Food and Beverage Management Association, Thailand

เส้นทาง

Food and Beverage Management Association, Thailand -HOTELS
-STAFFS Hotel & Restaurant Management and Consultant

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
17/10/2026

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr

🏆ทำงานได้โล่ ..ความเสี่ยงสูง ..ผลตอบแทน คือ เงินเดือน ..ผลประโยชน์.. การเติบโตในงาน แต่ แลกมาด้วย…

🎖️แผนกที่คนอยากทำมาก..แต่เบื้องหลัง ที่ ต้องทำงานกับความกดดัน.. คาดหวัง . คุ้มไหม ?
🔥คุณ จะบริหาร “ ความเสี่ยง” จาก สิ่ง เหล่านี้ ได้ อย่างไร?

🏥จัดอันดับ Top 5 โรคยอดฮิตแยกตามแผนก ในโรงแรม จะเห็นชัดว่าลักษณะงานของแต่ละฝ่ายส่งผลต่อสุขภาพต่างกันอย่างชัดเจน:

1. ฝ่ายต้อนรับ (Front Office / Concierge)
อันดับ 1: โรคปวดหลัง/ข้อเท้า/เส้นเลือดขอด (ยืนนานบนส้นสูง/รองเท้าคัทชู)
อันดับ 2: โรคกระเพาะอาหาร / กรดไหลย้อน (ทานอาหารไม่ตรงเวลาช่วง Peak Check-in)
อันดับ 3: โรคเครียด / ไมเกรน (รองรับอารมณ์และคำร้องเรียนจากแขกโดยตรง)
อันดับ 4: ภาวะนอนไม่หลับ / นาฬิกาชีวิตพัง (การวนกะ เช้า-บ่าย-ดึก)
อันดับ 5: โรคความดันโลหิตสูง (สะสมจากความตื่นตัวและแรงกดดันตลอดเวลา)

2. ฝ่ายแม่บ้าน (Housekeeping)
อันดับ 1: โรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (ปวดหลัง เอว ไหล่ จากการยกฟูก เปลี่ยนปูเตียง เกร็งก้มๆ เงยๆ)
อันดับ 2: โรคผื่นแพ้ผิวหนัง / ทางเดินหายใจ (สัมผัสสารเคมีน้ำยาทำความสะอาดและฝุ่นผ้า)
อันดับ 3: โรคอุบัติเหตุทางกายภาพ (ลื่นไถล ปวดข้อต่อจากการยกของหนักเรื้อรัง)
อันดับ 4: โรคกระเพาะอาหาร (เร่งทำห้องให้ทัน Time Limit จนลืมทานข้าว)
อันดับ 5: ภาวะหมดแรง/เพลียสะสม (ใช้พลังกายสูงติดต่อกันหลายชั่วโมง)

3. ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม (F&B - Service & Banquet)
อันดับ 1: โรคปวดขา / ข้อเท้าอักเสบ (เดิน-วิ่ง เสิร์ฟตลอดทั้งวัน ยกถาดหนัก)
อันดับ 2: โรคกระเพาะอาหาร (เข้า Meal Period ไม่พร้อมคนอื่น ทานข้าวไม่เป็นเวลา)
อันดับ 3: โรคเครียด / ไมเกรน (แรงกดดันช่วง Rush Hour และการบริการให้ทันใจแขก)
อันดับ 4: กรดไหลย้อน (ก้มๆ เงยๆ ยกของ หรือกินรีบๆ ก่อนเข้าช่วงงานยุ่ง)
อันดับ 5: โรคความดันโลหิตสูง (การพักผ่อนน้อยและทำงานแข่งกับเวลา)

4. ฝ่ายครัว (Kitchen / Culinary)
อันดับ 1: โรคทางระบบกล้ามเนื้อ (ปวดคอ บ่า ไหล่ แขน จากการสับ หั่น ยกหม้อ กระทะหนัก)
อันดับ 2: โรคเกี่ยวกับความร้อน/ผิวหนัง (แผลไหม้ อากาศร้อน อับชื้น ผื่นแพ้)
อันดับ 3: โรคความดันโลหิตสูง / โรคหลอดเลือด (อยู่ในห้องครัวร้อนจัด อากาศถ่ายเทน้อย และทานรสจัด)
อันดับ 4: โรคกระเพาะอาหาร / กรดไหลย้อน (ชิมงานทั้งวันจนระบบย่อยรวน หรือไม่ได้กินมื้อหลักจริงจัง)
อันดับ 5: โรคเครียดเรื้อรัง (แรงกดดันเรื่องความเร็ว เวลา และมาตรฐานอาหาร)

5. ฝ่ายช่างและภูมิทัศน์ (Engineering & Gardening)
อันดับ 1: โรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (ปวดหลังหมอนรองกระดูก จากงานปีนป่าย ยกเครื่องจักร)
อันดับ 2: โรคระบบทางเดินหายใจ (สูดดมฝุ่น ละอองสารเคมี งานทาสี งานเชื่อม)
อันดับ 3: โรคหูอื้อ / หูเสื่อมจากเสียงดัง (ทำงานในห้องเครื่อง Mechanical Room)
อันดับ 4: โรคความร้อน (Heat Stroke/การสูญเสียน้ำ จากงานภายนอกอาคาร)
อันดับ 5: อุบัติเหตุและบาดแผลฉับพลัน (จากเครื่องมือ ช่างไฟ งานที่สูง)

💢ส่วนแผนก อื่นๆ มีไหม .. แน่นอนมี แต่น้อยกว่า ..ผู้บริหาร ล่ะ “ ยิ่งสูงยิ่งหนาว ” คำนี้ คือ คำตอบ สุด คลาสิก . เครียด ขั้นเทพ!

