Sales100Million - กูนี่แหละเซลล์ร้อยล้าน

Sales100Million - กูนี่แหละเซลล์ร้อยล้าน Sales Trainer และ Blogger การขายแบบ B2B Enterprise ระดับประเทศ อันดับหนึ่งด้านบทความการขาย ฟรี

เพจนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อแชร์ความรู้และประสบการณ์ทางการขายแบบ B2B (Business-to-Business)

มอบให้เพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์กับผู้ที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการขาย นักธุรกิจ เจ้าของกิจการและผู้สนใจทุกท่าน

เพื่อสร้างแหล่งข้อมูลความรู้เชิง How-to ที่จับต้องได้ ใช้ได้จริง สร้างธุรกิจและอนาคตทางการงานได้อย่างยั่งยื่น

21/08/2026

มุกปิดการขายตลาดนัด ที่ใช้ไม่ได้กับธุรกิจ B2B

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

มุกปิดการขายตลาดนัด ที่ใช้ไม่ได้กับธุรกิจ B2Bในโลกการค้าปลีก B2C หรือการขายแบบตลาดนัด พ่อค้าแม่ค้ามักจะใช้ "มุกเร่งเร้าแ...
21/08/2026

มุกปิดการขายตลาดนัด ที่ใช้ไม่ได้กับธุรกิจ B2B

ในโลกการค้าปลีก B2C หรือการขายแบบตลาดนัด พ่อค้าแม่ค้ามักจะใช้ "มุกเร่งเร้าและกดดันเชิงจิตวิทยาขั้นสุด" เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าควักเงินซื้อของชิ้นเล็กๆ แบบไม่ต้องคิดเยอะ ส่วนใหญ่หน่วยขายเต็มที่ก็หลักหมื่นครับ ที่สำคัญคือ Content ปิดการขายแนวๆ นี้มีเยอะแบบมหาศาล แต่จากงานวิจัยกลับพบว่าไม่ได้ช่วยทำให้ปิดการขายแต่อย่างใด แถมยังทำให้นักขายหลายๆ คน หลงทางและไม่เข้าใจว่าทำไมถึงขายไม่ได้ มุกพวกนี้แหละครับที่ถ้าคุณเอามาใช้กับลูกค้าระดับองค์กร B2B Enterprise หรือกับผู้บริหารระดับ C-Level เมื่อไหร่... คุณจะกลายเป็น "เซลล์ตลาดนัดไร้คลาส" ที่โดนปัดตกและขึ้นแบล็กลิสต์ทันที และนี่คือ 5 มุกปิดการขายตลาดนัด ที่ใช้ไม่ได้เด็ดขาดในโลก B2B

1. "โปรโมชันนี้หมดเขตสิ้นเดือนนี้นะพี่ ถ้าไม่รีบจองสิทธิ์ หมอแล้วหมอเลยนะ" (มุกเร่งรีบแบบแม่ค้าตลาดนัด)

สาเหตุที่มันพังแน่นอนคือส่วนใหญ่การซื้อขายโครงการ เช่น ซอฟต์แวร์ ระบบ ERP งานวิศวกรรมก่อสร้าง หรือบริการหลักล้านขององค์กร มักจะมีกระบวนการจัดซื้อตั้งต่การตรวจสเปก การสาธิตและทดสอบ การลงหน้างาน การคุยกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และการอนุมัติงบจากบอร์ดบริหาร ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ดังนั้นการที่คุณจะไปเร่งรัดแบบตลาดนัดจะทำให้ลูกค้ามองว่าคุณกำลังร้อนเงิน ดูไร้คลาส และไม่เข้าใจระบบการเงินขององค์กรใหญ่เลยแม้แต่นิดเดียว นักขาย B2C เลยผันตัวเป็นนักขาย B2B ได้ยากมากถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้

2. "ซื้อตอนนี้แถมตัวนั้น ฟรีอันนี้ คุ้มที่สุดในสามโลกแล้วพี่" (มุกแจกแถมล่อตาล่อใจ)

ลูกค้าระดับองค์กรไม่ได้มองหาความคุ้มแบบต้องได้ของแถมแจกฟรี เหมือนกับการซื้อเสื้อผ้าโหลๆ นะครับ แต่พวกเขามองหา ROI หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดูดีและความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด การที่คุณพยายามยัดเยียดของแถมเพื่อหวังจะปิดการขายเร็วๆ จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าสินค้าของคุณราคาตั้งสูงเกินจริง และไม่มีคุณภาพในตัวมันเอง อีกอย่างคือบริษัท B2B ที่ขาย Solution ระดับชาติหรือระดับโลก ไม่มีที่ไหนเขาทำกันครับ ถ้าต้องอัพเกรดสเปคหรือเพิ่มงานบริการ ส่วนใหญ่คิดเงินเพิ่มเท่านั้น (ฮา)

3. "พี่เชื่อผมเถอะ ของดีจริงไม่พูดเยอะ เจ็บคอ" (มุกขายความเชื่อใจแบบไม่มีข้อมูลซัพพอร์ต)

