ยา อย่าเยอะ

ยา  อย่าเยอะ บอกเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับอาการ เจ?

30/01/2024

มีบางตำรา
อ้างว่า
กล้ามเนื้อเป็น หัวใจดวงที่2 ของร่างกาย...

ฉี่กลางดึกวงการแพทย์ญี่ปุ่นเพิ่งค้นพบว่า ทำไมผู้สูงวัย มักตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อยในช่วงกลางคืน พร้อมแนะนำวิธีแก้

NHK on demand video แสดงเรื่องที่เกี่ยวกับ ส.ว. ทั้งหมด (เกิน 250 คน) แต่ที่ยังไม่เป็น ส.ว. รู้ไว้ก็ไม่เสียหลาย เพราะอนาคตเราก็จะได้เลื่อนขั้นขึ้นไปกันทุกคนอยู่แล้ว

เรื่องที่ว่านั้นก็คือ ปัญหาของการที่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยๆ (nocturia) เพื่อไปฉี่

ได้มีการทำวิจัยเมื่อต้นปี 2563 นี้เอง (กุมภาพันธ์ -เมษายน) ควบคุมโดย Toromoto Kazumasa อาจารย์หมอทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะ (urologist) แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์นารา (Nara Medical University)

เนื่องจากโควิดมา ผลการวิจัยนี้จึงเพิ่งจะเผยแพร่สู่สาธารณชน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 นี้เอง

การวิจัย ดำเนินการโดยให้ หนุ่ม Terakita เดินทางไปอยู่ที่บ้านคุณลุง Hayashi ทั้งวัน และทำกิจกรรมต่างๆเหมือนกัน โดยฉี่ให้หมดกระเพาะปัสสาวะ (bladder) ในตอนเช้า จากนั้น ให้กินอาหารเหมือนกัน ดื่มน้ำเท่ากัน ออกกำลังกายเหมือนกัน แล้วฉี่ใส่ถ้วยตวง วัดปริมาณเปรียบเทียบกันดู

@07:30 เริ่มกินข้าว เป็นอาหารญี่ปุ่น มีน้ำอยู่ในอาหาร 600 mL (คำนวณโดย Yamaguchi Chikage นักโภชนาการ ของ Nara Medical University Hospital) และดื่มน้ำชา 530 mL รวม 1,130 mL

ตอนสาย เจ้าหนุ่ม ฉี่ไป 4 รอบ 300+400+300+100 mL ส่วนลุงฉี่แค่ 2 รอบ 100+110 mL

@12:30 มื้อกลางวัน เป็นแซนวิช มีน้ำแค่ 140 mL และดื่มน้ำเปล่าอีกคนละ 380 mL

ตอนบ่าย ออกกำลังกาย ไปทำสวนด้วยกัน เข้ามาในบ้าน เล่น VDO game ด้วยกัน (ลุงแกเล่นได้ด้วยแฮะ)

ตอนบ่าย เจ้าหนุ่มฉี่อีก 3 ครั้ง 350+200+150 mL คุณลุงก็ฉี่ 3 ครั้งเหมือนกัน แต่ปริมาณน้อยกว่า 40+180+70 mL

จนเย็น @18:30 ได้เวลาจากกัน หลังจากอยู่ด้วยกันมาทั้งวัน

ค่ำคืนนั้น ก่อนเข้านอน เจ้าหนุ่มฉี่อีก 4 ครั้ง 320+150+ 180+150 mL แต่ลุงฉี่แค่ครั้งเดียว 180 mL

หมอใช้ ultrasound ตรวจดูน้ำในกระเพาะปัสสาวะ -เกือบไม่มีทั้งคู่ ก่อนเข้านอนตอนเที่ยงคืน

ในวันนั้น น้ำ เข้าไปร่างกาย คนละ 2,730 mL เท่าๆกัน แต่ลุงมีน้ำเหลืออยู่ในร่างกายเยอะมาก

ผลก็คือ เจ้าหนุ่มหลับรวด ไม่ได้ตื่นขึ้นมาฉี่ แต่ลุงต้องตื่นไปฉี่ 3 รอบ 130+420+280 mL วันต่อมาจึงรู้สึกเพลีย

การที่กลางวันง่วง และต้องงีบบ่อยๆ เพราะกลางคืนตื่นบ่อย (nocturia) เพื่อไปฉี่ เนื่องจากน้ำที่ดื่มระหว่างวันยังค้างอยู่ในร่างกาย (แต่น้ำนั้น ไม่ได้อยู่ในกระเพาะปัสสาวะ !)

เชื่อหรือไม่ว่า มีความลับในร่างกายของเราอย่างหนึ่ง ก็คือ คนเรามีกระเพาะปัสสาวะที่สอง (2nd bladder) !!

ในเมื่อน้ำ ไม่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะ แล้วมันไปเก็บอยู่ที่ไหน?

ที่ตับ (liver) หรือเปล่า เพราะแอลกอฮอล์ก็ยังไปกำจัดที่ตับ น้ำก็น่าจะไปด้วย … ไม่ใช่

ที่ไต (kidney) ใช่ไหม เพราะเป็นด่านแรก ที่น้ำจะต้องผ่าน ก่อนไปที่กระเพาะปัสสาวะ … ไม่ใช่อีก

ที่เส้นเลือด (blood vessels) กระมัง เพราะในเลือดมีน้ำ อาจเก็บน้ำเพิ่มขึ้นได้ … ก็ไม่ใช่

แม้แต่ลำไส้ (intestine) ที่น่าจะมีที่เก็บน้ำไว้ได้มากทีเดียว … ไม่ใช่เหมือนกัน

เพราะคำตอบที่ถูกคือ - น่อง (calves) ครับ !

