ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media สร้างแฟรนไชส์ ที่ปรึกษาแฟรนไชส์ การตลาดแฟรนไชส์ www.ThaiFranchiseCenter.com

เว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com รวมธุรกิจแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย โทร. 02-1019187

4 พิกัดเด่น! เน้นทำเลทอง เคล็ดลับยอดขายพุ่ง กำลังซื้อสูงเราทุกคนทราบกันดีว่าทำเลมีความสำคัญกับธุรกิจ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก...
12/10/2026

4 พิกัดเด่น! เน้นทำเลทอง เคล็ดลับยอดขายพุ่ง กำลังซื้อสูง
เราทุกคนทราบกันดีว่าทำเลมีความสำคัญกับธุรกิจ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มร้านค้า / ร้านอาหาร / ร้านเครื่องดื่ม เรื่องทำเลมีผลทางกว่า 70% เพราะธุรกิจเหล่านี้พึ่งพา Foot Traffic สูง ส่วนพวกร้านเสื้อผ้า / ฟิตเนส เรื่องของทำเลอาจมีผลประมาณ 50% เพราะส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้ากลุ่มที่ตั้งใจมองหาสินค้าเพียงแค่มีทำเลในย่านที่เดินทางสะดวก มีที่จอดรถรองรับลูกค้า สินค้าดี บริการดี ก็เป็นแม่เหล็กสำคัญในการสร้างยอดขายได้
อย่างไรก็ดีถ้าย้อนไปในสมัยก่อนยุคที่อินเทอร์เน็ตไม่แพร่หลาย ไม่มีบริการเดลิเวอรี่ เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของการเปิดร้านค้าปลีกและร้านอาหาร จำเป็นต้องใช้กฎ 4 Pillar ได้แก่
1.กฏทอง 3 คำ ทำเล ทำเล และ ทำเล ซึ่งแสดงให้เห็นความสำคัญกว่ามีส่วนกำหนดชะตาร้านค้าได้กว่า 70% ในยุคที่ยังไม่มีระบบนำทาง (GPS) หรือรีวิวบนโลกออนไลน์ ลูกค้าจะรู้จักและเข้าร้านได้ก็ต่อเมื่อ เดินผ่าน หรือ ขับรถผ่าน เท่านั้น ทำเลที่มองหากันมากเช่นหัวมุมถนน ปากซอย ใกล้ป้ายรถเมล์ ใกล้ตลาด / สถานีรถไฟ และหน้าร้านต้องเด่นชัด ป้ายร้านต้องใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการมองเห็นได้มากขึ้น
2.การตลาดแบบปากต่อปาก เมื่อการโฆษณาในสมัยก่อนยังไม่เฟื่องฟู ไม่มี Facebook หรือ Influencer ความน่าเชื่อถือของร้านค้าต้องมาจากเสียงของผู้ที่เคยใช้บริการจริงนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าหลายๆ ร้านจึงพยายามสร้างเอกลักษณ์ของร้านให้มีสโลแกนที่คนพูดถึง เมนูที่อร่อยเป็นมาตรฐาน เพื่อให้เกิดการบอกต่อๆ กันไปได้มากที่สุด
3. Customer Loyalty & Relationship ร้านค้าในสมัยก่อนยิ่งมีความสัมพันธ์กับคนในชุมชนได้มากแค่ไหนก็ยิ่งมีข้อมูลลูกค้าที่ไม่ต่างจาก Data ของธุรกิจในปัจจุบัน การรู้ข้อมูลลูกค้านอกจากสร้างความประทับใจได้ ยังมีผลด้านการตลาดในการพัฒนาสินค้าหรือพัฒนาโปรโมชันให้ถูกใจลูกค้าได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดีหากพิจารณาโดยละเอียดจะพบว่าในปัจจุบันแม้จะมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาเสริมด้านการตลาด มีบริการเดลิเวอรี่สำหรับการเพิ่มยอดขาย แต่ปัจจัยเรื่อง “ทำเล” ก็ยังมีผลต่อการเปิดร้านไม่ต่างจากอดีต แม้จะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่คำว่าทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่งก็ยังใช้ได้จริงในยุคนี้ด้วยเช่นกัน
ทำเลทองมีผลต่อธุรกิจมากแค่ไหน? เพิ่มยอดขายได้อย่างไร?
ในปัจจุบันคำว่าทำเลที่ดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่ สถานที่สำหรับเปิดร้าน แต่ยังเป็น สินทรัพย์ทางการตลาด (Marketing Asset) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะทำเลที่ดีจะส่งผลต่อโครงสร้างธุรกิจในหลากหลายปัจจัยได้แก่
✅ เพิ่มโอกาสในการมองเห็นโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณา อันเนื่องจากร้านค้าที่อยู่ในทำเลทองจะได้อานิสงฆ์ที่เพิ่มการมองเห็นจากผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาทุกวัน เปรียบเสมือนการโฆษณาตลอด 24 ชั่วโมง ลดภาระการอัดงบการตลาดได้จำนวนมาก
✅ เพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มี "กำลังซื้อสูง" ถ้าเป็นทำเลทองที่ตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านจัดสรร ใกล้สถานศึกษา หรือตั้งอยู่ในศูนย์รวมกิจกรรม (Lifestyle Hub) จะช่วยดึงดูดลูกค้าที่มีศักยภาพ ทำให้การตั้งราคาขายทำได้ง่ายขึ้น และสร้างอัตรากำไรได้ดีกว่า
✅ ลดเวลาในการตัดสินใจซื้อ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันเน้นความสะดวกสบาย การมีที่จอดรถเพียงพอ เดินทางเข้า-ออกสะดวก ไม่ต้องรถติด หรือตั้งอยู่ใกล้เส้นทางสัญจรหลัก จะช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำได้มากขึ้น
📌ถอดรหัส "ทำเลทองยุคใหม่" ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง?
ในอดีต คำว่าทำเลทองอาจหมายถึงเพียงแค่ ใจกลางเมือง หรือ อยู่ในแหล่งชุมชน แต่ในปัจจุบัน นิยามของทำเลทองได้ปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตแบบย่อยโซน (Suburbanization) และการเติบโตของย่านที่อยู่อาศัยขอบเมือง ปัจจัยสำคัญของทำเลทองยุคใหม่ ได้แก่:
1.ความหนาแน่นและกำลังซื้อของที่อยู่อาศัยโดยรอบ ทำเลทองยุคนี้ต้องรายล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ คอนโดมิเนียม หรือชุมชนที่มีอัตราการอยู่อาศัยจริงสูง
2.การเดินทางที่เชื่อมต่อหลากหลาย สังเกตว่าหลายโครงการเน้นพิกัดที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลักหรือถนนตัดใหม่ เชื่อมต่อทางด่วน มอเตอร์เวย์ หรือถนนวงแหวนรอบนอก เพื่อเพิ่มโอกาสในการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น
3.สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบวงจร เป็นตัวแปรในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ ลานกิจกรรม โซนพักผ่อนหย่อนใจ หรือห้องน้ำ บางโครงการมีพื้นที่พิเศษสำหรับการออกกำลังกายได้อีกด้วย
4.แนวคิดการบริหารพื้นที่ สังเกตได้ว่าทำเลทองหลายโครงการเน้นการคัดสรรร้านค้า ไม่รับธุรกิจประเภทเดียวกันซ้ำ เพื่อให้ร้านค้าแต่ละประเภทสร้างยอดขายได้อย่างเต็มที่
5.การผสมผสานไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม เป็นลักษณะของ Niche Community Hub ที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าซึ่งมีความชอบหลากหลายเช่น โซนกีฬา Wellness, สัตว์เลี้ยง (Pet Friendly) หรือพื้นที่พักผ่อนของครอบครัว ซึ่งช่วยสร้าง Traffic เฉพาะกลุ่มที่มีความถี่ในการเข้าใช้บริการสูง