ในตลาดนัดหรือพวกแม่ค้าออนไลน์ชอบพูด ลูกค้าอาจจะขำและยอมซื้อตามคำพูดนี้ แต่ในห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับ B2B Enterprise ทุกคำพูดต้องพิสูจน์ได้ด้วย Data, Case Study, และมาตรฐานทางวิศวกรรมหรือกฎหมาย ถ้าคุณตอบคำถามด้วยมุก "เชื่อผมเถอะ" ผู้บริหารจะมองว่าคุณไม่เป็นมืออาชีพและไม่ซื้อคุณทันที

4. "ถ้าไม่เอาวันนี้ พรุ่งนี้ราคาปรับขึ้นนะพี่ ต้องรอล็อตใหม่แล้ว" (มุกสร้างความกลัวตกรถ / FOMO)

มุกนี้ใช้ได้ผลกับสินค้าแฟชั่นหรือสินค้าที่มีจำนวนจำกัด แต่ใช้ไม่ได้ผลกับบริการ B2B เพราะองค์กรใหญ่มีแผนงาน และงบประมาณที่ล็อกไว้ตายตัว การใช้จิตวิทยาบีบบังคับแบบนี้จะสร้างความน่ารำคาญ และทำให้เขารู้สึกว่าคุณเป็นเซลล์ที่ไร้จรรยาบรรณ

5. "เอาไปลองใช้ดูก่อน ไม่ชอบค่อยเอามาคืน" (มุกวัดดวงวัดใจ)

ธุรกิจ B2B มีเรื่องของสัญญาทางกฎหมาย, SLA (Service Level Agreement), ความปลอดภัยของข้อมูล และระบบหลังบ้านที่ซับซ้อน การพูดส่งเดชให้เอาไปลองใช้ก่อนโดยไม่มีสัญญาควบคุม คือความสะเพร่าระดับหายนะที่อาจทำให้บริษัทคุณโดนฟ้องร้องพังไม่เป็นท่าเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาจริงๆ ที่สำคัญคืออาจจะโดนหลอกใช้และลูกค้าเอาไปเทียบกับคู่แข่งแถมยังไม่ซื้อคุณซะงั้นครับ ทำฟรี เสียแรงเปล่า

👑 Sales Mastery B2B Enterprise (รุ่นที่ 103) หลักสูตรปลุกปั้น Strategic Deal-Maker ตัวจริง เปลี่ยนคุณจากคนขายของให้เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจระดับองค์กร ลุยสนามจริง ปิดดีลหลักล้านด้วยกลยุทธ์ระดับผู้บริหาร

📅 22 - 23 สิงหาคม 2569 |

📍 Novotel Bangkok Sukhumvit 20 🔥 สิทธิ์พิเศษ Early Bird: เหลือเพียง 15,900.- (จำนวนจำกัด)

👉 คลิกสำรองที่นั่งด่วน ก่อนเต็มจำนวน: [https://m.me/sales100million] หรือ LINE:

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

20/08/2026

5 คำพูดต้องห้าม... ที่นักขายไก่อ่อนมักพูดส่งเดช

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

5 คำพูดต้องห้าม... ที่นักขายไก่อ่อนมักพูดส่งเดชถ้าคุณอยู่ในโลกของการขาย คงปฎิเสธไม่ได้ว่านอกจากสมองหรือกึ๋นแล้ว อวัยวะสำ...
20/08/2026

5 คำพูดต้องห้าม... ที่นักขายไก่อ่อนมักพูดส่งเดช

ถ้าคุณอยู่ในโลกของการขาย คงปฎิเสธไม่ได้ว่านอกจากสมองหรือกึ๋นแล้ว อวัยวะสำคัญที่ทำให้คุณสามารถปิดการขายได้ก็คือ "รูปาก" นี่แหละครับ เรียกได้ว่าพูดดีเป็นศรีแก่ปาก ส่วนพูดมาก (หรือพูดไม่เข้าหู) ก็คือปากจะมีสี (แดง) นั่นเองครับ แน่นอนว่าศาสตร์แห่งการพูดนั้น จะดีที่สุดไม่ว่าคุณกำลังเรียนภาษาศาสตร์อะไรใหม่ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ จีน เกาหลี ฯลฯ คำพูดที่ควรเรียนที่สุดก็คือคำพูดที่ไม่ควรพูดนี่แหละครับ เพราะอย่างน้อยคุณก็ไม่เสร่อเฟอะฟะหรือโดนต่อยปากแล้ว (ฮา) ดังนั้นการขายเองก็มีภาษาศาสตร์เช่นกันที่เป็นเรื่องต้องห้าม พร้อมเหตุผลที่ไม่ควรพูดจากผมครับ

1. เดี๋ยวผมลดราคาพิเศษให้เป็นกรณีพิเศษเลยครับ (ทั้งๆ ที่ลูกค้ายังไม่ได้ขอ)

การรีบเสนอส่วนลดหรือลดราคาทันทีโดยที่ลูกค้ายังไม่ทันเอ่ยปากต่อรอง นอกจากจะเสียอำนาจต่อรองและเสียกำไร ทั้งๆ ที่อาจจะขายได้ในราคาเต็ม ลูกค้าสายเก๋าเขาจะดูออกเลยครับว่าไอ้นี่มันไก่อ่อน อยากได้งานจนตัวสั่น ทีนี้จะบีบหรือจะบี้ให้ลดราคาอีกก็ไม่ยาก ผลก็คือให้ส่วนลดไปแล้วแต่ทำไมลูกค้ายังขอลดอยู่ดีวะ (ฮา) อีกเรื่องนึงในการขาย Solution หรืองานโครงการคือการประจานตัวเองว่า "สินค้าและบริการของคุณไม่มีมูลค่าในตัวเองตั้งแต่แรก" มันทำให้ลูกค้ามองว่าราคาที่คุณตั้งไว้ตอนแรกคือการ "บวกกำไรเกินควร" และพวกเขาก็จะลดความน่าเชื่อถือในตัวคุณลงทันที คำพูดที่ดีกว่าก็คือไม่ต้องพูดเรื่องส่วนลดจนกว่าลูกค้าจะเป็นฝ่ายต่อราคาครับ

