Biotechnology Alliance Association (BAA)

Biotechnology Alliance Association (BAA) ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Biotechnology Alliance Association (BAA), บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ, 50 Kasetsart University, Ladyao, Chatuchak, Bangkok.

เพื่อนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การปรับแต่งจีโนม (gene editing) ในการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตร
To advocate the legalization and widespread use of genome editing in both research and commercial applications in Thailand.

การแก้ไขยีนทำให้ข้าวย่อยง่ายขึ้นและมีรสชาติที่ดีขึ้นวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเหอหนาน (Henan...
29/08/2026

การแก้ไขยีนทำให้ข้าวย่อยง่ายขึ้นและมีรสชาติที่ดีขึ้น
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเหอหนาน (Henan University) ประเทศจีน ได้นำเทคนิคการแก้ไขยีนมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ท้าทายมานานในด้านคุณภาพของอาหารหลัก นั่นคือ การลดปริมาณโปรตีนโพรลามิน 13 กิโลดาลตัน (13 kDa prolamin) ซึ่งเป็นโปรตีนในเมล็ดข้าวที่ย่อยยากสำหรับมนุษย์และเป็นสาเหตุสำคัญของอาการแพ้อาหาร โดยการปิดการทำงานของยีนที่รับผิดชอบต่อโปรตีนกลุ่มนี้อย่างแม่นยำ ทีมวิจัยได้พัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีระดับโพรลามินต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด การแก้ไขยีนแบบเจาะจงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงการย่อยได้โดยรวมของเมล็ดข้าวและลดสารก่อภูมิแพ้เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย จึงเป็นเทคนิคที่น่าสนใจสำหรับพืชผลที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางและมีสุขภาพดีขึ้น งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Integrative Plant Biology
นอกเหนือจากประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังเน้นย้ำถึงผลดีโดยตรงต่อคุณภาพทางประสาทสัมผัส (sensory quality) กล่าวคือ การลดโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูงเหล่านี้ช่วยปรับปรุงวิธีการหุงและรสชาติของข้าวได้อย่างมาก การแก้ไขยีนกระตุ้นให้เกิดการปรับสมดุลตามธรรมชาติภายในเมล็ดข้าว เพิ่มโปรตีนที่พึงประสงค์ในขณะที่ปรับปรุงโครงสร้างและเนื้อสัมผัสของแป้ง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ช่วยลดค่าต่าง ๆ เช่น ปริมาณอะไมโลสและโปรตีนทั้งหมด ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเนื้อสัมผัสที่นุ่มฟูและรสชาติที่ดีเยี่ยมเมื่อหุงสุก
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือทางพันธุกรรมที่แม่นยำ สามารถช่วยในการพัฒนาโภชนาการที่ดีขึ้นของมนุษย์ด้วยการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพตามต้องการ

การแก้ไขยีนช่วยเพิ่มความทนทานต่อสภาวะเค็มในมะเขือเทศวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวโรนา (Univer...
28/08/2026

การแก้ไขยีนช่วยเพิ่มความทนทานต่อสภาวะเค็มในมะเขือเทศ
วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวโรนา (University of Verona) ประเทศอิตาลี และคณะทำงานร่วม พบว่าการหยุดทำงานของยีน Aucsia2 ด้วยเทคนิค CRISPR-Cas9 สามารถเปลี่ยนแปลงการพัฒนารากของมะเขือเทศและเพิ่มความสามารถของมะเขือเทศให้ทนต่อสภาวะเค็มได้ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การมุ่งเป้าไปที่ยีนดังกล่าวอาจช่วยในการพัฒนาพันธุ์มะเขือเทศที่ปรับตัวเข้ากับสภาพดินเค็มได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตหรือผลผลิตโดยรวมของพืช
มะเขือเทศที่ได้รับการแก้ไขพันธุกรรมมีรากแขนงน้อยลง ส่งผลให้ระบบรากมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ในขณะที่ยังคงรักษาการเจริญเติบโตของลำต้นและการผลิตผลตามปกติ ภายใต้สภาวะความเค็มสูง มะเขือเทศกลายพันธุ์ Aucsia2 มีความเสียหายต่อรากและลำต้นน้อยลง และแสดงการตอบสนองน้อยลงต่อสภาวะเค็ม นักวิจัยยังสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ได้แก่ ออกซิน (auxin) เอทิลีน (ethylene) กรดแอบซิสิก (abscisic acid) และกรดซาลิไซลิก (salicylic acid)
ผลการศึกษาระบุว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้พืชที่ผ่านการแก้ไขพันธุกรรมมีสภาวะที่พร้อมรับมือกับความเครียดจากความเค็มได้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ นักวิจัยกล่าวว่า Aucsia2 อาจเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาพันธุ์มะเขือเทศที่ผ่านการแก้ไขพันธุกรรมให้มีความทนทานต่อความเครียดจากความเค็มได้ดียิ่งขึ้น