📌4 พิกัดทำเลทอง! ยอดขายพุ่ง กำลังซื้อสูง
ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นหลายโครงการเปิดตัวด้วยจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ในแง่ของการทำธุรกิจจำเป็นต้องวิเคราะห์ในหลายด้านทั้งปัจจัยแวดล้อมของโครงการ เงื่อนไขในแต่ละทำเล ทั้งนี้มีตัวอย่างของ 4 โครงการคอมมูนิตี้ space ที่น่าสนใจสำหรับเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ได้แก่
1. Grand Mall (พุทธมณฑลสาย 2)
📍จุดเด่นด้านทำเล & กำลังซื้อ
✅ ตั้งอยู่บนถนนพระเทพตัดใหม่ (พุทธมณฑลสาย 2)
✅ เชื่อมต่อ ถ.ราชพฤกษ์, บรมราชชนนี, กาญจนาภิเษก, สาย 1-4
✅ ใกล้แหล่งชุมชน สถานศึกษา สถานีขนส่ง และหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่
📍โมเดลธุรกิจและสิทธิประโยชน์
✅ อาคารโปร่ง สูง 4 เมตร ดีไซน์พื้นที่ได้ไร้ข้อจำกัด
✅ ที่จอดรถกว้างขวางมากกว่า 80 คัน
✅ สงวนสิทธิ์ไม่รับร้านค้าซ้ำประเภท
✅ เช่าเริ่มต้น 500 บาท/ตร.ม. (มีให้เลือก 4 ขนาด)
✅ ฟรีค่าเช่า 3 เดือนแรก / ไม่มีค่าส่วนกลาง
2. The Olive Yard (บางแค - บางบอน)
📍จุดเด่นด้านทำเล & กำลังซื้อ
✅ พรีเมียมคอมมูนิตี้มอลล์ เชื่อมต่อ ถ.บางบอน, กาญจนาภิเษก, เอกชัย, เพชรเกษม
✅ รายล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ >10 แห่ง ในรัศมี 5 กม.
✅ อยู่ด้านหน้าสนามกีฬา Pickleball & Padel (ศูนย์รวมสาย Wellness)
📍โมเดลธุรกิจและสิทธิประโยชน์
✅ แนวคิด Pet Friendly ต้อนรับคนรักสัตว์เลี้ยง
✅ กั้น Unit ให้ฟรี! สิทธิ์ 1 ธุรกิจ ต่อ 1 ผู้เช่า
✅ ที่จอดรถ >30 คัน / ไม่กำหนดเวลาเปิด-ปิด
✅ ขนาด 40-270 ตร.ม. เช่าเริ่มต้น 18,000 บาท
✅ ฟรีค่าเช่าสูงสุด 3 เดือนแรก + การตลาด Influencer
3. PLERN PLACE (กรุงเทพกรีฑา - ร่มเกล้า)
📍จุดเด่นด้านทำเล & กำลังซื้อ
✅ ติดถนนสายหลัก ย่านกรุงเทพกรีฑา-มอเตอร์เวย์ร่มเกล้า
✅ ย่านเศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งใน BKK
✅ รายล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่มากกว่า 20 โครงการ
📍โมเดลธุรกิจและสิทธิประโยชน์
✅ Community Space ครบวงจร ทั้งช้อปปิ้งและพักผ่อน
✅ ที่จอดรถสะดวกสบายมากกว่า 20 คัน
✅ พื้นที่รวม 880 ตร.ม. (ขนาดเริ่มต้นประมาณ 4x8 ม.)
✅ โอกาสทอง: เหลือเพียง 3 Unit สุดท้าย!
✅ เหมาะสำหรับอาหาร, สปา, คลินิก, สัตว์เลี้ยง
4. B Night Market (กำแพงแสน นครปฐม)
📍จุดเด่นด้านทำเล & กำลังซื้อ
✅ ทำเลมีศักยภาพ ในย่านกำลังซื้อสูง ใจกลางคอนโด + อพาร์ทเมนท์
✅ โครงการอยู่ติดถนนสายหลัก เดินทางสะดวกเข้าออกได้ง่าย
✅ที่จอดรถสะดวกสบาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ
📍โมเดลธุรกิจและสิทธิประโยชน์
พื้นที่มีให้เลือก 3 แบบ คือ
✅ ล็อกขนาด 3.2 × 3.2 เมตร ออกแบบร้านได้
✅ ล็อกขนาด 2 × 2 เมตร มีเต็นท์ตลาด
✅ พื้นที่ตามต้องการ สำหรับแฟรนไชส์หรือร้านค้าขนาดใหญ่
✅ ช่วงเปิดตลาด ขายฟรี!
✅ เลือกก่อนได้ก่อน มีโอกาสได้ทำเลที่เหมาะกับธุรกิจ
ทั้ง 4 ทำเลข้างต้น สะท้อนถึงเทรนด์ ทำเลทองยุคใหม่ อย่างชัดเจน คือไม่ได้แออัดอยู่ในใจกลางเมือง แต่กระจายตัวอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยระดับบน (High-End Residential Zone) ที่มีความต้องการจับจ่ายใช้สอยสูง เดินทางสะดวก และมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการร้าน การเลือกทำเลที่ให้ข้อเสนอคุ้มค่า มีระยะเวลาเว้นว่างค่าเช่าช่วงเริ่มต้น (Rent-Free Period) และมีการปกป้องการแข่งขันภายในโครงการ สิ่งเหล่านี้เป็นก้าวแรกที่จะช่วยการันตีการสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
อย่างไรก็ดีก่อนตัดสินใจเลือกทำเลไหนอย่างไรต้องพิจารณาก่อนว่าร้านค้าที่ของเรามีกลุ่มลูกค้าแบบไหน เหมาะสมกับทำเลทองเหล่านั้นหรือไม่ และหากมองในระยะยาวเป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจได้อย่างไร แนะนำว่าควรชมสถานที่นั้นๆ สังเกตว่ามีผู้คนมาใช้บริการในทำเลเหล่านี้มากน้อยขนาดไหน ร้านค้าที่อยู่ในโครงการสร้างยอดขายได้มากน้อยเพียงใด ในยุคที่การแข่งขันสูงก่อนตัดสินใจใดๆ ควรมีข้อมูลวิเคราะห์อย่างรอบด้านเพื่อโอกาสในการทำธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนคืนมาได้อย่างสูงสุด
และสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจหรือเปิดร้านค้าที่มีความต้องการพัฒนาธุรกิจให้เติบโต เพื่อขยายสาขาหรือเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือการเพิ่มความรู้เพื่อนำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์มีโซลูชั่นครบวงจรที่พร้อมให้บริการผู้สนใจ ทั้งในส่วนของการให้คำปรึกษาและคอร์ส Franchise Jump Up ให้ความรู้พัฒนาธุรกิจสู่แฟรนไชส์ได้อย่างถูกต้อง เน้นสอนทั้งภาคทฤษฏี + ปฏิบัติ สอนเทคนิคการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้าน , วิธีการสร้างร้านต้นแบบ รวมถึงหลักการคิดค่าแฟรนไชส์ และให้ความรู้ในเรื่องกฎหมายสัญญาแฟรนไชส์ ทุกเนื้อหามีการปรับปรุงและอัพเดทเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อสร้างความรู้ที่นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากสนใจต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม Add LINE id :
หรือคลิก https://page.line.me/thaifranchise
พิมพ์คำว่า “ปรึกษาฟรี” มีทีมงานพร้อมตอบกลับให้ข้อมูลผู้สนใจในทันที
╔════════════════════════╗
เปิดร้านขายดี อาจไม่ใช่ร้านที่พร้อมขายแฟรนไชส์
สิ่งสำคัญคือต้องมี “ระบบ”ที่พร้อมขยายได้ทั่วประเทศ
#คอร์สแฟรนไชส์ จัมป์อัพ Franchise Jump Up
หลักสูตรที่พร้อมปูพื้นฐานผู้เรียนให้แน่น
เปลี่ยนธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ
✅ อยากทำแฟรนไชส์แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
✅ กลยุทธ์การตั้งราคาค่าแฟรนไชส์แบบมืออาชีพ
✅ ทำสัญญาแฟรนไชส์ยังไงไม่ให้เสียเปรียบ
สนใจลงทะเบียน https://shorturl.at/RSrY7
โทร. 061-2673356 , 089-8955665
╚════════════════════════╝
#ทำเลทอง #ทำเลเปิดร้าน #ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ #กลยุทธ์ธุรกิจ #ร้านอาหาร #ทำเลค้าขาย