👉เพื่อนๆ หลายคน เกษียณอายุ ยังต้อง รักษา ตัวเอง ..นอนติดเตียง ช่วยเหลือ ตัวเองไม่ได้ ..
👉เงินเดือน สิทธิประโยนช์ เราอาจรู้ล่วงหน้า . แต่ โรคภัย.. อุบัติ เหตุ บางที่ ..ไม่รู้ จะเกิด เมื่อไหร่ หรือแม้แต่บอก มีCheck- up ประจำปี .. แต่ ครอบคลุม ..โรค ที่จะเกิดไหม?

Attn: เพื่อนๆ ทำงาน ดูแลสุขภาพ จิต.. กาย.. ใจ . ยังไง… มีคนที่รัก รอคุณอยู่…😍 สู้ๆ ..มองบน!

Cr: ภาพประกอบ

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr #จุดจบคนโรงแรม #ตามติดชีวิตคนโรงแรม

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
14/10/2026

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr

👁️‍🗨️ลิ้นกับฟัน! หรรษา พาเพลิน .เมือสแกนนิ้ว เดินผ่าน Timekeeper ..
👉หน้ากาก - บท พร้อม
👉ชุด- หน้า- ผม พร้อม
🏨โรงละคร เปิด ม่าน …จะเล่นในบท หรือ นอกบท อยู่ ที่อารมณ์ ..

🎭"ภาพที่คนนอกเห็น (ช่วยเหลือกันดี) VS ความจริงหลังบ้าน (สนามรบ)"

🎯ฉากหน้าดูดี ฉากหลังตีกันยับ” รวม 5 คู่ศึกแค้นแสนหวานในโรงแรม-ร้านอาหาร ที่ถ้าคนนอกมาเห็นคงคิดว่าอยู่คนละโลก แต่คนในรู้ดีว่า... พร้อมจะหยุมหัวกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง
1. FB Service VS Kitchen & Steward

“ลูกค้าสั่งอะไร ก็ส่งๆ มา ไม่เคยดูหน้าครัวเลยว่ากระทะจะไหม้แล้ว!”
“ เติมอาหาร ไม่ทัน . ไปตาม ให้ไอ้ จ้อน มาแทน .. กรู จะบอก ลูกค้ายังไง…
🔥จุดชนวน: บริการคอยกดดันเอาของไวเพื่อเอาใจลูกค้า / ครัวเผชิญวิกฤตความร้อน จานล้น แรงกดดันสูง / Steward ซวยสุดเพราะอยู่วงนอกสุด
🔥ฟีลลิ่งดาร์กๆ:
ครัวมองบริการเป็นแค่ "เด็กเสิร์ฟปากดี" ที่ไม่เคยเข้าใจความทรมานหน้าเตา
บริการมองครัวเป็น "พวกอารมณ์ร้าย" ที่ชอบวีนใส่คนกันเอง
Steward กลายเป็น "ที่ระบายอารมณ์" จานแตก ช้อนหาย ก็กูรับจบทุกรอบ!

2. GSA (ต้อนรับ) VS HK (แม่บ้าน)
👉กวาดห้อง 10 นาที แต่บอกลูกค้าตรวจห้องครึ่งชั่วโมง... จะนอนรอชาติหน้าเหรอ?”
” ตกลง ห้อง ได้ยัง.. ปล่อย VC ซิ แมร่ง ดันลืม . ลูกค้าเต็ม lobby !

🔥จุดชนวน: GSA เจอแขกยืนวีนหน้าเคาน์เตอร์อยากเช็คอิน / HK ทำงานแข่งกับเวลา ห้องรกเหมือนผ่านสงคราม
💥ฟีลลิ่งดาร์กๆ:
GSA คิดว่า HK "อืดอาด มารยาเยอะ" แค่เปลี่ยนผ้าปูมันจะยากอะไรนักหนา
HK ด่ากลับในใจ: "เมิงลองมาขัดคราบอ้วกบนฟูกเองไหม?" รู้ดีแต่จะปล่อยห้องเอาคอมมิชชั่น/ตัดปัญหา ลำบากคนกวาดเช็ด!

3. Engineering (ช่าง) VS HK (แม่บ้าน)

👉แจ้งแอร์เสียไปตั้งแต่ชาติที่แล้ว ช่างชิลมาก... สงสัยรอให้ห้องเน่าก่อนค่อยมา”
“ ขอ work order ? ก่อน ลูกค้าจะแดกหัว . กรู อยูแล้ว ..

🔥จุดชนวน: เครื่องใช้ไฟฟ้า/ระบบน้ำไฟในห้องเสีย HK โดนด่าก่อน / ช่างติดงานซ่อมใหญ่อยู่ หรือไม่ก็เดินทอดน่องชิลๆ
💥ฟีลลิ่งดาร์กๆ:
HK มองช่างเป็น "พวกอู้งานดก" เดินถือกระเป๋าเครื่องมือไปมา แต่ไม่เคยซ่อมอะไรเสร็จสักอย่าง
ช่างมอง HK เป็น "พวกจู้จี้เรื่องไม่เป็นเรื่อง" หลอดไฟดวงเดียวจะรีบอะไรนักหนา งานโครงสร้างกูก็เต็มมือ!

4. Accounting (บัญชี) VS FB Service (บริการ)

“เงินขาด 20 บาท เค้นถามเหมือนกูไปปล้นธนาคาร!”
กฎ บ้า อะไร . ทำบิล์ลปิด ไม่ตรง ต้องจ่าย ครั้งละ 100 บาท ว่ะ
🔥จุดชนวน: เงินทอนไม่ตรง Bill ไม่ครบ เบิกเงินทอนช้า ปิดยอดไม่ตรงระบบ
💥ฟีลลิ่งดาร์กๆ:
บริการมองบัญชีเป็น "มนุษย์ถ้ำไร้หัวใจ" สนใจแค่ตัวเลข ไม่เคยเข้าใจความวุ่นวายตอนลูกค้าแน่นร้าน บัญชีมองบริการเป็น "พวกชุ่ย สะเพร่า" หาเรื่องให้กูโดนตรวจสอบตลอดเวลา บิลใบเดียวทำหายเหมือนโลกจะแตก!

