Network Training Center

Network Training Center Network Training Center, also known as NTC, the leading training center in Thailand.

Network Training Center (NTC) is one of Thailand’s leading training providers of computer networking, IT management, professional skills, Programming & Software Development, and Manufacturing.

เมื่อคืน Windows Update ติดตั้งเรียบร้อย หน้าจอขึ้นว่า Update successfulเครื่อง Restart กลับมาได้ตามปกติ ดูแล้วเหมือนงาน...
18/09/2026

เมื่อคืน Windows Update ติดตั้งเรียบร้อย
หน้าจอขึ้นว่า Update successful
เครื่อง Restart กลับมาได้ตามปกติ ดูแล้วเหมือนงานจบ
เช้าวันถัดมา Ticket เริ่มเข้า
เครื่องหนึ่ง Remote Desktop เชื่อมต่อไม่ได้
อีกเครื่อง File Explorer ค้าง
บางเครื่องใช้อุปกรณ์เสียงแล้วไม่มีเสียงออก
โจทย์ของคน IT Support จึงเปลี่ยนทันที
“หลัง Update มีอะไรเปลี่ยน
และปัญหาที่เจอเกี่ยวข้องกับส่วนไหนของระบบ?”
เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นจริงกับ Windows Security Update เดือนกันยายน 2026
Microsoft ยืนยันปัญหาในบางระบบที่ทำให้ Remote Desktop Services ไม่เสถียร จนเกิดปัญหาการเชื่อมต่อหรือ Sign-in รวมถึง File Explorer และหน้า Windows Update ที่อาจไม่ตอบสนอง
ยังพบปัญหากับการแชร์โฟลเดอร์ผ่าน Plan9 ใน Linux VM บางรูปแบบ และ USB Audio บางอุปกรณ์
วันที่ 14 กันยายน Microsoft จึงออก Out-of-band update หรืออัปเดตเร่งด่วนนอกตารางปกติ เพื่อแก้ไขหลายรายการ
ขณะที่ปัญหา USB Audio บางส่วนยังอยู่ระหว่างดำเนินการในเวลานั้น
เคสนี้ทำให้เห็นเรื่องสำคัญของงาน IT Support ได้ค่อนข้างชัด
คำว่า “Update successful”
บอกว่ากระบวนการติดตั้งผ่านไปได้
หลัง Restart ยังมี Hardware, Driver, Operating System, Network, Application และ Service หลายส่วนที่ต้องทำงานร่วมกัน
เมื่อมีบางอย่างเปลี่ยน ผลที่เกิดขึ้นในแต่ละเครื่องจึงอาจต่างกัน
เวลา Ticket เข้ามา การรีบแก้จากสิ่งที่ User แจ้งในประโยคแรก อาจทำให้เสียเวลาอยู่ผิดจุด
ก่อนลงมือ ทีม IT Support จึงต้องค่อยๆ แยกข้อมูลให้ชัดขึ้น
เริ่มเกิดเมื่อไร?
ก่อนหน้านั้นมีอะไรเปลี่ยนในเครื่อง
เกิดกับใครบ้าง?
เครื่องเดียว หลายเครื่อง หรือเฉพาะอุปกรณ์บางรุ่น
มีข้อมูลอะไรให้ตามต่อ?
Error Code, Event Log หรือข้อความแจ้งเตือนกำลังชี้ไปทางไหน
ส่วนไหนเกี่ยวข้อง?
Hardware, Driver, OS, Network, Service หรือ Configuration
จะทดสอบอย่างไร?
เพื่อแยกสาเหตุทีละจุดโดยไม่สร้างปัญหาเพิ่ม
อย่างกรณีเสียงหายหลัง Update
การเช็ก Volume อาจยังไม่พอ
ทีม Support อาจต้องเปิด Device Manager ดูสถานะอุปกรณ์ ตรวจ Driver และ Error Code รวมถึงเช็ก Known Issue หรือปัญหาที่ผู้ผลิตยืนยันแล้ว
ส่วนกรณี Remote Desktop เชื่อมต่อไม่ได้
ต้องแยกต่อว่าเครื่องปลายทางยังติดต่อผ่าน Network ได้หรือไม่ Service ยังทำงานอยู่หรือเปล่า Configuration มีอะไรเปลี่ยน หรือปัญหาเริ่มขึ้นหลัง Update ล่าสุด
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า Troubleshooting อาศัยมากกว่าการจำว่า
“เจอแบบนี้ ต้องกดตรงไหน”
เพราะปัญหาที่ดูคล้ายกัน อาจมีต้นเหตุต่างกัน
พื้นฐานที่ดีจึงช่วยให้ทีมอ่านข้อมูลตรงหน้า แยกส่วนของระบบ และไล่หาสาเหตุได้เป็นขั้นตอนมากขึ้น
ลองมองกลับไปที่สองเคสด้านบน
ถ้าอุปกรณ์ทำงานผิดปกติ ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง Device, Driver และ Operating System
ถ้าเข้าเครื่องปลายทางไม่ได้ ต้องพอแยกได้ว่าเกี่ยวข้องกับ Network, Service หรือ Configuration
ถ้าเกิดหลัง Update ต้องรู้ว่าจะดู Log, Recovery หรือ Known Issue ตรงไหน
และถ้ายังหาต้นเหตุไม่ได้ ก็ต้องมีวิธีไล่ตรวจทีละส่วนอย่างเป็นระบบ
ทักษะเหล่านี้เชื่อมกับพื้นฐานที่เรียนใน CompTIA A+ โดยตรง
หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ PC Hardware, BIOS/UEFI, Operating Systems, Networking, Security, Backup & Recovery รวมถึง Troubleshooting Methodology หรือกระบวนการวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
จึงไม่ได้จบที่การรู้จัก Hardware หรือ Operating System แยกเป็นเรื่องๆ
ผู้เรียนจะได้เห็นว่าองค์ประกอบเหล่านี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร เมื่อเกิดปัญหาจริงในงาน IT Support ทั้งการอ่านข้อมูลจากระบบ แยกจุดที่เกี่ยวข้อง ตั้งข้อสันนิษฐาน และไล่ตรวจเพื่อหาสาเหตุอย่างเป็นขั้นตอน
เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังสร้างพื้นฐานสาย IT Support, Technical Support และ Help Desk รวมถึงองค์กรที่ต้องการให้ทีมมีแนวทางร่วมกันในการวิเคราะห์ แก้ไข และส่งต่อปัญหา
CompTIA A+
รอบอบรม
• 26–30 ตุลาคม 2569
• 30 พฤศจิกายน–4 ธันวาคม 2569
• 17–18, 21–23 ธันวาคม 2569
• 11–15 มกราคม 2570
ราคาพิเศษ 31,450 บาท / ท่าน
รวมค่าอบรมและสิทธิ์สอบ Certification
จากราคาปกติ 37,000 บาท / ท่าน
ราคายังไม่รวม VAT 7%
สมัครได้ที่
https://www.trainingcenter.co.th/shared/Course/Comptia-A-Plus/
เมื่อคืนหน้าจอบอกว่า “Update successful”
เช้าวันถัดมา งานของทีม IT Support อาจเพิ่งเริ่ม
เพราะเมื่อ Ticket เข้ามา สิ่งสำคัญคือการอ่านข้อมูลตรงหน้า
แยกให้ออกว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับส่วนไหน และรู้ว่าจะเริ่มตรวจจากจุดใดเพื่อหาสาเหตุ
แล้วคุณเคยเจอเคสหลัง Update แบบไหน ที่ทำให้ทีมต้องหาสาเหตุกันนานกว่าที่คิด?
แชร์เคสกันได้ค่ะ
สนใจรายละเอียดหลักสูตร หรือวางแผนพัฒนาทักษะให้ทีม พูดคุยกับทีม NTC ได้ที่ LINE: -LINE

