่ไม่ใช้ต่อ ผู้ประกอบการยังไม่เคยที่จะต้องทดลอง หรือใช้กับคนจริง ในระยะเวลาหนึ่ง หรือทำ Survey เพื่อได้รับ feedback เพื่อที่จะได้รู้ว่าสินค้าจะต้องปรับที่จุดไหน หรือต้องลดหรือเพิ่มที่จุดไหน
ต่อมามนุษย์เราถึงได้เรียนรู้ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทดลอง ฟีดแบ็ค ว่าสินค้าแต่ละอย่าง เหมาะกับผู้ใช้อย่างไร แล้วต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เนื่องมาจากการปรับตัวจากคู่แข่งทางทุนนิยมที่มากขึ้น ใครขายอะไรดี ก็แห่กันไปขาย แล้วเมื่อขายสู้คนอื่นไม่ได้ก็ปรับราคา เมื่อตลาดบังคับสถานการณ์ ผู้ประกอบการก็ยิ่งต้องปรับตัว เพื่อให้สินค้า ได้ออกมาแบบประหยัดงบที่สุด ทำราคาได้ดีที่สุด แล้วหากลุ่มเป้าหมาย (ลูกค้า) ได้กว้างที่สุด ตอบโจทย์คนหมู่มาก (แข่งเรื่องราคาได้) ตอบโจทย์คนหมู่น้อย (ตลาดเฉพาะ) ในราคาที่สมเหตุสมผล หรือแม้แต่การหาช่องทางเพื่อที่จะผูกขาด
แต่ในปัจจุบัน การตลาด หรือการคิดค้นสินค้าหรือบริการได้เปลี่ยนไปแล้ว ด้วยสภาพตลาด เทคโนโลยี กระบวนการคิด ทำให้ปัจจุบัน คนหันมาทำตลาดแบบ Customer Centric เพราะง่ายกว่า และตอบโจทย์ตลาดมากกว่า ทำให้ไม่เสียเปล่า ค่าการตลาดที่นับวัน จะแพงขึ้น แพงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเงาตามตัว ซึ่งในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีมากมายเข้ามาปรับใช้ แต่สินค้าต่างๆ ในปัจจุบันก็ยังออกแบบเพื่อตอบสนองลูกค้า เป็นหลักอยู่ดี แต่เพียงปรับวิธีการเข้าหาลูกค้าที่แบบที่ต่างออกไป
ในตอนหน้าเราจะมาพูดถึงการออกแบบสินค้าในแบบ Customer Centric ที่ Philip Kotler บิดาแห่งการตลาดยุคปัจจุบัน ได้กล่าวไว้ว่าสินค้า/บริการ ที่ออกแบบโดยมนุษย์เป็นที่ตั้ง ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด ตอบสนองได้ทุกอย่าง หรือใช้ได้ทุกคน
แอดมิน ค้าขายกับมรณะ