5. Purchasing (จัดซื้อ) VS Chef (เชฟ)

👉สั่งเนื้อเกรด A แต่ได้เศษเนื้อมาเนี่ยนะ? เมิงกินส่วนต่างไปเท่าไหร่!”
“ เชฟ ไม่ เช็ค QC เป็น หน้าที Receiving เหรอ คุณภาพ ไม่ได้ โทษ กรู จัง .
🔥จุดชนวน: เชฟอยากได้วัตถุดิบคุณภาพสูงตามสเปก / จัดซื้อโดนบีบเรื่อง Budget และซัพพลายเออร์เจ้าประจำ
💥ฟีลลิ่งดาร์กๆ:
เชฟมองจัดซื้อเป็น "พวกไร้ลิ้นสัมผัส" เห็นแก่ของถูกจนทำลายชื่อเสียงอาหาร
จัดซื้อด่าเชฟลับหลัง "แดกหัวคิวไม่ได้เลยวีน หรือแค่อยากได้ของหรูมาอวดฝีมือ?" ไม่เคยเข้าใจเรื่องต้นทุนองค์กร

🤵🏻‍♂️ผู้คุมกฎหมายบ้านเมือง VS ผู้ถืออาญาสิทธิ์หลังบ้าน”
ศึกคู่ปรับสายเงียบที่ไม่ได้ไฝว้กันกลางห้องอาหาร แต่เป็นการ "คัดง้างทางอำนาจ" และการโยนขี้แบบเงียบๆ ที่คนในสายงานนี้รู้กันดี

6. HR (ฝ่ายบุคคล) VS Safety & Security (รักษาความปลอดภัย)

“ตรวจฉี่ก็ขัดกฎหมาย ทำโทษพนักงานก็โอเวอร์... สรุปจะให้ รปภ. มีไว้จับผิดหรือมีไว้ประคบประหงม?”
🔥จุดชนวน:
Security เจอพนักงานแอบขโมยของ/เสพยา/ทะเลาะกัน อยากสั่งลงโทษทันทีเพื่อความปลอดภัยและระเบียบ
HR ต้องเบรก เพราะมองเรื่องข้อกฎหมายแรงงาน ขั้นตอนการสอบสวน บทลงโทษตามขั้นตอน และภาพลักษณ์องค์กร
💥ฟีลลิ่งดาร์กๆ:
Security มอง HR: เป็น "พวกโลกสวยอุ้มคนผิด" กฎระเบียบมีไว้สั่ง แต่พอเกิดเรื่องจริงกลับยืดอาด ลังเล ปล่อยให้คนทำผิดลอยนวลเพราะกลัวโดนฟ้องแรงงาน
HR มอง Security: เป็น "พวกร้อนวิชา ศาลแค้น" ใช้อารมณ์ตัดสิน บ้าอำนาจ ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เดินตรวจจับผิดพนักงานเหมือนอยู่ในเรือนจำ
💥สงครามประสาทหลังบ้าน:
เรื่องภาพลักษณ์ VS ความจริง: Security อยากติดกล้องเพิ่ม/สุ่มตรวจกระเป๋าเข้มงวด แต่ HR บอก “ลูกค้า/พนักงานจะรู้สึกเหมือนถูกคุกคาม”
❌แพะรับบาปเวลาของหาย: ของหายในโรงแรม HR ถือสายโทรตาม Security ให้รับผิดชอบ ส่วน Security ก็สวนกลับว่า “ก็นโยบาย HR ไม่ให้รับคนมีประวัติเข้ามาทำงานตั้งแต่แรกไง!”…

🎯มันคือ ความ สวยงาม สีสรรค บรรเทิง ..ของ ที่ทำงานไหม? มีอีก หลาย บริบท ที่เกิด .. อยู่ ที่ใคร เห็น ภาพไหน…

Attn: ภาพที่สะท้อน .. ชีวิต แบบ ที่ “ คนโรงแรม” เราทุกคน รู้ว่า มีจริง .. เพื่อนๆ ล่ะ

Cr: ภาพประกอบ

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr #จุดจบคนโรงแรม #ตามติดชีวิตคนโรงแรม

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
11/10/2026

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr

📍ข่าวดี! สำหรับ “คนโรงแรม ”โดยเฉพาะ สาย “ Front office”. จาก GSA- FO- Hotel Manager
👉Bugget เน้น ห้องพัก ขนาดเล็ก ห้อง แทบไม่เกิน 100 ห้อง เลี่ยงกฎหมาย - ข้อบังคับ
👉เน้นขาย OTA/ On line หรือ Walk- in แบบBack packing
👉เน้น พนักงานน้อย หรือบางที ใช้ Outsource ตำแหน่ง ไม่ซับซ้อน - ระบบ บัญชี ร่วมส่วนกลาง
👉งาน Hotel manager สามารถ ทำได้หลายนาที
👉เฉลี่ย ราคา 500-1200 / ห้อง ส่วนใหญ่ไม่มี ABF
⛔️ประเด็น การตลาด ต้องดี คู่แข่ง Hop inn/ B2 / GO hotel/ หรือ แม้ แต่ Best western ก็ลงมา เล่น Budget .. และอีก หลาย แห่ง เริ่ม ทำ…ตลาดรอง ..