เพื่อเป็นการพิสูจน์ เจ้าหน้าที่ได้ทำการวัดรอบน่องของลุง Hayashi ตอนตื่นนอนและก่อนนอน พบว่า น่องโตขึ้นจริงๆ (ขวา 40.5 => 42.7 ซ้าย 41.5 => 45.7 cm)

ทีมงาน ได้นำอุปกรณ์วัดทันสมัย ไปที่บ้านลุง Hayashi เพื่อวัดปริมาณน้ำในส่วนต่างๆของร่างกาย แล้ว plot มาเป็นกราฟ พบว่า ช่วงเช้า น้ำในลำตัวและแขน เกือบคงที่ แต่น้ำในขา จะค่อยพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงบ่าย น้ำในขาเกือบคงที่ แต่ในแขนและลำตัวค่อยๆลด ส่วนตอนค่ำ ก่อนนอน น้ำในลำตัวค่อยๆลด ในแขนคงที่ แต่ในขายังพุ่งขึ้นต่อ สุดท้ายก่อนเข้านอน น้ำในขาของลุง Hayashi มีมากกว่าตอนเช้าถึง หนึ่งลิตรครึ่ง !

ทั้งนี้เพราะ ขาทั้งสองข้าง เป็นเหมือนแท็งค์น้ำ โดยน้ำจะแทรกอยู่ระหว่างกระดูกและผิวหนัง เรียกว่า “interstitium” เมื่อไม่มีน้ำ จะแฟบ พอมีน้ำก็จะพองหนาขึ้น

น่อง จึงเหมือนถังน้ำ เก็บไว้ฉี่ทิ้งภายหลัง และนั่นเป็นสาเหตุที่ต้องตื่นขึ้นมาฉี่บ่อย

คุณหมอ Sone Atsushi Director, Miyazu Takeda Hospital ยืนยันว่า มีคนไข้เป็นอย่างนี้หลายคน

มีคำอธิบาย เขียนเป็นไดอะแกรมง่ายๆ เป็นวงจรของเส้นเลือดแดงจากหัวใจลงมาที่น่อง แล้วก็กลับขึ้นหัวใจทางเส้นเลือดดำ ส่วนกระเพาะปัสสาวะอยู่ตรงกลางระหว่างหัวใจกับน่อง การเต้นของหัวใจ กับการเคลื่อนไหวของน่อง จะเหมือนกับปั๊มสองตัวช่วยกันสูบฉีดน้ำในร่างกาย ถ้าน้ำมากไปก็จะไปปล่อยทิ้งที่กระเพาะปัสสาวะ

เมื่ออายุยังน้อย ปั๊มที่น่องก็ยังแข็งแรงดีอยู่ ยิ่งเป็นเด็ก วิ่งกระโดดโลดเต้น น่องจึงแข็งแรง (เพราะฉะนั้น ถึงจะวิ่งไม่ไหว ก็ขยันเดินกันหน่อยนะครับ) แต่เมื่ออายุมากขึ้น น่องไม่ค่อยได้ทำงาน น้ำจึงมาบวมอยู่ที่ขา ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก พอล้มตัวลงนอนตอนดึก น้ำส่วนเกินนี้จึงค่อยๆกลับมาที่กระเพาะปัสสาวะ จนทำให้ต้องลุกไปฉี่บ่อยๆ

ดังนั้น ในปีนี้ ทางการแพทย์ที่ญี่ปุ่น จึงมีการปรับแก้วิธีการรักษา อาการตื่นมาฉี่บ่อย (nocturia) ซึ่งไม่มีการแก้ไขมาเลยในรอบสิบปี

คุณลุง Ando เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการรักษาวิธีหนึ่งในแผนใหม่นี้ สี่ปีมาแล้วที่เขาต้องตื่นมาฉี่ 4~5 ครั้ง ทุกคืน แถมลำบากที่ต้องปีนบันไดขึ้นลง เพราะห้องน้ำอยู่คนละชั้นกับห้องนอน พลาดพลั้งเกิดตกบันไดขึ้นมาก็ยุ่งอีก ชีวิตช่างน่าหดหู่เสียจริงๆ

การฉี่บ่อย (nocturia) นำไปสู่ ความรู้สึกหดหู่ และกระดูกหัก !?

พูดให้เว่อร์ไปหน่อย ... ความรู้สึกหดหู่ หรือ depression ก็เพราะอดนอน และกระดูกหัก ไม่ใช่เพราะฉี่บ่อยตรงๆ แต่เป็นสาเหตุเกี่ยวเนื่อง โดยเกิดจากการงัวเงียเมื่อตื่นขึ้นมา อาจจะทำให้หกล้ม หรือ ตกบันได

แต่กระดูกหักในกลุ่มผู้สูงอายุนี่เรื่องใหญ่นะ

วันหนึ่ง ลุง Ando ได้รับ “กล่อง” เพื่อการรักษา

หนึ่งเดือนผ่านไป คุณลุงนอนรวดเดียวยันเช้า ไม่ต้องลุกไปฉี่เลย คุณลุง Ando ได้พบ “ทางรอด” แล้ว ที่สามารถจะใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

“ทางรอด” ในกล่องเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตของลุง Ando เปลี่ยนไปเลยนั้น คืออะไร ?