ท่านใดยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมเสวนาในวันที่ 10 กันยายน นี้ ยังสามารถลงทะเบียนได้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการพัฒนาพัน...
27/08/2026

ท่านใดยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมเสวนาในวันที่ 10 กันยายน นี้ ยังสามารถลงทะเบียนได้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการพัฒนาพันธุ์พืชด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม รวมถึงโอกาสและประโยชน์

นักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนสตรอว์เบอร์รีสีแดงให้เป็นสีขาวโดยใช้ CRISPRวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569นักวิจัยจากมหาวิทยาลั...
26/08/2026

นักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนสตรอว์เบอร์รีสีแดงให้เป็นสีขาวโดยใช้ CRISPR
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติคงจู (Kongju National University) สถาบันพืชสวนและสมุนไพรแห่งชาติเกาหลี (National Institute of Horticultural and Herbal Science of Korea) มหาวิทยาลัยแห่งชาติชุงบุก (Chungbuk National University) และมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ได้ไขปริศนาสำคัญในพันธุศาสตร์พืชที่ซับซ้อน โดยการเปลี่ยนสตรอว์เบอร์รีสีแดงที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ให้เป็นสีขาว งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Horticulture Research โดยทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการปรับแต่งพันธุ์สตรอว์เบอร์รีชั้นยอด 'Florida Brilliance' โดยใช้เทคโนโลยีการแก้ไขยีน CRISPR-Cas9 ทำให้ผลที่ได้นั้นเจริญเติบโตเป็นสีขาวอย่างคงที่ แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขยีนแบบเจาะจงสามารถควบคุมลักษณะเฉพาะในจีโนมพืชที่มีหลายสำเนาได้อย่างประสบความสำเร็จ
การแก้ไขพันธุกรรมของสตรอว์เบอร์รีปลูก (Fragaria × ananassa) นั้นทำได้ยากมาโดยตลอด เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีเป็นพืชออคโตพลอยด์ (octoploid) ซึ่งมีโครโมโซม 8 ชุด ความซ้ำซ้อนทางพันธุกรรมนี้หมายความว่าลักษณะส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยยีนตัวเดียวที่มีสำเนาหลายชุดที่เกือบจะเหมือนกัน แทนที่จะพยายามปิดใช้งานในทุกชุด นักวิจัยได้ระบุสำเนายีนเด่นเพียงชุดเดียว คือ MYB10-1B ซึ่งควบคุมการผลิตเม็ดสีแอนโทไซยานินสีแดง (red anthocyanin pigment) มากกว่า ร้อยละ 96 โดยการออกแบบ RNA นำทางที่กำหนดเป้าหมายเฉพาะลำดับนี้บนโครโมโซม 1B นักวิจัยสามารถปิดการผลิตเม็ดสีแดงได้โดยไม่รบกวนยีนข้างเคียง
นอกเหนือจากการสร้างสีผลที่แปลกใหม่แล้ว ความก้าวหน้านี้ยังสร้างกรอบการทำงานที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีโครโมโซมหลายชุดที่ซับซ้อนอื่น ๆ เช่น ข้าวสาลี มันฝรั่ง และอ้อย การพิสูจน์ว่าการกำจัดยีนเด่นเพียงสำเนาเดียวสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างมากโดยไม่มีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เปิดประตูสู่เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรรูปแบบใหม่ นักปรับปรุงพันธุ์พืชสามารถนำกลยุทธ์นี้ไปใช้กับลักษณะสำคัญอื่น ๆ เช่น ความต้านทานโรค ความทนทานต่อภัยแล้ง และอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้น ในพันธุ์พืชปลูกเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่แล้วได้อย่างรวดเร็ว

การโคลนยีนต้านทานแมลง H13 ในข้าวสาลี เปิดโอกาสใหม่สำหรับการปกป้องพืชอย่างแม่นยำวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569ทีมนักวิ...
25/08/2026

