ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media สร้างแฟรนไชส์ ที่ปรึกษาแฟรนไชส์ การตลาดแฟรนไชส์ www.ThaiFranchiseCenter.com

เว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com รวมธุรกิจแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย โทร. 02-1019187

28/08/2026

กุยช่ายสวรรค์ “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ” ลงทุนเริ่มหลักพัน! กำไรเกินครึ่ง เปิดร้านได้ทันที
แบรนด์แฟรนไชส์ขนมกุยช่ายที่เติบโต จากร้านรถเข็นที่ข้างตอกโรงเจตลาดพลู จากคำพูดอาม่าที่ว่า "ถ้าลื้อจะขายของ ลื้ออย่าหวงของ" จนวันนี้ แฟรนไชส์กุยช่ายสวรรค์ มีสาขาแล้วกว่า 100 สาขา คลิก! https://citly.me/dzZBC
Link : https://youtu.be/Mm9JcWzY5lU
#แฟรนไชส์ #ไทยแฟรนไชส์ #กุยช่ายสวรรค์ #แฟรนไชส์สร้างอาชีพ #แฟรนไชส์ลงทุนหลักพัน #แฟรนไชส์น่าลงทุน

Shanghai Auntie รายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท ยอดขายแฟรนไชส์! มากกว่าขายหน้าร้านเป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดชานมในประเทศจีนแข่งขันก...
27/08/2026