คุณ Toshida Masaki Assit. Director, ศูนย์ศึกษาผู้สูงอายุ (แห่ง National Center for Geriatric & Gerontology) มาเฉลยว่า ภายในกล่องนั้น คือ "ถุงเท้ารัดน่อง” (compression stockings)

ถ้าสวมมันไว้ตอนกลางวัน จะช่วยทำให้ขาไม่บวม และไม่เก็บน้ำไว้ ทำให้ฉี่ตอนกลางวันมากขึ้น ไม่เก็บไว้ไปฉี่ตอนดึกอีก

นอกจากนั้น ยังมีคำแนะนำง่ายๆอีกอย่าง เป็นวิธีการบำบัดข้อที่สอง ที่คุณหมอได้แนะนำให้ลุง Hayashi ที่เข้าร่วมการทดลองในตอนแรก ลองกลับไปทำดู คือการนอนยกขาให้สูงขึ้นหน่อย ประมาณครึ่งฟุต สักครึ่งชั่วโมงในตอนบ่าย แต่อย่างีบหลับไปนะ เดี๋ยวกลางคืนจะนอนไม่หลับอีก

คุณลุง Hayashi ได้ลองทำดูประมาณหนึ่งเดือน โดยเริ่มทำตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ด้วยการนอนยกขาพาด อ่านหนังสือ หนึ่งเดือนผ่านไป จากการต้องลุกไปฉี่ 3 หนในตอนก่อน ก็เหลือเพียง 1.5 ครั้งโดยเฉลี่ย

การรักษานี้เป็นการบำบัดโดยเปลี่ยนอุปนิสัย (behavior therapy) ดีกว่าการใช้ยา เพราะว่าไม่มีผลข้างเคียง (side effect)

คำแนะนำเพื่อการบำบัดดังกล่าว มี 3 วิธี คือ :-

• เดินจงกรม
• ยกขา
• งดกินเค็ม

การงดกินเค็มที่แถมมาด้วยนั้น เพราะ การกินเค็ม นอกจากจะทำให้ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ร่างกายเก็บน้ำไว้ด้วย

ของแถมอีกอย่างที่บางคนอาจจะเมิน คือ หมอเขาแนะนำให้เลิกการ “กรุ๊บๆ กรั๊บๆ” ในตอนเย็น เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แถมกับแกล้มกินเล่นซึ่งมักจะมีเกลือเยอะ จะช่วยกันเรียกความกระหายให้ร่างกายดื่มน้ำมากขึ้น สังเกตได้ว่าถ้ากินเลี้ยงตอนเย็น คืนนั้นก็จะฉี่มากขึ้น

ที่ง่ายคือการนอน (อย่าหลับ) ยกขาขึ้นมาพาดอะไรที่สูงหน่อยในตอนบ่ายนั้น ก็ต้องบริหารเรื่องเวลาเหมือนกัน ไม่เร็วไป (เพิ่งผ่านเวลาเช้ามาหยกๆ) หรือช้าไป (จะเข้านอนอยู่แล้ว) เพราะจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรทั้งคู่

เวลาแดดร่มลมตก นึกถึงเปลญวนขึ้นมาทีเดียว เพราะเป็นเปลที่ขาถูกยกขึ้นมา ไม่ได้นอนราบๆ

แต่ไม่มีเปลญวนก็ไม่เป็นไร หาอะไรหนุนขาเอาก็ได้

อย่างไรก็ตาม วันนี้ ผมเลยได้ไอเดีย ที่ทำให้ชีวิตสบายขึ้นเยอะ เพราะว่า ...

แทนที่จะนั่งเขียนบทความ บ่ายวันนี้ ผมนอนยกขาเขียนครับ !!
.. @ ...
วัชระ นูมหันต์
20 ธันวา 63 BB

Ending Nighttime Urination | Gatten! • NHK

‘นาตาชา กุลวิวัฒน์’ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 16 ปี ที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายในสหรัฐอเมริกา แต่ความสามารถเกินอายุ ส...
23/06/2023