การโคลนยีนต้านทานแมลง H13 ในข้าวสาลี เปิดโอกาสใหม่สำหรับการปกป้องพืชอย่างแม่นยำ
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (University of Maryland) และผู้ร่วมงาน ประสบความสำเร็จในการแยกและโคลนยีนต้านทานแมลงหวี่เฮสเซียน (Hessian fly resistance gene) H13 ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากจากจีโนมข้าวสาลี การระบุลำดับดีเอ็นเอที่แน่นอนทำให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ข้าวสาลีรับรู้และป้องกันการโจมตีของแมลงหวี่ได้อย่างไร การค้นพบนี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาพันธุ์ข้าวสาลีต้านทานศัตรูพืช ซึ่งสามารถลดการสูญเสียและลดการพึ่งพาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในการผลิตข้าวสาลีทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
แม้จะเป็นที่ทราบกันมานานเกือบครึ่งศตวรรษแล้วว่ายีน H13 ช่วยปกป้องข้าวสาลีจากตัวอ่อนของแมลง Hessian fly แต่การแยกยีนดังกล่าวออกมานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเนื่องจากขนาดและความซับซ้อนของจีโนมข้าวสาลี ทว่าด้วยการผสานวิธีการทำแผนที่จีโนมความละเอียดสูงเข้ากับการทำแผนที่แบบ radiation hybrid ในที่สุดนักวิจัยก็สามารถแยกยีน H13 ออกมาและวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนนี้กับตัวอ่อนของแมลงได้สำเร็จ
การวิเคราะห์เผยให้เห็นกลไกแบบกุญแจและแม่กุญแจ โดยที่ตัวรับภูมิคุ้มกัน H13 จะจดจำโปรตีนในน้ำลายที่ตัวอ่อนหลั่งออกมาขณะกินอาหาร เมื่อจดจำได้แล้ว พืชจะกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิไวเกิน (hypersensitive reaction) ซึ่งทำให้เซลล์ตายเฉพาะที่บริเวณที่แมลงกินอาหาร ส่งผลให้แมลงอดอาหารตายในที่สุด นักวิจัยเสนอว่าความก้าวหน้านี้เป็นกรอบการทำงานระดับโมเลกุลสำหรับการปกป้องพืชอย่างแม่นยำ และช่วยให้สามารถใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น การผสมพันธุ์โดยใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรมและการรวมยีนเพื่อการป้องกันในระยะยาวได้

ผลการศึกษาตลอด 15 ปีชี้ว่า ข้าวบีที (Bt Rice) ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อจุลินทรีย์ในดินวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569...
24/08/2026

ผลการศึกษาตลอด 15 ปีชี้ว่า ข้าวบีที (Bt Rice) ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อจุลินทรีย์ในดิน
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569

การศึกษาที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ปีโดยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยข้าวแห่งชาติจีน (China National Rice Research Institute) พบว่า ข้าวบีที ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดิน ในทางกลับกัน ปัจจัยต่าง ๆ เช่น ช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง ระยะการเจริญเติบโตของพืช และความลึกของดิน กลับมีอิทธิพลต่อกลุ่มประชากรแบคทีเรียในดินมากกว่า ทั้งนี้ นักวิจัยได้ผสานการติดตามผลในแปลงเพาะปลูกระยะยาวเข้ากับเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ที่สามารถอธิบายผลลัพธ์ได้ เพื่อประเมินว่าการปลูกข้าวบีที ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศจุลินทรีย์ในดินอย่างไร
ผลการวิเคราะห์พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในความหลากหลายของแบคทีเรียระหว่างดินที่ปลูกข้าวบีที และข้าวที่ไม่ใช่ข้าวบีที แต่การเปลี่ยนแปลงตามเวลาและความแตกต่างของความลึกของดิน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อชุมชนจุลินทรีย์ การเรียนรู้ของเครื่อง ได้ช่วยระบุกลุ่มแบคทีเรียหลายกลุ่มที่ช่วยแยกแยะดินบีทีออกจากดินที่ไม่ใช่บีทีได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าความแตกต่างของปริมาณแบคทีเรียเหล่านั้นจะมีเพียงเล็กน้อย และบทบาททางนิเวศวิทยาของแบคทีเรียดังกล่าวยังไม่ชัดเจนก็ตาม
นักวิจัยสรุปว่าข้าวบีที มีผลกระทบต่อโครงสร้างโดยรวมของชุมชนแบคทีเรียในดินค่อนข้างน้อย และได้เน้นย้ำถึงคุณค่าของการติดตามระยะยาวและวิธีการเรียนรู้ของเครื่องที่โปร่งใส สำหรับการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของพืชดัดแปลงพันธุกรรม และแนะนำให้ทำการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ที่ระบุได้นั้นมีหน้าที่ทางนิเวศวิทยาที่มีความหมายหรือไม่