Shanghai Auntie รายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท ยอดขายแฟรนไชส์! มากกว่าขายหน้าร้าน
เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดชานมในประเทศจีนแข่งขันกันดุเดือดมาก มูลค่ารวมของตลาดนี้สูงกว่า 200,000 ล้านหยวนหรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท
แม้ในเมืองใหญ่หลายแห่งจะมีอัตราการเติบโตที่อิ่มตัว มีสาขาของหลายแบรนด์รวมกันเยอะมาก แต่ภาพรวมทั้งประเทศยังถือว่ามีอัตราเติบโตเฉลี่ย 15-20% ต่อปี จากการขยายสาขาไปยังเมืองลำดับรองรวมถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศด้วย
ถ้าไปดูในด้านส่วนแบ่งการตลาดพบว่าถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยในแต่ละระดับก็จะมีแบรนด์ใหญ่ที่ครองพื้นที่อย่างชัดเจน
1.กลุ่มร้านชานมราคาประหยัด จุดเด่นคือราคาสินค้าต่ำกว่า 10 หยวนหรือราคาต่ำกว่า 50 บาท ในตลาดนี้มี Mixue ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 20% โดยมีสาขารวมกว่า 36,000 แห่งทั่วโลก ราคาสินค้าเริ่มต้นประมาณ 4-6 หยวน
2.กลุ่มร้านชานมราคาระดับกลาง กำหนดราคาประมาณ 10-20 หยวน หรือประมาณ 50-100 บาท นับเป็นกลุ่มใหญ่ที่แข่งขันกันดุเดือดที่สุด
นับรวมตลาดนี้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทั้งประเทศจะมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% มีหลายแบรนด์ที่แข่งในตลาดนี้เช่น Guming ที่มีสาขากว่า 9,000 แห่ง , ChaPanda สาขารวมกว่า 8,400 แห่ง , Shanghai Auntie สาขารวมกว่า 13,000 แห่ง เป็นต้น
3.กลุ่มตลาดพรีเมียม กำหนดราคาสินค้าตั้งแต่ 20 หยวนขึ้นไป หรือมากกว่าแก้วละ 100 บาท โดยมี HEYTEA เป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ และยังมีคู่แข่สำคัญคือ Nayuki ที่เน้นขายเครื่องดื่มคู่กับเบเกอรี่ในรูปแบบคาเฟ่
📌Shanghai Auntie สาขากว่า 13,000 แห่ง รายได้ 96% มาจากแฟรนไชส์
Shanghai Auntie (เซี่ยงไฮ้ อานตี้) ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 มีจุดขายคือชานมธัญพืช ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี และเมื่อกระแสสุขภาพยิ่งมาแรง ทางแบรนด์ก็ปรับยุทธศาสตร์หันมาเน้นชาผลไม้สด
ตั้งราคาไว้ระดับกลางประมาณ 10-20 หยวน ปักหลักกระจายสาขาในเมืองลำดับรองโดยมีสาขาอยู่ในเมืองเหล่านี้กว่า 50% ของสาขารวมทั้งหมด แม้จะดูว่า Shanghai Auntie มีสาขาเยอะมากและรายได้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากยอดขายหน้าร้าน แต่ในความเป็นจริงกลับสวนทางเพราะรายได้กว่า 96% กลับมาจากผู้ลงทุนแฟรนไชส์
ข้อมูลน่าสนใจระบุว่าจากจำนวนสาขาทั้งหมด 13,155 สาขา ในปัจจุบันมีร้านที่สำนักงานใหญ่เป็นเจ้าของและดำเนินงานเองเพียง 35 สาขาเท่านั้น อีก 13,120 สาขา (หรือคิดเป็น 99.7%) คือ ร้านแฟรนไชส์
มีสัดส่วนรายได้ 2,589 ล้านหยวน (ประมาณ 1.29 หมื่นล้านบาท) ในครึ่งแรกของปี 2026 แบ่งออกเป็น
✅80.5% คือรายได้จากการจำหน่าย "วัตถุดิบและอุปกรณ์" ให้แฟรนไชส์
✅15.5% คือรายได้จากค่าธรรมเนียมบริการ (Franchise Services) เช่นค่าแรกเข้า , ค่าระบบซัพพลายเชน, ค่าการตลาดต่างๆ
จะเห็นได้ว่าแค่รายได้จาก 2 ช่องทางดังกล่าวรวมกันสูงกว่า 96% และถือเป็นรายได้หลักของ Shanghai Auntie
ซึ่งถ้าย้อนไปดูตัวเลขของผลประกอบการจะยิ่งเห็นชัดว่า Shanghai Auntie มีรายได้จากธุรกิจนี้มากแค่ไหน
✅ปี 2023 รายได้รวม 3,348 ล้านหยวน ( 16,740 ล้านบาท) กำไรสุทธิประมาณ 388 ล้านหยวน (1,940 ล้านบาท)
✅ปี 2024 รายได้รวม 3,285 ล้านหยวน (16,425 ล้านบาท) กำไรสุทธิประมาณ 329 ล้านหยวน (1,645 ล้านบาท)
✅ปี 2025 รายได้รวม 4,466 ล้านหยวน (22,330 ล้านบาท) กำไรสุทธิประมาณ 501 ล้านหยวน (2,505 ล้านบาท)
และในปี 2026 นับถึงครึ่งปีแรก รายได้รวมของบริษัทอยู่ประมาณ 2,589 ล้านหยวน กำไรครึ่งปีแรก 321 ล้านหยวน ถึงตัวเลขรายได้รวมและจำนวนสาขาจะโตมาก แต่วิธีสร้างรายได้ของบริษัทยังคงมาจากการขายวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ให้แฟรนไชส์ซี ไม่ใช่รายได้ที่มาจากยอดขายของคนซื้อชานมจากหน้าร้าน
📌ทำไมคนถึงอยากลงทุนเปิดร้าน “Shanghai Auntie”
หากมองจากภายนอก เจ้าของร้านแฟรนไชส์ (Franchisee) อาจดูเหมือนเสียเปรียบบริษัท เพราะต้องซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์จากสำนักงานใหญ่ตลอดเวลา แต่ในมุมของผู้ลงทุนที่ตัดสินใจเปิดร้าน Shanghai Auntie หรือในชื่อต่างประเทศอย่าง Auntea Jenny ยินดีจ่ายเพราะ ประโยชน์และแต้มต่อทางธุรกิจที่ได้รับ คุ้มค่ากว่าการไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยตัวเอง โดยมีเหตุผลหลักดังนี้
1.ประหยัดต้นทุนด้วย Economies of Scale ของบริษัท แม้สำนักงานใหญ่จะเอากำไรจากการขายวัตถุดิบ แต่ด้วยสาขาที่มากกว่า 13,000 แห่งทำให้ราคาวัตถุดิบที่สำนักงานใหญ่บวกกำไรแล้วยังถูกกว่าการที่ผู้ประกอบการรายย่อยไปหาซื้อวัตถุดิบต่างๆ ด้วยตัวเอง บวกลบกันแล้วถือว่าผู้ลงทุนยังมีต้นทุนต่อแก้วที่ต่ำพอที่จะทำกำไรได้
2.ไม่ต้องแบกความเสี่ยงและต้นทุน R&D (วิจัยและพัฒนาเมนู) เพราะตลาดเครื่องดื่มมีการเปลี่ยนไวมาก การคิดเมนูใหม่ให้ติดเทรนด์ตลอดเวลาต้องใช้เงินและเวลามาก แต่ Shanghai Auntie มีทีม R&D คอยพัฒนาเมนูใหม่อยู่เสมอเช่น ชาผลไม้สดตามเทศกาล พร้อมส่งสูตร และวัตถุดิบสำเร็จรูปมาให้หน้าร้านได้ทันที เจ้าของร้านมีหน้าที่แค่ ชงตามสูตรและขาย โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง
3.รับประกันอัตราความสำเร็จ เป็นเรื่องของการตลาดที่หากเราเปิดแบรนด์ใหม่หรือเป็นแบรนด์เล็กที่คนไม่รู้จักโอกาสขายก็ยาก แต่ในมุมกลับกัน Shanghai Auntie เป็นแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศ มีฐานสมาชิก WeChat กว่า 170 ล้านคน
โดยมีผู้ใช้งานเฉลี่ยต่อไตรมาส 16.3 ล้านคน และมีอัตราการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase Rate) สูงถึง 42.3% ที่สำคัญเป็นแบรนด์ที่คนรู้จัก รู้ถึงรสชาติและมาตรฐาน ไม่ว่าจะเปิดสาขาใหม่ที่ไหนคนก็รู้ถึงคุณภาพได้อย่างดี
4.ระบบ Logistics ที่ผู้ประกอบการรายย่อยทำเองไม่ได้ เพราะจุดขายของ Shanghai Auntie คือชาผลไม้สด ซึ่งบริหารจัดการยากที่สุดในเรื่องการขนส่งวัตถุดิบ การซื้อแฟรนไชส์ก็คือการซื้อระบบ Logistics ดังกล่าวร่วมด้วย แน่นอนว่าถูกกว่าการคิดเปิดร้านเอง หรือลงทุนกับแบรนด์ที่ไม่มีประสิทธิภาพในด้านการขนส่ง
5.ระบบบริหารจัดการสำเร็จรูป สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์บริหารร้าน Shanghai Auntie มีระบบ POS, ระบบจัดการสต็อก, การอบรมพนักงาน, และแนวทางการคัดเลือกทำเลให้ ผู้ลงทุนจึงเปรียบเสมือน นักลงทุนด้านการเงิน (Financial Investor) ที่เอาเงินมาลงทุน แล้วใช้ระบบแฟรนไชส์สร้างรายได้โดยไม่ต้องออกแรงทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด
📌ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ! ของคนลงทุน “แฟรนไชส์”
แม้ระบบบริหารจัดการทุกอย่างจะดี มีการสนับสนุนครบวงจร ผู้ลงทุนไม่ต้องสร้างแบรนด์เอง เริ่มต้นได้ทันที แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เสี่ยงเช่นกัน เพราะในมุมของ Shanghai Auntie มองตัวเองเป็นบริษัทด้านซัพพลายเชน ยิ่งขยายสาขาได้มากเท่าไหร่ โอกาสขายวัตถุดิบ + อุปกรณ์ก็ยิ่งมาก เป็นผลสะท้อนกลับหากบริษัทตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ถี่เกินไป หรือสาขาอยู่ใกล้กันเกิน ร้านเดิมที่เปิดอยู่แล้วอาจจะถูกแย่งลูกค้า (Cannibalization)
สะท้อนได้จากตัวเลขอัตราการปิดตัวของร้านครึ่งแรกของปี 2026 Shanghai Auntie มีร้านเปิดใหม่ 2,253 สาขา แต่พบว่ามีสาขาที่ต้องปิดตัวลงไปถึง 556 สาขา ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไม่ใช่เจ้าของแฟรนไชส์ทุกคนที่จะทำกำไรและอยู่รอดได้ในสงครามชานมที่แข่งขันกันรุนแรง
อย่างไรก็ตามแม้แฟรนไชส์ซี่จะรู้ว่าบริษัทได้กำไรมหาศาลจากการขายของให้ผู้ลงทุน แต่ตราบใดที่ กำไรสุทธิหลังหักค่าวัตถุดิบแล้ว เจ้าของร้านยังได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ และดีกว่าไปเสี่ยงทำเอง โมเดลนี้ก็ยังคงดึงดูดผู้ลงทุนหน้าใหม่ให้เข้ามาร่วมลงทุนเพื่อเปิดร้านใหม่ได้เรื่อยๆ
╔════════════════════════╗
โอกาสทอง สู่การเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ "YONNY"
พบกันในงาน สัมมนาลงทุน แฟรนไชส์ยอนนี่ ThaiFranchise Meet Up จับคู่แฟรนไชส์
วันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 13.00 - 15.00 น.
ณ ห้องสุรศักดิ์ 2-3 ชั้น 11 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร (ติด BTS สุรศักดิ์)
✅ YONNY ร้านปลาต้มผักกาดดองอันดับ 1
✅ แฟรนไชส์ระดับ Global Brand สาขา 2,700 แห่งทั่วโลก
✅ ติดอันดับ Forbes 2025 และ 1 ใน 100 บริษัทอาหารชั้นนำของประเทศจีน
✅ ธุรกิจแบบ Business Format Franchise เน้นใช้เงินทำงานแทน
พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน
รับฟรี! กระเป๋าผ้า Yonny Limited Edition
ลุ้นรับ Art Toy, ร่ม และขวดน้ำสุดพรีเมียมจาก Yonny
ค่าธรรมเนียมเข้าร่วมงานเพียง 500 บาท/คน
ลงทะเบียนจองที่นั่งด่วน: https://forms.gle/pKeMUDCCLq65YX446
สอบถาม โทร. 089-8955665