OR เดินหน้า Budget Hotel 6 แห่ง เปิดบริการภายในปี71 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50 แห่งในปี74 หวังคืนทุน 7-10 ปี
OR เดินหน้า Budget Hotel ราคา 800-1300 บาท หลังประกาศจับมือกลุ่มเซ็นทรัล ตั้งบริษัทร่วมทุน "พิท สต็อป โฮเทล" คาดเริ่มเปิดดำเนินการสาขาแรก ภายในไตรมาส 3/70 จาก 6 สาขา ที่จะทยอยเปิดบริการในปี 71 และตั้งเป้าให้ครบ 50 แห่ง ภายในปี 2574 ครอบคลุมทั้งภายใน และภายนอกสถานีบริหาร ช่วยต่อยอดธุรกิจของ OR หนุนยอดคนใช้บริการเป็น 5 ล้านคนต่อวัน วางเป้ามีแผนขาย Franchise และรับจ้างบริหาร คาดคืนทุนภายใน 7-10 ปี หลังประเมินตลาดฯ โตประมาณ 7.3% EBITDA Margin 40-45% วางเป้า Ecosystem OR นอกจากรายได้ค่าห้องพัก ยังต่อยอดไปสู่ยอดคนเข้าสถานี เวลาที่ลูกค้าใช้บริการ ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอื่น

👉อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-newsCr: efinfinace
:ภาพประกอบ

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr #คนโรงแรม #ตามติดชีวิตคนโรงแรม



#มีข่าวมีโอกาส

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
06/10/2026

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr

🤵🏻‍♂️ไม่ใส่ใจ ..จริงจัง! “ คนโรงแรม” ไม่ค่อย วางแผน การเงินส่วนตัว ..
“ เก่งการงาน แต่ไม่ เก่งการเงิน”
ผลลัพธ์ …

👉เริ่มรู้สึก เมื่อ อายุ ย่าง 50 ขึ้น
👉เมื่อ เจ็บไข้ได้ป่วย . แบบ หนักๆ
👉เมื่อรู้ว่า จะเกษียณ และแนวโน้ม บริษัท ไม่จ้าง ต่อ .
👉หนี้ สิน เริ่ม ฟอกพูน ก่อน จะเกษียณ ..

📍PVD . หลายคนไม่ใส่ ใจ เพราะคิดว่า ใกลตัว . เสียเงิน ปัจจุบัน แต่ไม่คำนึงถึง เงิน ในอนาคต .. สรุป ไม่ เลือกเข้า กองทุน …
🆕ปัจจุบัน บริษัท เริ่มทะยอยยกเลิก PVD เพราะคิดว่า .. มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2-7 % ( ส่วนใหญ่) สำหรับ สมทบ ร่วมกับลูกจ้าง ! ส่วนถึง 15% พนักงาน สะสมเพิ่มเอง . และอีกเหตุผล มี กองทุนเพิ่ม ที่ รัฐ บังคับ เป็นกฎหมาย เริ่ม 1 ตค. 2569 ที่ผ่านมา…

💥มาดูสาระดีๆ จาก The Money Trends..

[ สรุป 55 เรื่องต้องรู้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ตั้งแต่วันแรก จนเกษียณ ]
✅เรื่องต้องรู้ #ก่อนเป็นสมาชิก