ถ้า AI เก่งขึ้นทุกวัน ทำไมเรายังต้องคอยบอกทีละ Step?เอกสารชุดนี้ต้องสรุป ก็อธิบายโจทย์ใหม่ข้อมูลรอบใหม่เข้ามา ก็ส่งไฟล์พ...
18/09/2026

ถ้า AI เก่งขึ้นทุกวัน ทำไมเรายังต้องคอยบอกทีละ Step?
เอกสารชุดนี้ต้องสรุป ก็อธิบายโจทย์ใหม่
ข้อมูลรอบใหม่เข้ามา ก็ส่งไฟล์พร้อมเงื่อนไขใหม่
งานเดิมกลับมาอีกครั้ง Context หลายอย่างก็ต้องป้อนใหม่เหมือนเดิม
AI ช่วยให้งานเร็วขึ้นจริง
ขณะเดียวกัน ในหลาย Workflow คนยังเป็นฝ่ายจำว่าอะไรต้องทำก่อน ใช้ข้อมูลจากไหน ผลลัพธ์ควรออกมาแบบไหน และจุดใดควรหยุดรอการตรวจ
ตรงนี้ทำให้ AI Agent เริ่มน่าสนใจกว่าการ Prompt ทีละงาน
โจทย์จึงอยู่ที่การออกแบบให้ Agent เข้าใจบริบท รู้ขอบเขต ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และเดินงานต่อได้ภายใต้กติกาที่เราวางไว้
ถ้าตรงนี้ทำให้เริ่มอยากเห็นภาพมากขึ้นว่า Agent จะเข้ามาช่วยรับช่วงงานได้อย่างไร โดยที่คนยังควบคุมขอบเขตและการตัดสินใจสำคัญไว้ได้
ชื่อ Claude Code ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าทำความรู้จัก
อาจฟังดูเหมือนเครื่องมือสำหรับ Developer
ขณะที่ Claude Code for Everyone ถูกออกแบบให้คนทำงานหลากหลายสายเริ่มได้ตั้งแต่พื้นฐาน และตลอด Workshop 2 วัน ไม่มีการเขียนโปรแกรมแม้แต่บรรทัดเดียว
สิ่งที่ฝึกจึงใกล้กับการออกแบบวิธีทำงานร่วมกับ Agent
ตั้งแต่ทำความเข้าใจว่า Agent กำลังเห็น Context อะไร มี Permission ระดับไหน ใช้ Tool อะไรได้ ไปจนถึงการจัด Workflow สำหรับงานที่มีหลายไฟล์ หลายขั้นตอน หรืองานที่กลับมาทำซ้ำเป็นประจำ
รูปแบบการเรียนก็เริ่มลงมือตั้งแต่ช่วงแรก
ผ่านการทำ Micro LAB 10 ครั้ง สลับกับเนื้อหาทุกประมาณ 6–10 นาที เพื่อให้เห็นพฤติกรรมของ Agent ผ่านการใช้งานจริงระหว่างเรียน
ผู้เรียนจะได้ฝึกเปลี่ยน “วิธีทำงานที่อยู่ในหัว” ให้กลายเป็นคำสั่ง กติกา และ Workflow ที่ Agent สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้
ตั้งแต่การแบ่งงานให้ Agent หลายตัวช่วยกันทำ การกำหนดเงื่อนไขให้ Workflow ทำงานต่อ ไปจนถึงงานที่ต้องกลับมาทำตามรอบ
โดยได้ทดลองเครื่องมือสำคัญของ Claude Code เช่น CLAUDE.md, Skills, Subagents, Hooks และ Scheduled Tasks
สิ่งที่มีความหมายกับการใช้งานจริงคือการเริ่มมองออกว่า งานตรงไหนควรให้ Agent รับช่วง งานอะไรควรจัดเป็น Workflow และจุดใดต้องกลับมาให้คนตรวจ
เช่น งานที่ต้องอ่านข้อมูลจำนวนมาก
งานที่มีไฟล์ต้นฉบับซึ่งต้องควบคุมการแก้ไข
หรืองานประจำที่ต้องกลับมาทำตามรอบ
โจทย์เหล่านี้ทำให้เรื่อง Agent ขยับเข้าใกล้ Workflow ขององค์กรขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อ Agent รับช่วงงานได้มากขึ้น เรื่อง Control ก็ต้องเดินไปพร้อมกัน
ใน Workshop จึงมีทั้ง Permission, Sandbox, Human Approval รวมถึงข้อควรระวังเรื่องข้อมูลลูกค้าตาม PDPA เพื่อให้ผู้เรียนได้คิดเรื่องขอบเขตของ Automation ไปพร้อมกับการใช้งานจริง
ช่วงท้ายของ Workshop ผู้เรียนจะรวบรวมสิ่งที่สร้างมาตลอดสองวันเป็น Personal Agent Kit ของตัวเอง พร้อมวางแผน 30 วัน ว่างานใดควรเริ่มนำ Agent เข้าไปช่วยก่อน และจะวัดผลจากการใช้งานอย่างไร
สำหรับการใช้งานในองค์กร สิ่งที่สร้างขึ้นยังสามารถนำไปต่อยอดให้ทีมใช้ร่วมกันได้
แทนที่ความรู้เรื่องการใช้ AI จะกระจายอยู่ใน Prompt ของแต่ละคน ทีมสามารถเริ่มจัดวิธีทำงานบางส่วนให้มีโครงสร้างร่วมกันมากขึ้น
ทั้งหมดกลับมาที่หลักสั้นๆ ของคลาส
AI drafts, Human decides.
Agent รับช่วงในพื้นที่ที่เหมาะสม
คนกำหนดขอบเขต ตรวจผล และถือการตัดสินใจในจุดสำคัญ
และถ้าวันหนึ่งทีมไม่ต้องกลับมาอธิบายงานเดิมให้ AI ใหม่ทีละ Step เหมือนวันนี้
Workflow แบบไหนที่คุณอยากให้ Agent เริ่มช่วยรับช่วงเป็นงานแรก?
Claude Code for Everyone | 2-Day Workshop
16–17 พฤศจิกายน 2569
ค่าอบรม 22,000 บาท / ท่าน
(ไม่รวม VAT 7%)
เริ่มได้แม้ไม่มีพื้นฐาน Programming
ผู้เรียนเตรียมคอมพิวเตอร์และสิทธิ์ใช้งาน Claude Code มาเอง เช่น Claude Pro, Max, Team หรือ Anthropic API ตามรูปแบบการใช้งาน
สำหรับองค์กรที่สนใจจัดอบรม Claude Code for Everyone สำหรับทีม สามารถพูดคุยโจทย์ของทีมและปรึกษาแนวทางการอบรมได้ที่ LINE: -LINE

