Marketing Conference

Marketing Conference ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Marketing Conference, หน่วยงานให้คำปรึกษา, 1248 Pattanakarn Road Suanluang, Bangkok.

จุดนัดพบนักการตลาดแห่งอนาคต MKTCON2025เผย 10 เทคนิคพลิกเกมการตลาดจากเวทีระดับประเทศงาน MARKETING CONFERENCE 2025 (MKTCON...
27/09/2025

จุดนัดพบนักการตลาดแห่งอนาคต MKTCON2025
เผย 10 เทคนิคพลิกเกมการตลาดจากเวทีระดับประเทศ
งาน MARKETING CONFERENCE 2025 (MKTCON2025) โดย Content Shifu และ CREATIVE TALK ปิดฉากลงอย่างสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศที่รวมพลังนักการตลาดกว่า 3,000 คน จากองค์กร แบรนด์ เอเจนซี และนักการตลาดทั่วประเทศ พร้อมด้วย Speaker กว่า 50 ชีวิต จากทั้ง Global Platform และผู้นำด้านการตลาดในไทย
งานนี้ไม่ใช่แค่การอัปเดตเทรนด์ แต่คือเวทีที่พิสูจน์ว่า “การตลาดแห่งอนาคต” ต้องผสาน ความรู้ (Knowledge), เทคโนโลยี (Technology) และการเชื่อมต่อ (Marketing Intelligence) เข้าด้วยกันจริง ๆ
จากหลากหลาย Session บนเวทีใหญ่และ Workshop ที่ลงลึก เราสรุปออกมาเป็น 10 เทคนิคการตลาด ที่นักการตลาดยุค 2025 ต้องรู้
1. เลือก Creator จาก Insight ไม่ใช่แค่ตัวเลข
อย่ามองแค่ยอด Followers หรือความดังของ Creator แต่ให้ดูว่ามี “Insight ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์” หรือไม่ เช่น พฤติกรรมผู้ติดตาม, ภาษา, หรือความเชื่อมโยงกับสินค้า เทคนิคนี้จะทำให้แคมเปญคุ้มค่ามากขึ้น เพราะเข้าถึงคนที่ใช่จริง ๆ
2. เปลี่ยนจากการ “จ้างโพสต์” ไปสู่ “การเล่าเรื่องร่วมกัน”
แทนที่จะให้ Creator แค่โพสต์ขายของ ให้ทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น เช่น ออกแบบ Storyline, ผลิตคอนเทนต์ร่วมกับแบรนด์ หรือทำ Co-Creation กับลูกค้า เทคนิคนี้สร้างความน่าเชื่อถือและ Engagement ที่ยั่งยืนกว่า
3. สร้าง Chat Commerce Funnel ด้วย Agentic AI
ใช้ AI ไม่ใช่แค่ตอบอัตโนมัติ แต่ให้เป็น “ผู้ช่วยขาย” ครบทุกขั้นตอน → ตั้งแต่ดึงดูด (Attract) → ตอบคำถาม (Engage) → ปิดการขาย (Convert) → กระตุ้นการซื้อซ้ำ (Retain & Grow) → จนถึงการยิงแคมเปญ Retarget เทคนิคนี้ช่วยให้แชทกลายเป็นช่องทางรายได้จริง
4. ลงทุนกับ Retention มากกว่า Acquisition อย่างเดียว
งานวิจัยชี้ว่ารายได้ 60–80% มาจากลูกค้าเก่า การตลาดที่ดีต้องมี “ระบบดึงลูกค้ากลับมา” เช่น โปรแกรม Loyalty, การสื่อสารแบบ Personalized, หรือ AI Trigger ที่ยิงโปรโมชั่นตรงเวลา เทคนิคนี้ช่วยให้ ROI สูงกว่าไล่หาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา
5. ใช้ AI-Powered CRM แทนการเก็บข้อมูลอย่างเดียว
CRM ยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่ Database แต่ต้องมี AI ที่ “สรุป Insight อัตโนมัติ, แนะนำ Campaign, และ Trigger Action ได้ทันที” เทคนิคนี้ช่วยลดเวลาการวิเคราะห์ และทำให้ทีมลงมือทำได้เร็วขึ้น
6. ทำ Personalization แบบมีมนุษย์อยู่ในนั้น (Humanized Personalization)
อย่าให้ระบบ Automation ทำงานแข็งทื่อเกินไป เติมความเป็นมนุษย์ เช่น น้ำเสียงที่เป็นมิตร, การเล่าเรื่องที่มีอารมณ์ร่วม หรือการใส่ Empathy ในข้อความ เทคนิคนี้ทำให้แบรนด์ไม่ถูกมองว่า “เย็นชาเหมือนบอท”
7. Automate สิ่งพื้นฐาน แล้วใช้มนุษย์กับงานสร้างสรรค์
ปล่อยให้ AI จัดการงานที่ต้องการความเร็วและความแม่น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล, การจัดการ Workflow, หรือการยิงแคมเปญอัตโนมัติ → ขณะเดียวกันให้ทีมโฟกัสกับงานสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และการสร้างความผูกพัน เทคนิคนี้ช่วยให้ทีมทำงานได้ทั้งเร็วและแตกต่าง
8. สร้างระบบ Test → Learn → Repeat อย่างต่อเนื่อง
แทนที่จะทุ่มงบก้อนเดียวแล้วจบ ให้ทดลองเล็ก ๆ วัดผลเร็ว และปรับทันที (Agile Marketing) เช่น การใช้ A/B Test, ทดลอง Creator หลายกลุ่ม, หรือ Pilot Campaign ก่อนขยาย เทคนิคนี้ทำให้เสียหายน้อยถ้าพลาด แต่ได้ผลคูณมากเมื่อเจอวิธีที่เวิร์ก
9. ดึงลูกค้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด (Co-Creation)
ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการออกแบบสินค้า คอนเทนต์ หรือกิจกรรม → เช่น เปิดให้โหวตสินค้าใหม่, แชร์ UGC (User Generated Content), หรือจัดแคมเปญ Challenge เทคนิคนี้สร้างการมีส่วนร่วมที่แท้จริง และทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นเจ้าของแบรนด์
10. วางระบบทำงานแบบ Human–AI Collaboration
อย่าคิดว่า AI จะมาแทนมนุษย์ แต่ใช้มันเป็น “คู่หู” → มนุษย์เก่งเรื่องอารมณ์ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่ AI เก่งเรื่องความเร็ว ความแม่น และ Scale เทคนิคนี้จะทำให้ทีมการตลาดโตได้แบบก้าวกระโดด
ทั้ง 10 เทคนิคนี้มาจากเวที MARKETING CONFERENCE ที่เน้นให้ ทุก Session ไม่ใช่แค่เล่า แต่เป็นสิ่งที่เอากลับไปใช้ได้ทันที เพราะอนาคตของการตลาด ไม่ได้อยู่ที่ใครมีงบเยอะกว่า แต่ที่ใครปรับใช้ Knowledge + Technology + Connection ได้เร็วกว่ากัน
ความสำเร็จของงาน MARKETING CONFERENCE 2025 คือการพิสูจน์ว่า “อนาคตของการตลาด” ไม่ได้อยู่แค่ที่ใครมีงบมากกว่า แต่คือใครเข้าใจ Insight, ใช้ AI อย่างชาญฉลาด, และสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับผู้บริโภคได้มากกว่า
งานนี้จึงเป็นมากกว่าคอนเฟอเรนซ์ แต่คือ สนามฝึกจริงของนักการตลาดยุคใหม่ ที่ต้องพร้อมทั้งปรับตัว และสร้างเกมใหม่ไปพร้อมกัน
สำหรับคนที่มีบัตร MKTCON2025 ติดตามรับชมย้อนหลังทุกเซสชัน
ได้ทาง https://creativetalkonline.com
หากใครสนใจและยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตร Re-run ได้แล้วที่
https://www.zipeventapp.com/e/MKTCON2025
ในราคาเพียง 990.- เท่านั้น!