เปิดตัวรายการ Learning Curve | Onsite โดย ThaiFranchiseCenter เจาะลึกวิธีคิด วิธีทำงาน และเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจไปพร้อม...
12/10/2026

เปิดตัวรายการ Learning Curve | Onsite โดย
ThaiFranchiseCenter เจาะลึกวิธีคิด วิธีทำงาน และเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจไปพร้อมๆ กัน
EP แรก พูดคุยกับ “คุณวิว - พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ”
เจ้าของแบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน
ที่พัฒนาจากร้านเล็กๆ ในตลาดนัด
สู่แบรนด์ชาไทยยอดขาย 100 ล้านบาท
ภายในเวลาเพียง 2 ปี!
ถอดความสำเร็จของคนตัวเล็ก กับกลยุทธ์ธุรกิจที่ทำได้จริง
ติดตามชมคลิป เร็วๆนี้ ได้ทาง...
Youtube : https://citly.me/h4rudq
TikTok : https://citly.me/7s3qfy
#ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน #ถอดบทเรียนธุรกิจ #ธุรกิจแฟรนไชส์ #ชาไทย

จากเด็กบ้าสะสมเสื้อวินเทจ สู่ธุรกิจรายได้ 1,700 ล้านบาทต่อปี แถมมี Ryan Reynolds เป็นนักลงทุนถ้ามีคนบอกคุณว่า การเดินหาซ...
12/10/2026