เห็น Policy: ACCEPT แล้ว Case อาจยังไม่จบ เพราะการที่ Firewall อนุญาต Traffic เป็นข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่กำลังเกิ...
17/09/2026

เห็น Policy: ACCEPT แล้ว Case อาจยังไม่จบ เพราะการที่ Firewall อนุญาต Traffic เป็นข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนเส้นทางนั้น
เคสนี้เริ่มต้นเหมือนจะง่าย
ผู้ใช้งานแจ้งว่าเข้า Server ปลายทางไม่ได้
เปิด FortiGate ขึ้นมาดู พบว่า Source และ Destination เป็นไปตามที่กำหนด Service ก็ตรงกับเงื่อนไข และ Policy ก็ Match
Action: ACCEPT ✓
มาถึงตรงนี้ Traffic ดูเหมือนควรไปต่อได้แล้ว
หน้า Application กลับยังนิ่ง...
ถ้าเป็นคุณ จะเปิดดูอะไรต่อ?
Route? NAT? Security Profile? หรือ Log?
คำตอบของเคสนี้อาจไม่ได้อยู่ในหน้าจอเดียว เพราะ Policy ช่วยบอกว่า Traffic ตรงกับ Rule ไหน ส่วนสาเหตุที่ใช้งานไม่ได้ยังต้องอาศัยข้อมูลจากจุดอื่นมาประกอบกัน
เบาะแสที่ 1: Traffic กำลังไปทางไหน?
อีกจุดที่ควรดูคือ Route Table หรือตารางเส้นทาง ว่า FortiGate มองเห็น Network ปลายทางผ่าน Interface ใด และเลือก Next Hop หรือจุดส่งต่อถัดไปเป็นอะไร
มี Static Route, Default Route หรือเส้นทางอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า?
Source, Destination และ Service อาจตรงตาม Policy ทุกอย่าง ขณะที่เส้นทางที่ระบบเลือกกลับต่างจากโครงสร้างเครือข่ายที่วางไว้
สิ่งที่ผู้ใช้งานเห็นจึงยังเป็นคำเดิม “เข้าไม่ได้”
เบาะแสที่ 2: Address ถูกแปลงเป็นอะไร?
อีกส่วนที่ควรเชื่อมเข้ามาคือ NAT หรือการแปลง Address
Source Address มีการแปลงหรือไม่?
ฝั่ง Destination มี VIP (Virtual IP) หรือ Destination NAT เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า?
และเมื่อ Traffic ไปถึงอีกฝั่ง ระบบปลายทางมองเห็น Address อะไร?
บางเคสเส้นทางดูปกติ ขณะที่ Address ที่ใช้จริงระหว่างการสื่อสารต่างจากค่าที่เรากำลังไล่ดู หากมองเฉพาะต้นทางกับปลายทางจากหน้า Policy จุดนี้จึงหลุดสายตาได้ง่าย
เบาะแสที่ 3: Traffic นี้มี Security Profile อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง?
Antivirus, Web Filtering, IPS หรือ Application Control อาจเข้ามาทำงานกับ Traffic ตามการตั้งค่าที่กำหนดไว้
ตรงนี้ทำให้คำว่า ACCEPT กับ ใช้งานสำเร็จ ตอบคนละเรื่องกัน
ACCEPT ช่วยยืนยันว่า Traffic ตรงกับเงื่อนไขของ Policy และได้รับอนุญาตตาม Rule ที่ตั้งไว้ ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Session จริงยังต้องอาศัยข้อมูลจากจุดอื่นมาช่วยต่อภาพให้ครบ
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหาเกิดขึ้นที่จุดไหน?
ตรงนี้ Log หรือบันทึกเหตุการณ์, Monitoring หรือการติดตามสถานะ และ Diagnostic Tools หรือเครื่องมือวิเคราะห์ปัญหาเริ่มมีบทบาทมากขึ้น
Log ช่วยให้เห็นว่า Traffic ถูกจัดการอย่างไร Monitoring ช่วยให้เห็นสถานะและพฤติกรรมที่กำลังเกิดขึ้น ส่วน Diagnostic Tools ช่วยทดสอบสมมติฐานที่เราตั้งไว้ ทำให้การไล่ปัญหามีทิศทางมากกว่าการเปิด Configuration ทีละหน้าแล้วหวังว่าจะเจอค่าที่ผิด
จากข้อมูลตั้งต้นเพียงว่า “User เข้าไม่ได้”
เราจึงค่อยๆ ทำให้ปัญหาชัดขึ้นได้ว่า
ตอนนี้ Traffic อยู่ที่จุดไหน และข้อมูลที่มีอยู่กำลังชี้ให้ดูอะไรต่อ
ถ้าจะจำเคสลักษณะนี้ให้สั้นลง สามารถสรุปเป็น 4 มุมได้
PATH - เส้นทาง
Traffic กำลังถูกส่งไปทางไหน
TRANSLATION - การแปลง Address
ต้นทางหรือปลายทางถูกแปลงเป็นค่าอะไร
INSPECTION - การกลั่นกรอง Traffic
มี Security Control ใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง
EVIDENCE - หลักฐาน
Log, Monitoring และ Diagnostic กำลังบอกอะไร
4 มุมนี้เป็นกรอบช่วยตั้งคำถาม “เวลาต้องไล่หาสาเหตุของปัญหา” เพื่อให้แต่ละสิ่งที่เปิดดูมีเหตุผลรองรับ และค่อยๆ ตัดความเป็นไปได้ออกทีละส่วน
มุมการทำงานลักษณะนี้สามารถต่อยอดได้ในหลักสูตร FortiOS 7.6 Administrator
ภายในคลาส ผู้เรียนจะได้ฝึกผ่าน Interactive Labs ตั้งแต่การตั้งค่าระบบและเครือข่าย การดู Log และติดตามสถานะ การจัดการ Firewall Policy และ NAT การกำหนดเส้นทาง การยืนยันตัวตน การใช้งาน Security Profiles รวมถึง IPsec VPN, SD-WAN, High Availability ตลอดจนการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบน FortiGate
เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้าน Network และ Security ซึ่งมีหน้าที่ตั้งค่า ดูแล และติดตาม FortiGate รวมถึงต้องการมองเห็นความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนชัดขึ้นเมื่อต้องใช้งานหรือแก้ปัญหาจริง
ครั้งหน้าที่เห็น
Policy: ACCEPT
เครื่องหมาย ✓ อาจยืนยันได้ว่า Policy ผ่านแล้ว
ส่วน Case จะจบหรือยัง
Traffic เส้นนั้นอาจยังมีเบาะแสให้ตามต่อ
FortiOS 7.6 Administrator
รอบอบรม
9–12 พฤศจิกายน 2569
15-19 กุมภาพันธ์ 2570
11-14 พฤษภาคม 2570
ค่าอบรม 70,000 บาท / ท่าน
ราคายังไม่รวม VAT 7%
https://www.trainingcenter.co.th/shared/Course/FortiOS-Admin
สอบถามรายละเอียดหลักสูตร หรือปรึกษาการจัดอบรมสำหรับทีม
LINE: -LINE