เปลี่ยนทุก 'Action' เป็น 'ยอดขาย' ที่วัดผลได้จริง! ด้วย Framework ‘9A Customer Journey’ 🔎
22/09/2025

เปลี่ยนทุก 'Action' เป็น 'ยอดขาย' ที่วัดผลได้จริง! ด้วย Framework ‘9A Customer Journey’ 🔎

เปลี่ยนทุก 'Action' เป็น 'ยอดขาย' ที่วัดผลได้จริง! ด้วย Framework ‘9A Customer Journey’ 🔎
เคยสงสัยไหมว่าทำไมลูกค้าถึงเลือก (หรือไม่เลือก) เรา? อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เขากลับมาซื้อซ้ำ หรืออะไรที่ทำให้เขาหายไป?
คำตอบของคำถามเหล่านี้ซ่อนอยู่ในเส้นทางของลูกค้า หรือ Customer Journey และนี่คือ 9A Customer Journey Framework จากคุณหนุ่ย การตลาดวันละตอน ที่จะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่ก่อนจะรู้จักแบรนด์ ไปจนถึงการบอกต่อ

=========

[🔥 5 คำถามเปลี่ยนมุมมอง ที่ทุกธุรกิจต้องหาคำตอบให้เจอ]
ลองนึกภาพธุรกิจของคุณเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งบนเชลฟ์ในซูเปอร์มาร์เก็ต ท่ามกลางคู่แข่งมากมาย
คำถามคือ ทำอย่างไรให้ลูกค้า "หยิบ" เราขึ้นมา? และไม่ใช่แค่หยิบครั้งเดียว แต่กลับมาหยิบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การลงมือทำทันที แต่อยู่ที่การ "หยุดและตั้งคำถาม" ที่ถูกต้องกับตัวเองก่อน
ก่อนจะวางกลยุทธ์การตลาดที่ซับซ้อน ให้เริ่มต้นจากการหา "เหตุผล" เบื้องหลังพฤติกรรมของลูกค้าผ่าน 5 คำถามนี้
❓ ทำไมเขาถึง 'เลือก' เรา? - อะไรคือจุดเด่นที่ทำให้เราชนะคู่แข่งในสายตาของลูกค้า?
❓ ทำไมเขาถึง 'ไม่เลือก' เรา? - เราขาดอะไรไป? ราคา, ฟีเจอร์, หรือการบริการส่วนไหนที่เรายังสู้คู่แข่งไม่ได้?
❓ ทำไมเขาถึง 'ยังเลือก' เราอยู่? - อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ ทั้งที่มีตัวเลือกใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา?
❓ ทำไมเขาถึง 'หยุดเลือก' เรา? - เกิดอะไรขึ้นกับลูกค้าที่เคยซื้อ แต่ตอนนี้หันไปหาตัวเลือกอื่น?
❓ ทำไมเขาถึง 'แนะนำ' เรา? - อะไรคือความประทับใจที่มากพอจะทำให้ลูกค้าช่วยบอกต่อให้เราโดยสมัครใจ?
[🔵 Case Study: ถามน้อยแต่ได้มากฉบับ Enterprise Rent-A-Car]
บริษัทเช่ารถระดับโลกอย่าง Enterprise Rent-A-Car ไม่ได้ใช้แบบสอบถามยาวเหยียด แต่ใช้เพียง 3 คำถามทรงพลังเพื่อประเมินผลและปรับปรุงบริการทันที
❓ คำถามที่ 1: "คุณรู้สึกอย่างไรกับประสบการณ์ล่าสุด?" (วัดความพึงพอใจ)
👉🏻 ไม่ใช่แค่ตัวเลข 1-10 แต่ใช้ตัวเลือกที่ชัดเจน (เช่น พอใจมาก, ไม่พอใจเลย) เพื่อให้เห็นภาพการบริการที่แท้จริง
❓ คำถามที่ 2: "คุณจะกลับมาใช้บริการเราอีกไหม?" (เช็กความภักดี)
👉🏻 คำถามนี้ช่วยตรวจสอบความจริงใจของคำตอบในข้อแรก และบ่งชี้ถึงโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ
❓ คำถามที่ 3: "อยากให้ผู้จัดการสาขาโทรกลับไปหาไหม?" (เปิดประตูสู่ Feedback)
👉🏻 หากตอบว่า "ใช่" นั่นอาจหมายถึงพวกเขามีเรื่องดีๆ ที่อยากชื่นชม หรือมีปัญหาที่อยากให้เราเข้าไปแก้ไขโดยตรง
✨ สรุป: การเก็บข้อมูลลูกค้าไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้อง ชัดเจน, วัดผลได้, และนำไปสู่การลงมือทำได้จริง
[🔎 6 คำถามที่ธุรกิจต้องตอบให้ได้]
นอกจากการเข้าใจลูกค้าภายนอกแล้ว เราต้องหันกลับมาสำรวจข้อมูลภายในของเราให้เฉียบคมด้วยคำถามเหล่านี้
❓ใครคือลูกค้าของเราบ้าง? (Demographics, Behaviors)
❓เขามาเป็นลูกค้าเราได้อย่างไร? (Acquisition Channels)
❓เขาเป็นลูกค้าเรามานานแค่ไหน? (Customer Lifetime)
❓ทำไมเขายังเป็นลูกค้าเรา? (Retention Drivers)
❓เขาเลิกเป็นลูกค้าเราตั้งแต่เมื่อไหร่? (Churn Point)
❓ทำไมบางคนถึงไม่เคยเป็นลูกค้าเราเลย? (Market Barriers)
"การตลาดที่ดีที่สุด คือการทำให้คนอื่นอิจฉาลูกค้าของเรา"
เมื่อเราตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ได้ชัดเจนแล้ว เราจะพร้อมสำหรับการวางแผนเส้นทางของลูกค้า หรือ '9A Customer Journey' ในขั้นตอนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