1. PVD เป็นกองทุนภาคสมัครใจที่นายจ้างและลูกจ้างตั้งร่วมกัน ลูกจ้างเลือกได้ว่าจะสมัครหรือไม่
2. เงินมาจาก "เงินสะสม" ของลูกจ้าง + "เงินสมทบ" ของนายจ้าง บริหารโดย บลจ. และเป็นของลูกจ้างตามเงื่อนไขกองทุน แม้นายจ้างเลิกกิจการ
3. ลูกจ้างส่งเงินสะสมได้ 2-15% ของค่าจ้าง
4. ส่งเกิน 15% ไม่ได้ ตามที่ พ.ร.บ. กำหนด
5. ตั้งแต่ พ.ร.บ. ฉบับที่ 4 (2558) ลูกจ้างสะสมในอัตราสูงกว่าที่นายจ้างสมทบได้ อัตราสองฝ่ายจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
6. ออมเมื่อไร นายจ้างสมทบให้ทันทีตามเงื่อนไขบริษัท นี่คือประโยชน์เด้งแรกของ PVD
7. เงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และเมื่อรวม RMF, SSF, กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กอช. และประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
8. ทางเทคนิค 10,000 บาทแรกเป็น "ค่าลดหย่อน" ส่วนที่เกิน (ไม่เกิน 490,000 บาท) เป็น "เงินได้ที่ได้รับยกเว้น"
9. ผลตอบแทนในกองทุน ทั้งดอกเบี้ยและกำไรจากหุ้น ไม่ต้องเสียภาษี
10. อ่านเงื่อนไขสิทธิในเงินสมทบ (Vesting) ก่อนสมัคร เพราะขึ้นกับอายุงาน อายุสมาชิก หรือการทำให้นายจ้างเสียหายร้ายแรง
11. ระบุผู้รับประโยชน์เงิน PVD ตั้งแต่วันแรก ระบุได้หลายคนพร้อมสัดส่วน และใส่ที่อยู่-เบอร์โทรให้ชัด ไม่งั้นอาจกลายเป็นเงินคงค้าง
12. ถ้าไม่ระบุ เงิน PVD จะแบ่งตามกฎหมาย: บุตรน้อยกว่า 3 คน แบ่ง 4 ส่วน (บุตร 2 / คู่สมรส 1 / บิดามารดา 1) บุตร 3 คนขึ้นไป แบ่ง 5 ส่วน (3 / 1 / 1)
อันนี้อาจไม่เกี่ยวกับ PVD ตรง ๆ แต่ก็ควรรู้ เพราะผู้เขียนเคยสับสนมาแล้ว
13. ถ้าได้ยินคำว่า "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" อันนี้เป็นคนละกองกับ PVD นะครับ (ผู้เขียนเคยเข้าใจผิดมาแล้ว)
14. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างบังคับกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ยกเว้นนายจ้างที่ให้ลูกจ้างเป็นสมาชิก PVD แล้ว
15. แม้บริษัทมี PVD แต่ลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านทดลองงานหรือไม่สมัคร PVD ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน
16. PVD ไม่ใช่ประกันสังคม PVD ตั้งขึ้นโดยความสมัครใจของนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อออมไว้ใช้ยามเกษียณหรือออกจากงาน ส่วนประกันสังคมเป็นกองทุนภาคบังคับตามกฎหมาย
17. PVD คือการ "เก็บก่อน ใช้ทีหลัง" เงินเดือนออกปุ๊ป เงินส่วนหนึ่งจะถูกหักเข้ากองทุนปั๊ป เป็นการออมก่อนใช้ตามสไตล์ที่โค้ชหนุ่ม Money Coach แนะนำเสมอ
เรื่องต้องรู้ #ระหว่างเป็นสมาชิก
18. เดิม PVD ลงทุนได้แค่เงินฝาก ตราสารหนี้ และหุ้นไทย ปัจจุบันลงทุนได้หลากหลายขึ้นมาก
19. หุ้นกู้เอกชนที่ลงทุนได้คือเรทติ้ง BBB- ขึ้นไป
20. ลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกได้ เช่น ทองคำ REIT กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน
21. หุ้นในพอร์ตถูกตีราคาทุกวันแม้ยังไม่ขาย ยอดเงินในใบแจ้งยอดจึงขึ้นลงได้
22. ตัวอย่างเมนูจริงแอบเอามาให้ดู มาสเตอร์ฟันด์ SCBAM มีนโยบายทองคำ, หุ้นอินเดีย, หุ้นญี่ปุ่น และพร็อพเพอร์ตี่
23. Employee's Choice คือการเลือกนโยบายลงทุนเองให้เหมาะกับอายุ เป้าหมาย และความเสี่ยงที่รับได้
24. ก่อนเลือก ควรทำแบบประเมินความเสี่ยง และดูว่าแต่ละนโยบายลงทุนอะไร สัดส่วนเท่าไร
25. อายุน้อย อาจจะสามารถถือสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นมาซักนิดได้ เพราะเหลือเวลาออมและอายุงานเยอะ
26. แผนสมดุลตามอายุ (Target Date) ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ให้อัตโนมัติตามอายุ
27. หลักของ Target Date: ยิ่งไกลเกษียณ ยิ่งถือสินทรัพย์เสี่ยงมาก และค่อยมาถือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเมื่อใกล้เกษียณ
28. ปี 2568 PVD ไทยลงทุนหุ้นไม่เกิน 30% (บางแหล่งข้อมูลระบุอาจอยู่ที่ราว 19-20% เท่านั้น) ที่เหลือเป็นสินทรัพย์มั่นคง
29. บลจ. ส่งใบแจ้งยอดทุก 6 เดือน ให้ตรวจยอดเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์
30. ทบทวนพอร์ตทุก 6 เดือนหรือปีละครั้ง
31. ควรแยกให้ออกว่าพอร์ตเราจะ Rebalance (ปรับกลับสัดส่วนเดิม) หรือ Reallocation (เปลี่ยนกลยุทธ์)
32. กองทุนไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือปันผลให้สมาชิก แต่สะสมไว้จนสิ้นสมาชิกภาพ
33. ระหว่างเป็นสมาชิก ถอนเงินออกมาไม่ได้
34. ลาออกจากกองทุนแต่ยังทำงานที่เดิม ขอคงเงินไว้ก่อนได้ แต่ขึ้นอยู่กับข้อบังคับ
35. ทบทวนรายชื่อผู้รับประโยชน์ผ่าน HR เป็นระยะ ๆ นะครับ
36. และทบทวนว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหนอย่างน้อยทุก 2 ปี เพราะชีวิตเปลี่ยน นโยบายที่เลือกไว้ก็อาจไม่เหมาะแล้ว
37. ถ้าเงิน PVD อย่างเดียวไม่พอเกษียณ ยังมีทางเลือกเสริม เช่น RMF, SSF, ประกันชีวิตแบบบำนาญ ฯลฯ
เรื่องต้องรู้เมื่อ #ออกจากงาน / สิ้นสมาชิกภาพ / เกษียณ
38. เงิน PVD มี 4 ก้อน คือ เงินสะสม ผลประโยชน์ของเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสมทบ
39. ถ้าที่ทำงานใหม่ไม่มี PVD หรือลาออกไปทำอาชีพอิสระ เลือกรับเงินก้อนได้ หรือถ้าอยากเก็บไว้ต่อ ก็โอนไป RMF สำหรับ PVD
40. เงินสะสมและผลประโยชน์ได้คืน 100% เสมอ ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ได้ตามข้อบังคับกองทุน
41. บลจ. จ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นสมาชิกภาพ
42. ลาออกหรือย้ายงาน คงเงินไว้ในกองทุนได้และยังได้ผลตอบแทนต่อ แต่ต้องแจ้ง บลจ.
43. ระหว่างคงเงิน เงินยังถูกนำไปลงทุนตามปกติ และผลประโยชน์เป็นของผู้คงเงิน
44. หมดระยะคงเงินแล้วไม่แจ้งโอนย้าย บลจ. จะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมหักภาษี ณ ที่จ่าย และต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ปีนั้น
45. ทางเลือกตอนออกจากงาน: คงเงินรอย้ายเข้า PVD นายจ้างใหม่ หรือย้ายไป "RMF for PVD"
46. RMF for PVD ต้องลงทุนอย่างน้อย 5 ปี นับต่อจากอายุสมาชิก PVD เดิม และถอนได้เมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป
47. ย้ายไป RMF for PVD แล้วย้ายกลับ PVD ไม่ได้ แต่เปลี่ยนนโยบายหรือย้าย บลจ. ได้
48. RMF for PVD ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องเหมือน RMF ปกติ เพราะรับเฉพาะเงินโอนจาก PVD
49. การโอนไป RMF for PVD ต้องโอนทั้งจำนวน
50. ถ้าต้องใช้เงิน ต้องถอนทั้งหมด แบ่งงวดไม่ได้ และถ้าอายุไม่ถึง 55 ปีและเป็นสมาชิกไม่ถึง 5 ปี จะไม่ได้ยกเว้นภาษี
51. ภาษีกรณีเป็นสมาชิกไม่ถึง 5 ปี: เงินสะสมของตัวเองได้ยกเว้น ส่วนที่เหลือรวมคำนวณกับเงินได้ประจำปี (มาตรา 48(1))
52. ภาษีกรณีทำงาน 5 ปีขึ้นไป: เลือกแยกยื่นได้ หัก 7,000 บาท × ปีที่ทำงาน แล้วหักอีก 50% ของที่เหลือ (มาตรา 48(5))
53. ออกจากงานตอนอายุ 55 ปีขึ้นไป และเป็นสมาชิกต่อเนื่อง 5 ปีขึ้นไป ยกเว้นภาษีครบทั้ง 4 ส่วน
54. เข้าเงื่อนไข 55 ปี + 5 ปีแล้ว เลือกทยอยรับเป็นงวดได้ แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม
55. เช็กเงินคงค้างของตัวเองหรือพ่อแม่จากนายจ้างเก่าได้ที่ ThaiPVD com โดยค้นจากชื่อนายจ้าง ประเภทหน่วยงาน หรือจังหวัด
💹ยาวมาก แต่คุ้มค่าเวลาอ่านแน่นอนครับ เซฟหรือแชร์เก็บไว้แล้ววันหนึ่งกลับมาอ่านก็ไม่สาย 🙂