ตั้งแต่เสียบสาย Network จนเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาได้หนึ่งหน้า ระหว่างทางมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?จากหน้าจอ ทุกอย่างดูเหมือนเกิดขึ้น...
17/09/2026

ตั้งแต่เสียบสาย Network จนเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาได้หนึ่งหน้า ระหว่างทางมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?
จากหน้าจอ ทุกอย่างดูเหมือนเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที
เสียบสาย เชื่อมต่อ Network เปิด Browser พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ แล้วข้อมูลก็ปรากฏขึ้นมา
เบื้องหลังช่วงเวลาสั้นๆ นั้น มีองค์ประกอบหลายอย่างกำลังทำงานต่อเนื่องกัน
ตั้งแต่ Cable และ Connector ที่เชื่อมอุปกรณ์เข้าสู่ระบบ เครื่องต้องมี Address สำหรับสื่อสาร ต้องรู้ว่าปลายทางอยู่ใน Network เดียวกันหรือคนละ Network และข้อมูลควรถูกส่งต่อไปทางไหน
ตรงนี้เราจะเริ่มเจอกับ MAC Address, IP Address, Subnet, Switch และ Router
เมื่อเครื่องต้องรับค่า Network Configuration ก็มี DHCP เข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อผู้ใช้พิมพ์ชื่อเว็บไซต์แทนหมายเลข IP ก็มี DNS ช่วยค้นหาปลายทาง
รวมถึง Protocol ต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในแต่ละช่วงของการสื่อสาร และ NAT เมื่อ Traffic ต้องออกจากเครือข่ายภายใน
MAC, IP, Subnet, DNS, DHCP, Router, Switch และ Protocol ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง
แต่เมื่อ Network เริ่มทำงานจริง องค์ประกอบเหล่านี้ต้องเชื่อมต่อและทำงานสัมพันธ์กันตลอดเส้นทางการสื่อสาร
และตรงนี้เองที่พื้นฐาน Network ช่วยให้เราเห็นว่า แต่ละส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกันตรงไหน ระหว่างที่ข้อมูลเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทาง
NETWORK CHECKPOINT
หน้าจอขึ้นว่า Connected เครื่องได้รับ IP Address แล้ว แต่เว็บไซต์ยังเปิดไม่ขึ้น
ข้อมูลเท่านี้ยังบอกไม่ได้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เพราะระหว่างเครื่องของผู้ใช้กับปลายทางยังมีอีกหลายจุดให้ไล่ดู
ipconfig ดู Network Configuration ของเครื่อง
ping ทดสอบการตอบกลับจากปลายทาง
nslookup ตรวจการทำงานของ DNS
traceroute แสดงเส้นทางที่ Traffic เดินผ่าน
เมื่อพื้นฐาน Network เริ่มเชื่อมกัน ข้อมูลจากแต่ละเครื่องมือก็ช่วยให้เราอ่านสถานการณ์ได้ชัดขึ้นว่า ตอนนี้การสื่อสารไปถึงจุดไหนแล้ว และควรดูอะไรต่อ
เครื่องมือแต่ละตัวจึงเริ่มมีความหมายมากขึ้น เมื่อเรามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง Network ได้ชัดกว่าเดิม
Fundamental Networking (FN)
หลักสูตร 2 วันที่ออกแบบมาเพื่อปูพื้นฐาน Network ให้เห็นว่าองค์ประกอบแต่ละส่วนเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันอย่างไร
เริ่มจากโครงสร้างการสื่อสารของ Network ผ่าน Networking Model, OSI และ TCP/IP เพื่อให้เห็นว่าข้อมูลต้องผ่านอะไรบ้างตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง
ต่อด้วย MAC Address, IP Address, Subnet, Port Number, NAT และ IPv6 เพื่อทำความเข้าใจว่าอุปกรณ์ระบุตัวตน สื่อสาร และส่งข้อมูลหากันอย่างไร
ครอบคลุม Physical Layer อย่าง Cable และ Connector พร้อมทำความเข้าใจบทบาทของ Router, Switch และ Access Point ว่าแต่ละอุปกรณ์เข้ามาทำหน้าที่ตรงไหนในระบบ
จากนั้นเชื่อมต่อไปยัง Protocol ที่พบได้บ่อย เช่น ARP, DHCP, DNS, ICMP, FTP และ HTTP เพื่อให้เห็นขั้นตอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการสื่อสารจริง
พร้อมใช้เครื่องมือพื้นฐานสำหรับ Troubleshooting อย่าง ping, traceroute, nslookup และ ipconfig เพื่ออ่านข้อมูลจากระบบและไล่ดูปัญหาได้เป็นลำดับมากขึ้น
จากองค์ประกอบหลายส่วนที่เคยเห็นแยกกัน
ค่อยๆ ต่อกลับมาเป็น Network หนึ่งระบบ
2 Days to Connect the Dots
หลักสูตรนี้เหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มต้นสาย Network ผู้ที่มีพื้นฐาน Computer Networking ยังไม่มาก รวมถึงคนทำงาน IT ที่ต้องการจัดพื้นฐานเดิมให้เป็นระบบ ก่อนต่อยอดไปสู่หัวข้อ Networking ที่ลึกขึ้น
สำหรับองค์กร หลักสูตรนี้ยังสามารถใช้เป็น Common Foundation ให้ทีมมีพื้นฐานและจุดอ้างอิงใกล้เคียงกัน ทั้งเรื่อง IP, Subnet, DNS, DHCP, Router, Protocol และแนวทางไล่ดูปัญหา Network เบื้องต้น
Fundamental Networking
รอบอบรม
14–15 ตุลาคม 2569
8–9 มีนาคม 2570
ค่าอบรม 15,500 บาท/ท่าน
ไม่รวม VAT 7%
สมัครได้ที่: https://trainingcenter.co.th/shared/Course/FN/
สำหรับองค์กรที่วางแผนพัฒนาทีม
สมัครอบรมมากกว่า 3 ท่าน รับส่วนลดพิเศษ
พื้นฐาน Network ไม่ได้อยู่เพียงช่วงเริ่มต้นของการเรียน
เพราะไม่ว่าจะเชื่อมต่อระบบ ดู Traffic หรือ Troubleshoot ปัญหา ความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ยังถูกนำกลับมาใช้อยู่เสมอ
และเมื่อฐานตรงนี้ชัด การต่อยอดไปสู่ Network ที่ซับซ้อนขึ้นก็มีจุดตั้งต้นให้คิดและไล่ตามได้เป็นระบบมากขึ้น
สอบถามรายละเอียดหลักสูตร หรือปรึกษาการจัดอบรมสำหรับทีม
LINE: -LINE
#พัฒนาทักษะไอที #อบรมไอที #เรียนNetwork