ที่นั่งมีจำนวนจำกัด! มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว YONNY และเติบโตไปด้วยกัน
╚════════════════════════╝
อ้างอิง
https://citly.me/UL2uy
https://citly.me/430XB
https://citly.me/odtn1
https://citly.me/3IGcy
https://citly.me/i8SZq
https://citly.me/hICS1
https://citly.me/JecrE
https://citly.me/VQNqP
https://citly.me/4TKQz
#แฟรนไชส์ชานม #ธุรกิจชานม #ชานมไข่มุก #การตลาดจีน #กลยุทธ์ธุรกิจ

ThaiFranchiseCenter มาแล้ว! งาน Restech 2026 💓บรรยากาศสุดคึกคักงานใหญ่จัดเต็ม! มากันครบทั้งแฟรนไชส์อาหารอุปกรณ์เทคโนโลยี...
27/08/2026

ThaiFranchiseCenter มาแล้ว! งาน Restech 2026

💓บรรยากาศสุดคึกคัก
งานใหญ่จัดเต็ม! มากันครบ
ทั้งแฟรนไชส์อาหาร
อุปกรณ์เทคโนโลยีด้านอาหาร
✅พร้อมสัมมนา&เวิร์กช็อป
✅ยกระดับผู้ประกอบการสู่ร้านอาหารยุคใหม่ได้ทันที
และห้ามพลาดกับบูธของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ (A4 )
ทีมงานเตรียมความรู้แบบจัดเต็ม
👉 พร้อมอัพเดทแฟรนไชส์ใหม่น่าสนใจ มีอะไรน่าลงทุนบ้าง
ใครอยากขยายธุรกิจ / พัฒนาธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์ แวะมาปรึกษาได้
ทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี! งานนี้ห้ามพลาด
📌 งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี (ฮอลล์ 6-7)
#งานแสดงเทคโนโลยีร้านอาหาร #ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ #บูธA4 #เทคโนโลยีร้านอาหาร #ร้านอาหารแห่งอนาคต #ระบบร้านอาหาร #สัมมนาบริหารร้านอาหาร #แฟรนไชส์ร้านอาหาร #ขยายธุรกิจแฟรนไชส์ #ที่ปรึกษาแฟรนไชส์ #อิมแพ็คเมืองทองธานี

27/08/2026

CEO DAILY : พาเที่ยวงาน Taiwan-Thailand Franchise Business Matching

ทฤษฎีสมคบคิด โรตีบอย ลอยตัวเมื่อได้ยอด? ครั้งหนึ่งหากพูดถึงร้านขนมปังอบ “โรตีบอย” เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้คิดถึงช...
26/08/2026

ทฤษฎีสมคบคิด โรตีบอย ลอยตัวเมื่อได้ยอด?
ครั้งหนึ่งหากพูดถึงร้านขนมปังอบ “โรตีบอย” เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้คิดถึงชื่อแบรนด์ด้วยซ้ำ แต่คิดถึงภาพคนต่อแถวคิวยาวตั้งแต่หน้าร้านออกไป จนคนที่เดินผ่านต้องหยุดมองว่าเกิดอะไรขึ้น
ช่วงปี 2548–2549 ขนมปังก้อนกลมๆ ที่มีกลิ่นกาแฟและเนยลอยออกมาจากเตา กลายเป็นหนึ่งในสินค้ากระแสที่โด่งดังที่สุดของกรุงเทพฯ คนยอมต่อคิวเป็นเวลานานเพื่อซื้อขนมปังเพียงไม่กี่ชิ้น บางคนซื้อกลับไปฝากคนที่บ้าน บางคนฝากเพื่อนซื้อ และบางคนถึงขั้นรับจ้างต่อคิว ตอนนั้นคำถามไม่ใช่ “จะกินขนมปังไหม” แต่คือ “กินโรตีบอยหรือยัง”
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “สินค้า” กับ “ปรากฏการณ์” สินค้าอาจทำให้คนซื้อ แต่ปรากฏการณ์ทำให้คนอยากมีส่วนร่วม คล้ายๆ “ทฤษฎีสมคบคิด” และ Rotiboy สามารถทำให้ขนมปังก้อนหนึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ได้สำเร็จ
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าความสำเร็จคือ หลังจากนั้นไม่นานร้านกลับหายไปจากประเทศไทย จากร้านที่เคยมีคิวยาวเป็นร้อยเมตรกลายเป็นร้านที่ไม่มีอยู่แล้ว คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “โรตีบอยเคยดังแค่ไหน” แต่คือ “ถ้าขายดีขนาดนั้น แล้วหายไปไหน”
📌โรตีบอย — เมื่อขนมปังไม่ได้ขายแค่รสชาติ
Rotiboy เริ่มต้นจากประเทศมาเลเซีย โดยมีแรงบันดาลจากผู้ก่อตั้ง Hiro Tan กับหลานชายของเขา ในเวลาที่เขาทานขนมปังอบกับกาแฟในตอนเช้าทุกวัน หลานชายของเขาจะมาเล่นและหยอกล้ออยู่ใกล้ๆ ทำให้พี่ชายผู้ก่อตั้งล้อว่าเป็น Naughty-Boy หมายถึง เด็กซน เด็กดื้อ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาตั้งชื่อร้านขนมปังอบว่า Roti-boy
ในปี 1998 เปิดสาขาแรกในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ก่อนขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย ดูไบ อิรัก เมียนมาร์ และประเทศไทย
จุดแข็งสำคัญของแบรนด์คือ Mexican Bun ขนมปังเนื้อนุ่มที่มีหน้ากรอบกลิ่นกาแฟและเนย ถือเป็นสินค้าที่มีคุณสมบัติทางการตลาดอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก มีกลิ่นที่ทำหน้าที่เป็นโฆษณา
คนอาจยังไม่รู้ว่า Rotiboy คืออะไร แต่สามารถได้กลิ่นก่อนเห็นร้าน เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นคนกำลังซื้อ และเมื่อเห็นคนจำนวนมากกำลังต่อคิว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ Social Proof “ถ้าคนอื่นกำลังรอ แสดงว่ามันต้องมีอะไรดี” จากนั้นคิวก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า คนไม่ได้ซื้อเพียงขนมปัง แต่กำลังซื้อความรู้สึกว่า “ฉันก็เคยลองขนมที่กำลังฮิตเหมือนกัน”