❇️แม้ปัจจุบัน รัฐมีนโยบาย บังคับ ลูกจ้าง และนายจ้าง ต้องสบทบทุน กองทุน เลี้ยงชีพ คน ละ0.25 % ..และ รัฐ ช่วย 0.25% ทุกเดือน แต่ มันน้อยนิด เมื่อ เทียบ กับ PVD..

Cr: คัดลอก เนื้อหา จาก The Money Trends


://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr #จุดจบคนโรงแรม #ตามติดชีวิตคนโรงแรม

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
03/10/2026

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr

✴️ความจริง VS ความลวง..ระบบจัดการ ที่มากเกินไป แบบ ทฎษี .. กับงาน ทีเรียกว่า “ บริการ” ดัชนี ชี้วัด . จึงมีตัวเลือกมากขึ้น ..

💯สำคัญ .. พนักงาน ระดับ ล่าง จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ไหม.. แค่วันๆ ยัง ไม่มี เวลา กินข้าว - เข้าห้องนํ้า เลย !

🔗JD/SOPs/KPI -OKR . สัมพันธ์ หรือ อสัมพันธ์ หรือหนักสุด ..ISO
🔗ความรู้ ความเข้า ใจ มันคือเอกสาร - ย้อนแย้ง กับหน้างานจริง?
🔗60-80% มาตราฐาน เหล่านี้ ยังใช้ ไม่ได้ ได้ผล เมื่อมี การประเมินงาน แบบเน้น ผลงาน- ผลประโยชน์
ลูกน้อง กับหัวหน้า
🔗งานบริการ “ โรงแรม” อาจไม่เน้น เอกสาร แบบ หลักสูตร เป็นทางการ และ แต่ละ ที่ ก็มี SOPs เป็น เกณฑ์ ควบคุม กำหนดแล้ว ..
🔗รูปแบบ OKR อาจเหมาะ กับ หน่วยงาน ราชการ/ เอกชน แบบ Coporate มากกว่า หรือไม่?

❌มี สักกีคน หัวหน้างาน / ฝ่ายบริหาร จะนำมา อ้าง ตอน วัดผล ..

❌หรือ จะแค่ วลี .. พูดลอยๆ..ให้ เธอ เข้าใจ.. แบบโลกสวย

🔥 จะใช้ระบบนี้ อย่างไร กับ งาน โรงแรม …

🎖️หลักสูตร OKR คือหลักสูตรที่สอนการบริหารงานด้วยระบบ OKR = Objectives and Key Results หรือ “เป้าหมายและผลลัพธ์สำคัญ”

👉พูดง่าย ๆ คือ ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าว่า “จะทำอะไร” แต่ต้องกำหนดด้วยว่า “ผลลัพธ์ที่วัดได้ต้องออกมาเป็นอย่างไร”

OKR มี 2 ส่วนหลัก

1. Objective (O) = เป้าหมาย

* ต้องการไปให้ถึงอะไร
* ควรชัดเจน ท้าทาย และสร้างแรงจูงใจ

2. Key Results (KR) = ผลลัพธ์สำคัญ

* จะรู้ได้อย่างไรว่าเราบรรลุเป้าหมาย
* ต้องวัดผลได้ด้วยตัวเลขหรือหลักฐานที่ชัดเจน

👉ตัวอย่างในโรงแรม

Objective:

ยกระดับประสบการณ์การเข้าพักของลูกค้า

Key Results:

* คะแนน Guest Satisfaction จาก 85% → 90%
* ลดจำนวน Complaint ลง 20%
* คะแนนรีวิวออนไลน์เพิ่มจาก 4.2 → 4.5
* เพิ่ม Repeat Guest 10%

ดังนั้น OKR ไม่ใช่การบอกว่า “พนักงานต้องบริการให้ดีขึ้น” เพราะวัดผลยาก แต่ต้องเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

🏆สรุปสั้น ๆ:

KPI = วัดผลงานที่ต้องรักษาหรือทำให้ได้
OKR = กำหนดว่าเราต้องการ “เปลี่ยนแปลง/ไปให้ถึงอะไร” และวัดความสำเร็จด้วยผลลัพธ์อะไร

💢ข้อแตกต่าง ระหว่าง OKR กับ KPI มวย ถูก สังเวียน ?