2. อันนี้ผมไม่แน่ใจครับ แต่คิดว่าน่าจะได้นะพี่

ในการเจรจากับผู้บริหารระดับ C-Level หรือฝ่ายจัดซื้อองค์กรใหญ่q คำว่า "ไม่แน่ใจ" หรือทึกทักเอาเอง คือสัญญาณเตือนว่าคุณไม่ใช่มืออาชีพ ความไม่ชัวร์ของคุณจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถ้าซื้อระบบหรือบริการไปแล้ว บริษัทลูกค้าต้องมาซวยเพราะความสะเพร่าของคุณแน่ๆ แถมลูกค้ายังจำแม่นเสียด้วย ถ้าคุณไปรับปากอะไรซีซั้ว เช่น สโคปงาน ส่วนลด สัญญา ฯลฯ ลูกค้าจะจำแล้วเอาเรื่องนี้มาบลัฟคุณจนแก้สถานการณ์ได้ยากมาก วิธีที่ดีกว่าคือไม่แน่ใจ ไม่รู้ ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ชัวร์ แล้วจะรีบกลับไปเช็คหลังบ้านเป็นลายลักษณ์อักษรอะไรก็ว่ากันไป แต่ต้องมีตัวหนังสือยืนยันเสมอ

3. รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอนครับพี่ 100%

ในโลกนี้ "ไม่มีอะไร 100%" ครับ ขนาดถุงยางยังกันท้องได้เพียง 90-99% เอง (ฮา) นี่คือต้นเหตุของโรค "นักขายรับปากส่งเดช" ซึ่งเมื่อคุณการันตีอะไรที่มันเกินจริงเพื่อให้ได้ลายเซ็นในวันนี้ วันส่งมอบงานจริงและหลังขายจะมีนรกมาเยือน เมื่อทีมหลังบ้านทำไม่ได้อย่างที่ปากพูด ความไว้วางใจจะชิบหายหมด และลูกค้าจะขึ้นแบล็กลิสต์คุณถาวร วิธีที่ดีกว่าคือกลับไปเช็คหลังบ้านแล้วออกเอกสาร SLA ว่าอะไรทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพื่อยืนยันการส่งมอบงานและบริการหลังการขายแบบ 100% ครับ

4. ถ้าพี่ไม่รีบตัดสินใจตอนนี้ โปรโมชันนี้จะหมดเขตวันนี้นะครับ

จำไว้นะครับว่าการขายโครงการ B2B ห้ามพูดอะไรที่เป็นเทคนิคการขายแบบการตลาดเป็นอันขาด ลูกค้าระดับองค์กรเกลียดการถูกกดดันด้วยมุกตลาดนัดที่สุด การใช้มุกเร่งรัดแบบนี้ทำให้คุณดูเหมือน "เซลล์ขายตรงที่กำลังร้อนเงิน" ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของบริษัทคุณจนหมดสิ้น การเร่งเร้าแบบมีคลาสมากกว่าคือการพูดถึงเรื่อง Scope งานและ Timeline ที่ลูกค้าต้องการเริ่มโครงการกับทีมงานและทรัพยากรของคุณที่มีอยู่จำกัด ลูกค้าควรจะเริ่มตัดสินใจซื้อเพื่อให้งานออกมาเนี้ยบที่สุด

5. คู่แข่งเจ้านั้นระบบแย่ครับพี่ อย่าไปใช้เลย ของผมดีกว่าเยอะ

การโจมตีคู่แข่งอย่างออกนอกหน้าไม่ได้ทำให้คุณดูเหนือกว่า แต่มันทำให้คุณดู "ไม่มีคลาส" และแสดงความไม่มั่นใจในจุดแข็งของตัวเอง ลูกค้าฉลาดพอที่จะมองออกว่าคุณกำลังกลัวคู่แข่ง คำพูดที่ดีกว่าคือการยอมรับไปเลยว่าคู่แข่งเจ๋งกว่าคุณเรื่องไหนก็มอบๆ ไป ส่วนอันไหนที่คุณเด่นและแตกต่างก็ให้ลูกค้าเข้าใจตรงจุดนี้จะดีกว่า ซึ่งจุดเด่นของคุณควรจะตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีกว่านั่นเองครับ

สรุป: คำพูดเปลี่ยนเกม ชีวิตนักขายก็เปลี่ยน

คำพูดในห้องประชุมไม่ใช่แค่เรื่องของการ "คุยให้สนุก" แต่มันคือเครื่องมือวัดระดับความน่าเชื่อถือ นักขายระดับ Partnership จะไม่ใช้คำพูดที่ดูเอาตัวรอดหรือเร่งรีบ แต่เขาจะใช้คำพูดที่แสดงถึงความรับผิดชอบ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจในปัญหาของธุรกิจอย่างแท้จริง