นี่คือกลไกที่ทำให้ Rotiboy โตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย และเป็นกลไกเดียวกันที่อาจกลายเป็นจุดอ่อนในเวลาต่อมา เพราะกระแสสามารถทำให้คนอยากลองได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าคนจะอยากซื้อซ้ำ
📌ประเทศไทย — จาก “ไม่รู้จัก” กลายเป็น “ต้องลอง”
เมื่อ Rotiboy เข้ามาไทยช่วงปลายปี 2548 สินค้าแทบจะไม่มีคู่แข่งในความหมายของ “แบรนด์ที่คนรู้จัก” ผู้บริโภคยังไม่คุ้นกับ Mexican Bun ดังนั้น Rotiboy จึงไม่ได้กำลังแย่งลูกค้าจากใคร แต่กำลังสร้างความต้องการขึ้นมาใหม่ คนเริ่มรู้จักขนมปังชนิดนี้ เริ่มพูดถึง เริ่มบอกต่อ เริ่มเห็นคนต่อแถว และเมื่อกระแสขึ้นถึงจุดหนึ่ง การซื้อก็ไม่ได้เกิดจากความหิวเพียงอย่างเดียว
แต่มาจากความอยากรู้ “มันอร่อยจริงไหม” ทำไมคนถึงต่อคิวกันเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่ลองตอนนี้จะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องหรือเปล่า ในช่วงพีกมีรายงานยอดขายของ Rotiboy ในระดับหลายหมื่นชิ้นต่อวัน และราคาขายอยู่ราว 25 บาทต่อชิ้น
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงกระแสบนหน้าสื่อ แต่เป็น Demand จริง คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินเพื่อสินค้าชิ้นนี้ ปัญหาคือ Demand ที่เกิดจากความอยากลอง ไม่แหมือนกับ Demand ที่เกิดจากความอยากกินซ้ำ นี่คือจุดที่ทำให้ Rotiboy เริ่มเปลี่ยนไป
📌เมื่อคนอื่นเห็นว่า “ขนมปังก้อนนี้ขายได้”
ความสำเร็จของ Rotiboy มีเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้คนไทยรู้ว่า “ขนมปังแบบนี้ขายได้”
เมื่อผู้บริโภครู้จักสินค้าแล้ว คู่แข่งก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอธิบายว่าสินค้าคืออะไรอีก พวกเขาเพียงต้องทำให้ลูกค้ารู้ว่า “ถ้าอยากกินขนมแบบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อ Rotiboy ก็ได้”
ชื่ออย่าง Mr.Bun, PapaRoti และผู้เล่นรายอื่นๆ เริ่มเข้ามาในตลาด Mexican Bun ทำให้การแข่งขันจึงเปลี่ยนไปทันที ในช่วงแรกคำถามคือ “โรตีบอยคืออะไร” แต่เมื่อคู่แข่งเข้ามา คำถามกลายเป็น “จะกินเจ้าไหนดี” นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก
เพราะในตลาดที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ การเป็นเจ้าแรกมีความได้เปรียบมหาศาล แต่ในตลาดที่ผู้บริโภครู้จักสินค้าแล้ว การเป็นเจ้าแรกไม่เพียงพออีกต่อไป ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคา เปรียบเทียบรสชาติ เปรียบเทียบทำเล และที่สำคัญที่สุดคือเปรียบเทียบความสะดวกในการซื้อ ถ้าขนมปังแบบเดียวกันหาซื้อได้ที่อื่น แล้วทำไมต้องเดินทางไปซื้อ Rotiboy
จาก “ของหายาก” กลายเป็น “ของที่หาได้ทั่วไป” ช่วงที่ Rotiboy กำลังดัง ความหายากเป็นส่วนหนึ่งของความน่าสนใจ ลูกค้าต้องต่อคิว ต้องยืนรอ บางครั้งซื้อได้จำนวนจำกัด ยิ่งหายาก คนยิ่งอยากได้ แต่ Scarcity มีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง มันใช้สร้างความอยากได้ แต่ใช้สร้างความภักดีระยะยาวไม่ได้เสมอไป เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่เคยหายากก็เริ่มมีอยู่เต็มตลาด
จากเดิมที่ต้องต่อคิวเพื่อซื้อขนมปังหนึ่งชิ้น กลายเป็นว่ามีร้านอื่นขายขนมปังลักษณะเดียวกัน ราคาถูกกว่า อยู่ใกล้บ้านกว่า ไม่ต้องรอคิว และมีเมนูอื่นให้เลือกมากกว่า สิ่งที่เคยเป็น “ประสบการณ์” จึงค่อยๆ กลายเป็น “สินค้า”
และเมื่อสินค้ากลายเป็นสินค้า สิ่งที่ผู้บริโภคเริ่มถามก็คือ คุ้มค่าไหม? ตรงนี้เองที่กระแสเริ่มมีปัญหา เพราะคนอาจยอมจ่าย 25 บาทเพื่อซื้อของที่กำลังฮิต แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมจ่าย 25 บาทซ้ำๆ ไปตลอด
📌ปัญหาของ Hero Product
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Rotiboy มีสินค้าพระเอกที่ชัดเจนมาก Mexican Bun คนรู้จักแบรนด์จากขนมปังชิ้นนี้ อยากมาร้านเพราะขนมปังชิ้นนี้ และพูดถึงร้านเพราะขนมปังชิ้นนี้ นี่เป็นข้อได้เปรียบในช่วงสร้างแบรนด์ แต่ก็เป็นความเสี่ยงเมื่อกระแสลดลง เพราะถ้าลูกค้าไม่ได้อยากกิน Mexican Bun แล้ว
คำถามต่อไปคือ “แล้วจะมาร้านทำไม” ร้านอาหารสามารถมีอาหารหลายสิบเมนู ร้านกาแฟสามารถสร้างเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ แต่สินค้าที่มี Hero Product เดียวอาจต้องเผชิญกับปัญหาว่า เมื่อความอยากลองหมดลง เหตุผลในการกลับมาก็หายไปพร้อมกัน นี่คือความแตกต่างระหว่างการสร้างสินค้าที่คนอยากลอง กับ การสร้างธุรกิจที่คนอยากกลับมาใช้ซ้ำ
📌Rotiboy หายไปเพราะคนไม่ซื้อแล้วจริงหรือ?
คำตอบอาจไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะธุรกิจหนึ่งไม่ได้อยู่รอดด้วยยอดขายอย่างเดียว ยังมีค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ ค่าดำเนินงาน ต้นทุนการขยายสาขา และในกรณีของธุรกิจแฟรนไชส์ ยังมีเรื่องสิทธิ์และเงื่อนไขทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในช่วงที่มีคนต่อแถวเป็นร้อย ต้นทุนเหล่านี้อาจถูกเฉลี่ยด้วยยอดขายจำนวนมาก แต่เมื่อยอดขายลดลง ค่าเช่ายังเท่าเดิม พนักงานยังต้องมี อุปกรณ์ยังต้องทำงาน ร้านยังต้องเปิด สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่เพียง “ยอดขาย” แต่คือ เศรษฐศาสตร์ของทั้งสาขา
ร้านที่เคยขายดีมากอาจไม่ได้กลายเป็นร้านที่ขายไม่ได้ แต่อาจกลายเป็นร้านที่ขายได้ แต่ไม่คุ้มที่จะเปิดต่อ และนี่เป็นคำอธิบายที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจกระแส เพราะยอดขายสูงในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าโมเดลธุรกิจจะยั่งยืนในระยะยาว
📌ปี 2550 — จากคิวร้อยเมตร สู่ร้านที่ปิดทั้งหมด
Rotiboy เข้ามาสร้างปรากฏการณ์ในไทยช่วงปลายปี 2548 ดังในปี 2549 และในปี 2550 ธุรกิจในประเทศไทยยุติการดำเนินงาน โดยมีการระบุสาขาที่ปิดอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ สยามสแควร์ สีลม เซ็นทรัลลาดพร้าว และบริเวณข้างบิ๊กซีรามคำแหง
สิ่งที่ทำให้ร้านโรตีบอยจากมาเลเซียหายไปคือ เหตุผลที่ลูกค้าต้องกลับไปซื้อ Rotiboy เพราะเมื่อขนมปัง Mexican Bun กลายเป็นสินค้าที่มีหลายเจ้า ความพิเศษของแบรนด์ต้นตำรับก็ถูกลดทอนลง เมื่อไม่ต้องต่อคิว เมื่อไม่ต้องเดินทางไกล เมื่อไม่ต้องกลัวของหมด การตัดสินใจซื้อก็กลับมาอยู่บนพื้นฐานธรรมดาๆ ราคา รสชาติ ความสะดวก และความอยากกินในวันนั้น
เมื่อเกมกลับมาเป็นเกมปกติ แบรนด์ที่เคยชนะด้วย “กระแส” ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย “ธุรกิจที่คนต้องการจริง” และตรงนี้เองที่เรื่องราวของ Rotiboy มีความน่าสนใจ เพราะโรตีบอยไม่ได้แพ้ก่อนตลาดถูกสร้างขึ้น แต่อาจแพ้หลังจากตลาดถูกสร้างขึ้นแล้ว ถ้ามองเรื่องนี้แบบง่ายที่สุด เราอาจบอกว่า Rotiboy ดัง ทำให้คู่แข่งเลียนแบบ คนเบื่อ ยอดขายตก แล้วร้านก็ปิด