=========

[💡 รู้จัก 9A Customer Journey]
Framework นี้จะแบ่งเส้นทางลูกค้าออกเป็น 9 ขั้นตอน พร้อมคำถามสำคัญที่เราต้องหาคำตอบและตัวชี้วัดให้เจอในแต่ละด่าน
👉 1. Aware: เขารู้จักเราจากไหน? (เห็นโฆษณา, เพื่อนบอก)
👉 2. Appeal: เขาสนใจอะไรในตัวเรา? (ดีไซน์สวย, โปรโมชั่นดี)
👉 3. Attention: เขาหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติม? (อ่านรีวิว, ค้นหาใน Google)
👉 4. Affirmation: อะไรทำให้เขามั่นใจ? (รีวิวจากผู้ใช้จริง, รางวัลการันตี)
👉 5. Action: เขาตัดสินใจซื้อที่ไหน เมื่อไหร่? (ซื้อผ่านแอป, ที่หน้าร้าน)
👉 6. Activate: เขาเริ่มใช้งานสินค้า/บริการเราอย่างไร? (แกะกล่อง, ลงทะเบียนแอป)
👉 7. Awesome: อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาว้าวและประทับใจ? (ใช้ง่ายกว่าที่คิด, บริการหลังการขายเยี่ยม)
👉 8. Addict: อะไรที่ทำให้เขาใช้งานซ้ำๆ จนติดใจ? (โปรแกรมสะสมแต้ม, ฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์)
👉 9. Advocate: อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาแนะนำเรา? (ความประทับใจ, ได้รับสิทธิพิเศษ)
โดยตลอดเส้นทาง 9A นี้ จะถูกขับเคลื่อนด้วย 5 คำถามสำคัญที่เราต้องตอบให้ได้
“ทำไมไม่เลือก → ทำไมเลือก → ทำไมหยุดเลือก → ทำไมยังเลือก → ทำไมแนะนำ”
[💡 แนวทางการวัดผล 9A Journey ในแต่ละประเภทธุรกิจ]
เราสามารถนำ 9A มาปรับใช้เพื่อหาช่องทาง (Channels) และตัวชี้วัด (Metrics) ที่เหมาะสมกับธุรกิจของเราได้
🛒 Physical Product
⭐️ Aware
⚫ ช่องทาง: Facebook Ads, Instagram Ads, TikTok Ads, YouTube Ads, Social Post, Influencer
⚫ ตัวชี้วัด: Reach, Impression, Views
⭐️ Appeal
⚫ ช่องทาง: Testimonials, รีวิวบิวตี้บล็อกเกอร์, Influencer
⚫ ตัวชี้วัด: Click link, Spend Time > 7s, Read > 1 min
⭐️ Attention
⚫ ช่องทาง: TikTok Search, YouTube Search, Google Search, Facebook Group
⚫ ตัวชี้วัด: Pixel, Cookie, UTM
⭐️ Affirmation
⚫ ช่องทาง: รีวิวเชิงบวก, Content จาก Influencer ที่สนับสนุนแบรนด์
⚫ ตัวชี้วัด: Click, Convert, Code
⭐️ Action
⚫ ช่องทาง: Convenience Store, Marketplace, TikTok Shop, Messenger, LINE
⚫ ตัวชี้วัด: Conversion, Code
⭐️ Activate
⚫ ช่องทาง: Review, Social Post, Social Listening, LINE Survey, CRM
⚫ ตัวชี้วัด: CRM, Survey, Social Listening
⭐️ Awesome
⚫ ช่องทาง: LINE Content Educate, ติดตามผล
⚫ ตัวชี้วัด: Survey, Social Listening
⭐️ Addict
⚫ ช่องทาง: Repurchase, Social Post, Review
⚫ ตัวชี้วัด: CRM, Social Listening
⭐️ Advocate
⚫ ช่องทาง: Affiliate Link, Friend Code, Social Post
⚫ ตัวชี้วัด: Affiliate, Social Listening
📱 Digital Product (แอปพลิเคชัน, ซอฟต์แวร์)
⭐️ Aware
⚫ ช่องทาง: Facebook Ads, Instagram Ads, TikTok Ads, YouTube Ads, Social Post, Influencer, App Website, PR Website, Billboard
⚫ ตัวชี้วัด: Click, Session, Click-through rate (CTR)
⭐️ Appeal
⚫ ช่องทาง: Review & Sticker Content, Testimonial, Influencer A/B/C
⚫ ตัวชี้วัด: Scroll depth >50%, Read >2 mins, Click Link
⭐️ Attention
⚫ ช่องทาง: App Store, Ask Friend, Post Social, Facebook Group, YouTube Search, Google Search
⚫ ตัวชี้วัด: Pixel, Cookie, UTM
⭐️ Affirmation
⚫ ช่องทาง: Friend Recommend, Rewards, Awards, Register by Real User
⚫ ตัวชี้วัด: Conversion
⭐️ Action
⚫ ช่องทาง: Register, Direct download
⚫ ตัวชี้วัด: In-App Tracking
⭐️ Activate
⚫ ช่องทาง: Modify Avatar, Collect Coin
⚫ ตัวชี้วัด: In-App Tracking
⭐️ Awesome
⚫ ช่องทาง: Change Skin, Stalking Coin, Collect Coin
⚫ ตัวชี้วัด: In-App Tracking
⭐️ Addict
⚫ ช่องทาง: In-App Gamification, Challenges
⚫ ตัวชี้วัด: In-App Tracking
⭐️ Advocate
⚫ ช่องทาง: Invite Friend, Share to Social
⚫ ตัวชี้วัด: In-App Tracking เช่น Share rate >50%, Viral coefficient, Social mentions
🚗 Hybrid Product (สินค้าที่มีทั้ง Physical และ Digital)
⭐️ Aware
⚫ ช่องทาง: Facebook Ads, Instagram Ads, TikTok Ads, YouTube Ads, Google Ads, Influencer, Social Post, PR Website, Billboard, Friend
⚫ ตัวชี้วัด: Reach, Impression, Views
⭐️ Appeal
⚫ ช่องทาง: Design Highlight, Auto Parking, Battery Lifetime, Website, Influencer
⚫ ตัวชี้วัด: Click Link, Spend Time >7s, Read >1 min
⭐️ Attention
⚫ ช่องทาง: Ask Friend, Post Social, Facebook Group, YouTube Search, TikTok Search, Google Search
⚫ ตัวชี้วัด: Pixel, Cookie, UTM
⭐️ Affirmation
⚫ ช่องทาง: Dealer, In-Store, Online Booking
⚫ ตัวชี้วัด: Conversion Offline + Online, Test Drive Booking Rate
⭐️ Action
⚫ ช่องทาง: รับรถ, ชำระหรือสินเชื่อจองรถ
⚫ ตัวชี้วัด: CRM, Survey, Call Center
⭐️ Activate
⚫ ช่องทาง: Register App, Download
⚫ ตัวชี้วัด: Register, Answer, Social Listening
⭐️ Awesome
⚫ ช่องทาง: EV Community, Social Listening, Survey
⚫ ตัวชี้วัด: Social Listening, Answer
⭐️ Addict
⚫ ช่องทาง: ใช้งาน >5/month, Purchase Extra
⚫ ตัวชี้วัด: CRM, Social Listening
⭐️ Advocate
⚫ ช่องทาง: Affiliate Program, Sales Contact, Social Post
⚫ ตัวชี้วัด: Affiliate Conversions, Social Listening

=========
📌 สรุป
เมื่อเราเข้าใจและวัดผลได้ครบทั้ง 9A แล้ว เราจะสามารถตอบ 5 คำถามสำคัญในช่วงต้นได้ และนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเส้นทางของลูกค้าให้ดีขึ้น เปลี่ยนทุกการกระทำให้กลายเป็นยอดขายที่เติบโตอย่างยั่งยืน
👉🏻 เคล็ดลับ คือ เริ่มจากสิ่งที่ ‘วัดผลง่าย’ ก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาไปสู่จุดที่วัดได้ครบทุกมิติ

=========

สรุปจากงาน
📍 Session: Key Metrics for Marketing, Sales or Customer Services & How to Improve Them
📍 Speaker: ณัฐพล ม่วงทำ, เจ้าของเพจ การตลาดวันละตอน
สำหรับคนที่มีบัตร MKTCON2025
ติดตามรับชมย้อนหลังทุกเซสชัน
ได้ทาง https://creativetalkonline.com/
#การตลาดวันละตอน

ถอดรหัส  #ไลฟ์หลักล้าน จาก 2 มุมมองธุรกิจ La glace Thailand & iHAVECPU ทำอย่างไรให้การไลฟ์ไม่ใช่แค่การขาย แต่คือการซื้อใ...
22/09/2025

ถอดรหัส #ไลฟ์หลักล้าน จาก 2 มุมมองธุรกิจ La glace Thailand & iHAVECPU ทำอย่างไรให้การไลฟ์ไม่ใช่แค่การขาย แต่คือการซื้อใจคนดู

ถอดรหัส #ไลฟ์หลักล้าน จาก 2 มุมมองธุรกิจ La glace Thailand & iHAVECPU ทำอย่างไรให้การไลฟ์ไม่ใช่แค่การขาย แต่คือการซื้อใจคนดู
สรุปประเด็นเด็ดจากงาน กับ Session ที่จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังการไลฟ์สุดปัง จากคุณคิว LA GLACE และคุณเปา iHAVECPU สองผู้เชี่ยวชาญจากสองวงการที่แตกต่างกัน