👑 Sales Mastery B2B Enterprise (รุ่นที่ 103) หลักสูตรปลุกปั้น Strategic Deal-Maker ตัวจริง เปลี่ยนคุณจากคนขายของให้เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจระดับองค์กร

📅 22 - 23 สิงหาคม 2569 |

📍 Novotel Bangkok Sukhumvit 20

🔥 Early Bird: 15,900.- 👉 สำรองที่นั่งด่วน: [https://m.me/sales100million] หรือ LINE:

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

19/08/2026

ได้ 50,000 ก่อนอายุ 30 ยากตรงไหน เรื่องกล้วยๆ ถ้าคุณทำงานขาย

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

ได้ 50,000 ก่อนอายุ 30 ยากตรงไหน เรื่องกล้วยๆ ถ้าคุณทำงานขายช่วงนี้ผมเห็นข้อความใน Thread (ซึ่งไม่ได้ตั้งใจจะกดไปดูเลย) ...
19/08/2026

ได้ 50,000 ก่อนอายุ 30 ยากตรงไหน เรื่องกล้วยๆ ถ้าคุณทำงานขาย

ช่วงนี้ผมเห็นข้อความใน Thread (ซึ่งไม่ได้ตั้งใจจะกดไปดูเลย) ซึ่งมันคล้ายๆ ทวิตเตอร์หรือ X ที่จะเป็นโพสต์ลอยๆ (แบบมึงถาม AI เอาก็ได้) และมีแชร์อันนึงที่บอกว่า "อายุ 30 ยังเงินเดือนไม่ถึง 50,000 อีกเหรอ?" ซึ่งเรื่องโพสต์นั้นไม่เท่าไหร่ แต่คอมเม้นนี่แหละที่กลับแปลกยิ่งกว่าคือ "พวกมึงคิดเองไม่ได้จริงๆ อ่ะ" ก็เลยลองไปศึกษาข้อมูลดู พบว่าในขณะที่เด็กจบใหม่หรือพนักงานออฟฟิศทั่วไปต้องนั่งรอรอบปรับเงินเดือนปีละ 5% แล้วใช้เวลาเป็น 10 กว่าปีเพื่อลุ้นแตะเงินเดือน 50,000 บาท... อาชีพ "นักขาย" (ที่เข้าใจเกม) คือทางลัดที่สามารถปลดล็อกตัวเลขนี้ได้ตั้งแต่ยังไม่ทันอายุ 30 ด้วยซ้ำ และมันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ 10-15 ปีที่แล้วด้วย (กู Gen-Y) และนี่คือ 5 ความจริงที่เปรียบเทียบชัดๆ ระหว่าง "อาชีพอื่น" กับ "อาชีพนักขายตัวจริง" ว่าทำไมการหาเงิน 50,000 บาทก่อนอายุ 30 ถึงเป็นเรื่องหมูๆ สำหรับเซลล์ แต่เป็นฝันร้ายของอาชีพอื่น

1. อาชีพอื่นวัดกันที่อายุงานและความอาวุโสแต่อาชีพเซลล์วัดกันที่ "ความเขี้ยวและความเร็วกระแสเงินสด"

ลองมองไปที่เพื่อนร่วมรุ่นที่ทำงานสายราชการ บัญชี หรือแอดมินหลังบ้านออฟฟิศสิครับ พวกเขาต้องนั่งนับวันรอรอบปรับเงินเดือนปีละ 5-10% ต้องรอให้พี่ๆ หัวหน้าแผนกเกษียณถึงจะได้ขยับตำแหน่ง ต่อให้เก่งแค่ไหนแต่อายุเพิ่ง 25 ก็ไม่มีทางได้เงินเดือน 50,000 แน่นอน เพราะโครงสร้างองค์กรมันบล็อกไว้ ในขณะที่อาชีพเซลล์แมน เงินเดือนเริ่มต้นอาจจะเท่ากัน แต่คอมมิชชันและส่วนแบ่งจากดีลธุรกิจไม่มีใครมาจำกัดอายุ ถ้าคุณอายุ 26 แต่ปิดดีลองค์กรหลักล้านได้ คุณรับเงินก้อนโตเข้ากระเป๋าไปตั้งนานแล้วโดยไม่ต้องรอให้ใครมาประเมินปลายปีครับ

2. อาชีพอื่นเพดานรายได้ถูกล็อกด้วยตำแหน่ง แต่อาชีพเซลล์เพดานรายได้ "วัดกันด้วยความสามารถ"

พนักงานออฟฟิศทั่วไปต่อให้ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ OT กระฉูด รายได้ก็ยังอยู่ในกรอบจำกัดของตำแหน่งและเลเวล เพราะบริษัทไม่ได้มองว่าคุณหาเงินเข้าบริษัทโดยตรง แต่มองว่าคุณเป็นแค่ต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่ฝั่งนักขายคือ "เครื่องจักรผลิตเงินสด" ของบริษัท ยิ่งคุณทำยอดได้มากเท่าไหร่ บริษัทก็ยิ่งพร้อมจะจ่ายไม่อั้น เพราะเงินที่คุณหาเข้ามามันคุ้มค่าเกินกว่าเงินเดือนที่คุณรับหลายสิบเท่า รายได้ของคุณจึงพุ่งทะยานอย่างไร้ขีดจำกัด (แต่บริษัทไหนไม่ย่อมจ่ายก็คือมันเหลี่ยมใส่ ไปขายที่อื่นก็ได้ครับ)