แต่ถ้ามองลึกลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นวงจรของตลาดที่สมบูรณ์แบบมากกว่านั้น Rotiboy เข้ามาสร้างสินค้าใหม่ให้คนรู้จัก สร้างกระแส สร้าง Demand ทำให้คนจำนวนมากอยากลอง จากนั้นคู่แข่งเข้ามา ตลาดขยาย ตัวเลือกเพิ่ม ราคาแข่งขัน ความหายากหายไป และในที่สุดสินค้าก็เข้าสู่ตลาดปกติ นี่เป็นกระบวนการเดียวกับสินค้ากระแสจำนวนมาก
คนแรกต้องจ่ายต้นทุนเพื่อสร้างตลาด แต่คนที่ตามมาอาจเข้ามาเก็บเกี่ยวตลาดที่ถูกสร้างไว้แล้ว ดังนั้น Rotiboy อาจไม่ได้ล้มเหลวในการสร้างตลาด ตรงกันข้ามมันอาจประสบความสำเร็จมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้คนทั้งประเทศรู้จัก Mexican Bun จนหลังจากนั้น ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องซื้อ Mexican Bun จาก Rotiboy อีกต่อไป
📌แล้ววันนี้ Rotiboy อยู่ที่ไหน?
คำถามต่อมาคือ หลังจากหายไปจากประเทศไทยแล้ว Rotiboy ยังอยู่ที่ไหน ปัจจุบันมาเลเซียยังเป็นตลาดหลักของแบรนด์ มีไม่ถึง 100 แห่ง และในสิงคโปร์มีไม่กี่สาขา ขณะที่หลายประเทศที่ Rotiboy เคยเข้าไปเปิดตลาดก็ยุติการให้บริการไปแล้วเช่นกัน
นั่นทำให้ประเทศไทยไม่ใช่กรณีเดียวที่แบรนด์เคยหายออกจากตลาด แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่าคือ Rotiboy เคยพยายามกลับมาในประเทศไทยอีกครั้ง จากการค้นหาข้อมูลย้อนหลังพบว่าในช่วงปี 2557–2561 มีการสร้างเพจ Rotiboy Thailand และสื่อสารถึงการกลับมาเปิดตลาดในประเทศไทยอีกครั้ง ภายใต้แนวคิดร้านรูปแบบใหม่แบบ Standalone
ครั้งนี้ Rotiboy ไม่ได้กลับมาขายเพียง Mexican Bun เหมือนในอดีต แต่พยายามขยายเหตุผลในการเข้าร้านให้มากขึ้น ทั้ง Signature Bun ขนมเค้ก อาหาร กาแฟ และเครื่องดื่มร้อน-เย็น มีการสื่อสารว่าเตรียมเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2561
แต่สุดท้าย...Rotiboy ก็ยังไม่ได้กลับมาเปิดตลาดในประเทศไทยตามที่ประกาศไว้ และนี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจ เพราะถ้า Rotiboy เคยสร้างกระแสระดับประเทศได้ขนาดนั้น ทำไมการกลับมาครั้งที่ 2 จึงไม่เกิดขึ้น
หรือบางทีการเข้ามาในครั้งแรกอาจสะท้อนให้เห็นว่า Rotiboy เองก็เข้าใจปัญหาของธุรกิจในอดีตแล้ว นั่นคือ...การมีสินค้าที่คนอยากลอง อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างธุรกิจที่คนอยากกลับมาซื้อซ้ำ
จาก Mexican Bun ที่เคยเป็นเหตุผลเดียวในการเดินเข้าร้าน Rotiboy จึงพยายามสร้างเหตุผลใหม่ผ่านอาหาร กาแฟ ขนม และเครื่องดื่ม แต่สุดท้ายโมเดลนั้นก็ยังไม่ได้กลับมาเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย และนี่ทำให้เรื่องของ Rotiboy น่าสนใจยิ่งกว่าเดิม เพราะมันไม่ได้มีเพียงเรื่องของแบรนด์ที่เคยดังแล้วหายไป
แต่ยังมีเรื่องของแบรนด์ที่เคยหายไปแล้วพยายามกลับมา แต่ยังไม่สามารถกลับมาได้ ก่อนไปสู่คำถามสุดท้าย ถ้าวันนี้ Rotiboy ต้องกลับมาไทยอีกครั้ง จะยังขายขนมปังได้เหมือนเดิมหรือไม่ หรือจำเป็นต้องขาย “เหตุผลใหม่” ให้คนเดินทางมาหาอีกครั้ง
📌แล้วเรื่อง “หน้าม้าต่อคิว”
หนึ่งในตำนานที่ติดอยู่กับชื่อ Rotiboy คือเรื่องการใช้คนมาต่อคิวเพื่อสร้างภาพความนิยม มีการเผยแพร่คำกล่าวอ้างเรื่องนี้ในบทความย้อนหลังและโลกออนไลน์ แต่ควรแยกให้ออกระหว่าง “มีเรื่องเล่านี้อยู่จริง” กับ “เรามีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันรายละเอียดทั้งหมดของเรื่องเล่า” ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ตัดประเด็นนี้ออกไปทั้งหมด กลไกทางการตลาดของคิวก็ยังน่าสนใจอยู่ดี เพราะคิวทำหน้าที่เป็น Social Proof คนที่เดินผ่านเห็นคนอื่นกำลังซื้อจึงคิดว่าสินค้าน่าจะดี เมื่อเห็นคิวยาวก็ยิ่งรู้สึกว่าสินค้าหายาก และเมื่อรู้ว่าสินค้าหายากก็ยิ่งอยากลอง ดังนั้นคิวสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งผลลัพธ์ของความนิยม และเครื่องขยายความนิยมพร้อมกัน
แต่การต่อคิวมีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง มันทำให้คนซื้อครั้งแรกได้ แต่ไม่สามารถรับประกันการซื้อครั้งที่สอง เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้มีคนต่อคิวเป็นร้อย ถ้าคนที่กินแล้วไม่อยากกินอีก วันหนึ่งคิวก็ต้องหายไป
📌สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโรตีบอยจึงไม่ใช่ “ทำไมถึงเจ๊ง”
แต่คือ “ทำไมกระแสที่แรงขนาดนั้น จึงไม่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ”
นี่คือคำถามที่สำคัญกว่าทฤษฎีว่าใครอยู่เบื้องหลังการสร้างคิว หรือ Rotiboy ตั้งใจเข้ามาไทยเพื่อโกยยอดแล้วถอนตัวหรือไม่ เพราะสำหรับเรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่หนักแน่นพอสรุปว่า Rotiboy วางแผนเข้ามาไทยด้วยโมเดล “เข้าเร็ว สร้างกระแส โกยยอด ถอนตัว” มันเป็นสมมติฐานที่ฟังดูน่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง
สิ่งที่มีหลักฐานรองรับมากกว่า คือ Rotiboy มีโมเดลขยายธุรกิจระหว่างประเทศ และใช้ทั้งการลงทุนเองและขายแฟรนไชส์ในการเติบโต ส่วนการหายไปจากตลาดเมืองไทยเกิดขึ้นหลังจากตลาดขนม Mexican Bun เปลี่ยนจากตลาดที่มีผู้เล่นไม่กี่ราย ไปสู่ตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก ดังนั้น คำอธิบายที่ธรรมดาที่สุดอาจเป็นคำอธิบายที่น่าสนใจที่สุด คือ Rotiboy ไม่ได้หายไปเพราะไม่มีใครอยากกินขนมปัง แต่เพราะคนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหา Rotiboy อีกแล้ว
📌บทเรียนจากโรตีบอย
ถ้ามอง Rotiboy ในฐานะธุรกิจ บทเรียนสำคัญอาจอยู่ที่ประโยคเดียว “การสร้าง Demand ไม่เท่ากับการครอง Demand” Rotiboy ทำให้คนไทยรู้จักขนมปังสไตล์ Mexican Bun และสร้างกระแสจนคนยอมต่อคิวนับร้อยเมตร แต่เมื่อสินค้าเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น ราคาเปรียบเทียบได้ และขนมแบบเดียวกันหาซื้อได้ง่ายขึ้น ความแปลกใหม่ก็ลดลง
จาก “ต้องลอง” กลายเป็น “ถ้าอยากกินค่อยซื้อ” นี่คือจุดที่ธุรกิจต้องตอบคำถามใหม่ว่า
“วันที่คิวหายไป เรามีเหตุผลอะไรให้ลูกค้ากลับมา” เพราะกระแสสร้างลูกค้าครั้งแรกได้
แต่ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องสร้างการซื้อซ้ำ และนี่คือความย้อนแย้งของ Rotiboy ร้านหายไป คิวหายไป กระแสหายไป แต่ชื่อ “โรตีบอย” กลับยังอยู่ในความทรงจำของตลาด และอาจกลายเป็นชื่อที่คนใช้เรียกขนมปัง Mexican Bun ไปด้วยซ้ำ
Rotiboy จึงอาจไม่ได้ครองตลาดในระยะยาว แต่มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดขึ้นมา สุดท้ายตำนานโรตีบอยจึงไม่ได้สอนว่า “อย่าทำธุรกิจกระแส” แต่กำลังบอกว่าอย่าสับสนระหว่าง “คนอยากลอง” กับ “คนอยากซื้อซ้ำ” เพราะสองอย่างนี้อาจดูเหมือนกันในวันที่ร้านมีคิวร้อยเมตร แต่เมื่อคิวหายไป เราจะเห็นทันทีว่า...อะไรเป็นธุรกิจ และอะไรเป็นกระแส
╔════════════════════════╗