‘นาตาชา กุลวิวัฒน์’ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 16 ปี ที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายในสหรัฐอเมริกา แต่ความสามารถเกินอายุ สร้างผลงานวิจัยยอดเยี่ยมจนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในการประกวดโครงการวิจัยในงาน Regeneron International Science and Engineering Fair ได้สำเร็จ พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 50,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.74 ล้านบาท)
กว่าจะได้งานวิจัยที่ประสบความสำเร็จนี้ นาตาชาใช้เวลาศึกษาค้นคว้าข้อมูลเนื้อเยื่อสมองในห้องแล็บของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นานถึง 6 เดือน โดยเธอได้เปรียบเทียบตัวอย่างเนื้อเยื่อสมองของผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งบริจาคโดยญาติของพวกเขา 10 ตัวอย่าง เปรียบเทียบกับเนื้อเยื่อสมองของผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุอื่นๆ และพบว่า เนื้อเยื้อสมองของผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมี ‘ไซโตไคน์’ หรือกลุ่มโปรตีนขนาดเล็กที่อักเสบอยู่เป็นจำนวนมาก
โดยทั่วไปแล้ว ‘ไซโตไคน์’ อาจเกิดการอักเสบได้ตามปกติจากการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรค แต่ร่างกายก็สามารถปลดปล่อยไซโตไคน์ได้แม้ไม่มีภัยคุกคาม เช่น ในช่วงที่มีความเครียดเรื้อรัง และนั่นอาจทำให้เกิดการอักเสบที่มากเกินไป จนส่งผลเสียต่อร่างกายได้หลายกรณี อาทิ โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งในงานศึกษาของ นาตาชา กุลวิวัฒน์ บ่งชี้ว่าการอักเสบเหล่านี้ส่งผลต่อโปรตีนในสมองชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า ‘claudin-5’
‘Claudin-5’ มักพบในเซลล์ที่สร้างสิ่งกีดขวางระหว่างเลือดและสมอง หรือ ‘BBB’ ​​ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสารที่สามารถผ่านจากเลือดไปยังเซลล์สมอง โดย นาตาชา กุลวิวัฒน์พบว่า มี claudin-5 แทรกซึมอยู่ในสมองส่วนอื่นๆ เช่นในเซลล์ประสาทนิวรอน และเส้นเลือดฝอยในสมองของผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย บ่งชี้ว่า ‘ระบบ BBB ในสมองของผู้ตายเกิดอาการบกพร่อง’
จึงเป็นสาเหตุให้มีสารแปลกปลอมในเลือดไหลเข้าสู่พื้นที่การทำงานในสมอง จนเป็นพิษต่อระบบประสาท และผลการวิจัยของเธอทำให้เห็นว่า ‘ระดับ Claudin-5 ในสมองสูงขึ้นอาจทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้’
และผลงานวิจัยชิ้นนี้ของเธอ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจนไดรับรางวัล Gordon E. Moore Award for Positive Outcomes for Future Generations พร้อมเงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์ จากงาน Regeneron International Science and Engineering Fair ซึ่งถือเป็นงานแข่งขันด้านวิชาการในระดับสากลของนักเรียนระดับชั้นเตรียมอุดมศึกษา ที่จัดโดยองค์กร Society for Science
นาตาชา กุลวิวัฒน์ ลูกครึ่งสาวไทย-อเมริกัน อัจฉริยะผู้นี้ ปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่าว่า เธอเริ่มศึกษาสาเหตุที่ทำให้คนตัดสินใจฆ่าตัวตาย จากปัจจัยด้านจิตวิทยามาก่อน เช่นอารมณ์ที่หุนหันพลันแล่น หรือความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ลดลง แต่ต่อมาก็ลองหันมาศึกษาจากมุมมองทางชีววิทยาของระบบประสาท เพราะไม่ค่อยมีงานวิจัยที่นำเสนอในมุมนี้
สาเหตุที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยการฆ่าตัวตาย มีแรงบันดาลใจมาจากการเป็นอาสาสมัครให้กับ American Foundation for Su***de Prevention และ กลุ่ม Out of the Darkness Walks ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้และสนับสนุนทางใจ แก่ผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากการฆ่าตัวตายนั่นเอง
และงานวิจัยในขั้นต่อไปของ นาตาชา กุลวิวัฒน์ คือการศึกษาผลลัพธ์จากการรักษาด้วยยาต้านอาการอักเสบต่างๆ ว่าจะมีปฏิปฏิกิริยาอย่างไรกับ claudin-5 ในกลุ่มสัตว์ทดลอง ซึ่งเธอหวังว่างานวิจัยนี้อาจให้เบาะแสในการพัฒนาวิธีการรักษาทางเลือกในกรณีที่ระบบ BBB บกพร่องที่เสี่ยงต่อการตัดสินใจการฆ่าตัวตายของมนุษย์ได้ในอนาคต
นับเป็นผลงานวิจัยที่น่าภูมิใจของเด็กนักเรียนเชื้อสายไทย ที่ฉายแววรุ่งในสหรัฐ และนอกเหนือจากความสามารถด้านวิทยาศาสตร์แล้ว เธอยังมีผลงานหนังสือภาพ My Dreams: A Trilingual Drawing Book: English, Thai, and Chinese ที่บอกเล่าประสบการณ์ของการเติบโตมาในครอบครัว 2 ภาษา (ไทย - อังกฤษ) และยังสนใจเรียนภาษาจีนเพิ่มเติมอีกด้วย
และด้วยความรักในด้านการวาดภาพ และภาษา เธอได้รวบรวมภาพเขียนตั้งแต่สมัยเด็ก พร้อมคำบรรยายถึง 3 ภาษา (อังกฤษ, ไทย, จีน) เพื่อสนับสนุนทักษะด้านจินตนาการ และ พัฒนาภาษาไปควบคู่กันด้วย นับเป็นเยาวชนที่เก่งรอบด้านจริงๆ
เรื่อง : ยีนส์ อรุณรัตน์
อ้างอิง : Yahoo News
------------------------------------------------


#ป้องกันการฆ่าตัวตาย
#เด็กไทยเก่ง

‘นาตาชา กุลวิวัฒน์’ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 16 ปี ที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายในสหรัฐอเมริกา แต่ควา...

3สิ่งต้องมี เพื่อให้หายขาดจากโรคซึมเศร้า1. รับรู้ และยอมรับ ว่าตนมีอาการซึมเศร้า และ/หรือ ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในยุคโซเชี่...
19/11/2022

3สิ่งต้องมี เพื่อให้หายขาดจากโรคซึมเศร้า

1. รับรู้ และยอมรับ ว่าตนมีอาการซึมเศร้า และ/หรือ ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ในยุคโซเชี่ยลเฟื่องฟู
เราสามารถหาข้อมูลของอาการ และแบบทดสอบว่ามีอาการ หรือป่วย ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเราได้รับรู้ ว่าเราได้มีอาการหรือป่วยโรคซึมเศร้าแล้ว
เราจะได้รู้จัก/เข้าใจและเห็น อาการ ได้ชัดเจนเมื่ออาการเริ่มมาเยือนข้างในเรา

2 มีความต้องการอย่างแรงกล้า และพูดกับตัวเองทุกวันว่า
" ฉันต้องการหายขาด"
"ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้หาย"
"ฉันหายป่วยได้แน่นอน"
(ให้เลือกหรือคิดคำ ที่พูดแล้ว ทำให้ข้างในเราเบิกบานหรือมีพลัง)

เมื่อมีอาการซึมเศร้า ผู้ป่วยจะรู้ดีว่า ข้างในมีความทรมานอย่างไร เจ็บเศร้าขนาดไหน

มันจะดีกว่าไหม?
หากเราหายขาดได้

โรคนี้ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่กำเนิด โรคนี้ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฉายแสง ไม่ต้องใช้เคมีบำบัด
แล้วเหตุใด เราจะไม่ทำให้มันหายไปล่ะ?