จากเด็กบ้าสะสมเสื้อวินเทจ สู่ธุรกิจรายได้ 1,700 ล้านบาทต่อปี แถมมี Ryan Reynolds เป็นนักลงทุน
ถ้ามีคนบอกคุณว่า การเดินหาซื้อเสื้อยืดมือสองตามร้านขายของเก่า อาจกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ต่อปี คุณอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับ Ryan Vesler ความหลงใหลในเสื้อผ้ากีฬาวินเทจที่เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่เติบโตจนมีทั้งนักกีฬาระดับโลกและคนดังอย่าง Ryan Reynolds เข้ามาสนับสนุน
วันนี้ Homage แบรนด์เสื้อผ้าที่นำเสนอลวดลายย้อนยุคจากโลกกีฬาและวัฒนธรรมป๊อป สร้างรายได้มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 หรือประมาณ 1,700 ล้านบาท แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ Vesler ต้องเริ่มต้นจากห้องใต้ดินบ้านพ่อแม่ เงินเก็บจากการขายของบน eBay และบัตรเครดิตที่ใช้จนเต็มวงเงิน
📌จากเด็กวัย 13 ปีที่ชอบเสื้อวินเทจ สู่พ่อค้าบน eBay
ความหลงใหลของ Vesler เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 13 ปี เขาชอบเดินค้นหาเสื้อผ้าตามร้านขายของมือสองในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ โดยเฉพาะเสื้อกีฬาและเสื้อยืดวินเทจที่หาได้ยาก
สำหรับเขา คุณค่าของเสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่รูปลักษณ์ แต่เป็นความรู้สึกของการค้นพบสิ่งที่ไม่เหมือนใคร เป็นสินค้าที่คนอื่นไม่มี และไม่สามารถเดินเข้าไปซื้อจากห้างสรรพสินค้าทั่วไปได้
เมื่อเข้าเรียนที่ Ohio University เขาเริ่มเปลี่ยนงานอดิเรกให้เป็นรายได้ ด้วยการออกตามหารื้อค้นเสื้อผ้ากีฬาเก่าและของสะสมเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อป ก่อนนำมาขายต่อบน eBay
ธุรกิจเล็กๆ นี้เติบโตจนสร้างรายได้ให้เขาเกือบ 20,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 680,000 บาท ซึ่งมากพอที่จะช่วยเลี้ยงตัวเองหลังเรียนจบในปี 2005
แต่แทนที่จะหยุดอยู่กับการซื้อของเก่ามาขายต่อ Vesler เริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าเขาสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเองได้ ธุรกิจจะไปได้ไกลแค่ไหน
📌เริ่มต้นจากห้องใต้ดิน ด้วยเงินเก็บและบัตรเครดิตที่เต็มวงเงิน
ในปี 2007 Vesler ตัดสินใจก่อตั้ง Homage โดยนำเงินมากกว่า 10,000 ดอลลาร์จากการขายของบน eBay มาลงทุนซื้อเสื้อยืดเปล่าจาก American Apparel ก่อนออกแบบลวดลายเกี่ยวกับกีฬาและวัฒนธรรมป๊อปด้วยตัวเอง
เขาต้องการให้เสื้อทุกตัวถ่ายทอดความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่ค้นพบเสื้อวินเทจหายาก เป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีความสนุก และทำให้คนที่สวมใส่รู้สึกเชื่อมโยงกับทีมกีฬา นักกีฬา หรือความทรงจำในอดีต
Homage เริ่มต้นจากห้องใต้ดินบ้านพ่อแม่ของเขา โดยมีทั้งเงินเก็บจากธุรกิจเดิมและบัตรเครดิตที่ใช้จนเต็มวงเงินเป็นทุนตั้งต้น
ก้าวแรกของเขาคือการนำเสื้อไปเสนอขายให้ร้านหนังสือของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น แต่ร้านหนังสือของ Ohio State University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีฐานแฟนกีฬาขนาดใหญ่ กลับปฏิเสธสินค้าในช่วงแรก
แทนที่จะยอมแพ้ Vesler เลือกเริ่มจากมหาวิทยาลัยขนาดเล็กกว่า รวมถึงมหาวิทยาลัยที่เขาเคยเรียน เพื่อสร้างชื่อเสียงด้านคุณภาพและพิสูจน์ว่าแบรนด์ของเขาสามารถตอบโจทย์แฟนกีฬาได้จริง
📌จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเขาได้จับมือกับตำนานนักกีฬา
หลังจากสร้างฐานลูกค้าจากมหาวิทยาลัยท้องถิ่น Vesler เริ่มเข้าหานักกีฬาและบุคคลสำคัญในวงการกีฬา เพื่อขอร่วมงานและใช้สิทธิ์ในภาพลักษณ์ของพวกเขา
หนึ่งในความสำเร็จครั้งสำคัญคือการได้ร่วมงานกับ Archie Griffin อดีตรันนิงแบ็กระดับตำนานของ Ohio State และเจ้าของรางวัล Heisman Trophy สองสมัย โดย Homage ได้รับสิทธิ์ผลิตเสื้อที่มีภาพของเขา
ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยเปิดประตูให้แบรนด์ได้รับข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์กับ Ohio State University ในปี 2008
สำหรับ Vesler ซึ่งเป็นแฟนตัวยงของทีมมาโดยตลอด นี่คือช่วงเวลาที่เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่สร้างขึ้นจากห้องใต้ดินกำลังกลายเป็นธุรกิจจริง และผลลัพธ์ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อความต้องการสินค้าพุ่งสูงจนทีมงานขนาดเล็กแทบรับมือไม่ไหว
บริษัทมีทั้งปัญหาสินค้าคงคลังไม่เพียงพอ พนักงานไม่พอ และร้านค้าที่ส่งคำสั่งซื้อเข้ามาไม่ตรงเวลา แต่ Vesler นำรายได้จากคำสั่งซื้อเหล่านั้นกลับไปเพิ่มสต็อกสินค้าและขยายทีมงาน
ในปี 2009 Homage ทำยอดขายต่อปีทะลุ 1 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก หรือประมาณ 34 ล้านบาท
📌เมื่อ LeBron James สวมเสื้อแบรนด์ จุดเปลี่ยนที่เงินซื้อไม่ได้
Homage เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการขายผ่านร้านหนังสือมหาวิทยาลัยและเว็บไซต์ของตัวเอง จนกระทั่งในปี 2015 บริษัทได้รับข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์ระดับประเทศกับ NBA