โอกาสทอง สู่การเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ "YONNY"
พบกันในงาน สัมมนาลงทุน แฟรนไชส์ยอนนี่ ThaiFranchise Meet Up จับคู่แฟรนไชส์
วันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 13.00 - 15.00 น.
ณ ห้องสุรศักดิ์ 2-3 ชั้น 11 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร (ติด BTS สุรศักดิ์)
✅ YONNY ร้านปลาต้มผักกาดดองอันดับ 1
✅ แฟรนไชส์ระดับ Global Brand สาขา 2,700 แห่งทั่วโลก
✅ ติดอันดับ Forbes 2025 และ 1 ใน 100 บริษัทอาหารชั้นนำของประเทศจีน
✅ ธุรกิจแบบ Business Format Franchise เน้นใช้เงินทำงานแทน
พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน
รับฟรี! กระเป๋าผ้า Yonny Limited Edition
ลุ้นรับ Art Toy, ร่ม และขวดน้ำสุดพรีเมียมจาก Yonny
ค่าธรรมเนียมเข้าร่วมงานเพียง 500 บาท/คน
ลงทะเบียนจองที่นั่งด่วน: https://forms.gle/pKeMUDCCLq65YX446
สอบถาม โทร. 089-8955665

ที่นั่งมีจำนวนจำกัด! มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว YONNY และเติบโตไปด้วยกัน
╚════════════════════════╝
แหล่งข้อมูล
https://citly.me/hOt1d
https://citly.me/ioeY6
https://citly.me/psWae
https://citly.me/j5atP
https://citly.me/TO920
#โรตีบอย #ตำนานโรตีบอย #การตลาดวันละกล่อง #กรณีศึกษาธุรกิจ #ธุรกิจกระแส

📢 ปักหมุดไว้เลย! งาน Restech 2026 เจ้าของร้านอาหารยุคใหม่! ห้ามพลาดงานนี้เด็ดขาด📌 วันที่ 27-29 สิงหาคม 2569ณ อิมแพ็ค เมื...
26/08/2026