ตอนเกิดมา... เราไม่เคยมีมันอยู่ข้างใน
แค่ตอนนี้ มันปรากฎให้เรารู้สึกในบางเวลาเท่านั้นเอง

เราหายขาดได้แน่นอน

3.รู้สึกตัว หรือเห็นมันทุกครั้งที่เริ่มมีอาการ แล้วเปลี่ยน กิจกรรม/เปลี่ยนคำพูดที่พูดกับตัวเองทันที

ยิ่งเห็นหรือรู้สึกตอนเริ่มมีอาการได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งตัดตอนอาการเศร้าได้เร็วเท่านั้น

สมมติว่า "ชีวิต"
เปรียบเสมือนกับถังน้ำ 1 ใบ ถังใบนี้จะขยายขนาดตามอายุที่เพิ่มขึ้นทุกปี ...
และถังชีวิตนี้ จะเสื่อมสภาพเมื่อสัมผัสกับความเค็มในความเข้มข้นสูงๆ....
การพูดไม่ดี การคิดไม่ดีกับตัวเอง หรือคำของคนอื่นที่เราเชื่อ
เรามักเชื่อว่าเราไม่ดี, เราไม่มีค่า,เราไม่สำคัญ, เราไม่เป็นที่รัก...
เสมือน การหยดน้ำปลาลงในถัง 1 ถ้วย

การพูดดี การให้กำลังใจตน เสมือนการหยดน้ำเปล่าลงในถัง 1ถ้วย

เราเติมน้ำปลา และน้ำเปล่าตลอดเวลาในแต่ละวัน รวมแล้วกว่า80,000ถ้วย
เพราะธรรมชาติของสมองมนุษย์ คิดตลอดเวลา (กว่า80,000 ความคิดในแต่ละวัน)
และจะคิดอย่างถนัด อย่างชำนาญในเส้นทางที่เราทำบ่อยกับตัวเอง
(คิดบ่อยๆทำบ่อยๆ จนเราเรียกว่า นิสัย)

ภาพถังชีวิตของคนๆนั้น
จะเป็นสีอะไร?
หากน้ำปลาเยอะ ก็คงสีดำ
หากน้ำปลาน้อยลง
ก็คงเทาจางๆ
หากน้ำเปล่ามาก เราคงแทบมองไม่เห็นสีของน้ำปลาเลย

น้ำที่เทลงถัง
อยู่ที่ใครเลือก?

ถังชีวิตหนึ่งๆ มีเพียงเจ้าของถังเท่านั้น ที่เป็นผู้อนุญาต ให้น้ำเปล่าหรือน้ำปลาลงถัง

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า...
เป็นเพียงช่วงเวลา ที่เทน้ำปลาบ่อย

ขอเพียงมี3สิ่ง และทำตามอย่างมีวินัยในข้อ2&3
แม้ทำได้วันละนิด...
น้ำปลาที่เทลง ก็น้อยลงแล้ว

และเมื่อพูดดีคิดดี...ก็ยิ่งเพิ่มน้ำเปล่าลงถัง

แล้วเหตุใด เราจึงจะหายขาดไม่ได้ล่ะ?
และเมื่อมีคนป่วยด้วยโรคนี้ยาวนานหลาย10ปี,เคยฆ่าตัวตายหลายครั้ง ...
สามารถหายและไม่มีอาการอีกเลยนานนับ10ปี ด้วย3สิ่งนี้

เหตุใด เราจะไม่หายขาดจากโรคซึมเศร้านี้ล่ะ?

:หมอยาบัวบาน

#โรคซึมเศร้า

20/10/2022

อากาศเย็นๆ,
เวลาพลบค่ำ,
แสงสลัวๆ,
ช่วงก่อนมีประจำเดือน

ล้วนกระตุ้นอาการซึม อาการเศร้า ได้
โดยไม่ต้องมีเหตุการณ์ใดๆมากระตุ้น

เมื่อมีอาการ ก็แค่รู้
ว่ามีอาการเกิดขึ้น
ลองขยับมองดูอาการที่เกิดขึ้น
เช่น เศร้าเพิ่มขึ้น หรือเศร้าน้อยลง
ซึมเพิ่มขึ้น หรือซึมน้อยลง

หากเพิ่มขึ้น มันแรงแค่ไหน
มันอยู่นานไหม
หากลดลง มันเบาแค่ไหน
มันอยู่นานไหม

เราทำหน้าที่แค่มอง...
จะรู้ได้อย่างไร ว่าเรามอง
สังเกตได้จาก เราไม่ได้มีความคิด มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ มีคำพูดบั่นทอนตัวเองเข้ามา ในช่วงที่สังเกต

หากมีความคิดเข้ามา แล้วเราเห็น เราก็ย้ายมาสังเกตอาการความรู้สึกนั้นต่อ
จะให้ดีกว่านั้น ให้เราบันทึกสิ่งที่เราสังเกตเก็บไว้ด้วย

สิ่งที่ได้ทำนี้ จะเป็นการสะสมกำลังภายใน วิทยายุทธ เป็นทุนสำรองในการก้าวข้ามอาการที่จะเกิดในครั้งต่อๆไป

:หมอยาบัวบาน

#โรคซึมเศร้า
#เบื่อ
#หดหู่

19/10/2022

เรื่องเดิมๆ ที่เคยเขียนไว้
โรคซึมเศร้า รักษาได้
หายขาดได้100%
และไม่กลับมาเป็นอีก

โรคซึมเศร้า
เกิดจากร่องความคิด
ที่ไม่เวิคกับตน ซ้ำๆย้ำๆ
เป็นเวลายาว หลายปี
จนเป็นขบวนการความคิด
แบบอัตโนมัติ

ร่องความคิดนี้
เกิดจาก"การตีความ"
"การแปลความหมาย"
ของภาพที่เห็น
ของการกระทำที่ได้รับ
ของคำพูดที่ได้ยิน

ร่องความคิดนี้
เกิดจาก"การตีความ"
"การแปลความหมาย"
ของ การเลี้ยงดู
การปลูกฝัง
ความคาดหวัง
ของคนสำคัญรอบๆตัวของเขา