ความสำเร็จนี้เป็นผลจากประสบการณ์หลายปีในการดูแลตลาดแฟนกีฬาขนาดใหญ่ของ Ohio State ซึ่งช่วยพิสูจน์ว่า Homage มีศักยภาพมากพอที่จะทำงานกับลีกกีฬาระดับประเทศ
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างเกิดขึ้นในปี 2016
หลัง Cleveland Cavaliers คว้าแชมป์ NBA LeBron James ปรากฏตัวพร้อมเสื้อ Homage ที่มีลวดลายของ The Ultimate Warrior นักมวยปล้ำชื่อดังในยุค 1980
Vesler ยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เพราะ James เป็นคนที่เลือกแบรนด์เสื้อผ้าที่สวมใส่อย่างพิถีพิถัน
การที่นักกีฬาระดับโลกเลือกสวมเสื้อของ Homage จึงไม่ใช่แค่การได้พื้นที่ประชาสัมพันธ์ฟรี แต่เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ในแบบที่โฆษณาทั่วไปอาจทำไม่ได้
หลังจากนั้น Homage ก็ทยอยขยายข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์กับองค์กรและแบรนด์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น NBA, NFL, MLB, NHL, Walt Disney Company, WWE รวมถึงแฟรนไชส์อย่าง Star Wars และ Marvel
จากธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยเสื้อยืดไม่กี่แบบ Homage ค่อย ๆ สร้างตำแหน่งของตัวเองในตลาดเสื้อผ้ากีฬาและวัฒนธรรมป๊อปที่มีการแข่งขันสูง
📌จากแบรนด์เสื้อยืดเล็กๆ สู่ธุรกิจรายได้กว่า 1,700 ล้านบาท
ข้อมูลเอกสารที่ CNBC Make It ตรวจสอบระบุว่า Homage สร้างรายได้มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 หรือประมาณ 1,700 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่ารายได้ในปี 2025 จะเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก
ขณะเดียวกัน บริษัทก็มีนักลงทุนที่เป็นทั้งคนดังและนักกีฬาเข้ามาสนับสนุน หนึ่งในนั้นคือ Ryan Reynolds นักแสดงฮอลลีวูดที่เป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์ Deadpool รวมถึง Jason Kelce และ Kevin Durant
สำหรับ Vesler การเติบโตต่อจากนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขายเสื้อให้ได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการรักษาความคิดสร้างสรรค์และทำให้ Homage แตกต่างจากคู่แข่งรายใหญ่ในตลาด
เขายังมองหาโอกาสขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยเริ่มจากสินค้าที่ได้รับลิขสิทธิ์ของ Wrexham A.F.C. สโมสรฟุตบอลในสหราชอาณาจักรที่ Ryan Reynolds เป็นเจ้าของร่วม
แม้กระทั่งแนวคิดในการสร้างบาร์หรือโรงแรมที่มีธีมกีฬาและแบรนด์ Homage ก็เป็นสิ่งที่เขาอยากทำในอนาคต แม้บริษัทยังมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะดำเนินโครงการเหล่านั้นในตอนนี้ก็ตาม
📌บทเรียนจากธุรกิจที่เกิดจากความหลงใหล
สิ่งที่น่าสนใจจากเรื่องราวของ Ryan Vesler ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นธุรกิจรายได้หลายสิบล้านดอลลาร์ แต่เป็นวิธีที่เขานำความหลงใหลส่วนตัวมาสร้างเป็นสินค้าที่คนอื่นพร้อมจ่ายเงินซื้อ
เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยเงินทุนมหาศาล ไม่ได้มีช่องทางจัดจำหน่ายระดับประเทศ และไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้ารายใหญ่ตั้งแต่วันแรก
สิ่งที่เขามีคือความเข้าใจในสิ่งที่แฟนกีฬาชื่นชอบ ความสามารถในการค้นหาสินค้าที่มีเอกลักษณ์ และความอดทนที่จะสร้างความน่าเชื่อถือทีละขั้น ตั้งแต่ร้านขายของมือสอง ไปจนถึง eBay ร้านหนังสือมหาวิทยาลัย และข้อตกลงลิขสิทธิ์กับลีกกีฬาระดับโลก
เรื่องราวของ Homage ยังสะท้อนให้เห็นว่า ในตลาดที่มีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Nike และ Fanatics การแข่งขันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีเงินมากกว่า หรือผลิตสินค้าให้ได้มากกว่าเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการเข้าใจลูกค้าในมุมที่คนอื่นมองข้าม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้เสื้อยืดตัวหนึ่งมีมูลค่ามากกว่าเสื้อทั่วไป อาจไม่ใช่แค่เนื้อผ้าหรือการตัดเย็บ แต่คือความทรงจำ ความผูกพัน และเรื่องราวที่ผู้สวมใส่มองเห็นอยู่ในเสื้อตัวนั้น และสำหรับ Vesler ความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นตอนค้นพบเสื้อวินเทจหายากเมื่ออายุ 13 ปี ก็กลายเป็นรากฐานของธุรกิจที่สร้างรายได้มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ต่อปีในเวลาต่อมา
╔════════════════════════╗
เปิดร้านขายดี อาจไม่ใช่ร้านที่พร้อมขายแฟรนไชส์
สิ่งสำคัญคือต้องมี “ระบบ”ที่พร้อมขยายได้ทั่วประเทศ
#คอร์สแฟรนไชส์ จัมป์อัพ Franchise Jump Up
หลักสูตรที่พร้อมปูพื้นฐานผู้เรียนให้แน่น
เปลี่ยนธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ
✅ อยากทำแฟรนไชส์แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
✅ กลยุทธ์การตั้งราคาค่าแฟรนไชส์แบบมืออาชีพ
✅ ทำสัญญาแฟรนไชส์ยังไงไม่ให้เสียเปรียบ
สนใจลงทะเบียน https://shorturl.at/RSrY7
โทร. 061-2673356 , 089-8955665
╚════════════════════════╝
ที่มา : https://citly.me/ax5aih
#แรงบันดาลใจธุรกิจ #เสื้อวินเทจ #ถอดบทเรียนธุรกิจ #นักธุรกิจคิดใหญ่ #ถอดรหัสความสำเร็จ