=========

[💄LA GLACE ไขวิธีสร้างคอนเทนต์ที่คนหยุดดูไม่ได้ และปั้นไลฟ์ยังไงให้ยอดขายหลักร้อยล้าน]
คุณคิว LA GLACE เผยว่าหัวใจสำคัญ คือ การดึง Traffic เข้ามาให้ได้มากที่สุดก่อนวันไลฟ์จริง
🔥 5 เทคนิคการไลฟ์ฉบับ LA GLACE
✨ สร้างคอนเทนต์ให้แพลตฟอร์มดัน: ทำคอนเทนต์ที่คนดูนานและดูจบ โดยเฉพาะบน TikTok เพื่อให้ระบบนำส่งคอนเทนต์ของเราไปสู่คนดูในวงกว้าง
✨ ใช้ Influencer และ OOH: เมื่อคอนเทนต์เราไม่พอ ต้องใช้พลังจากภายนอกช่วยสร้างการรับรู้ ทำให้ลูกค้าเจอเราบ่อยๆ จนจำได้ และหยุดดูเมื่อเราไลฟ์
✨ สร้าง Loyalty ด้วย Storytelling: การจะมัดใจลูกค้าได้ต้องมีองค์ประกอบตั้งแต่ Awareness > Image > Loyalty > Quality > Identity ซึ่งการเล่าเรื่องจะช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ดีที่สุด
✨ อยู่กับลูกค้าในทุกที่: ปัจจุบัน Customer Journey ซับซ้อนมาก (เห็นใน TikTok > เทสที่หน้าร้าน > ดูรีวิวใน Lemon8 > ซื้อที่ Shopee) แบรนด์จึงต้องไปปรากฏตัวในทุกแพลตฟอร์มที่ลูกค้าอยู่
✨ สร้างฐานข้อมูลตัวเอง (CRM): โดยเฉพาะช่วง Double Digit ที่ยอดขายพุ่งสูง ต้องรีบทำ CRM เพื่อสร้างฐานแฟนคลับของตัวเอง จะได้ไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว
🧠 เจาะลึกวิธีการสร้างคอนเทนต์ที่คนหยุดดูไม่ได้
✨ กระตุ้น Dopamine ทุก 2 วิ: ใส่จุดน่าสนใจสลับ Footage ทุกๆ 2 วินาทีเข้าไปในคอนเทนต์วิดีโอตลอดเวลาเพื่อดึงความสนใจ
✨ กระตุ้น Oxytocin: ทำให้คนดูรักและผูกพันกับตัวตนของแบรนด์ เปรียบเสมือนการชื่นชอบตัวละครในซีรี่ส์หรือภาพยนตร์
✨ สร้างความทรงจำ: ใช้คอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่หรือน่าจดจำ เหมือนเวลาเราจำเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้แม่นยำ

=========

[💻 iHAVECPU ไม่เน้นขาย แต่เน้นให้ความรู้ สร้างแบรนด์ให้กลายเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า]
สำหรับสินค้ามูลค่าสูงอย่างคอมพิวเตอร์ คุณเปา iHAVECPU มองว่าการไลฟ์เพื่อปิดการขายทันทีเป็นเรื่องยาก แต่ใช้ไลฟ์เพื่อสร้างอย่างอื่นแทน
🔥 5 เทคนิคการไลฟ์ฉบับ iHAVECPU
✨ ไม่เน้นขาย แต่เน้นให้: สินค้าราคาสูงต้องสร้างความเชื่อใจ คุณเปาจึงเน้น Give and Take คือการให้ความรู้ ให้รอยยิ้ม ให้ข้อมูลเปรียบเทียบ เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็น Top of Mind ในใจลูกค้า
✨ ใช้ Own Media ปิดการขาย: ไลฟ์เพื่อสร้างการรับรู้ แต่ปิดการขายผ่านช่องทางของตัวเอง เช่น เว็บไซต์ หรือ Inbox เพื่อลดค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและเก็บข้อมูลลูกค้าโดยตรง
✨ เป็นทุกอย่างที่ลูกค้าอยากให้เป็น: ต้องสวมหมวกหลายใบ วิเคราะห์คู่แข่ง หาจุดอ่อนของเขามาเป็นจุดแข็งของเรา และพูดในสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง
✨ Practice Makes Perfect: ไลฟ์ครั้งนี้ไม่ดีไม่เป็นไร เริ่มใหม่ได้เสมอ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจ Pain Point ของลูกค้าอย่างแท้จริง
✨ ต้องเป็นตัวจริง: ถ้าจะขายอะไร ต้องรู้ลึกรู้จริงในสิ่งนั้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

=========

[🚀 อนาคตของ Live Commerce]
ทั้งสองท่านมองว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า วงการนี้จะแข่งขันกันดุเดือดขึ้นมาก
🚀 คุณภาพจะชนะปริมาณ: คุณคิวกล่าวว่า อนาคตครีเอเตอร์จะเพิ่มขึ้นมหาศาล คนที่จะอยู่รอดคือคนที่ไลฟ์ได้อย่างมี "คุณภาพ" และสร้างตัวตนที่ชัดเจน
🚀 AI แทนที่คนไม่ได้: คุณเปาเชื่อว่า AI อาจจะ "ขยัน" ได้ แต่ไม่สามารถสร้าง "คุณภาพ" และความเป็นมนุษย์ที่เชื่อมต่อกับคนดูได้

=========

สรุปจากงาน
📍 Session: How to Hit Millions in One Live
📍 Speaker
1. ธีระฑัต หนูดำ เจ้าของเพจใดๆในโลกล้วนการตลาด , COO of Laglace
2. พีรดนย์ เหมยากร CEO & Founder of iHAVECPU
สำหรับคนที่มีบัตร MKTCON2025
ติดตามรับชมย้อนหลังทุกเซสชัน
ได้ทาง https://creativetalkonline.com/

6 วิธีสร้าง New S-Curve ในตลาดด้วยเลนส์การทำธุรกิจ ให้คุณสร้างเทรนด์ มองเห็นโอกาสก่อนใคร และทิ้งห่างคู่แข่งไปข้างหน้า
22/09/2025

6 วิธีสร้าง New S-Curve ในตลาดด้วยเลนส์การทำธุรกิจ ให้คุณสร้างเทรนด์ มองเห็นโอกาสก่อนใคร และทิ้งห่างคู่แข่งไปข้างหน้า

6 วิธีสร้าง New S-Curve ในตลาดด้วยเลนส์การทำธุรกิจ ให้คุณสร้างเทรนด์ มองเห็นโอกาสก่อนใคร และทิ้งห่างคู่แข่งไปข้างหน้า
โดยคุณเอง บังอร สุวรรณมงคล, CEO and Founder of Hummingbirds Consulting ได้มาแชร์การยกระดับแบรนด์ด้วย 6 เลนส์ของการทำ Marketing Innovation
ซึ่งจากทั้ง 6 ข้อ สามารถแบ่งออกมาเป็น 2 ประเภท คือ Core Innovation และ Catalyst Innovation
📍 Core Innovation
1. Product Lens
2. Communication Lens
3. Experience Lend
📍 Catalyst Innovation
4. Trend Lens
5. Competitor Lens
6. Cross-Industry Lens