เมื่อมีอาการ
เขา รับรู้ได้เพียงอารมณ์เศร้าที่เกิด
จากเหตุการณ์ที่เข้ามา
ซึ่งเป็น ทิคเกอร์ของอารมณ์
และเกิดอารมณ์ซ้อนหลังจากเกิดอารมณ์เศร้าในตอนแรก
ผนวกกับคำถาม,คำพูดวนในสมอง
ที่จูงให้ดำดิ่งในวังวน
ของร่องความคิดนั้น

มีขบวนการภายในความคิด
ที่หล่อเลี้ยงความเศร้าให้วนลูป
โดยผู้เศร้ามองไม่เห็น หรือแยกตนออกมาไม่ได้
เหมือนกาวเหนียวข้างในความคิด

ก้าวแรกที่ควรขยับ
คือ
"มองเห็น"ว่ามีอารมณ์เศร้าเกิดขึ้น
เมื่อมองเห็น เราจะเริ่มขยับเป็นผู้ดู

และเมื่อเราเห็น
เราใช้ กายขยับ ตัดอารมณ์เศร้า
(แม้ว่าจะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ..เพียง 1 นาที.. เพียง30วินาที)
เช่น ลุกขึ้นยืน เหยียดแขน เหยียดขา
อกผาย ไหล่ผึ่ง สูดลมหายใจเข้ายาว ออกยาว ให้นานเท่าที่ไหว
และนานอีกนิด แม้มันไม่ไหว

และ"ยาแรงจากกายขยับ" เสมือนแสงไฟทัพใหญ่สาดส่องความมืดในใจ
คือ "การหัวเราะดังๆ"
เรากำลังใช้กายขยับใจ
จึงไม่ต้องมีเรื่องขำ ไม่ต้องมีเรื่องตลก
เราหัวเราะ ในตอนเศร้านี่แหละ
หัวเราะให้ยิ่งดัง
หัวเราะให้ยิ่งนาน
(ยาแรงนี้ ช่วยได้กับทุกคน แม้คุณจะแค่เครียด แค่กังวล...ยาขนานนี้ จะช่วยให้หัวเบา โล่ง โปร่งกว่าทันที หลังใช้ยา)......
ช่วง"กายขยับ"
เศร้าได้หายไปเกลี้ยง

หากขยับ 3นาที
วงจรเศร้าหายไป3นาที

หากขยับ 4 นาที เศร้า2นาที
ขยับต่ออีก4นาที... วงจรเศร้าหายไป8 นาที
ตัด มัน พอมันไม่ต่อเนื่องนาน
นั้นแหละ เราได้เริ่มสั่นคลอน
ร่องความคิดหลุมดำนี้แล้ว

มาเริ่มต้นกับการหายเศร้ากัน...
ตัดวงจรมันซะ!!!

:หมอยาบัวบาน

#โรคซึมเศร้า
#เบื่อ
#เศร้า
#เครียด
#กังวล

19/10/2022

เช้านี้ มีผู้ป่วยทักมาถามว่า
ผิวหนังที่มือทายาอะไรดี?
555555
จากรูปที่เห็น...
แย้งกับผู้ป่วยที่ฟันธงว่าแพ้แหวน

อาการผิวลามไปเกินครึ่งมือ

เอ้า...ไปหามา2หมอแล้วไม่หาย
จึงถามต่อ ว่าหมอว่าอย่างไร?

หมอไม่ว่าอะไรค่ะ
จ่ายยามาแล้วไม่หายค่ะ.....

เอิ่ม...
จึงบอกไปว่า
ผู้ป่วยถามหมอเกี่ยวกับอาการของเราได้นะคะ
....
ไม่รู้จะถามอะไรคะ........
คำถามพื้นฐาน...
1. ถามว่าเราเป็นอะไร
2. มีสาเหตุจากอะไร
3. รักษายังไงบ้าง
4. อีกนานไหมจึงจะหาย
5. ทำยังไงจะไม่กลับมาเป็นอีก

ขอใช้พื้นที่ประชาสัมพันธ์  #ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือ #มีอาการเข้าข่ายซึมเศร้าเภสัชกร...รับปรึกษาชีวิตสัมพันธ์กับดวงเกิดจบ...
02/09/2022

ขอใช้พื้นที่ประชาสัมพันธ์
#ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือ
#มีอาการเข้าข่ายซึมเศร้า

เภสัชกร...
รับปรึกษาชีวิต
สัมพันธ์กับดวงเกิด

จบเภสัชฯจุฬา มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรของตัวเอง
ศึกษาเพิ่มเติมจิตวิทยาเชิงลึก มีประสบการณ์ตรงเรื่อง
#โรคซึมเศร้า เป็นสิบปี

ตอนนี้ทำงานรับปรึกษาส่วนตัวทางไลน์
https://line.me/ti/p/wCzmxt8ifo

ค่าใช้จ่าย
599บาท/2ชม.