การทดสอบด้วยเทคโนโลยี CRISPR ช่วยให้ตรวจหาเชื้อราสาเหตุโรคราแป้งในข้าวสาลีได้เร็วยิ่งขึ้นวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2...
22/08/2026

การทดสอบด้วยเทคโนโลยี CRISPR ช่วยให้ตรวจหาเชื้อราสาเหตุโรคราแป้งในข้าวสาลีได้เร็วยิ่งขึ้น
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Henan Normal University และคณะทำงานร่วม ได้พัฒนาวิธีการตรวจหาเชื้อ *Blumeria graminis* f. sp. *tritici* (Bgt) ซึ่งเป็นเชื้อราสาเหตุโรคราแป้งในข้าวสาลี โดยสามารถทราบผลได้รวดเร็วและสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า วิธีการดังกล่าวใช้เทคนิค RPA - CRISPR-Cas12a ในขั้นตอนเดียว (one-pot assay) ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจหาเชื้อก่อโรคได้ภายในเวลา 75 นาที โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่อง PCR เครื่องเหวี่ยงแยกสาร (centrifuge) หรือระบบถ่ายภาพเจล (gel imaging systems) แต่อย่างใด
วิธีนี้เป็นการรวมเทคนิค RPA และ CRISPR-Cas12a เข้าด้วยกันในหลอดทดลองเดียวและทำงานที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส การออกแบบระบบแบบปิด (closed-tube design) ช่วยลดความเสี่ยงในการปนเปื้อน อีกทั้งยังมีความไวในการตรวจจับสูงกว่าวิธี PCR แบบดั้งเดิมถึง 1,000 เท่า นอกจากนี้ วิธีดังกล่าวยังสามารถตรวจพบเชื้อ Bgt ในใบข้าวสาลีที่ติดเชื้อได้ตั้งแต่หนึ่งวันหลังการปลูกเชื้อ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเริ่มปรากฏอาการให้เห็นชัดเจนตามปกติ (โดยทั่วไปอาการจะปรากฏในอีก 3 ถึง 7 วันต่อมา)
นักวิจัยพบว่าการทดสอบให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับ PCR แบบดั้งเดิม และไม่แสดงปฏิกิริยาข้ามกลุ่ม (cross-reactivity) กับเชื้อโรคข้าวสาลีทั่วไปหลายชนิด นักวิจัยสรุปว่าแพลตฟอร์มนี้เป็นเครื่องมือที่ง่ายและมีความไวสูงสำหรับการตรวจจับโรคในระยะเริ่มต้น พร้อมทั้งแนะนำให้ทำการตรวจสอบเพิ่มเติมโดยใช้ตัวอย่างจากแปลงปลูกที่ติดเชื้อตามธรรมชาติและสายพันธุ์ Bgt ที่หลากหลายมากขึ้นก่อนนำไปใช้ในภาคสนาม

การแก้ไขยีนด้วยเทคโนโลยี CRISPR ช่วยเพิ่มผลผลิตมะเขือเทศในช่วงฤดูหนาววันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569นักวิทยาศาสตร์จากมห...
21/08/2026