12/10/2026

รีวิวคอร์สแฟรนไชส์อันดับ 1 ในไทย Franchise Jump Up #รุ่นที่16 | คุณอาเหว่ย ร้าน Oden MALA
#คอร์สเรียนแฟรนไชส์ #คอร์สดีบอกต่อ #คอร์สเรียน #รีวิวคอร์สแฟรนไชส์

อินเดียไม่ใช่ประเทศแรก! 7-Eleven ยักษ์ร้านสะดวกซื้อ ขาดทุน ถอนตัวจากตลาดลองนึกภาพแบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก...
11/10/2026

อินเดียไม่ใช่ประเทศแรก! 7-Eleven ยักษ์ร้านสะดวกซื้อ ขาดทุน ถอนตัวจากตลาด
ลองนึกภาพแบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 87,000 สาขา บุกเข้าไปประเทศไหน คนจำนวนมากก็รู้จักชื่อ สินค้าก็เป็นของที่คนซื้อกันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม ขนม อาหารพร้อมกิน หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่พอแบรนด์นี้เข้าไปเปิดร้านในอินเดีย กลับกลายเป็นว่าธุรกิจไปต่อไม่ไหว จนต้องปิดร้านที่เหลือทั้งหมด แบรนด์ที่เรากำลังพูดถึงก็คือ 7-Eleven
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026 ร้าน 7-Eleven ทั้ง 31 สาขาที่เหลือในเมืองมุมไบและปูเนปิดให้บริการทั้งหมด ก่อนปิดสาขาทั้งหมดทั่วประเทศในสิ้นเดือนตุลาคม 2026 สวนทางกับคู่แข่งอย่าง LAWSON 108 เตรียมเปิดสาขาแรกในอินเดียปี 2027
หลังจากแบรนด์สิ้นสุดความร่วมมือกับ Reliance Retail บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของอินเดีย และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ผลประกอบการของธุรกิจในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 มีรายได้ประมาณ 920 ล้านรูปี แต่กลับขาดทุนสุทธิเกือบ 900 ล้านรูปี ถ้าคิดเป็นเงินบาท รายได้อยู่ที่ประมาณ 320 ล้านบาท ขณะที่ขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 310 ล้านบาท
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ บริษัทมีรายได้เกือบพันล้านรูปี แต่เงินที่ขาดทุนกลับเกือบเท่ากับรายได้ทั้งหมด ทั้งที่ในอินเดียไม่ใช่แบรนด์หน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เป็นหนึ่งในชื่อที่คนทั่วโลกคุ้นเคยกันดี
คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นในอินเดีย ทำไมร้านสะดวกซื้อที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ ถึงเอาตัวไม่รอดในตลาดแห่งนี้ แล้วถ้า 7-Eleven ยังพลาดได้ แบรนด์อื่นที่กำลังจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศควรเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้
วันนี้เราจะพาไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ 7-Eleven ในอินเดีย ประเทศอื่นที่แบรนด์เคยถอนตัว จำนวนสาขาทั่วโลก ไปจนถึงคำถามสำคัญที่สุดว่า ทำไมธุรกิจแฟรนไชส์ที่ขายดีในประเทศหนึ่ง ถึงอาจขายไม่ออกในอีกประเทศหนึ่ง ทั้งที่ใช้แบรนด์เดียวกัน
1. จากความหวังในอินเดีย สู่การปิดร้านทั้งหมด
ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคม 2021 7-Eleven เริ่มเปิดตลาดอินเดียอย่างเป็นทางการ โดยจับมือกับ Reliance Retail ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์หลักในประเทศ ตอนนั้นดูเป็นการจับคู่ที่น่าสนใจมาก
ฝั่งหนึ่งคือ 7-Eleven แบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่มีประสบการณ์ในตลาดต่างประเทศมายาวนาน ส่วนอีกฝั่งคือ Reliance Retail ที่มีเครือข่ายค้าปลีกและความเข้าใจตลาดอินเดียอยู่แล้ว
สาขาแรกเปิดที่เมืองมุมไบ ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น โดยจำนวนร้านเคยขึ้นไปสูงสุดประมาณ 60 สาขา แต่หลังจากนั้นจำนวนสาขาก็ค่อยๆ ลดลง จนเหลือ 31 สาขาสุดท้ายในเมืองมุมไบและปูเน และเตรียมปิดตัวทั้งหมดสิ้นเดือนตุลาคม 2026
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมหาศาลราวๆ 1,428 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก และมีผู้บริโภคที่ต้องซื้ออาหารกับของใช้ประจำวันอยู่ตลอดเวลา ฟังดูเหมือนเป็นตลาดที่น่าจะมีโอกาสมหาศาลสำหรับร้านสะดวกซื้อ แต่ปัญหาของการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ว่า ประเทศนั้นมีคนเยอะแค่ไหนเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญกว่าก็คือ ผู้บริโภคเหล่านั้นซื้อของจากใคร ซื้ออย่างไร และมีเหตุผลอะไรที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บริการร้านของเรา ตรงนี้เองที่ 7-Eleven ต้องเผชิญกับคู่แข่งซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่คิด
2. คู่แข่งของ 7-Eleven ไม่ได้มีแค่ร้านสะดวกซื้อด้วยกัน
ถ้าเป็นประเทศไทย เวลาเราหิวตอนดึก อยากซื้อน้ำเย็นๆ อยากได้ขนม หรืออยากหาอาหารกินง่ายๆ เราอาจนึกถึง 7-Eleven เป็นตัวเลือกแรกๆ แต่ในอินเดีย ผู้บริโภคมีทางเลือกอื่นอยู่แล้ว และทางเลือกเหล่านั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลัง 7-Eleven เข้าไปทำตลาด คู่แข่งกลุ่มแรกคือร้านขายของชำขนาดเล็กที่เรียกว่า “คิรานา” หรือ Kirana
ร้านเหล่านี้กระจายอยู่ตามตรอกซอกซอยและชุมชนต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมานาน คนในพื้นที่รู้จักเจ้าของร้าน รู้ว่าร้านไหนขายอะไร และบางแห่งยังให้ลูกค้าประจำซื้อของเชื่อไว้ก่อนได้ด้วย ลองนึกถึงร้านขายของชำใกล้บ้านเราที่เจ้าของจำได้ว่า ลูกค้าคนนี้ชอบซื้ออะไร หรือบ้านหลังนี้มักจะซื้อของอะไรเป็นประจำ
ความสัมพันธ์แบบนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ร้านเชนจากต่างประเทศสร้างขึ้นมาได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น ร้านคิรานาบางแห่งยังรับสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์และจัดส่งให้ถึงบ้าน ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไหนไกล สำหรับคนที่ต้องการซื้อของเพียงไม่กี่ชิ้น ร้านใกล้บ้านที่คุ้นเคยอาจตอบโจทย์อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีเหตุผลให้เปลี่ยนไปซื้อจากแบรนด์ระดับโลกเลย
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะคู่แข่งอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ร้านสะดวกซื้อ” ไปอีกขั้น นั่นก็คือธุรกิจ Quick Commerce หรือแพลตฟอร์มจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว เช่น Blinkit, Zepto และ Swiggy Instamart บริการเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสั่งขนม เครื่องดื่ม ของชำ และสินค้าในชีวิตประจำวันผ่านแอป แล้วรอรับสินค้าที่บ้านได้ภายในเวลาประมาณ 10–15 นาทีในบางพื้นที่
ลองคิดดูว่า ถ้าคุณสามารถนอนอยู่บนโซฟา แล้วสั่งน้ำ ขนม หรือของใช้มาส่งถึงหน้าบ้านได้ภายในไม่กี่นาที คุณยังจำเป็นต้องเดินออกจากบ้านไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อหรือไม่
แน่นอนว่าลูกค้าบางคนยังต้องการเดินเข้าร้าน เลือกสินค้าเอง หรือซื้ออาหารพร้อมกินทันที แต่สำหรับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการสั่งซื้อจากบ้าน บริการเหล่านี้เข้ามาแย่งความต้องการไปได้ไม่น้อย
และนี่คือปัญหาสำคัญของ 7-Eleven ในอินเดีย บริษัทไม่ได้กำลังแข่งขันกับร้านสะดวกซื้ออีกแบรนด์หนึ่งเท่านั้น แต่กำลังแข่งขันกับทั้งร้านท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับลูกค้า และแพลตฟอร์มที่ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ร้านอีกต่อไป