ขอบคุณค่ะ

30/08/2022

10 วิธีลดน้ำตาลในร่างกาย หากทำได้ห่างไกลโรค

รสหวานเป็นรสชาติที่อร่อยและคนทั่วไปมักติดความหวานในอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ เพราะทำให้สมองแจ่มใสและลดความเครียด จนมักทำให้พวกเราทานน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย และเมื่อน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงจากปริมาณที่เคยบริโภคในแต่ละวันก็เริ่มส่งผลต่ออารมณ์ ทำให้หงุดหงิด และอ่อนเพลียง่าย สรุปแล้วน้ำตาลจึงให้ผลเสียแก่เราในระยะยาวมากกว่าผลดีค่ะ
ภาวะการติดน้ำตาล จะก่อให้เกิดโรคร้ายชัดเจนถึง 4 โรค
1. ฟันผุ
2. อ้วน
3. เป็นโรคหัวใจ ความดัน
4. มะเร็ง
ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการลดระดับน้ำตาลที่ต้องบริโภคในแต่ละวันกันค่ะ
1️⃣ เปลี่ยนเครื่องดื่ม
ตัดน้ำอัดลมทิ้งไปเลยค่ะ ในเวลาที่กระหายน้ำ และหยิบน้ำผลไม้มาดื่มแทน ลดเครื่องดื่มชูที่กำลังจะทานระหว่างออกกำลังกาย แล้วเปลี่ยนไปเป็นดื่มน้ำแร่แทน ลดกาแฟในยามเช้า ดื่มน้ำมะนาว ชาสมุนไพร อเมริกาโน หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลแทน
2️⃣ ลดอาการติดน้ำตาลอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อร่างกายคุณเสพน้ำตาลจนเคยชินแล้ว และถ้าคุณตัดขาดจากของหวานที่เคยชอบกินเช่น เค้ก ไอศครีม คุกกี้ พาย โดนัท ทันที คุณจะรู้สึกเหมือนร่างกายไม่มีพลังงานและรู้สึกเฉื่อยชา ดังนั้นคุณอาจทนแทนด้วยการทานผลไม้ที่มีรสหวานไม่มาก เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง และผลไม้ตระกูลเบอรี่ หรือทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพต่างๆ ซึ่งจะมีทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยให้ร่างกายคุณสดชื่นขึ้นอีกด้วย
3️⃣ อาหารไขมันสูงอาจดีต่อสุขภาพมากกว่าอาหารไขมันต่ำ
ถ้าคุณพยายามจะลดน้ำตาล คุณควรเลือกทานอาหารที่มีไขมันดี เช่น อโวคาโด มันม่วง มันหวาน ฟักทองนึ่ง เป็นต้น หรืออาหารที่มีคาโบไฮเดรตเชิงซ้อน จริงๆ แล้วไขมัน เป็น 1 ในสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะอยู่ท้องเป็นเวลานาน หลายๆ ครั้งในอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดที่มีฉลากปิดว่า fat-free เมื่อนำมาทดสอบแล้วกลับพบว่า มีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าอาหารที่มีไขมันดีเสียอีก
4️⃣ รับประทานอาหารออร์แกนิก หรืออาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป
อาหารปรุงสำเร็จ หรืออาหารตามร้านอาหาร อาจจะเต็มไปด้วย เกลือ น้ำตาล และผงชูรส ในปริมาณที่มาก ทำให้เราไม่อาจควบคุมได้ อาหารที่ผ่านการแปรรูปมักจะแต่งสี กลิ่น และสารกันบูด และหากคุณสามารถทำอาหารกินเองที่บ้าน นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยให้คุณสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลและเกลือในอาหารได้
5️⃣ อย่าประมาทกับคำว่า “ขนมเพื่อสุขภาพ”
รู้หรือไม่ว่าขนมที่ทำจากธัญพืช เช่น กราโนลาแท่ง โปรตีนแท่ง และผลไม้อบแห้ง ในบางครั้งก็มีปริมาณน้ำตาลสูงพอๆ กับการกินช็อคโกแลต 1 แท่งเลยล่ะค่ะ
6️⃣ ลดอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาล
พวกซีเรียลที่เคลือบน้ำตาล แพนเค้กราดน้ำผึ้ง พาย วาฟเฟิล ขนมปังกับแยม ครัวซอง และมัฟฟิน เป็นอาหารสุดโปรดที่ผู้คนชอบรับประทานร่วมกับกาแฟในยามเช้า แต่ทว่าอาหารเช้าเหล่านี้แหละเป็นเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูง ดังนั้น อาหารเช้าทางเลือกใหม่ที่ควรเปลี่ยนเพื่อสุขภาพได้แก่ กรีกโยเกิร์ต ไข่ต้ม ไข่คน ไข่ดาวน้ำ หรือไข่ที่ทอดบนกระทะเทฟล่อนแบบไม่ใช้น้ำมัน หรือกินอะโวคาโด ที่มีพลังงานสูง มีไขมันที่ดี และมีน้ำตาลต่ำก็ได้
7️⃣ ส่วนผสมข้างฉลากที่ควรหลีกเลี่ยง
คุณไม่ควรเลือกอาหารอย่างฉาบฉวยในซุปเปอร์มาเก็ตเพียงแค่เห็นคำว่า “low sugar” หรือ “no sugar” แต่คุณจะต้องสังเกตส่วนผสมเหล่านี้ ซึ่งอันตรายเท่าๆกับน้ำตาล แต่ใช้คำที่ยากต่อการสังเกต เช่น
- น้ำเชื่อมข้าวโพด (High-fructose corn syrup)
- มัลโตส (Maltose)
- เด็คโตรส (Dextrose)
- น้ำเชื่อมข้าว (Rice syrup)
- คาราเมล (Caramel)
- สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Invert sugar)
- น้ำเชื่อม (Molasses)
8️⃣ สิ่งที่ให้ความหวานตามธรรมชาติ
ภาวะเสพติดน้ำตาล ไม่ต่างจากความรู้สึกของคนติดแอลกอฮอล์เลยล่ะค่ะ เราถึงต้องใช้ความอดทนสูงมากในช่วงเวลาที่ขาดน้ำตาล เพื่อบรรเทาความรู้สึกนี้ ลองใช้ความหวานตามธรรมชาติในการทำเครื่องดื่ม หรือปรุงอาหารแทน การลดความหวานบางครั้งทำให้รู้สึกหงุดหงิด หิว กระวนกระวาย จึงไม่ควรลดแบบหักโหม คุณสามารถรับประทานอาหารที่มีรสหวานได้ตามเดิม เพียงแค่เปลี่ยนมาใช้ สารให้ความหวานอื่นๆ แทนได้
9️⃣.อย่าเก็บขนมหวานไว้ในบ้าน
ในยามที่ความอยากน้ำตาลเพิ่มขึ้น สมองของเราที่เคยชินกับการรับปริมาณน้ำตาลทุกวันจะสั่งการให้คุณรีบไปหาอะไรหวานๆ มากิน ดังนั้นอย่าซื้อพวกช็อคโกแลต ไอศครีม หรือลูกอมมาเก็บไว้ในบ้านเพราะถ้าเห็นเข้าก็จะโดนความหิวเข้าจู่โจมทันที และถ้าคุณทนไม่ไหวจริงๆ ก็อาจจะลองหาขนมที่มีความหวานต่ำ หรือขนมที่ไม่มีแคลอรี่มากินแทนไปก่อน
🔟นอนหลับให้เพียงพอ
การนอนน้อย หรืออดนอน ส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า และภูมิต้านทานต่อโรคภัยต่ำ สมาธิสั้น ประสิทธิภาพในการทำงานจึงลดลง แถมกลุ่มคนที่อดนอนยังมีความรู้สึกหิว กระหาย และอยากกินของหวานมากกว่ากลุ่มที่นอนเพียงพอ ดังนั้นการเข้านอนเร็ว และนอนหลับให้เพียงพอจะช่วยให้คุณลดความรู้สึกอยากกินของหวาน และช่วยให้สมองลดความต้องการน้ำตาลลงได้
การลดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะน้ำตาลเป็นอาหารที่ส่งผลให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา ทั้งมะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน แต่การไม่รับประทานน้ำตาลเลย ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง ในทางที่ดีเราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควบคุมปริมาณน้ำตาลให้อยู่ในระดับพอดีจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าค่ะ