16/09/2026

Wi-Fi ช้า อย่าเพิ่งซื้อ Router ใหม่! 4 จุดที่ควรเช็กก่อนเสียเงิน

Wi-Fi ช้า Router อาจยังไม่ได้เสีย

ก่อนซื้อใหม่ ลองตอบคำถามง่ายๆ ให้ได้ก่อนว่า
ช้าเฉพาะเครื่องเดียว หรือช้าทั้งองค์กร?

เพราะคำตอบแค่นี้
ก็ช่วยตัดสาเหตุออกไปได้หลายทางแล้ว

จากนั้นค่อยไล่ต่อว่า
ปัญหาอยู่ที่สัญญาณ อุปกรณ์ หรือการใช้งาน Network กันแน่

คลิปนี้พา Troubleshoot แบบคนสาย IT
ก่อนตัดสินใจเสียเงินเปลี่ยน Router

📩 อยากปูพื้นฐาน Troubleshooting และ IT Support
ทักมาปรึกษาเราได้ค่ะ


AI Agent ผ่าน Demo แล้ว แต่มีคำถามหนึ่งที่อาจเปลี่ยนทั้ง Go-Live Meeting“ถ้า Agent รู้แล้วว่าต้องทำอะไรต่อ เราควรเปิดให้...
16/09/2026