พูดง่ายๆ คือ คู่แข่งไม่ได้แย่งแค่ยอดขาย แต่กำลังแย่งเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าต้องออกจากบ้านด้วย
3. เมื่อรายได้เกือบพันล้านรูปี ยังไม่พอให้ธุรกิจอยู่รอด
ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 ธุรกิจ 7-Eleven ในอินเดียมีรายได้ประมาณ 920 ล้านรูปี และขาดทุนสุทธิเกือบ 900 ล้านรูปี ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกสาขาขาดทุนเท่ากัน หรือร้านทุกแห่งไม่มีลูกค้า แต่สะท้อนว่าผลประกอบการรวมของกิจการยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ตามที่คาดหวัง
แล้วทำไมการขายของที่คนต้องใช้ทุกวันถึงเป็นธุรกิจที่ยากได้ขนาดนี้ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ต้นทุนของร้านสะดวกซื้อ ร้านหนึ่งแห่งมีค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างพนักงาน ค่าสต็อกสินค้า ค่าไฟฟ้า ระบบขนส่ง และต้นทุนในการบริหารจัดการ ต่อให้สินค้าขายได้ แต่ถ้ายอดขายต่อวันไม่มากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ร้านก็อาจขาดทุนได้อยู่ดี
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าร้านแห่งหนึ่งมีลูกค้าเข้ามาซื้อของทุกวัน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพียงสินค้าราคาต่ำ และร้านมีค่าเช่ากับค่าจ้างพนักงานค่อนข้างสูง แม้จะมีคนเดินเข้าร้าน แต่เงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้าอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ร้านจึงต้องขายให้ได้มากขึ้น เพิ่มยอดซื้อต่อบิล หรือทำให้มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำมากพอ
แต่ถ้าต้องลดราคาเพื่อดึงลูกค้า ก็อาจทำให้กำไรต่อชิ้นลดลงไปอีก นี่คือความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกที่หลายคนมองข้าม เพราะเราเห็นเพียงเงินที่ลูกค้าจ่ายหน้าเคาน์เตอร์ แต่ไม่ได้เห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่อยู่หลังร้าน
และถ้าร้านยังมีจำนวนไม่มากพอที่จะกระจายต้นทุนด้านการจัดซื้อและการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขยายสาขาก็อาจกลายเป็นภาระมากกว่าข้อได้เปรียบ ดังนั้น การมีแบรนด์ดังจึงไม่ได้รับประกันว่าจะทำกำไรได้เสมอไป
4. อินเดียไม่ใช่ประเทศแรกที่ 7-Eleven ต้องถอนตัว
ถ้าเราคิดว่าการปิดกิจการในอินเดียเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ 7-Eleven ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ ที่ผ่านมา แบรนด์เคยถอนตัวจากตลาดต่างประเทศบางแห่งมาแล้ว และแต่ละกรณีก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน
📌กรณีแรก อินโดนีเซีย
7-Eleven เคยเข้าไปเปิดตลาดอินโดนีเซียในปี 2009 และสร้างภาพจำที่แตกต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไป โดยหลายสาขาเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มานั่งเล่น พบปะเพื่อน และใช้ Wi-Fi
ในช่วงหนึ่ง ร้านกลายเป็นจุดนัดพบของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น แต่การเป็นสถานที่ที่คนชอบไป ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างยอดซื้อซ้ำได้มากพอสำหรับธุรกิจเสมอไป ในปี 2016 เครือข่ายมีร้านประมาณ 161 สาขา ก่อนที่ผู้ดำเนินธุรกิจท้องถิ่นจะประกาศปิดร้านทั้งหมดในวันที่ 30 มิถุนายน 2017
ปัจจัยสำคัญที่บริษัทระบุคือข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการดำเนินงาน หลังแผนขายและโอนธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ตามที่ตั้งใจ กรณีนี้ทำให้เห็นว่า ต่อให้ร้านมีภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม แต่ถ้าโมเดลธุรกิจไม่สามารถสร้างยอดขายและรักษาสภาพคล่องได้ ก็อาจไปต่อไม่ไหวเช่นกัน
📌กรณีที่สอง อิสราเอล
7-Eleven เปิดร้านแรกในอิสราเอลเมื่อเดือนมกราคม 2023 โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น และมีร้านประมาณ 8 สาขา แต่ธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย ก่อนที่ผู้ดำเนินธุรกิจจะขายร้านและยุติการดำเนินงานภายใต้แบรนด์ 7-Eleven ในปี 2024 รายงานข่าวในช่วงนั้นกล่าวถึงผลประกอบการที่อ่อนแอและการขาดทุน รวมถึงความท้าทายจากสถานการณ์สงครามและความอ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การขายกิจการไม่ได้หมายความว่าร้านทุกแห่งต้องปิดประตูถาวร เพราะร้านบางส่วนถูกเปลี่ยนไปดำเนินงานภายใต้ชื่อแบรนด์ท้องถิ่นแทน สิ่งที่กรณีนี้สะท้อนคือ การเข้าสู่ตลาดใหม่ไม่ได้มีแค่เรื่องสินค้าและทำเล แต่ยังมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินธุรกิจได้ด้วย
📌กรณีที่สาม สหราชอาณาจักร
กรณีนี้ต้องย้อนกลับไปไกล 7-Eleven เคยเปิดดำเนินงานในสหราชอาณาจักร ก่อนที่ร้านทั้ง 57 แห่งจะถูกขายให้กับ Budgens ในปี 1997 เรื่องนี้แตกต่างจากกรณีอินเดีย เพราะเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน และไม่ควรนำสาเหตุของการถอนตัวในอดีตมาเหมารวมว่าเหมือนกับปัญหาที่บริษัทเผชิญในปัจจุบัน
ทั้งสามกรณีจึงมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน แต่มีประเด็นร่วมที่น่าคิดคือ การมีชื่อเสียงระดับโลกไม่ได้ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในทุกตลาดโดยอัตโนมัติ
5. ทำไม 7-Eleven ถึงยังแข็งแกร่งในหลายประเทศ
ทีนี้เรามาดูอีกด้านหนึ่งกัน ถ้า 7-Eleven เป็นธุรกิจที่บริหารได้ยากขนาดนั้น แล้วทำไมถึงยังมีร้านอยู่ทั่วโลก คำตอบคือ แม้บางตลาดจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในอีกหลายประเทศ 7-Eleven กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว
ข้อมูลจาก Seven & i Holdings ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เครือข่าย 7-Eleven ทั่วโลกมีประมาณ 87,000 สาขา โดยตัวเลขนี้อ้างอิงข้อมูล ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2025 สำหรับญี่ปุ่น และสิ้นเดือนธันวาคม 2024 สำหรับตลาดต่างประเทศ
📌ลองมาดูตัวเลขรายประเทศกัน
ญี่ปุ่น ประมาณ 21,600 สาขาในปี 2025 ตามข้อมูลรวบรวมของ Mappr และข้อมูลทางการของบริษัทระบุจำนวนร้าน 21,552 สาขา ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2025 สำหรับ Seven-Eleven Japan โดยยังมีร้านในโอกินาวาแยกต่างหาก
ไทย ประมาณ 15,400 สาขาในปี 2025 ตามข้อมูลรวบรวมของ Mappr ภายใต้การดำเนินงานของ CP All
สหรัฐอเมริกา ประมาณ 12,400 สาขาในปี 2025 ตามข้อมูลรวบรวมของ Mappr โดยตัวเลขอาจแตกต่างตามขอบเขตการนับแบรนด์และกิจการในเครือ
✅เกาหลีใต้ ประมาณ 12,000 สาขาในปี 2024
✅ไต้หวัน ประมาณ 7,100 สาขาในปี 2025
✅จีน ประมาณ 5,600 สาขาในปี 2025
✅ฟิลิปปินส์ ประมาณ 4,500 สาขาในปี 2025
✅มาเลเซีย ประมาณ 2,600 สาขาในปี 2025
✅เม็กซิโก ประมาณ 1,900 สาขาในปี 2023
✅ออสเตรเลีย ประมาณ 760 สาขาในปี 2026
นอกจากนี้ ยังมีตลาดอย่างแคนาดา สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา ลาว และประเทศในกลุ่มนอร์ดิกอีกด้วย