3. อาชีพอื่นเก่งแค่ไหนก็รับความเสี่ยงไม่ได้ แต่อาชีพเซลล์ยิ่งเสี่ยงยิ่งรวยเร็ว

วัฒนธรรมองค์กรทั่วไปสอนให้คน "รักความปลอดภัย" ทำตามสั่ง ห้ามทำผิดพลาด และนั่งเก้าอี้ตัวเดิมไปเรื่อยๆ เพื่อแลกกับความมั่นคงปลอมๆ สิ้นเดือนรับเงินเท่าเดิม เป๊ะๆ ลองไปดูงานหลังบ้าน เช่น บัญชี การเงิน วิศวะ คนคุมเครื่อง ฯลฯ อาชีพเหล่านี้ "พลาดก็คือกาก" เป็นต้นทุนทันทีครับ แต่อาชีพนักขายจริงไม่เคยกลัวความเสี่ยง พวกเขารู้ว่ารายได้ที่มั่นคงที่สุดคือ "รายได้ที่เราสร้างขึ้นมาเองด้วยสองมือ" การออกไปลุยตลาด B2B เจอการปฏิเสธ และดีลกับผู้บริหารระดับสูง ฝึกให้คุณมีความอึดและความสามารถในการหาเงิน ซึ่งต่อให้เศรษฐกิจพังแค่ไหน คนอาชีพนี้ก็ไม่มีวันจน ที่สำคัญคือต่อให้ขายไม่ได้ โดนปฎิเสธ 10 ราย แต่ปิดดีลได้ 2-3 รายและยอดเข้าเป้า เจ้านายจะมองข้ามความผิดพลาดทั้งหมดครับ (ฮา) เหมือนกองหน้ายิงประตูเลย

4. อาชีพอื่นแก้ปัญหาให้บริษัท "รายวัน" แต่อาชีพเซลล์แก้ปัญหาให้ตลาดแล้ว "หอบเงินกลับบ้าน"

พนักงานทั่วไปทำงานนั่งแก้ปัญหาเอกสาร แก้หน้างาน หรือเคลียร์คิวให้ลูกค้าจุกจิกไปวันๆ ทำงานเหนื่อยแทบตายแต่บริษัทได้หน้าและได้กำไร คุณได้แค่เศษเงินเดือนตามสลิป แต่อาชีพนักขายระดับ Strategic Deal-Maker คือคนที่เข้าไปแก้ "ปัญหาใหญ่ระดับโครงสร้างธุรกิจ" ให้กับองค์กร เช่น ลดต้นทุนให้เขาได้หลักล้าน หรือปลดล็อกระบบที่ล่มสลาย เมื่อคุณแก้ปัญหาใหญ่ระดับนี้ได้ เม็ดเงินมหาศาลจึงไหลเข้ากระเป๋าคุณในฐานะผู้สร้างดีล

5. อาชีพอื่นใช้เวลา 10 ปีเพื่อเรียนรู้ระบบ แต่อาชีพเซลล์ใช้เวลา 3 ปีเพื่อ "เป็นเจ้าแห่งเกมธุรกิจ"

อาชีพสายวิชาชีพหลายสายต้องใช้เวลาสะสมใบปริญญา สะสมชั่วโมงบิน หรือสอบใบประกอบวิชาชีพเป็นสิบปีกว่ารายได้จะแตะหลักครึ่งแสน แต่อาชีพนักขาย ถ้าคุณเข้าใจจิตวิทยาการต่อรอง รู้วิธีอ่านเกม B2B Enterprise และรู้ว่าเกมธุรกิจขับเคลื่อนด้วยอะไร คุณจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีในการสร้างทักษะการทำเงินที่ติดตัวไปจนวันตาย ไม่ว่าบริษัทจะเจ๊งหรือเศรษฐกิจจะล่มสลาย คนที่มีทักษะการขายและการปิดดีลระดับนี้ จะไม่มีวันอดตายและหาเงินที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้

👑 Sales Mastery B2B Enterprise (รุ่นที่ 103) หลักสูตรปลุกปั้น Strategic Deal-Maker ตัวจริง เปลี่ยนคุณจากคนขายของให้เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจระดับองค์กร

📅 22 - 23 สิงหาคม 2569 |

📍 Novotel Bangkok Sukhumvit 20 🔥 Early Bird: 15,900.-

👉 สำรองที่นั่งด่วน: [https://m.me/sales100million] หรือ LINE:

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

18/08/2026

% โครงสร้างและประเภทของนักขาย B2B ในประเทศไทย

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

% โครงสร้างและประเภทของนักขาย B2B ในประเทศไทยถ้าจะให้พูดถึงโครงสร้างประชากรในตลาดนักขายองค์กร B2B Sales ของประเทศไทย ภาพ...
18/08/2026