📌KPI (Key Performance Indicator) คือตัววัดผลการทำงานประจำวันเพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานไม่ตก ส่วน OKR (Objectives and Key Results) คือการตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด
ถ้าเปรียบกับการขับรถ KPI คือหน้าปัดวัดความเร็วและน้ำมัน (ควบคุมให้รถวิ่งได้ปกติ) ส่วน OKR คือ GPS ที่บอกว่าเราจะเดินทางไปถึงเป้าหมายใหม่ได้อย่างไร

📌KPI (รักษามาตรฐาน): วัดผลเชิงปริมาณแบบ Top-down เน้นความเสถียร ประเมินเป็นรายปี และมักผูกกับโบนัสหรือเงินเดือน

📌OKR (สร้างการเปลี่ยนแปลง): ตั้งเป้าท้าทาย (Aspirational) ผสมผสาน Bottom-up ปรับทบทวนทุกไตรมาส และเน้นการพัฒนามากกว่าการลงโทษ
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในธุรกิจโรงแรม
แผนกพัฒนาธุรกิจ / Revenue Management

KPI: รักษาอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ให้ได้ 75% และ RevPAR ที่ 2,500 บาท

OKR:
Objective: ขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Long-stay ต่างชาติเพื่อเพิ่มรายได้ในฤดู Low Season
Key Results: เพิ่มสัดส่วนการจองตรง (Direct Booking) ผ่านเว็บไซต์ขึ้น 25%, จับมือกับเอเจนซี่ Wellness ต่างชาติ 3 ราย
แผนกต้อนรับและบริการ (Front Office & Guest Experience)

KPI: คะแนนความพึงพอใจลูกค้า (GSS/CSAT) ไม่ต่ำกว่า 90% และเวลา Check-in ไม่เกิน 3 นาทีต่อห้อง
OKR:
Objective: ยกระดับประสบการณ์การเข้าพักด้วยระบบดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ
Key Results: ปรับใช้ระบบ Self Check-in Kiosk ให้มีผู้ใช้งาน 40% ของผู้พักทั้งหมด, ลดข้อร้องเรียนเรื่องการคอยคิวในชั่วโมงพีคลง 50%
แผนกอาหารและเครื่องดื่ม (F&B)
KPI: ควบคุมต้นทุนอาหาร (Food Cost) ไม่เกิน 30% และยอดขายห้องอาหารตามเป้าประจำเดือน
OKR:
Objective: เปลี่ยนห้องอาหารโรงแรมให้เป็น Dining Destination สำหรับคนท้องถิ่น
Key Results: เปิดตัวเมนู Farm-to-Table ใหม่ 5 รายการ, เพิ่มสัดส่วนลูกค้านอก (Non-resident) เข้าใช้บริการขึ้น 35% ภายในไตรมาส 3

🎯โรงแรมไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรใช้ KPI ควบคู่กับ OKR โดยใช้ KPI ควบคุมงานบริการและมาตรฐานประจำวัน (SOP) และใช้ OKR ขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆ เพื่อยกระดับโรงแรมเหนือคู่แข่ง

🚫ประเด็นหลัก มี ฝ่ายบริหาร หรือ ฝ่าย จัดการ ทรัพยากร บุคคล ที่เข้าใจ ถ่องแท้ .. ของ การใช้ คู่มือ นี้ ..ซึ่ง มี หลายช่อง ทาง พยายาม โน้มนาว / สือสาร เพื่อให้ คน ซื้อ package การขายหลักสูตร …
🚫เวลา ที่จะมา ทำสิ่งนี้ แน่ใจ ว่า ทุกคนเสียสละ .. เหตุผล อันเดิม มันก็ดี อยูแล้ว ก็แค่ ปรับแก้ ให้ มัน ทันสมัย ทันยุค ปัจจุบัน

🚫การลงทุน เพิ่ม ของ Owner/ Management ยอม เสี่ยง ไหม เมื่อ ต้นทุนเพิ่ม เพราะ ทีใช้ รองรับ สมัยใหม่ ไม่ว่า จะเป็น Komeche / Oprea- Cloud-Sypony อื่นๆ ระบบ การใช้งานมี ระบบปฎัติการ หลังบ้าน ที่สามารถ จัดการ - ตรวจสอบ ได้ แบบครบวงจร วัด ประสิทธภาพ คนดูแล ระบบได้ เหมือน OKR-KPI..โดยเฉพาะระบบรองรับ Guest Experience .. มันครอบคลุม - วัดผล ได้ ดี…และ Vender ขายระบบ พร้อม การ สอน - อบรม เชิง ระบบOKR+ KPI เพื่อใช้งาน ได้ถูกต้อง และ วัดผลได้ ..

🚫ความเข้า คนที่ดูแล โดยตรง Human Resources - Talents & Culture เข้าใจ มีความรู้ มากพอ หรือยัง ..

ปล: กรณี ศึกษาและ เคย ใช้ แล้วสรุป ยังไม่เห็น ภาพ ชัดเจน ภายใต้ Factor มากมาย แบบ ฉบับ คนโรงแรม..
: โปรดพิจารณา ในการอ่าน 🙏

Cr: ภาพประกอบ

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr #จุดจบคนโรงแรม #ตามติดชีวิตคนโรงแรม

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
30/09/2026

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr

🍭วัฎจักร! วนเวียน เปลียนไป ตามกาล เวลา “ คนโรงแรม” รู้ดี .. สักวัน ต้องเป็น “ เรา” …จะรอให้เป็น “ ตำนาน” ทุกวันนี้ .. ยากส์ ?