เห็นภาพชัดเจนว่า เครือข่ายของ 7-Eleven กระจุกตัวอยู่ในเอเชียเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไทย และเกาหลีใต้
แล้วอะไรทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถรองรับร้านสะดวกซื้อจำนวนมากได้
📌ญี่ปุ่น ร้านสะดวกซื้อที่ไม่ได้ขายแค่ของใช้
ในญี่ปุ่น ร้านสะดวกซื้อไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ซื้อขนมหรือน้ำดื่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้ชีวิตในเมือง ลูกค้าสามารถซื้ออาหารพร้อมรับประทาน ข้าวกล่อง กาแฟ และสินค้าอีกหลายประเภท รวมถึงใช้บริการบางอย่างที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือ ร้านต้องทำให้ลูกค้ามีเหตุผลที่จะกลับมาใช้บริการบ่อยๆ ไม่ใช่แค่แวะเข้ามาเมื่อจำเป็นเท่านั้น
สินค้าที่ตอบโจทย์คนทำงาน นักเรียน และคนที่ต้องการความรวดเร็ว จึงเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น แน่นอนว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากสินค้าอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยระบบจัดซื้อ การกระจายสินค้า การบริหารสาขา และการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าด้วย
📌ไทย ร้านสะดวกซื้อที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน
ส่วนประเทศไทย เราคุ้นเคยกับ 7-Eleven มากจนบางครั้งอาจไม่ทันสังเกตว่าร้านได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้บริโภคไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหารเช้าก่อนไปทำงาน ซื้อเครื่องดื่มระหว่างวัน หาอาหารตอนกลางคืน หรือแวะซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเดินทาง
อีกจุดหนึ่งคือความครอบคลุมของทำเล ทั้งในชุมชน ย่านที่พักอาศัย และพื้นที่ที่มีคนเดินทางผ่านจำนวนมาก ยิ่งร้านอยู่ใกล้ลูกค้า โอกาสที่ลูกค้าจะแวะเข้ามาก็ยิ่งมีมากขึ้น
แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า การขยายสาขาจำนวนมากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีระบบสนับสนุนที่แข็งแรง ทั้งคลังสินค้า การขนส่ง การจัดการสินค้า และการบริหารแฟรนไชส์ ซึ่งการมีร้านเยอะจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการหาที่เปิดร้านให้ได้มากที่สุด แต่ต้องทำให้แต่ละสาขาสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วย
📌เกาหลีใต้และไต้หวัน ร้านสะดวกซื้อที่เข้ากับชีวิตคนเมือง
เกาหลีใต้และไต้หวันเป็นอีกสองตลาดที่มีเครือข่ายร้านสะดวกซื้อหนาแน่น เมื่อร้านอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน หรืออยู่ตามเส้นทางที่ผู้คนใช้เป็นประจำ การซื้อสินค้าชิ้นเล็กๆ ก็ทำได้ง่ายขึ้น
แต่การจะทำให้ลูกค้าเลือกแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว สินค้าที่มีให้เลือก ราคา ความรวดเร็วในการซื้อ และบริการที่ลูกค้าคุ้นเคย ล้วนมีส่วนทำให้ร้านกลายเป็นตัวเลือกประจำได้ พูดอีกอย่างก็คือ ร้านสะดวกซื้อที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขายเพียงแค่สินค้า แต่ขายความสะดวกที่เข้ากับชีวิตของคนในพื้นที่ด้วย
[บทสรุป]
กลับมาที่คำถามแรก ทำไม 7-Eleven ถึงประสบความสำเร็จในหลายประเทศ แต่กลับต้องปิดทุกสาขาในอินเดีย คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าแบรนด์ดีหรือไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ารูปแบบธุรกิจของแบรนด์นั้นเข้ากับตลาดที่เข้าไปมากแค่ไหน
7-Eleven มีจุดแข็งเรื่องชื่อเสียง ประสบการณ์ และระบบร้านสะดวกซื้อ แต่ในอินเดียบริษัทต้องแข่งขันกับร้านท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชุมชนและเข้าใจลูกค้ามานาน รวมถึงแพลตฟอร์มส่งด่วนที่เปลี่ยนวิธีซื้อสินค้าของผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ในประเทศอย่างญี่ปุ่นและไทย ร้านสะดวกซื้อได้เข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของผู้คน และมีเครือข่ายการดำเนินงานที่รองรับการขยายสาขาจำนวนมาก สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่า ความสำเร็จของแฟรนไชส์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าเหมือนกันทุกประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับการนำเสนอสินค้าและบริการที่ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ต้องการจริงๆ
ลองคิดดูนะว่า ถ้าร้านหนึ่งขายสินค้าเหมือนกับคู่แข่งทุกอย่าง แต่ลูกค้าต้องเดินทางไกลกว่า ราคาแพงกว่า หรือซื้อของผ่านช่องทางอื่นได้สะดวกกว่า ลูกค้าจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องเลือกเรา ในทางกลับกัน ถ้าเรารู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วสามารถตอบโจทย์นั้นได้ดีพอ ธุรกิจเล็กๆ ในชุมชนก็อาจแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้เช่นกัน
เรื่องของ 7-Eleven ในอินเดียจึงไม่ได้เป็นแค่ข่าวการปิดร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง แต่เป็นกรณีศึกษาที่เตือนให้เห็นว่า ต่อให้มีเงินทุน มีเทคโนโลยี มีระบบ และมีชื่อเสียงระดับโลก ก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะประสบความสำเร็จในทุกตลาด
เพราะสุดท้ายแล้ว ธุรกิจไม่ได้แข่งกันว่าใครเป็นแบรนด์ที่คนรู้จักมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่แข่งกันว่า ใครเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่า ใครตอบโจทย์ชีวิตของลูกค้าได้มากกว่า และใครสามารถทำสิ่งนั้นได้ในต้นทุนที่ธุรกิจอยู่รอดได้จริง และนี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็ก
อย่าเริ่มจากคำถามว่า เราอยากขายอะไร แต่ให้เริ่มจากคำถามว่า ลูกค้าต้องการอะไร และทำไมเขาถึงควรซื้อจากเรา เพราะต่อให้เราเป็นแบรนด์ระดับโลก หากตอบคำถามนี้ไม่ได้ ตลาดก็อาจไม่ใช่ของเรา
แต่ถ้าเราเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง แม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ ก็มีโอกาสสร้างพื้นที่ของตัวเองในตลาดได้เหมือนกัน
╔════════════════════════╗
เปิดร้านขายดี อาจไม่ใช่ร้านที่พร้อมขายแฟรนไชส์
สิ่งสำคัญคือต้องมี “ระบบ”ที่พร้อมขยายได้ทั่วประเทศ
#คอร์สแฟรนไชส์ จัมป์อัพ Franchise Jump Up
หลักสูตรที่พร้อมปูพื้นฐานผู้เรียนให้แน่น
เปลี่ยนธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ
✅ อยากทำแฟรนไชส์แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
✅ กลยุทธ์การตั้งราคาค่าแฟรนไชส์แบบมืออาชีพ
✅ ทำสัญญาแฟรนไชส์ยังไงไม่ให้เสียเปรียบ
สนใจลงทะเบียน https://shorturl.at/RSrY7
โทร. 061-2673356 , 089-8955665
╚════════════════════════╝
แหล่งข้อมูล
https://citly.me/2mi9xg
https://citly.me/9xvb2a
https://citly.me/car0cb
https://citly.me/7nmat7
https://citly.me/7m7qqk
#ถอนตัวจากอินเดีย #การตลาดต่างประเทศ #แฟรนไชส์ระดับโลก #กลยุทธ์ธุรกิจ #กรณีศึกษาธุรกิจ

ที่อยู่

132/3-4 โครงการบี-อเวนิว ซ. พระรามที่ 2 ซอย50 ถ. พระราม2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+66898955665

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media:

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์