=========

[💡 Core Innovation💡]
ธุรกิจของเราเหมือนต้นไม้ กฎข้อที่ 1 คือราก หรือพื้นฐานต้องดี Core Innovation โดยเลนส์ที่ต้องโฟกัส ได้แก่
1️⃣Product Lens
การใส่ใจในสินค้าของเรา ถ้าสินค้าไม่โดดเด่น การตลาดแค่การขยายความธรรมดาให้ดีขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากสิ่งที่มีอยู่ (Incremental Change) และเพิ่มเติมสิ่งใหม่ (Disruption Change)
⭐️ Incremental Change = Better Same
ทำของเดิมให้ดีขึ้น เช่น เร็วขึ้น ประหยัดขึ้น และสะดวกขึ้น แต่แค่ขัดเงา ไม่ได้แปลว่าจะพลิกเกม เราต้องหาสิ่งใหม่มาเสริมด้วย
⭐️ Disruption Change = New Different
สร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาด หรือ สร้างคุณค่าใหม่ที่คู่แข่งไม่มี
ยกตัวอย่างกรณีศึกษา
📌 แบรนด์ขายข้าวหอม หงษ์ทอง ค่อนข้างมีการแข่งขันเรื่องราคาสูงขึ้น และคุณภาพของข้าว อย่างข้าวที่หุงขึ้นหมอ ถ้าอยากให้ขายให้ได้มากขึ้นเราต้องรู้จัก Need ของลูกค้า และเสริมเรื่อง Distruption Change โดยต้องไม่เลือกเทคโนโลยีก่อน แต่ต้องเริ่มจากลูกค้าก่อน
ซึ่งการหา New Different ก็ต้องพยายามแก้ Pain Point ใหม่ โดยสิ่งที่ช่วยเพิ่มยอดขาย คือ
🔎 Pain Killer >> ขจัดจุดอ่อน/ปัญหาลูกค้า
🔎 Vitamin >> เพิ่ม Gain Point ใหม่
🔥 กฎเหล็กข้อแรก ต้องรู้จักลูกค้า รู้ว่าความฝันของลูกค้าคืออะไร
2️⃣Communication Lens
ลูกค้าไม่ได้ซื้อ ลูกค้าซื้อสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิต และ สร้างสรรค์ เรียกความสนใจได้
ความเกี่ยวข้องคือ เราเชื่อมโยงให้เข้ากับ Insight ของลูกค้าได้ ว่าสินค้าของเรามีฟีเจอร์อะไรบ้าง และเชื่อมไปยังลูกค้าว่า เรา Gain & Pain
ยกตัวอย่างกรณีศึกษา
📌 แบรนด์นาฬิกา Whoop ผู้บริโภคที่ออกกำลังกายหลายคนยังไม่เลือกใช้ เพราะว่าจุดเด่นของเขายังไม่ตอบโจทย์
📌รีสอร์ตบ้านนับดาว เขาขายจุดว่า รีสอร์ตเขาอยู่ในพื้นที่ที่มืดทีสุดติดหนึ่งใน 9 ของประเทศ และนำมาจุดขายสำหรับคนที่ชอบดูดาวหรือรักความสงบ และเล่าให้เกี่ยวข้องกัน
📌แบรนด์เสื้อผ้าชุดไทย ที่ดึงความคิดสร้างสรรค์โดยใช้สโลแกน แต่งตัวสวยเด่น เทวดาเห็นก่อน
สิ่งสำคัญคือ Truth + Well Told
เล่าความจริงของสินค้า + ใช้ความคิดสร้างสรรค์สื่อสารมันออกไปให้ตรงจุด
3️⃣Experience Lens
ลูกค้าไม่ได้จำสินค้า ลูกค้าจำความรู้สึก การสร้างประสบการณ์ที่ดีไม่ใช้โชคหรือความบังเอิญ
ยกตัวอย่างกรณีศึกษา
📌 Case Study: Ikea วางประสบการณ์การเดินดูสินค้าให้เหมือนเขาวงกต เพื่อเพิ่มการรับรู้ของสินค้าอื่นมากขึ้น
[แล้วแบรนด์สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้ายังไง?]
ในความเป็นจริงแล้วลูกค้าจำคุณแค่ 2 สถานการณ์ คือ ทำได้ดีมาก จนว้าว หรือ ทำได้แย่มาก จนต้องรีวิวด่า
แต่ถ้าเป็นกลางลูกค้าก็จะไม่สนใจ ดังนั้นการจะออกแบบประสบการณ์ก็ควรจะทำให้โดดเด่นออกมา
[วิธีการ Delight ลูกค้า]
🧩 ประสบการณ์ของสินค้าเราต้องแปลกใหม่ในวงการ
🧩สร้างประสบการณ์ให้เกินกว่าที่ลูกค้าคาดถึง
🧩ใส่ความรู้สึกเข้าไป เพราะการมี AI เข้ามาทำให้ขาดความเป็นมนุษย์ เราอาจจะเพิ่ม Humanize เข้าไป อย่างเช่นฟีเจอร์ ขุนทอง ที่คุยเหมือนภาษามนุษย์
[รู้จักกับ Experience Design Strategy]
1. Understand Customer’s Needs: เข้าใจความต้องการของลูกค้า
2. Design Customer Experience: สรรค์สร้างประสบการณ์ลูกค้าให้เหนือความคาดหวัง
3. Evaluate Customer Experience: ประเมินผลลัพธ์ให้ตรงจุด
4. Improve Customer Experience: ยกระดับประสบการณ์จากสิ่งที่ประเมิน
ยกตัวอย่างกรณีศึกษา
📌ไอศกรีมโบราณ ‘ไทรสุก’ มี concept คาเฟ่ไอติมโบราณ Homemade และพื้นที่เรียนรู้เรื่องสัตว์ป่าใหญ่ โดยการดึงคาแรกเตอร์ของสัตว์ป่ามาใส่เป็นรสชาติของไอศกรีม เช่น Packaing content และ Interactive content ทำให้เรื่องราวและประสบการณ์ที่ได้รับโดดเด่นมากขึ้น และอินกับ Story ของสินค้ามากขึ้น
📌Case Study: แบรนด์ตุ๊กตา ‘Jellycat’ แบรนด์ที่สร้างประสบการณ์การซื้อตุ๊กตาให้สมจริงเหมือนซื้อขนม
ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทำข้อ 1 กับ 2 และทุ่มไปกับการประเมิน พร้อมปรับปรุงแก้ไขทั้งที่ไม่เข้าใจลูกค้า และทำให้แบรนด์ของคุณย้ำอยู่กับที่
=========

[💡Catalyst Innovation💡]

4️⃣Trend Lens
จงมองหาหาโอกาสที่คู่แข่งยังมองไม่เห็น และกลายเป็น First Move
อย่าเข้าใจแค่ผิวของเทรนด์ หรือ Macro Trends แต่ต้องเข้าใจถึง Micro Trends อย่าง Industry, Consumer, Competitor เป็นต้น เมื่อเข้าใจเทรนด์ทั้งหมด แล้วจึงควรนำไปใช้ให้ตอบโจทย์สูงสุด
ยกตัวอย่างกรณีศึกษา
📌เทรนด์ของ Syrup จากบริษัทที่ขาย Syrup ควรจับตาดู
- Product Variety เทรนด์กาแฟก็ควรติดตามว่ามีความหลากหลายอย่างไร
- Social Currency สร้างแรงบันดาลให้ลูกค้าอยากแชร์ อยากดื่มลง Social อย่างการตกแต่งร้าน เครื่องดื่ม
- Healthy Choice: สินค้าเพื่อสุขภาพ สำหรับทางเลือกคนที่ชื่นชอบของหวาน แต่รักษาน้ำหนัก
5️⃣Competitor Lens
อยากชนะคู่แข่ง ให้วิเคราะห์และทำในสิ่งที่ ‘คู่แข่งไม่ถนัด’
ยกตัวอย่างกรณีศึกษา
📌นักมวยชื่อดังอย่างบัวขาย ที่มีจุดเด่นในการปิดเกมที่รวดเร็วถึงแม้จะเป็นการแข่งระดับโลก สิ่งที่บัวขายหรือค่ายมวยทำคือ การสังเกตคู่แข่ง
📌ธุรกิจ Food Company เขาขายว่าบริษัทเขาเป็น Real Fresh Food และดึงความรู้ว่า Real Food คืออะไร พร้อมเล่าประวัติของสินค้าเขาว่ามันมาจากไหน สดใหม่ยังไง ทำให้คนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อ
❤️หัวใจสำคัญ คือ การหา White Space หาจุดยืนของธุรกิจที่เราโดดเด่น และคู่แข่งไม่มี
6️⃣ Cross-Industry Lens
อยากมีไอเดียใหม่ ให้มองออกไป ‘นอกพื้นที่’ ของตัวเองบ้าง
ยกตัวอย่างกรณีศึกษา
📌ลูกค้าจากวงการมอเตอร์ไซค์ต้องการสร้าง Community โดยเริ่มจากมองหาไอเดียจากธุรกิจที่มีแนวทางการสร้างชุมชนให้แข็งแกร่งและยั่งยืน อย่างวงการธนาคาร ที่ทำ Community SME ได้ดี ธุรกิจก็สามารถเรียนรู้จากวงการอื่นได้ เพื่อนำข้อเรียนรู้นั้นมาใส่ในวงการของตัวเอง