% โครงสร้างและประเภทของนักขาย B2B ในประเทศไทย

ถ้าจะให้พูดถึงโครงสร้างประชากรในตลาดนักขายองค์กร B2B Sales ของประเทศไทย ภาพสะท้อนสัดส่วนที่แท้จริงระหว่าง "เฟืองที่หมุนตาม KPI แบบ Corporate Key Account Manager" กับ "นักล่าเงินล้านตัวจริง หรือ Sales Hunter" มันคือภาพพีระมิดที่โหดร้ายมากครับ ถึงขั้นชี้ขาดเลยว่ารายได้หรืออนาคตของคนคนนึงจะอยู่ในรูปแบบไหน ได้ค่าคอมฯ เท่าไหร่ ค่าตัวจะแพงแค่ไหน ผมมีดาต้ามาฝาก ดังนี้ครับ

สัดส่วนโครงสร้างตลาดนักขาย B2B ในประเทศไทย

1. 90% — เป็นนักขายตาม KPI, Order Taker, Corporate Key Account Manager

นี่คือประชากรนักขายส่วนใหญ่ในตลาดบริษัทมหาชน บริษัทใหญ่ และองค์กรทั่วไป กลุ่มนี้คือพนักงานขายที่นั่งออฟฟิศ รักษายอดและลูกค้ารายเดิม ประจำการตามหน้างาน คอยประสานงาน จัดทำเอกสาร และวิ่งตาม KPI ที่บริษัทขีดเส้นไว้ให้ ความเสี่ยงต่ำ ปลอดภัย ถ้าทำตามสูตร และได้เงินเดือนประจำบวกโบนัสตามรอบ

สนามรบ: บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ (Public Company), องค์กรที่มีระบบราชการสูง, สินค้า Commodity ที่เน้นราคาและปริมาณ

ตัวอย่างบริษัท:

กลุ่ม FMCG (สินค้าอุปโภคบริโภค): เซลล์ที่ดูแลเชลฟ์สินค้าใน Tops, Lotus's, Makro

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: เซลล์ที่ดูแลดีลเลอร์ร้านค้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่รายย่อย

กลุ่มธนาคาร/ประกัน: พนักงานขายสินเชื่อหรือประกันตามสาขาที่ต้องทำตามเป้าหมายต่อวัน/ต่อเดือน

รูปแบบธุรกิจ: เน้นการกระจายสินค้าให้ทั่วถึง บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมไม่ให้หาย และทำตาม "คู่มือการขาย" ที่บริษัทวางไว้ให้ 100% งานหลักคือเอกสาร การวางบิล และตอบสนอง KPI รายเดือนที่หัวหน้าขีดไว้

2. 9% — เซลล์ระดับกลางถึงดี Mid-level B2B Sales, Solution Sales

กลุ่มนี้เริ่มมีทักษะการนำเสนอเชิงลึกแบบ Solution Selling เริ่มเจรจาต่อรองเป็น วิเคราะห์คู่แข่งได้ สามารถออกแบบโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันได้ด้วยตนเอง และทำยอดเข้าเป้าสม่ำเสมอ แต่ยังติดกรอบระบบองค์กรและยังต้องพึ่งพาแบรนด์ ชื่อเสียง หรือทรัพยากรของบริษัทแม่อยู่มาก

ตัวอย่างบริษัท:

บริษัท IT ซอฟต์แวร์ระดับกลาง: เซลล์ที่ขายระบบ ERP, ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ระบบไอทีให้กับบริษัทขนาดกลาง-ใหญ่

บริษัทด้านวิศวกรรม: เซลล์ที่ต้องคิดค้นโซลูชั่นเกี่ยวกับการติดตั้ง เช่น เครื่องจักร โซล่าร์เซลล์ โทรคมนาคม ก่อสร้าง ฯลฯ

บริษัทขายเครื่องมือแพทย์หรืออุปกรณ์เฉพาะทาง: เซลล์ที่ต้องเข้าโรงพยาบาลไปสาธิตอุปกรณ์ เครื่องจักร ให้หมอหรือผู้บริหารโรงพยาบาล

บริษัท Logistic ระหว่างประเทศ: เซลล์ที่วางแผน Supply Chain ให้ลูกค้าโรงงานขนาดใหญ่

รูปแบบธุรกิจ: ขายสินค้าที่มีราคาแพงและซับซ้อน ต้องใช้ความรู้เชิงเทคนิคในการนำเสนอ ต้องมีทักษะการเจรจาขั้นสูง และต้องบริหาร "เวลาตัดสินใจ" ของลูกค้าที่ค่อนข้างยาวนาน (3-6 เดือน) แต่รายได้ยังผูกติดอยู่กับความน่าเชื่อถือของ "แบรนด์บริษัท" ถ้าแบรนด์พัง เขาก็ขายยาก

3. เหลือไม่ถึง 1% — นักขายระดับ Partnership, Strategic Deal-Maker, True Sales Hunter

นี่คือกลุ่ม "ยอดมนุษย์" ที่หายากมากๆ ในตลาด (ที่สำคัญคือมักอยู่กับธุรกิจ SME หน้าใหม่ที่มีลูกค้าในมือน้อยมาก) เป็นคนที่องค์กรใหญ่ต้องยอมจ่ายค่าคอมมิชชันหรือส่วนแบ่งหลักล้าน เป็นคนที่กล้าชนกับ C-Level แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน มองเกมธุรกิจขาด ทะลวงกำแพงเก่ง หาสินค้าหรือพาร์ทเนอร์เพื่อจับเสือมือเปล่าขายของได้เลย และสร้างดีลพลิกเกมให้บริษัทได้ด้วยตัวเอง