📢 ปักหมุดไว้เลย! งาน Restech 2026
เจ้าของร้านอาหารยุคใหม่! ห้ามพลาดงานนี้เด็ดขาด
📌 วันที่ 27-29 สิงหาคม 2569
ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี (ฮอลล์ 6-7)
งานเดียวมีครบจบทุกความต้องการ
✅ เปิดโลก Future Restaurant
✅ อัปเกรดเทคโนโลยีร้านอาหาร
✅ สัมมนา & เวิร์กช็อปด้านธุรกิจอาหาร
✅ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ
✅ พร้อมทดลองใช้งานอุปกรณ์และเทคโนโลยีจริงภายในงานได้ก่อนใคร
💖พิเศษสุด! เตรียมพบกับบูธไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ หมายเลข A4 ในงานนี้ด้วย
ทีมงานเตรียมความรู้แบบจัดเต็ม
👉 พร้อมอัพเดทแฟรนไชส์ใหม่น่าสนใจ มีอะไรน่าลงทุนบ้าง
ใครอยากขยายธุรกิจ / พัฒนาธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์ แวะมาปรึกษาได้
ทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี! งานนี้ห้ามพลาด
📲 รายละเอียด คลิก https://citly.me/dW6YP
☎️โทร.02-1019187
#งานแสดงเทคโนโลยีร้านอาหาร #ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ #บูธA4 #เทคโนโลยีร้านอาหาร #ร้านอาหารแห่งอนาคต #ระบบร้านอาหาร #สัมมนาบริหารร้านอาหาร #แฟรนไชส์ร้านอาหาร #ขยายธุรกิจแฟรนไชส์ #ที่ปรึกษาแฟรนไชส์ #อิมแพ็คเมืองทองธานี

26/08/2026

Interview | คุณชา จาก Cat Carwash ในงาน TFBO 2026
#แฟรนไชส์คาร์แคร์ #ธุรกิจล้างรถหยอดเหรียญ #แฟรนไชส์น่าลงทุน

Amazon ชนะมาทั่วโลก! แต่แพ้ตลาดอาเซียน รายได้แค่ 13,500 ล้านบาทพูดถึง Amazon คนทั่วโลกจะนึกถึงยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ชที...
25/08/2026