AI Agent ผ่าน Demo แล้ว แต่มีคำถามหนึ่งที่อาจเปลี่ยนทั้ง Go-Live Meeting
“ถ้า Agent รู้แล้วว่าต้องทำอะไรต่อ เราควรเปิดให้ Agent ดำเนินการเองได้ถึงระดับไหน?”
อีกไม่กี่วัน AI Agent ที่นนท์และทีมพัฒนามาหลายเดือนกำลังจะขึ้น Production หรือระบบใช้งานจริง
ที่ผ่านมา Project คืบหน้าไปได้ดี
Agent อ่าน Ticket ได้ ทำความเข้าใจปัญหา ค้นข้อมูลจาก Knowledge Base และช่วยเสนอแนวทางจัดการต่อได้เร็วกว่ากระบวนการเดิม
Demo ผ่าน User ตอบรับดี และระบบหลักที่ต้องเชื่อมต่อก็พร้อมใช้งาน
ถ้ามองจากมุมของ Project เหมือนเหลือเพียงรายละเอียดก่อน Go-Live
จนบทสนทนาในทีมขยับไปอีกขั้น
หากอยากลดงาน Manual ลงอีก ทำไมไม่เปิดให้ Agent เรียก Tool บางตัวเอง?
Agent อาจตรวจสอบสถานะจากระบบ ดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือ Trigger Workflow ต่อจาก Ticket ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้คนเข้ามาจัดการทุกขั้นตอน
เพียงแต่วินาทีนั้น บทบาทของ AI เปลี่ยนไปแล้ว
จากระบบที่เคย “แนะนำว่าควรทำอะไร”
กำลังจะกลายเป็นระบบที่สามารถ “ทำบางอย่างกับระบบจริง” ได้ด้วยตัวเอง
คำถามเรื่อง AI จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่า Model แม่นพอหรือยัง
เพราะทันทีที่ Agent เชื่อมกับ Database, API, Cloud หรือ Tool ภายในองค์กร สิ่งที่ต้องตัดสินใจก็ขยายไปถึงข้อมูล สิทธิ์ ความเสี่ยง ความรับผิดชอบ และหลักฐานที่ต้องมีหากวันหนึ่งทีมต้องตรวจสอบย้อนหลัง
AI ควรเห็นข้อมูลได้ถึงระดับไหน?
การ “อ่าน” กับการ “เปลี่ยนแปลง” ข้อมูลควรได้รับสิทธิ์เท่ากันหรือไม่?
Action แบบไหนปล่อยให้ทำอัตโนมัติได้ และตรงไหนควรมี Human Approval หรือการอนุมัติจากคนก่อน?
ถ้า Agent ดำเนินการผิด ทีมจะเห็นแค่ Output สุดท้าย หรือย้อนดูได้ว่า Agent รับข้อมูลอะไร เรียก Tool ตัวไหน ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา และทำอะไรต่อจากนั้น?
คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบชุดเดียวที่ใช้ได้กับ AI ทุกตัว
AI Service Desk ที่ช่วยสรุป Ticket กับ AI Service Desk ที่สามารถเรียก Tool ไปเปลี่ยนข้อมูลหรือดำเนินการกับระบบจริง อาจอยู่ในงานประเภทเดียวกัน แต่ระดับความเสี่ยงต่างกันมาก
เช่นเดียวกับ AI ที่อ่านข้อมูลทั่วไป ย่อมมีบริบทต่างจาก AI ที่ต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลอ่อนไหว หรือทำงานร่วมกับบริการสำคัญขององค์กร
การรู้ว่า “มี AI อะไรใช้อยู่บ้าง” จึงยังไม่พอ
แต่ละ Use Case ควรตอบให้ได้ว่าใครเป็น Owner ใช้ข้อมูลอะไร เชื่อมกับระบบหรือ Tool ไหน มีผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มใด และมี Autonomy หรือระดับความสามารถในการทำงานด้วยตัวเองมากเพียงใด
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ชัดขึ้น ทีมก็เห็นได้ง่ายขึ้นว่า Use Case ไหนเสี่ยงตรงไหน และควรมี Control ระดับใด
Use Case ที่เพียงช่วยเสนอคำตอบอาจใช้ Control ชุดหนึ่ง
Use Case ที่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบจริงอาจต้องเพิ่ม Human Oversight หรือการกำกับดูแลโดยคน จุดอนุมัติ การจำกัดสิทธิ์ รวมถึง Logging และ Evidence ที่ละเอียดขึ้น
นี่คือแนวคิดของ Risk-based Approach หรือการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง
AI แต่ละ Use Case ไม่จำเป็นต้องใช้ Control แบบเดียวกันทั้งหมด สิ่งสำคัญคือ ต้องประเมินให้ได้ว่าแต่ละ Use Case มีความเสี่ยงระดับไหน และควรกำหนดสิทธิ์และ Control แบบไหนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง
AI Governance จึงไม่ได้จบอยู่ที่การมี Policy หนึ่งฉบับว่าพนักงาน “ใช้ AI ได้หรือไม่ได้”
เมื่อ AI เข้าไปอยู่ใน Workflow จริง Governance ต้องช่วยให้ทีมตอบคำถามที่ใช้ตัดสินใจได้จริงด้วย
ใครเป็น Business Owner และ System Owner?
ใครรับผิดชอบ Risk?
AI ตัวนี้ควรได้รับ Autonomy ระดับไหน?
Action ใดควรทำอัตโนมัติ และ Action ใดควรถูกจำกัด?
หากเกิด Incident มีหลักฐานเพียงพอให้ตรวจสอบเส้นทางการทำงานย้อนหลังหรือไม่?
คำถามเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์และต่อยอดเป็นแนวทางกำกับดูแล AI ที่ใช้ได้จริงตลอด 2 วันของ AI Governance for IT Leaders
ผู้เรียนจะได้เชื่อมแนวคิดกับมาตรฐานและ Framework สำคัญ เช่น ISO/IEC 42001, ISO/IEC 38507, ISO/IEC 23894, ISO/IEC 42005 และ NIST AI RMF รวมถึงบริบทประเทศไทย แนวทางของ ETDA ความเชื่อมโยงกับ PDPA, Cybersecurity และการกำกับดูแลแบบ Risk-based
แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ Framework เหล่านี้ไม่ได้ถูกวางไว้เพื่อให้จำชื่อมาตรฐานอย่างเดียว
ผู้เรียนจะนำ AI Use Case มาลองจัดการจริงผ่าน Workshop
เริ่มจากทำ AI Use Case Inventory หรือทะเบียน AI Use Case เพื่อให้เห็นภาพว่า AI ตัวนั้นมีใครเป็น Owner ใช้ข้อมูลอะไร เชื่อมต่อระบบใด มีขอบเขตการใช้งานแบบไหน และสามารถดำเนินการด้วยตัวเองได้มากเพียงใด
ข้อมูลชุดเดียวกันจะถูกนำไปต่อเป็น Risk Classification หรือการจำแนกระดับความเสี่ยง และ Impact Assessment หรือการประเมินผลกระทบ
เช่น Use Case เกี่ยวข้องกับระบบสำคัญหรือไม่ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหวหรือเปล่า
AI สามารถเรียก Tool หรือเปลี่ยนแปลงระบบจริงได้ถึงไหน หากผิดพลาดสามารถย้อนกลับได้หรือไม่ และควรมี Human Oversight อยู่ตรงจุดใด
เมื่อเห็น Risk ชัดขึ้น การออกแบบ Governance ก็มีข้อมูลรองรับมากขึ้น
จาก Use Case เดิม ผู้เรียนจะค่อยๆ ต่อภาพไปสู่ Roles & Responsibilities, Approval Process และ AI Governance Policy Outline เพื่อกำหนดว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน ใครมีอำนาจอนุมัติ และแนวทางด้าน Access Control, Monitoring, Evidence หรือ Incident Handling ควรวางไว้อย่างไร
ผลจาก Workshop ตลอด 2 วันจะถูกรวมเป็น Enterprise AI Governance Starter Draft หรือร่างตั้งต้นสำหรับการกำกับดูแล AI ในองค์กร
จึงไม่ได้จบเพียงว่า “เข้าใจ AI Governance มากขึ้น”
ผู้เรียนจะมีทั้ง AI Use Case Inventory, Risk และ Impact Assessment, Policy Outline, Vision Statement, Roles & Responsibilities รวมถึง Template และ Worksheet ที่สามารถนำกลับไปปรับต่อกับ Use Case และบริบทขององค์กรได้
ตรงนี้มีประโยชน์มากในวันที่องค์กรไม่ได้มี AI เพียง Project เดียว
วันนี้อาจเป็น Service Desk
ต่อไปอาจเป็น Cybersecurity, Operations, Infrastructure หรือ Business Workflow อื่น
เมื่อจำนวน Use Case เพิ่มขึ้น การมีข้อมูลและหลักคิดร่วมกันจะช่วยให้การคุยระหว่าง IT, Security, Data, Risk, Compliance และ Business Owner ไม่ได้เริ่มใหม่จากความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายทุกครั้ง
แต่สามารถคุยบนโจทย์เดียวกันได้ว่า
Use Case นี้สร้างคุณค่าอะไร มีความเสี่ยงตรงไหน ใครรับผิดชอบ และ AI ควรได้รับสิทธิ์ไปถึงระดับใด
ตารางอบรม 21-22 ธันวาคม 2569
ค่าอบรม 18,700 บาท (ไม่รวม VAT 7%)
จากปกติ 22,000 บาท
สมัครอบรมได้ที่: https://trainingcenter.co.th/shared/Course/AIGovernance-ITLeaders
หากองค์กรกำลังเตรียมพา AI ขึ้น Production หรือเริ่มวาง AI Governance
สามารถพูดคุยรายละเอียดหลักสูตร AI Governance for IT Leaders หรือวางแผนอบรมสำหรับทีมได้ที่ LINE: -LINE
เมื่อ AI ขยับจาก “แนะนำ” ไปสู่ “ลงมือทำ” องค์กรต้องกำหนดให้ชัดว่า AI ควรทำอะไรได้ถึงระดับไหน ภายใต้เงื่อนไขอะไร และจุดใดควรมี Human Oversight หรือการกำกับดูแลโดยคน
ถ้าวันนี้ AI Agent ในองค์กรของคุณทำงานได้อิสระมากขึ้นอีกหนึ่งระดับ
งานแบบไหนที่คุณมองว่า “ให้ AI ทำเองได้” และงานแบบไหนที่ยังควร “มีคนอนุมัติก่อน”?
ชวนแชร์มุมมองกันได้เลยค่ะ

“ตกลงครับ เราจัดการให้ได้แน่นอน” ประโยคนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ดีในวันแรก แต่ในงานบริการจริง ความท้าทายไม่ได้จ...
16/09/2026