=========

สรุปจากงาน
📍 Session: Wow Laps: The 6 Lens of Marketing Innovation
📍 Speaker: บังอร สุวรรณมงคล, CEO and Founder of Hummingbirds Consulting
สำหรับคนที่มีบัตร MKTCON2025
ติดตามรับชมย้อนหลังทุกเซสชัน
ได้ทาง https://creativetalkonline.com/

ไปกันต่อ! สำหรับการรับชมย้อนหลังงาน  🔥 วิธีการเข้าชมย้อนหลัง 🔥1. เข้าเว็บ https://creativetalkonline.com2. Register / Lo...
20/09/2025

ไปกันต่อ! สำหรับการรับชมย้อนหลังงาน
🔥 วิธีการเข้าชมย้อนหลัง 🔥
1. เข้าเว็บ https://creativetalkonline.com
2. Register / Login (หากเคยใช้งานแล้ว)
*เมื่อเข้าสู่ระบบด้วยวิธีไหน ครั้งถัดไปต้องเข้าด้วยวิธีเดิม*
- LOGIN WITH GOOGLE
- LOGIN WITH FACEBOOK
- Email + Password กับระบบโดยตรง
กรณีที่ Login ด้วย Email แล้วลืม Password สามารถกด Forgot Password ได้ที่ปุ่ม เข้าสู่ระบบ ที่มุมขวาบน
3. คลิกที่ชื่อ Account ของตัวเอง บริเวณขวามือบน > เลือก Tab "Redeem code"
4. ดู Ref. Code จาก E-Ticket ที่ซื้อไว้ (รหัสอยู่บริเวณ ใต้ QR Code)
5. กรอกโค้ด แล้วไปดูย้อนหลังได้เลย!
สำหรับใครที่ฟังได้ไม่ครบทุกเซสชัน อยากฟังต่อให้เข้าใจมากขึ้น
มาเก็บตกกันต่อได้ที่รับชมย้อนหลัง ทาง https://creativetalkonline.com/
สามารถรับชมได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 68 - 20 มี.ค. 69
จัดไปจุก ๆ 6 เดือนเต็ม!
สำหรับคนที่มีบัตรงานนี้อยู่แล้ว สามารถใช้โค้ดในการ Redeem ได้เลย
สำหรับคนที่ยังไม่มีบัตร แต่สนใจร่วมฟังย้อนหลัง
🎟 บัตรราคา 990.- (Workshop ไม่สามารถดูย้อนหลังได้)
👉 ซื้อบัตร Re-run ได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/MKTCON2025

อวสานมัด 100  แต่เรื่องการตลาดไม่มีอวสาน  รวมทุกเรื่องที่คนทำการตลาดต้องรู้ไว้ก่อนเข้าปี 2026!
19/09/2025

อวสานมัด 100 แต่เรื่องการตลาดไม่มีอวสาน รวมทุกเรื่องที่คนทำการตลาดต้องรู้ไว้ก่อนเข้าปี 2026!