ตัวอย่างบริษัท:

OEM เครื่องสำอาง อาหารเสริม: เจ้าของธุรกิจหรือเซลล์ที่ออกไปหาแบรนด์ใหม่ๆ มาผลิตในโรงงานตัวเอง โดยยอมเป็นพาร์ทเนอร์ให้ ซึ่งต้องช่วยวางแผนการตลาดให้ลูกค้าจนเกิดยอดขาย

บริษัท Technology Startup ที่ต้องการโตเร็ว: คนที่เข้าไปคุยกับระดับ CEO ของบริษัทมหาชนเพื่อเสนอโครงการ "ร่วมทุน" หรือการทำ Co-Brand ที่ไม่มีในระบบบริษัทแม่

บริษัท Lobbyist รายใหญ่: คนที่จับ "โปรเจกต์ภาครัฐ" ที่ต้องดึงพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศมาเชื่อมกับผู้มีอำนาจในไทย

💡 ทำไม 90% ถึงเลือกเป็นแค่ "เฟืองหมุน"?

1. โครงสร้างองค์กรไม่เอื้อให้เสือออกล่า: บริษัทใหญ่ในไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ "บริหารความเสี่ยง" มากกว่า "การเติบโตแบบก้าวกระโดด" ระบบการจัดซื้อ การอนุมัติ และสายการบังคับบัญชา มันยาวเหยียดจนฆ่าพลังของ Sales Hunter ตายคาสนาม ตรงๆ เลยคือเจ้านายไม่ได้สั่ง นโยบายไม่ได้ออก ล่าไปก็เท่านั้นครับ ข้ามหน้าข้ามตาแถมยังไม่มีผลกับการประเมินอีกต่างหาก

2. ความกลัวความเสี่ยง: การเป็น Sales Hunter แปลว่าคุณต้องรับแรงกดดันสูง ดีลหลุดคือไม่มียอด รายได้หาย แต่การเป็น Key Account Manager นั่งทำงานตาม KPI ไปวันๆ ถึงสิ้นเดือนเงินเดือนก็เข้าบัญชีเหมือนเดิม ความสบายนี้เลยดูดคนเข้าไปอยู่ในโซน 90% เกือบหมด

3. ระบบการศึกษาและค่านิยม: เนื่องจากบ้านเราไม่ได้สอนให้คนเป็น "ผู้สร้างดีลทางธุรกิจด้วยตนเอง" (ส่วนใหญ่มีสอนแค่แถวๆ เยาวราชสมัยก่อน) แต่สอนให้เป็น "พนักงานทำตามคำสั่ง" ที่เก่งเรื่องการท่องจำและปฏิบัติตามกฎระเบียบ (เพราะมันควบคุมง่ายครับ) ใครที่คิดต่าง แหกหัก ส่วนใหญ่มักอยู่ในระบบไม่ได้ ถึงออกมาตั้งบริษัทกันเองและต้องอยู่รอด

สรุปคือ ในตลาดมีคนอยากเป็น "นักล่า" น้อยมากครับ และตลาดก็มีพื้นที่ให้ "ตัวจริง" น้อยยิ่งกว่า แต่คนที่ยืนอยู่ในกลุ่ม 1% นี้ คือคนกุมอำนาจรายได้และเป็นคนที่บริษัทมหาชนหรือองค์กรใหญ่ต้องยอมก้มหัวเชิญตัวมาร่วมงานด้วยแพงๆ เสมอ

👑 Sales Mastery B2B Enterprise (รุ่นที่ 103) หลักสูตรปลุกปั้น Strategic Deal-Maker ตัวจริง เปลี่ยนคุณจากคนขายของให้เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจระดับองค์กร

📅 22 - 23 สิงหาคม 2569 |

📍 Novotel Bangkok Sukhumvit 20 🔥 Early Bird: 15,900.-

👉 สำรองที่นั่งด่วน: [https://m.me/sales100million] หรือ LINE:

17/08/2026

"Gemba Walk" วิธีการลงพื้นที่หน้างานแบบโตโยต้า ปิดการขายขั้นสุด

=====================
ติดต่อเราสำหรับบริการเหล่านี้
Global Sales System Consulting Services - บริการให้คำปรึกษาการวางแผนทีมขายครบวงจร
𝗖𝗹𝗶𝗰𝗸 𝗟𝗶𝗻𝗸 : https://www.sales100million.com/in-house-corporate-training/
𝗧𝗲𝗹. : 063-398-7999
𝗟𝗶𝗻𝗲@ :
Facebook 𝗜𝗻𝗯𝗼𝘅 : https://m.me/sales100million
สามารถติดตามอ่านบทความมากกว่า 3,000 บทความ ของ Sales100Million ได้ที่ https://www.sales100million.com/
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับติดตามฟัง Podcast Sales100Million ได้ที่
𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲 : https://www.youtube.com/
𝗧𝗶𝗸𝗧𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/

"Gemba Walk" วิธีการลงพื้นที่หน้างานแบบโตโยต้า ปิดการขายขั้นสุดในโลกของการขาย B2B ระดับอุตสาหกรรมหรือองค์กรขนาดใหญ่ มีคว...
17/08/2026