01/05/2022

ปัจจุบันมีการค้นพบว่า
การสบตาและการสัมผัส ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาภายในร่างกาย

ออกซิโตซิน(Oxytocin) เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการบีบรัดตัวของมดลูกในขณะคลอดบุตรและหลั่งน้ำนม

แต่ปัจจุบันพบว่า การหลั่งฮอร์โมนนี้ยังช่วยลดความวิตกกังวล และช่วยเสริมสร้างความไว้ใจระหว่างกันได้อีกด้วย
เรียกได้ว่าเป็น
"ฮอร์โมนแห่งความรักและความเชื่อใจ"

จากการค้นพบนี้
ยังพบอีกว่า
เราก็สามารถหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซินออกมาได้จาก
การสบตาและการสัมผัส

กล่าวคือ การสบตาหรือการสัมผัส จะทำให้ร่างกายของอีกฝ่ายหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซินออกมา
เพราะรู้สึกได้ถึงความรักและความเชื่อใจ

Humanitude

บางทีเราเริ่มป่วยจากสาเหตุที่คาดไม่ถึงเล็กๆน้อยๆเช่นน้ำดื่มที่ดื่มทุกวันอาหารเสริมที่ใช้ทุกมื้อหลับที่เรานอนทุกคืนมือถือ...
11/04/2022

บางที
เราเริ่มป่วย
จากสาเหตุที่คาดไม่ถึง
เล็กๆน้อยๆ

เช่น
น้ำดื่มที่ดื่มทุกวัน
อาหารเสริมที่ใช้ทุกมื้อ
หลับที่เรานอนทุกคืน
มือถือที่เรามองทุกครั้ง

หลักธรรมชาติของร่างกาย
ไม่ชอบให้ทำอะไรซ้ำๆนานๆ
มากหรือน้อยเกินไป
เมื่อไม่ชอบ จะค่อยๆก่อตัว
เกิดอาการเรื้อรัง
เป็นนานๆ ก็เริ่มเสื่อม
จนล้มป่วย

เมื่อบางสิ่งสัมพันธ์กัน.โดยที่เรามองไม่เห็นแต่รู้สึกได้หรือจนกว่า เราจะเจอประสบการณ์ตรง
24/01/2022

เมื่อบางสิ่งสัมพันธ์กัน.
โดยที่เรามองไม่เห็น
แต่รู้สึกได้
หรือจนกว่า เราจะเจอประสบการณ์ตรง

จบชีวิตเนื่องด้วย"โรคซึมเศร้า"มีข่าวทำนองนี้และที่ไม่เป็นข่าวอาจมีอีกหลายเคสโรคซึมเศร้าเป็นดั่งโรคเรื้อรังและยากยิ่งกว่า...
19/01/2022

จบชีวิต
เนื่องด้วย
"โรคซึมเศร้า"

มีข่าวทำนองนี้
และที่ไม่เป็นข่าว
อาจมีอีกหลายเคส

โรคซึมเศร้า
เป็นดั่งโรคเรื้อรัง
และยากยิ่งกว่า
เพราะ ต้องใช้กำลัง
ของ"จิต"ผู้ป่วยเอง
เป็นกำลังสำคัญในการเยียวยา
และฟื้นฟู
เพื่อพา "ความคิด"
ภายใน ให้ชู้ทขึ้นบ่อยพอ
ที่จะไม่ดิ่งจมจนแพ้พ่าย

อีกทั้ง "เสียงพูด" ของคนรอบตัว
ก็เป็นอีกกำลังสำคัญ
ในช่วยดึงขึ้นหรือผลักลง
แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แม้จะรู้ว่ากำลังคุยกับผู้ป่วย

ด้วยเป็นเรื้อรัง
ด้วย จิต ใช้รักษา
การเข้าถึงและเข้าใจ
จึงไม่ง่ายที่จะเข้าใจ "เขา"
และพาเขาออกมาได้

พามาแล้ว หลุมนี้ ก็ชวนเขา
กลับเข้าไปได้เรื่อยๆอีกเช่นกัน
เพราะ มันจะ recheck เรื่อยๆ
จนกว่า ผู้ป่วย จะแข็งแรงได้จริง
......
ติดต่อทางข้อความ
หากต้องการคำปรึกษา

ที่อยู่

กรุงเทพ
Bangkok
10100

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ยา อย่าเยอะผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ยา อย่าเยอะ:

แนะนำ

แชร์