อวสานมัด 100 แต่เรื่องการตลาดไม่มีอวสาน รวมทุกเรื่องที่คนทำการตลาดต้องรู้ไว้ก่อนเข้าปี 2026!
#มัด100 เรื่องการตลาด ทั้งเรื่องเทรนด์ เทคนิค กลยุทธ์จากผู้เชี่ยวชาญ และแบรนด์ต่าง ๆ มากมาย จากงาน MARKETING CONFERENCE 2025 โดย CREATIVE TALK และ Content Shifu
1. ในปี 2026 ทุกคนต้องทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นนักการตลาดอยู่แล้ว หรือเป็น CEO, Content รวมถึงนักแต่งเพลงก็ยังคงต้องทำการตลาดเช่นกัน
2. นักการตลาดต้องไม่ใช่แค่มี Creative ธรรมดา แต่ต้องเป็น Ultra Creativity ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฉีกออกจากคนอื่น ๆ รวมไปถึง AI ด้วย แล้วในการมี Creative ต้องมี 2 อย่าง ประกอบด้วย Customer Centricity อย่าทำอะไรโดยที่ไม่สนใจลูกค้า และ Curiosity & Observation คือ การเป็นคนช่างสงสัยเสมอ และช่างสังเกตอยู่ตลอดเวลา
3. ในปัจจุบันผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น มองหาความคุ้มค่าแบบรอบด้าน คือ คุณภาพสินค้า ประสบการณ์ Human Touch ที่จะสะท้อนตัวตนของเขา และคาดหวัง Multiple benefit
4. เทรนด์นักช้อปสายมู (MuMarketing) คนไทยกว่า 55% ใช้ให้ความมู มีอิทธิพลในการจับจ่าย ใช้สอยและการตัดสินใจมากขึ้น เพราะ มันอยู่ในรากฐาน มีความไม่มั่นใจต้องการความมั่นคง และเราอยู่ในโลกที่ความเชื่อสมัยดังเดิมผสานกับโลกปัจจุบันได้
5. ในอนาคต เราจะไม่ถามว่าเรามีลูกน้องกี่คน แต่เราจะถามว่า เรามี AI Agent กี่ตัว
6. เดอะแบกมีทุก Generation เพราะของที่ต้องแบกไม่เหมือนกัน อย่าง Gen Z มีความคาดหวังกับตัวเองสูง ผลักดันตัวเองสูง อยากประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว หา identity ของตัวเอง และ balance ความต้องการของตัวเองกับความคาดหวังของครอบครัว
7. คนไทยมองว่าเป้าหมายสำคัญ แต่ journey ต้องมีความสุขด้วย เพราะมันเหมือนกันกับการขับรถ ที่ต้องเติมน้ำมันระหว่างทาง แบรนด์ที่เห็นโอกาสตรงนี้ก็สามารถเข้าไปเติมเต็มได้
8. Gen Z ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด เพราะเป็นผู้บริโภคกำลังหลักที่เติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี ที่นักการตลาดต้องจับให้ได้ แต่ก็ไม่ง่าย เพราะพฤติกรรมของกลุ่มนี้มี Pattern ที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น eco friendly หรือการเปรียบเทียบเรื่องราคา
9. Mindful consumption ทำให้คนใช้จ่ายไม่เหมือนกัน เพราะทุกคนมีเหตุผล แต่ความซับซ้อนของเหตุผลของแต่ละคนที่ไม่เท่ากันทำให้ Marketing มองเป็น Opportunity ได้
10. ทุกวันนี้การแข่งขันรุนแรงขึ้น แบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามามากขึ้น แม้วันนี้แบรนด์จะเป็นตัวเลือก แต่ถ้าไม่ทำ Brand equity ระยะยาว ก็จะถูกลืม
11. ถ้าแบรนด์ของเราแข็งแกร่ง เราจะขายได้ในราคาที่สูงขึ้น เมื่อความคุ้มค่ามาคู่กับ Segmentation ความคุ้มค่าไม่ได้แปลว่าถูก อาจจะแพงก็ได้ แต่ในเมื่อลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า จุดนี้เลยทำให้การสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากขึ้น
12. การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะ พื้นฐานต้องแน่น สำหรับนักการตลาดคือ Customer journey เวลาจะทำอะไรให้ถามตัวเองก่อน เรารู้หรือยังว่าอยู่ส่วนไหนของ journey ของลูกค้า โดย Marketing ต้องรู้ว่าขายอะไรอยู่
13. โฟกัสต้องเป๊ะ ว่าเราจะโฟกัสที่ใคร เราไม่สามารถเป็นทุกอย่างให้ทุกคนในทุกเวลาได้ เพราะฉะนั้น เราดู segment เรา target คน เราเลือก platform ที่เหมาะ และเข้าใจเขาให้มากที่สุด แล้วก็โฟกัส เหมือนนักยิงปืนที่เน้นยิงแม่น ไม่เน้นยิงรัว
14. ใน 1 แคมเปญ หรือ 1 ชิ้นงาน นักการตลาดเคยทุ่มงบมหาศาล แต่เทรนด์ทุกวันนี้มันเปลี่ยน แต่สิ่งที่เวิร์คคือ micro engagement เช่น sub campaign ทำย่อยและทำบ่อย ๆ โยนลงไปไม่ติดทำใหม่ ถ้าจุดติดก็ spin ต่อ
15. ต้องล้อม consumer ให้ได้ ในฐานะคนสื่อสารอาจต้องคิดเยอะขึ้น รวมไปถึง marketing ด้วย หนัง 1 เรื่องจะให้คุ้มไม่ว่าจะเป็น หนังสั้น หนังยาว ในฐานะคนทำงานเราจะเสริม marketing ได้ดีมากถ้างานทุกชิ้นมี objective ที่ชัดเจน
16. ลูกค้ามักไม่รู้ว่าตรงไหนเกิด Story ได้ แต่ถ้าตีกรอบมาให้ชัดขึ้นเราในฐานะคน communicate จะรู้ว่าตรงไหนล้อได้
17. ในการขายของสามารถทำได้ตรง ๆ แต่การขายเลยทำได้ยาก เพราะลูกค้าส่วนมากจะกลัวคนไถหนีเลยอยากให้สินค้าออกภายใน 2-3 วิแรก แต่ถ้ามันออกมาเร็วไป แล้วประดักประเดิด ก็ควรออกมาให้ถูกเวลา
18. ในช่วงโควิดหมดใหม่ ๆ ทุกแบรนด์กำลังทำหนังโฆษณา 15 วิ แต่พูดได้แค่ 5 ประโยค แล้วแบรนด์ก็มีอะไรที่อยากเล่าเยอะมาก แล้วก็มาเจอวิธีที่เจ้าของสินค้าพูดได้เยอะขึ้น และมี platform ที่อนุญาติให้ขายของได้เยอะขึ้น แล้วคนดูก็ยังสนุกอยู่ จนไปเจอซิทคอม ซึ่งมีโลโก้แปะเต็มไปหมด แต่คนก็ happy ที่จะดู
19. พอแบรนด์เริ่มเข้าสู่การทำ Communication แบบใหม่ มันต้องการ Collaboration จากทั้ง Consumer และ Co-creation ซึ่งไม่ได้ Require ความยากอะไร อาจจะทำแค่มีมหรือทำ Challenge แต่เป็นสิ่งที่ทำให้สามารถต่อยอดจาก Communication ของแคมเปญเป็น participation แต่สุดท้ายจะลากไปสู่การปิดการขายได้
20. เราก้าวผ่านยุคของ AI vs Human ไปแล้ว ตอนนี้เป็นยุคของ AI Human Hybrid ก็คือต้องทำงานร่วมกัน เพราะ AI ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น แต่ Human หรือ Creativity ทำให้สิ่งที่เป็น branding มัน matters
21. Speed และ cost saving 2 เรื่องนี้คือ big impact ของการใช้ AI ในธุรกิจ โดยเฉพาะในฝั่งของ marketing ไม่ว่าจะทำ media planning campaign, ex*****on ถัดมาในเรื่องของ Customer engagement ที่เราได้มากขึ้น และ cost ในการ Generate content ที่ต่ำลง
22. เมื่อ tools เอา AI เข้ามาใส่ brand business ต่าง ๆ เริ่มรู้สึกว่า data ของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ tools สามารถเอาพฤติกรรมของลูกค้ามาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นแบรนด์ต่าง ๆ เริ่มมองใน data ตัวเองว่าใช้ได้หรือเปล่า หรือคิดว่ามี data แต่จริง ๆ แล้วไม่มี ดังนั้นต้องกลับมาจัดระเบียบของการเก็บข้อมูลกันใหม่หมดเลย แต่ถือว่าดี เพราะเป็นก้าวแรกในการใช้ data ได้อย่างถูกต้อง
23. เทรนด์ที่น่าสนใจของ martech AI คือ 3 ปีที่ผ่านมา คนที่ได้ impact มากสุดคือ business user เพราะ AI มันทำให้เทคโนโลยีถูกเข้าถึงโดย user ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีเรียนรู้ภาษาของคน เลยทำให้ทุกวันนี้ business users มากกว่า IT users อย่างเดียว
24. ถ้าเรามี costumer data มีรากฐานที่ดีเราจะสามารถขยายฐานลูกค้าเดิมเก็บเงินให้ได้มากขึ้นหรือหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ได้ง่ายขึ้น
25. Data มันกว้าง แล้วจะทำอะไรให้งอกเงย ต้องขึ้นอยู่ว่าเราอยากให้ธุรกิจงอกเงยยังไง Data จะช่วยให้ได้ผลมากขึ้น เช่น การหาเงินเพิ่มขึ้นกับลูกค้ากลุ่มเดิม หรือถ้ายากไปก็ไปหาลูกค้าใหม่ ถ้าตอบว่ายากทั้งคู่แปลว่า อาจจะยังมี data ไม่พอ
26. เตรียมรับมือเรื่อง AI แต่ถ้า Data ต้องถามว่า ทำยังไงให้เอามาใช้ได้สูงสุด จะเห็นได้ว่าทุกเดือน Data เปลี่ยนไป กว่าจะออกแคมเปญกับเทรนด์นั้นมันผ่านไปแล้ว อาจจะไม่ได้ประโยชน์สูงสุด