“ตกลงครับ เราจัดการให้ได้แน่นอน”
ประโยคนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ดีในวันแรก แต่ในงานบริการจริง ความท้าทายไม่ได้จบตรงวันที่ลูกค้าตอบตกลง
หลายครั้ง มันเริ่มชัดขึ้นในวันที่องค์กรต้องส่งมอบจริง
เพราะถ้า “คำรับปาก” ของหน้าบ้าน ไม่สอดคล้องกับ “ศักยภาพหลังบ้าน” ความประทับใจที่สร้างมา อาจกลายเป็นความผิดหวังได้เร็วมาก
หลายองค์กรพยายามแก้โจทย์นี้ด้วยการทำ SLA หรือ Service Level Agreement เพื่อกำหนดข้อตกลงด้านคุณภาพบริการกับลูกค้าให้ชัดเจนขึ้น เช่น ต้องตอบกลับภายในกี่นาที ต้องแก้ไขภายในกี่ชั่วโมง หรือระบบต้องพร้อมใช้งานกี่เปอร์เซ็นต์
แต่ปัญหาคือ ต่อให้มี SLA อยู่ในเอกสารครบถ้วน งานบริการก็ยังสะดุดได้ หากสิ่งที่สัญญากับลูกค้าไม่ได้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับการทำงานจริงของทีมภายในและคู่ค้าภายนอก
เรื่องมักเริ่มจากเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน
ลูกค้าองค์กรแจ้งว่าระบบสำคัญใช้งานไม่ได้ ทีมหน้าบ้านรีบรับเรื่องและยืนยันว่า “ภายใน 2 ชั่วโมงจะมีความคืบหน้าชัดเจน” เพราะใน SLA ที่คุยกับลูกค้าระบุไว้แบบนั้น
แต่เมื่อเรื่องถูกส่งเข้าทีมปฏิบัติการ กลับพบว่าปัญหานี้ต้องรอทีม Infrastructure ตรวจสอบก่อน จากนั้นต้องประสาน Vendor เพื่อดู Hardware หรือ Software ที่เกี่ยวข้อง และในสัญญากับ Vendor ระบุไว้ว่า Response Time อยู่ที่ 24 ชั่วโมง
ลูกค้าเข้าใจว่าองค์กรรับปากไว้ที่ 2 ชั่วโมง แต่หลังบ้านขององค์กรมีเงื่อนไขจริงอยู่ที่ 24 ชั่วโมง
ช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้งานบริการเริ่มมีรอยรั่ว
ในงาน Service Level Management หรือ SLM เราจึงไม่ได้มองแค่การมี SLA กับลูกค้าเท่านั้น แต่ต้องมองความสัมพันธ์ของ 3 ส่วนให้เชื่อมกัน
SLA คือ สิ่งที่องค์กรตกลงกับลูกค้า
OLA คือ ข้อตกลงการทำงานร่วมกันระหว่างทีมภายใน
UC คือ สัญญาหรือเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับ Supplier / Vendor ภายนอก
ถ้า 3 ส่วนนี้ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ต่อให้ทีมงานตั้งใจแค่ไหน งานบริการก็อาจส่งมอบได้ไม่ตรงกับที่ลูกค้าคาดหวัง
รอยรั่วแรกคือ “SLA เร็วกว่าความพร้อมหลังบ้าน”
หน้าบ้านอยากสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า จึงตั้ง SLA ไว้เร็วมาก แต่ไม่ได้เช็กว่า OLA ระหว่างทีมภายในรองรับได้หรือไม่ และ UC กับ Vendor มีเงื่อนไขเร็วพอหรือเปล่า สุดท้ายแรงกดดันจะตกอยู่กับทีมปฏิบัติการ และลูกค้าก็ยังไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นจริง
รอยรั่วที่สองคือ “ตัวเลขผ่าน แต่ประสบการณ์ยังไม่ผ่าน”
บางองค์กรเจอสิ่งที่วงการเรียกว่า Watermelon SLA คือรายงานดู “เขียว” เพราะตัวเลขผ่านเกณฑ์ Ticket ปิดทันเวลา แต่ข้างในกลับ “แดง” เพราะลูกค้ายังรู้สึกว่าปัญหาไม่ถูกแก้จริง ต้องตามซ้ำหลายรอบ หรือไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนว่าปัญหากระทบต่อธุรกิจอย่างไร
รอยรั่วที่สามคือ “ข้อตกลงภายในยังไม่ชัดพอ”
หลายครั้งฝ่ายขาย IT Operations และ Support เข้าใจบทบาทของตัวเองไม่ตรงกัน พอเกิด Incident ขึ้นจริง ทุกฝ่ายพยายามช่วย แต่ไม่มีกรอบกลางว่าขั้นตอนไหนใครรับผิดชอบ ต้องส่งต่อภายในกี่นาที รายงานใคร และสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร
SLA จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อหลังบ้านส่งมอบได้จริงตามที่หน้าบ้านสัญญาไว้
ตรงนี้เองที่ทำให้ Service Level Management ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานเอกสาร แต่เป็นกระบวนการออกแบบระบบบริการให้ทั้งองค์กรทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
SLM ที่ดีช่วยให้องค์กรมองงานบริการเป็นระบบ ตั้งแต่การเก็บความต้องการของลูกค้า การกำหนดระดับบริการที่เหมาะสม การเชื่อม SLA, OLA และ UC ให้สอดคล้องกัน ไปจนถึงการติดตามผลและปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนจากการ “รับปัญหาแล้วค่อยวิ่งแก้แบบตั้งรับ” ไปสู่การ “วางข้อตกลงและศักยภาพให้ตรงกันตั้งแต่ต้น เพื่อให้ทีมพร้อมรับมือ และส่งมอบได้จริงเมื่อปัญหาเกิดขึ้น”
สำหรับองค์กรที่ให้บริการ IT Service, Managed Service, Internal IT, Customer Support หรือหน่วยงานที่ต้องดูแลคุณภาพบริการให้ลูกค้าและผู้ใช้งานภายใน หลักสูตร Service Level Management (SLM) จะช่วยให้ทีมเข้าใจหลักการและแนวทางปฏิบัติของการบริหาร Service Level อย่างเป็นระบบ
ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทั้งการวางโครงสร้าง SLA, การระบุ Service Level Requirements, การเจรจาและตกลง SLA กับลูกค้า, การกำหนด OLA ระหว่างทีมภายใน, การเชื่อมโยง UC กับ Supplier / Vendor รวมถึงการติดตามผล และวาง Service Improvement Plan โดยเน้นให้เข้าใจหลักการและมีกรอบการทำงานที่สามารถนำกลับไปเริ่มทบทวนและปรับใช้กับบริบทขององค์กรได้หลังอบรม
จุดสำคัญของหลักสูตรนี้ไม่ได้อยู่แค่การเข้าใจคำว่า SLA, OLA หรือ UC แยกกัน แต่คือการเห็นภาพว่าแต่ละส่วนเชื่อมต่อกันอย่างไรในงานจริง ตั้งแต่ทีมหน้าบ้านที่ต้องสื่อสารกับลูกค้า ทีม Operations ที่ต้องรับไม้ต่อ ทีม IT ที่ต้องดูแลระบบ ไปจนถึง Vendor ภายนอกที่มีผลต่อคุณภาพบริการโดยตรง
สำหรับองค์กรที่มีหลายทีมเกี่ยวข้องกับการส่งมอบบริการ การอบรมร่วมกันจึงช่วยสร้าง “ภาษากลาง” ให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันมากขึ้น ลดการทำงานแบบต่างคนต่างตีความ และช่วยให้การออกแบบ Service Level ไม่ได้เป็นภาระของทีมใดทีมหนึ่ง แต่กลายเป็นกรอบการทำงานร่วมกันของทั้งองค์กร
หลักสูตร Service Level Management (SLM)
ระยะเวลาอบรม 2 วัน
รอบอบรม: 21-22 ต.ค. 2569
ค่าอบรม: 25,000 บาท ไม่รวม VAT 7%
สมัครได้ที่: https://trainingcenter.co.th/shared/Course/SLM/
Service Level ไม่ใช่แค่คำมั่นกับลูกค้า แต่คือบททดสอบว่าทีมหลังบ้านพร้อมส่งมอบได้จริงแค่ไหน
หากต้องการพัฒนาทีม Service Management, IT Operation, Customer Support หรือทีมที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบบริการ
สามารถสอบถามรอบอบรมหรือวางแผนจัดอบรมแบบทีม / In-house Training เพื่อปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับบริบทองค์กรได้ที่ LINE: -LINE