การแก้ไขยีนด้วยเทคโนโลยี CRISPR ช่วยเพิ่มผลผลิตมะเขือเทศในช่วงฤดูหนาว
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเล็ม (Hebrew University of Jerusalem) ค้นพบกลไกทางโมเลกุลที่ช่วยให้ต้นมะเขือเทศสามารถติดผลได้อย่างสม่ำเสมอแม้ในสภาพอากาศหนาวเย็น โดยอาศัยเทคโนโลยี CRISPR ในการปรับแต่งวิถีการควบคุมฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับ microRNA miR167 และยีนกลุ่ม auxin response factor (ARF8) นักวิทยาศาสตร์สามารถกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตของผลได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปฏิสนธิ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "พาร์เธโนคาร์ปี" (parthenocarpy)
สำหรับพืชที่เติบโตในช่วงฤดูอบอุ่นอย่างมะเขือเทศ อุณหภูมิที่ต่ำมักทำให้อับละอองเกสร (anther) ไม่สามารถเปิดออกเพื่อปล่อยละอองเกสรได้ ส่งผลให้ดอกที่ไม่ได้รับการผสมเกสรหลุดร่วงไปก่อนที่จะเกิดเป็นผล การใช้เทคนิค CRISPR เพื่อแก้ไขยีน SlMIR167a และ SlARF8B แบบจำเพาะเจาะจง ช่วยให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดในกระบวนการผสมเกสรนี้ได้ โดยเทคนิคดังกล่าวช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรังไข่โดยไม่ต้องอาศัยการผสมเกสร ทำให้มะเขือเทศสามารถพัฒนาเป็นผลที่ไร้เมล็ด แม้ในสภาวะอากาศเย็นที่ขัดขวางกระบวนการผสมเกสรตามธรรมชาติ
ในการทดลองปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนช่วงฤดูหนาวโดยไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ มะเขือเทศที่ผ่านการแก้ไขยีนให้ผลผลิตที่เป็นผลสุกมากกว่ามะเขือเทศสายพันธุ์ดั้งเดิม (wild-type) ถึง 6 เท่า และมีน้ำหนักรวมของผลสุกมากกว่าถึง 10 เท่า แม้ว่าจะยังไม่มีการดำเนินการเพื่อนำออกสู่ตลาดหรือยื่นขออนุญาตตามกฎระเบียบในขั้นตอนนี้ แต่วิธีการที่มุ่งเป้าไปที่กลไกทางชีวภาพดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับการปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็น

พืชดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อผลิตโปรตีนจากนมในเมล็ดวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซ...
21/08/2026

พืชดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อผลิตโปรตีนจากนมในเมล็ด
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเลม (Hebrew University of Jerusalem) ได้ค้นพบวิธีผลิตเบต้าเคซีน (β-casein) ซึ่งเป็นโปรตีนในนม ภายในเมล็ดพืชดัดแปลงพันธุกรรม โดยการรวมโปรตีนนี้เข้ากับโปรตีนน้ำมันพืชที่เรียกว่าโอเลโอซิน (oleosin) ทำให้สามารถผลิตสารประกอบนมได้สำเร็จภายในเมล็ดอะราบิโดปซิส (Arabidopsis) ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในด้านการเกษตรระดับโมเลกุลของพืช
เพื่อค้นหาตำแหน่งการจัดเก็บที่ดีที่สุดในเมล็ดพืช จึงได้ทดสอบสัญญาณที่แตกต่างกัน 3 แบบเพื่อนำโปรตีนไปยังส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ ในขณะที่คาดการณ์ว่าโปรตีนจะไปสะสมอยู่ในแวคิวโอล (vacuole) แต่ภาพจากกล้องจุลทรรศน์เผยให้เห็นว่าโปรตีนที่หลอมรวมกันนั้นถูกนำไปยังไซโตพลาสซึม (cytoplasm) และก่อตัวเป็นโครงสร้างพิเศษสำหรับเก็บน้ำมัน ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดนี้ เมล็ดพืชที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้ก็ให้ผลผลิตโปรตีนที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด ร้อยละ 1.26 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่สำคัญ เมื่อเทียบกับความพยายามก่อนหน้านี้ในพืชต่าง ๆ เช่น มันฝรั่งและมะเขือเทศ
แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทดลองและจำเป็นต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มเติมก่อนที่จะสามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ แต่การค้นพบกลไกทางเซลล์เหล่านี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ นักวิจัยอาจสามารถพัฒนาต่อยอดกลไกการสะสมโปรตีนแบบจำเพาะเจาะจงในเมล็ดพืช เพื่อผลิตโปรตีนที่เทียบเท่ากับโปรตีนจากนม ซึ่งจะช่วยจัดหาโภชนาการให้แก่ประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้น ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ท่านใดที่พลาดโอกาสในการเข้าร่วมฟังรายการ Biotech Talks via Zoom: พูดคุยให้รู้เรื่อง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 สามารถติ...
20/08/2026

ท่านใดที่พลาดโอกาสในการเข้าร่วมฟังรายการ Biotech Talks via Zoom: พูดคุยให้รู้เรื่อง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 สามารถติดตามฟังย้อนหลังได้จาก Video link

การค้นหายีนที่เกี่ยวข้องกับความต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังเพื่อการป...

ที่อยู่

50 Kasetsart University, Ladyao, Chatuchak
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Biotechnology Alliance Association (BAA)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Biotechnology Alliance Association (BAA):

ทางลัด

แนะนำ

แชร์