27. แต่ก่อนเราเดาว่าผู้บริโภคคิดอะไร แต่จากนี้ไปต้องเดาอย่างมีหลักการมากขึ้น ในยุคที่การตัดสินใจไปเร็วมาก เราเอาตัวเราไปตัดสินใจแทนลูกค้าไม่ได้ แต่สามารถให้ลูกน้องทำ tools ขึ้นมาเพื่อมองหาอะไรที่เรานึกไม่ถึง เพื่อ capture ตลาด
28. สิ่งที่สำคัญสำหรับ DATA อีกหนึ่งเรื่อง คือไม่ใช่การ Consolidate แต่ต้อง Ingest เข้ามารวมกันและสร้าง Insight จาก DATA เหล่านี้ให้ได้ ทำอย่างไรที่จะสามารถหา Unify Customer DATA ให้ได้ และ DATA ที่มีต้องเร็วให้ทัน AI ควรทำงานได้ง่าย เร็ว และเรียลไทม์
29. Make your brands unmissable on YouTube มี 3 เรื่องสำคัญ โดยอิงจากพฤติกรรมของลูกค้าในปีที่ผ่านมา มาตีความเป็น implication และโอกาสในการทำการตลาด รวมไปถึงรูปแบบและเครื่องมือของ YouTube ที่มี คือ
- Fluid viewing - พฤติกรรมการดูคอนเทนท์วิดีโอของคนเปลี่ยนไป การทำแคมเปญและเตรียมชิ้นงานจะต้องปรับตามไปในทางไหน
- Rich culture and Fandom - เราจะเข้าไปอยู่ในความ “ด้อม” ของคนเหล่านี้ได้อย่างไร
- Enhanced streaming and shopping - เราจะต่อยอดการชมเป็นการช้อปได้อย่างไร
30. ไม่มีใครที่ดูคอนเทนต์เพียง Platform เดียว หรือคอนเทนต์ประเภทเดียว มีตัวเลือกในการเข้าถึงคอนเทนต์ที่หลากหลายสำหรับ Consumer สิ่งที่ YouTube เชื่อและเป็นมาโดยตลอดคือ การทำให้ตัวเลือกดีขึ้น พัฒนาขึ้น และตอบโจทย์พฤติกรรมการชม
31. เทรนด์การ Crossover content ใน YouTube เป็นมิติใหม่ในการทำ content เช่น การนำเรื่องการเมืองมา blend กับ entertainment content กลุ่ม lifestyle กลายเป็นคอนเทนต์ที่คนให้ความสนใจมากขึ้น
32. จากสถิติพบว่า YouTube วิดีโอที่มีความยาวสั้นกว่า 1 นาที เติบโตแบบก้าวกระโดด มีคนดูเพิ่มมากขึ้น แต่ long format consumption ก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะเจตนาในการดู Video ทั้ง 2 แบบ แตกต่างกัน รวมถึงความรู้สึกในการดูก็แตกต่างกัน
33. 98% ของคนไทยบอกว่ามีแนวโน้มเชื่อใจ YouTuber มากกว่า platform อื่น ๆ ดังนั้น unmissable opportunity คือ การทำ partnership ads คือการที่แบรนด์ร่วมมือกับ creator ในการสร้าง collaboration โดยแบรนด์ช่วย boost organic video ของ creator ได้ รวมถึงการ drive media objectives
34. มีสถิติจากงานวิจัย 3 ใน 4 หรือ 74% ของผู้ใช้ออนไลน์ อยากสนทนากับธุรกิจ เหมือนเวลาที่พูดคุยกับเพื่อนหรือคนในบ้าน
35. การสนทนาทางธุรกิจจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในช่วง shopping และทางสถิติพบว่าคนไทย 9 ใน 10 หรือเกือบ 87% ที่เลือกซื้อสินค้าในช่วงเทศกาล มีการติดต่อกับร้านค้าผ่าน Meta messaging apps
36. Meta มีการทำ Standard และ Policy เพื่อความปลอดภัย รวมถึงมี platform การเรียนรู้การใช้เครื่องมือของ Meta ผ่าน Meta expert ได้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงซีรีส์ข้อมูลการให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือของ Meta
37. TikTok มี singular vision คือ “To inspire creativity and bring joy” เป็น Platform ที่จะช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ และกล้าออกมาจาก comfort zone เพื่อพูดคุย แสดง expression ซึ่งจะเป็นการรวมกันระหว่าง commerce และ activity เข้าด้วยกัน
38. 1 ใน 3 ของผู้บริโภค หลังจากเห็น Content ของ Creator ทำให้รู้สึกอยากหาข้อมูลของ Brand เพิ่มมากขึ้น เกิด trigger และอาจเกิดการซื้อในภายหลัง
39. TikTok One เป็นเครื่องมือของ TikTok ที่จะช่วย Connect ระหว่าง Creators, Agency และ Brands โดยทำหน้าที่ในการ Matching กลุ่มให้ตรงกับความต้องการ
40. จาก Internal insight ของ Tiktok 46% ของ User เป็นกลุ่ม Consideration audience และกลุ่ม Consideration audience บน TikTok เป็นกลุ่ม Target segment ที่ค่อนข้าง Powerful มาก เพราะมีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามาใน Platform และกดซื้อมากถึง 16 เท่าภายใน 30 วัน
41. ทาง Tiktok มี Market scope เป็น Tools ที่ช่วยแก้ Pain point เรื่องการวิเคราะห์ Audience insight ทำให้เข้าถึงข้อมูล 2 แบบ
- ทำความเข้าใจเชิงลึกได้ ว่ามีคนที่รับรู้เกี่ยวกับแบรนด์มีเท่าไหร่ กลุ่มที่มาจาก Awareness สู่ Consideration หรือกลุ่ม Consideration สู่ Conversion
- ดู Perception และ Sentiment ต่างๆ บน Platform เห็น Feedback ต่อ Brand ช่วยให้ develop strategy ในการทำการตลาดได้ดีขึ้น
42. ปัจจุบัน TikTok Thailand มี User จำนวนเกินกว่า 50 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตมาก และแน่นอนว่า แอปพลิเคชั่น TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ User 1 คนไม่ได้แค่ดูคอนเทนต์หรือร่วมจอยคอมมูนิตี้ แต่เขายังสามารถกดซื้อสินค้าได้ทั้งหมดครบจบในหนึ่งคลิก
43. พื้นที่คำตอบของ AI Search จะกลายเป็น Prime Real Estate เป็นพื้นที่ที่แบรนด์อยากถูกพูดถึงโดย AI มากขึ้น เวลาที่ลูกค้าถาม AI แล้ว AI แนะนำโปรดักส์ หรือแบรนด์ของเราให้กับลูกค้าในคำตอบนั้น ๆ
44. เทคนิค ‘SOURCE CODE’ โดย ANGA ถ้าทำได้ AI Search พูดถึงเราเยอะแน่นอน คือจัดโครงสร้างให้ AI เข้าใจเราได้ไวที่สุด, เก็บหมดทุกบทสนทนาที่จะเกิดขึ้นในเรื่องนั้น ๆ, มีครบในสิ่งที่คนจะพูดถึงเรา เป็นต้น
45. Basic SEO ทั่วไปอาจไม่พอ ถ้าอยากให้ AI พูดถึงเรามากกว่าคู่แข่ง
46. LINE OA ยังมีการเติบโต 41% และ impression เพิ่มขึ้น ในสองสามปีที่ผ่านมา
47. จุดแรกของการทำ CRM เริ่มโกยลูกค้าเข้ามาก่อน อย่าพึ่งวิเคราะห์ หลังจากนั้นเราจะเริ่มแยกออกเป็นกลุ่มๆมากขึ้นแล้วเราจะเริ่มเข้าใจมากขึ้น
48. Marketer เข้าสู่ personalized marketing แต่จาก B2B2C คือต้องการความร่วมมือกับ franchicer แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีมัน friendly user มากขึ้น ทำให้เห็น จุดเชื่อมต่อระหว่าง end user
49. ศรีจันทร์ เลือกพรีเซนเตอร์ที่สะท้อนคอนเซ็ปต์ เลือกแบมแบม จากการเป็น Global ศิลปินที่เป็นคนไทยที่ดังระดับโลก เป็นการเลือก Celebrity จากเป้าหมายของแบรนด์
50. การวัดผลเราต้องถามด้วยว่าเราต้องการอะไร ยอดเอนเกจ หรือต้องการอะไร และทุกอย่างต้องปรับไปตามลูกค้า และตลาดด้วย
อ่านครบทั้ง 100 ข้อ ได้ที่ https://creativetalkconference.com/100-bullet-points-from-mktcon2025/
อยากติดตามทุกเซสชันแบบเต็ม ๆ ไม่มีสรุป ไม่มี Cut
สามารถดูย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 68 - 20 มี.ค. 69
ที่ https://creativetalkonline.com/
สำหรับคนที่ไม่เคยมีบัตรมาก่อน และอยากมาอัปพลังความรู้การตลาด
บัตรราคา 990.- (Workshop ไม่สามารถชมย้อนหลังได้)
ซื้อบัตรได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/MKTCON2025
อวสานมัด100 สำหรับปี 2025 อยากชวนทุกคนมารอติดตามการจดสรุปในรูปแบบอื่น ๆ และคอนเทนต์รูปแบบใหม่ ๆ ของ CREATIVE TALK ได้เร็ว ๆ นี้

ที่อยู่

1248 Pattanakarn Road Suanluang
Bangkok
10250

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Marketing Conferenceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์