15/09/2026

Policy เขียว Traffic ผ่าน แล้วเราควรสรุปได้เลยหรือยังว่าทุกอย่างทำงานตามที่ตั้งใจ?

บน FortiGate
Traffic หนึ่งเส้นอาจผ่านมากกว่าหนึ่งจุด
ก่อนจะไปถึงปลายทาง
จุดที่น่าสนใจจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ Policy อย่างเดียว

เวลา Traffic มีปัญหา
ทีมของคุณเริ่มไล่จากตรงไหนก่อน?
Policy Route หรือ Log
มุมนี้สำคัญมากกับการ Troubleshoot แบบเป็นระบบ

📩 สนใจต่อยอดทักษะ FortiGate / FortiOS
เราช่วยแนะนำแนวทางและหลักสูตรที่เหมาะกับงานได้ค่ะ


กำลังพัฒนาทักษะด้าน Data Center อยู่หรือเปล่า? EPI มีหลักสูตร Training และ Certification ด้าน Data Center ครอบคลุมหลายหั...
15/09/2026

กำลังพัฒนาทักษะด้าน Data Center อยู่หรือเปล่า?
EPI มีหลักสูตร Training และ Certification ด้าน Data Center ครอบคลุมหลายหัวข้อ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะที่ใช้ในการทำงานด้านศูนย์ข้อมูล
และระหว่างวันที่ 15–30 กันยายน 2569 EPI เปิดกิจกรรม EPI Scavenger Hunt 2026 พร้อมโอกาสรับ Voucher ส่วนลด 25% สำหรับ EPI Training On Demand (TOD)
กติกาเริ่มจาก คำถาม 1 ข้อแบบสุ่ม พร้อมคำใบ้ที่จะพาไปค้นหาคำตอบจากส่วนต่างๆ บนเว็บไซต์ EPI
หากตอบได้ถูกต้อง จะได้รับ Voucher ส่วนลด 25% สำหรับใช้กับ EPI Training On Demand (TOD) ได้หนึ่งหรือหลายหลักสูตรตามเงื่อนไขของกิจกรรม
ระหว่างค้นหาคำตอบ คุณอาจได้สำรวจข้อมูลหลายส่วนของ EPI ตั้งแต่หลักสูตรและการรับรองวิชาชีพ มาตรฐาน Data Center บริการตรวจประเมินและรับรอง รูปแบบการฝึกอบรม แนวทางและข้อมูลอ้างอิงในอุตสาหกรรม ไปจนถึงเครื่องมือพัฒนาอาชีพและบริการด้านต่างๆ ของ EPI
วิธีร่วมกิจกรรม
1. รับคำถาม 1 ข้อแบบสุ่ม
2. ตามคำใบ้ไปค้นหาคำตอบบนเว็บไซต์ EPI
3. กลับมาตอบคำถามในแบบฟอร์มให้ถูกต้อง
4. รับรหัส Voucher เฉพาะบุคคล 6 หลัก สำหรับส่วนลด 25%
บางคำถามมีคำตอบเดียว ขณะที่บางข้ออาจต้องเลือกมากกว่าหนึ่งตัวเลือก จึงควรอ่านโจทย์ให้ครบก่อนส่งคำตอบ
หากคำตอบยังไม่ถูก สามารถเริ่มกิจกรรมใหม่และค้นหาคำตอบอีกครั้งได้
📌การใช้สิทธิ์ Voucher
Voucher ส่วนลด 25% ใช้ได้กับ EPI Training On Demand (TOD) หนึ่งหรือหลายหลักสูตร ตามเงื่อนไขของกิจกรรม
📌เงื่อนไขสำคัญ
▪︎ Voucher ใช้ได้ตั้งแต่ 15 กันยายน–15 ตุลาคม 2569 และไม่สามารถขยายวันหมดอายุได้
▪︎ ใช้ได้เฉพาะการลงทะเบียน EPI Training On Demand (TOD) ใหม่เท่านั้น และไม่สามารถใช้กับหลักสูตรที่ลงทะเบียนไว้ก่อนแล้ว
▪︎ ผู้ร่วมกิจกรรมแต่ละคนรับ Voucher ได้ 1 ใบ
▪︎ Voucher ใช้สิทธิ์ได้ 1 ครั้ง
▪︎ หากใช้กับหลายหลักสูตร ต้องลงทะเบียนพร้อมกันในครั้งเดียว
▪︎ Voucher ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่น และใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีชื่อระบุบน Voucher
▪︎ Voucher ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้
🗓️ ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 15–30 กันยายน 2569
🔗 http://www.epi-ap.com/content/18/953/EPI_Scavenger_Hunt_2026
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ Voucher กับ EPI Training On Demand (TOD) สามารถติดต่อ Network Training Center (NTC) เพื่อสอบถามขั้นตอนการลงทะเบียนและการใช้สิทธิ์ได้ที่ LINE: -LINE
สามารถส่งต่อโพสต์นี้ให้เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมค้นหาคำตอบและรับ Voucher ของตนเองได้
NTC is an EPI Authorized Training Partner, delivering EPI's internationally recognized data centre training and certification programs in Thailand.

ที่อยู่

177/1, ถนนสุรวงค์
Bangkok
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Network Training Centerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Network Training Center:

ทางลัด

แนะนำ

แชร์