Amazon ชนะมาทั่วโลก! แต่แพ้ตลาดอาเซียน รายได้แค่ 13,500 ล้านบาท
พูดถึง Amazon คนทั่วโลกจะนึกถึงยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ชที่มีบริการจัดส่งรวดเร็ว และมีสินค้าครบแทบทุกอย่าง หรือบางคนอาจนึกถึงเรื่องระบบสมาชิก Amazon Prime ที่ให้สิทธิ์ส่งฟรีพร้อมบริการสตรีมมิ่ง แน่นอนว่าไม่ว่าจะมองภาพของ Amazon เป็นแบบไหน
แต่นี่คือบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงกว่า 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีมูลค่ามากกว่า 92.7 ล้านล้านบาท ความยิ่งใหญ่ของตัวเลขนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่านี่คือกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ทรงอิทธิพลที่สุด
ซึ่งมีเพียงไม่กี่บริษัทในโลกเท่านั้นที่ก้าวข้ามผ่านจุดนี้ไปได้ เช่น Microsoft, Apple, Nvidia, Alphabet (Google), และ Amazon มูลค่าของบริษัทที่สูงขนาดนี้มากกว่า GDP ของประเทศไทยทั้งปีเกิน 4 เท่า และใหญ่กว่ามูลค่าของบริษัททั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รวมกันชนิดเทียบไม่ติด
📌Amazon สร้างรายได้ทั่วโลกกว่า 25 ล้านล้านบาท
ในปี 2025 ที่ผ่านมา Amazon ทำรายได้สุทธิรวมทั่วโลกไปได้ถึง 7.169 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ
25 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นราว 12% จากปีก่อน โดยมีโครงสร้างรายได้จาก 3 ส่วนหลักคือ
✅จากตลาดในอเมริกาเหนือ ประมาณ 4.263 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 59.5% ของรายได้ทั้งหมด
✅จากตลาดต่างประเทศ ประมาณ 1.619 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 22.6% ของรายได้ทั้งหมด
✅จากระบบคลาวด์ AWS (Amazon Web Services) ประมาณ 1.287 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 17.9% ของรายได้ทั้งหมด
หากไล่ไปดูสัดส่วนของรายได้ Amazon ที่เปิดให้บริการกว่า 20 ประเทศทั่วโลก พบว่ารายได้ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ใน 4 ประเทศหลักๆคือ
1.สหรัฐอเมริกา รายได้ต่อปีประมาณ 4.38 แสนล้านเหรียญ ครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 8% มีสมาชิก Amazon Prime ในประเทศพุ่งสูงเกิน 180 ล้านคน คิดเป็น 60% ของประชากรสหรัฐฯ
2.เยอรมันนี รายได้ต่อปีประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญ และนับเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของ Amazon และเป็นศูนย์กลางหลักในยุโรป คนเยอรมันใช้อีคอมเมิร์ซสูงมาก โดย Amazon ครองส่วนแบ่งตลาดการช้อปออนไลน์ในประเทศเกินครึ่ง
3.สหราชอาณาจักร รายได้ต่อปีประมาณ 3.7 หมื่นล้านเหรียญ เป็นอีกตลาดที่โตเร็วมากคนอังกฤษนิยมการใช้ Amazon Prime อย่างมาก ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเข้าถึง (Pe*******on Rate) สมาชิก Prime สูงที่สุดนอกสหรัฐฯ
4.ญี่ปุ่น รายได้ต่อปีประมาณ 2.8 หมื่นล้านเหรียญ เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในเอเชียของ Amazon ที่สามารถเอาชนะเจ้าถิ่นอย่าง Rakuten ซึ่งเป็นอีคอมเมิร์ชดั้งเดิมในญี่ปุ่นได้
📌Amazon ปี 2010 เปิดตลาดอาเซียน! เริ่มที่สิงคโปร์
การเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนของ Amazon ไม่ได้เริ่มต้นจากการเปิดแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบแต่เริ่มจากการสร้างรากฐานผ่าน Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นธุรกิจคลาวด์ โดยตั้งศูนย์บริการในสิงคโปร์
และเริ่มบุกตลาดอีคอมเมิร์ซครั้งแรกในอาเซียนเมื่อปี 2017 ที่สิงคโปร์เช่นกันเพราะมองว่ามีความพร้อมสูงสุด ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กำลังซื้อของผู้บริโภค และระบบการขนส่ง
ยุคเปิดตัวตอนนั้นเริ่มด้วยแอปพลิเคชัน Prime Now เน้นบริการจัดส่งสินค้ารวดเร็วพิเศษภายใน 2 ชั่วโมง (2-hour delivery) สำหรับของชำ ของใช้ในบ้าน และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อผ่านไป 2 ปีจึงค่อยเปิดตัวเว็บไซต์เต็มรูปแบบ Amazon.sg เพื่อเปิดให้ผู้ขายท้องถิ่น (Third-party sellers) นำสินค้าเข้ามาขายบนแพลตฟอร์มได้เหมือนในสหรัฐฯ
ส่วนประเทศอื่นในอาเซียน Amazon ไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียวกับในสิงคโปร์แต่เลือกวิธีแบบ Amazon Global Selling คือดึงผู้ผลิตในประเทศนั้นๆ และแบรนด์ในอาเซียนไปขายของให้คนอเมริกาและยุโรปแทน
เช่น การปิดสำนักงานใหญ่ด้าน Global Selling ในเวียดนาม หรือการเปิดตัว Amazon Global Selling Thailand อย่างเป็นทางการ มีการร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อดันสินค้าไทย เช่น ของแต่งบ้าน อาหารแต่งกลิ่นแปรรูป เครื่องแต่งกาย ไปขายบน Amazon สหรัฐฯ และญี่ปุ่น
📌Amazon ชนะมาทั่วโลก! แต่แพ้ตลาดอาเซียน
อย่างไรก็ดีตั้งแต่เปิดตัวในตลาดอาเซียนเมื่อปี 2017 จนถึงปัจจุบัน ยอดขายของ Amazon ในภูมิภาคนี้ถือว่า ต่ำกว่าเป้าหมายมาก
ถ้าพูดให้เห็นภาพชัดเจนต้องดูตัวเลขอ้างอิงจากรายงานวิเคราะห์ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระบุว่ามีมูลค่าตลาดกว่า 1.57 แสนล้านดอลลาร์เหรียญหรือประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท แต่ส่วนแบ่งการตลาดมี 3 ยักษ์ใหญ่คือ
✅ Shopee ครองอันดับ 1 ในภูมิภาคด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 53%
✅ TikTok Shop ครองอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 30%
✅ Lazada ครองอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 16%
แค่เพียง 3 รายดังกล่าวนี้ก็ครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกว่า 98% ของทั้งภูมิภาค ในขณะที่ยอดขายฝั่ง Amazon ถึงกับถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “อื่นๆ” เนื่องจากมีรายได้น้อยมาก ส่วนแบ่งรวมไม่ถึง 0.3% ของยอดขายทั้งภูมิภาค หรือมียอดขายประมาณ 400 ล้านเหรียญหรือประมาณ 13,500 ล้านบาทเท่านั้น
📌วิเคราะห์เหตุผลทำไม Amazon ไปไม่รอดในอาเซียน
แม้จะเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ชนะมาหลายประเทศ แต่ในอาเซียนกลับแตกต่าง ซึ่งมีกรณีศึกษาในด้านยุทธศาสตร์ดังนี้
1.เข้าสู่ตลาดอาเซียนช้าเกินไป Amazon จะเห็นได้ว่า Amazon เข้ามาในภูมิภาคนี้อย่างจริงจังเมื่อปี 2017 ขณะที่คู่แข่งคือ Shopee เริ่มทำตลาดในปี 2015 และ Lazada เริ่มทำตลาดในอาเซียนตั้งแต่ปี 2012 เมื่อเข้ามาช้ากว่าเครือข่ายในการขนส่ง , ฐานลูกค้าต่างๆ ถูกแบรนด์ที่มาก่อนชิงความได้เปรียบไปเกือบทั้งหมด
2.ใช้โมเดลที่สำเร็จในอเมริกาแต่ไม่เหมาะกับอาเซียน Amazon ประสบความสำเร็จในสหรัฐฯ และยุโรป เพราะเน้นระบบ Fulfillment by Amazon (FBA) หรือการสร้างคลังสินค้าขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์ แล้วควบคุมระบบจัดส่งเองทั้งหมด ต่างจากบรรดาคู่แข่งที่ยืดหยุ่นในวิธีการ
เช่น Shopee และ Lazada ใช้โมเดล Asset-light ร่วมมือกับบริษัทขนส่งเอกชนท้องถิ่นเพื่อกระจายสินค้า ทำให้ปรับตัวได้ไวกว่าและค่าส่งถูกกว่ามาก
3.ไม่เข้าใจในวัฒนธรรมการช้อปปิ้งของคนอาเซียน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แตกต่างจากผู้บริโภคฝั่งตะวันตกอย่างสิ้นเชิง
คู่แข่งอย่าง Shopee และ Lazada ยอมขาดทุนสะสมหลายปีเพื่อทำโปรโมชันกระตุ้นยอดขาย ลดราคาวัน Double Day แต่ Amazon กลับเน้นขายสินค้าราคาปกติไม่ยอมลงมาร่วมเล่นในสงครามราคานี้
ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ Amazon แม้ได้ชื่อว่าเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกก็ยังไปไม่รอดในตลาดอาเซียน จากยอดขายรวมของ Amazon ในอาเซียนทำได้เพียงราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 13,500 ล้านบาท)
เมื่อเทียบกับ Shopee ที่ทำยอดขายในอาเซียนได้เกิน 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท รายได้ของ Amazon จึงมีเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับผู้นำตลาด
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ Amazon ยอมรับและไหวตัวทันหยุดลงทุนในตลาดที่ไม่สร้างมูลค่าแล้วถอยกลับไปเก่งในจุดแข็งของตัวเอง คือระบบคลาวด์ AWS รวมถึงการใช้โมเดลการดึงแบรนด์อาเซียนไปขายในแพลตฟอร์มบนตลาดยุโรปและอเมริกาที่เป็นผลดีในทางธุรกิจมากกว่า
╔════════════════════════╗
โอกาสทอง สู่การเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ "YONNY"
พบกันในงาน สัมมนาลงทุน แฟรนไชส์ยอนนี่ ThaiFranchise Meet Up จับคู่แฟรนไชส์
วันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 13.00 - 15.00 น.
ณ ห้องสุรศักดิ์ 2-3 ชั้น 11 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร (ติด BTS สุรศักดิ์)
✅ YONNY ร้านปลาต้มผักกาดดองอันดับ 1
✅ แฟรนไชส์ระดับ Global Brand สาขา 2,700 แห่งทั่วโลก
✅ ติดอันดับ Forbes 2025 และ 1 ใน 100 บริษัทอาหารชั้นนำของประเทศจีน
✅ ธุรกิจแบบ Business Format Franchise เน้นใช้เงินทำงานแทน
พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน
รับฟรี! กระเป๋าผ้า Yonny Limited Edition
ลุ้นรับ Art Toy, ร่ม และขวดน้ำสุดพรีเมียมจาก Yonny
ค่าธรรมเนียมเข้าร่วมงานเพียง 500 บาท/คน
ลงทะเบียนจองที่นั่งด่วน: https://forms.gle/pKeMUDCCLq65YX446
สอบถาม โทร. 089-8955665

ที่นั่งมีจำนวนจำกัด! มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว YONNY และเติบโตไปด้วยกัน
╚════════════════════════╝
อ้างอิง :
https://citly.me/RdW8U
https://citly.me/rOsm7
https://citly.me/oIqCX
https://citly.me/xNMJl
https://citly.me/SsXmn
https://citly.me/XF7mL
https://citly.me/6QVPo
https://citly.me/8bD9H
ียน #อีคอมเมิร์ซ #ธุรกิจรอบโลก #การตลาดออนไลน์

ที่อยู่

132/3-4 โครงการบี-อเวนิว ซ.พระรามที่ 2 ซอย50 ถ.พระราม2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+66898955665

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Mediaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media:

ทางลัด

แนะนำ

แชร์