"Gemba Walk" วิธีการลงพื้นที่หน้างานแบบโตโยต้า ปิดการขายขั้นสุด

ในโลกของการขาย B2B ระดับอุตสาหกรรมหรือองค์กรขนาดใหญ่ มีความจริงอยู่เรื่องนึงที่นักขายระดับรากหญ้า หรือแม้แต่ระดับโลกมักมองข้ามและทำให้ปิดดีลไม่ได้ก็คือ "การไม่ไปดูดำดูดี" กับพนักงานและผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการที่อยู่หน้างาน เอาแต่เลียลูกค้าฝ่ายบริหารเพราะคิดว่าใหญ่กว่าและไม่อยากเอาตัวไปคลุกฝุ่น ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้คุณพลาดการปิดดีลแถมยังโดนคู่แข่งที่ใจถึงกว่าเสียบในช่วงนี้นี่แหละครับ สาเหตุเพราะคนหน้างานเขามีปัญหาจริง มีฝุ่น มีคราบน้ำมัน และมีเหงื่อท่วมตัวทุกวัน ต่อให้คุณเดินเข้าไปหาพวกเขาพร้อมกับสไลด์สวยๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าหน้างานจริงเครื่องจักรตัวไหนพัง หรือคอขวดการผลิตอยู่ตรงไหน คุณก็จะกลายเป็นแค่ "เซลล์น่ารำคาญ" ที่มาเพิ่มภาระให้เขา ซึ่งนี่ก็คือที่มาของศิลปะ "Gemba Walk" หรือการดึงแนวคิดการเดินสำรวจพื้นที่จริงจากโตโยต้า มาแปลงเป็นอาวุธลับของนักขายระดับเทพ ดังนี้ครับ

1. จงถอดสูทแล้วเดินลงดูหน้างานจริง

แทนที่จะมัวแต่นัดลูกค้าคุยกันที่ห้องประชุมเย็นๆ จงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอลูกค้าลงไปดูหน้างานจริงด้วยตัวเอง ดูไลน์ผลิต ดูคลังสินค้า เครื่องจักร ระบบการทำงานจริง ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับโซลูชั่นที่คุณขาย เพราะทันทีที่คุณก้าวเท้าลงไปเหยียบพื้นที่ปฏิบัติการจริง (Gemba) กำแพงไม่ไว้วางใจของหัวหน้าหน้างานจะลดลงทันที เพราะพวกเขาเห็นว่าคุณเป็นคนลุยจริง ไม่ใช่พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

2. ใช้ "ตาดู หูฟัง และหุบปาก"

เมื่ออยู่หน้างาน ห้ามหลับหูหลับตานำเสนอสเปกสินค้าเด็ดขาด ให้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการสังเกต จดบันทึก เช่น สังเกตเสียงเครื่องจักร สังเกตท่าทีของพนักงานหน้างาน และมองหา "จุดติดขัด" ที่กำลังสร้างความปวดหัวให้ผู้จัดการโรงงาน ซึ่งถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค คุณสามารถพาทีมงานที่เก่งหน้างานและเป็นสายช่างเข้าร่วมสังเกตการณ์แทนคุณและสรุปหน้างานกับลูกค้าก็ได้ครับ

3. ตั้งคำถามเชิงลึกกับลูกค้าหน้างานตัวจริง

อย่าคุยแต่ลูกค้าระดับผู้บริหารระดับสูง แต่ให้ลองพูดคุยและถามไถ่ปัญหาจากหน้างานจริงด้วยความสุภาพ เช่น "พี่ครับ ตรงจุดนี้พนักงานของพี่ต้องเสียเวลาทำซ้ำกี่รอบต่อวันเหรอครับ" หรือ "มีขั้นตอนไหนที่พี่รู้สึกว่ามันน่าจะเร็วกว่านี้ได้อีกบ้างไหมครับ" ซึ่งทำให้คุณได้ข้อมูลดิบและ Pain Point ที่แท้จริง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ผู้บริหารระดับสูงอาจไม่เคยรู้มาก่อน แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาอยากแก้ใจจะขาด

4. กลับมาพร้อมกับโซลูชั่นที่แก้ได้ถูกจุด

หลังจากทำ Gemba Walk จบแล้ว ในการนำเสนอข้อเสนอรอบถัดไป คุณจะไม่พูดถึงสินค้าแบบกว้างๆ อีกต่อไป แต่คุณจะมาพร้อมกับโซลูชั่นที่ปรับสเปคหรือออกแบบให้ตอบโจทย์ลูกค้าจากหน้างานจริง ซึ่งจุดนี้แหละที่คุณจะสามารถขายแบบเน้นคุณค่า เสนอสินค้าคุณภาพ มูลค่าสูง หนีสงครามราคาและสามารถ "ล็อคสเปค" ให้ลูกค้าหน้างานเป็นกองเชียร์กับฝ่ายบริหารและเป็นผู้เลือกเรา อีกทั้งยังเป็นการสกัดคู่แข่งคุณภาพต่ำ เน้นแต่ตัดราคาได้ดีที่สุดครับ

ที่อยู่

เลขที่ 7 ซอยนักกีฬาแหลมทอง 5 แยก 4-5 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง
Bangkok
10240

เบอร์โทรศัพท์

+66633987999

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sales100Million - กูนี่แหละเซลล์ร้อยล้านผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Sales100Million - กูนี่แหละเซลล์ร้อยล้าน:

ทางลัด

แนะนำ

แชร์