🏨 GRAND เตรียมขาย The Westin Grande Sukhumvit ให้ RABBIT มูลค่าไม่เกิน 494.6 ล้านบาท

👉บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND เตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาขายทรัพย์สินและธุรกิจของโรงแรม The Westin Grande Sukhumvit Bangkok ให้แก่ Rabbit Holdings ในราคาไม่เกิน 494.60 ล้านบาท

👉การขายครอบคลุมทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรม พื้นที่ร้านค้าปลีก ธุรกิจเสริม และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาเหตุหลักจากปัญหาสภาพคล่องของ GRAND จนผิดนัดชำระค่าเช่าที่ดินบางส่วนและถูกบอกเลิกสัญญา ขณะที่ข้อพิพาทกับเจ้าของที่ดินอีกส่วนยังไม่ยุติ

👉ปัจจุบัน GRAND มีหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดและขอเลื่อนชำระประมาณ 593 ล้านบาท พร้อมหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนดอีกประมาณ 8,569 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเตรียมสละสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ ROH หรือบริษัท โรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) ซึ่งอาจทำให้สัดส่วนการถือหุ้นลดจาก 97% เหลือประมาณ 74.71%

👉สำหรับ Rabbit Holdings เดิมใช้ชื่อ U City ก่อนเปลี่ยนชื่อในปี 2022 ปัจจุบันเป็นบริษัทในกลุ่ม BTS Group โดย BTS ถือหุ้นโดยตรงประมาณ 66.82% ธุรกิจหลักครอบคลุมบริการทางการเงิน ประกันภัย และการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจโรงแรม พื้นที่ให้เช่า และการบริหารอสังหาริมทรัพย์

👉อย่างไรก็ตาม ดีลดังกล่าวยังต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2026 จึงยังไม่ถือว่าการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ และขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าแบรนด์หรือการให้บริการของโรงแรมจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

— ที่ The Westin Grande Sukhumvit, Bangkok

💢ข่าว ลือ .. มักเป็น ข่าวจริง 80-90% แต่ “ คนใน” แบบ Insider รู้ดี สู้ๆ นะค่ะ เป็นกำลังใจ ให้ กัน 🙏

ปล: บทความ - เนื้อหา คัดลอก เพจ

Cr: The Luxury Hotel & Travel Fanclub 🇹🇭

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr #จุดจบคนโรงแรม #ตามติดชีวิตคนโรงแรม

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
28/09/2026

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr

🚦บทเรียน! ที่ ไม่จำ ..แบบไหน เรียก “ วิกฤต” ภาพเดิมกลับมา...คำว่า “ เอาอยู่” ไม่ควร ออกจากปาก ระดับ ผู้บริหาร..

🎯คำถามคาใจ ทุก รัฐบาล ! .. เวลา เกิด “ วิกฤต” รัฐประกาศ เป็นวันหยุด ราชการ! ❌ทำไม ไม่ทำงาน ช่วยประชาชน .. เวลาติดต่อ ฉุกเฉิน .. บอก ราชการหยุด .. แมร่ง ไรว่ะ .. ทำงานซิ ..สวนทาง! ย้อนแย้ง ..มรึงโทรไปเถอะ.. ปิดทำการ

👉 Cell broadcast แจ้ง เมื่อ ผ่าน ไป 3 วัน บ้า.. ไปแล้ว
👉ร้านสะดวกซื้อ ของหมด ทุกชั้นวาง.. Delivery .. ส่งไม่ได้ นํ้าท่วมถนน…
👉เอกชน ช่วย ปชช. เร็วกว่า ราชการ ..ดันโดน ต่อว่า..
👉เครื่องบิน Deley นํ้าท่วม สนามบิน นักท่องเที่ยว ติด สนามบิน รถ . วิ่งไม่ได้ .. นํ้าท่วม .. BTS .. ดันเสีย ..
👉คนพิการ- ป่วย ติดเตียง - ในบ้าน แถมเจอ สัตว์ เลื้อยคลาน ..
👉สถานที่ อื่นๆ อุทยาน - ที่เที่ยว - นํ้าตก - ป่า ทะยอย ปิด หรือ ในพื้นที่ เมือง ห้าง- สถานศึกษา - เอกชน - ตลาดสด หลายที่ ประกาศ บอก . WFH ..นะ..
👉อื่นๆ

➕ย้อยรอย ! อดีต ที่ สะเทือน ใจ
ของ ปทท. “ คนโรงแรม” เห็นอะไร !

🇹🇭ข้อมูลเชิงลึกและตัวเลขสถิติเกี่ยวกับ ผลกระทบจากมหาอุทกภัยปี 2554 ต่อ ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม รวมถึง ตลาดแรงงาน จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT), สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.), กรมการท่องเที่ยว และกระทรวงแรงงาน สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้…

1. ความเสียหายเชิงมิติเศรษฐกิจและรายได้ภาคโรงแรม/ท่องเที่ยว
มูลค่าความเสียหายรวมของภาคการท่องเที่ยว:
ธนาคารโลก (World Bank) และสภาพัฒน์ (สศช.) ประเมินมูลค่าความเสียหายและสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมทั้งประเทศที่ 1.43 ล้านล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวและบริการติดอันดับ Top 5 ของภาคส่วนที่เสียหายหนักที่สุด

💰รายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศ สูญเสียไปไม่น้อยกว่า 25,000 – 30,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 เพียงไตรมาสเดียว
👉อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ร่วงมหาโหด:
👉กรุงเทพฯ และปริมณฑล: อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในเดือนพฤศจิกายน 2554 ดิ่งลงไปเหลือเพียง 20% – 30% (จากระดับปกติที่ควรจะเป็น High Season อยู่ที่ 75% – 85%)
👉อยุธยาและพื้นที่ภาคกลาง: โรงแรม/ที่พักปิดให้บริการ 100% เป็นเวลานานกว่า 1–2 เดือน เนื่องจากน้ำท่วมสูงในตัวเมืองและนิคมอุตสาหกรรม
🚫ผลกระทบทางอ้อมต่อพื้นที่ไม่ท่วม: จังหวัดท่องเที่ยวที่ไม่ถูกน้ำท่วม เช่น ภูเก็ต สมุย พัทยา ก็ได้รับผลกระทบ โดยยอดจองลดลง 15% – 25% เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสับสนข้อมูลข่าวสาร (เข้าใจว่าท่วมทั้งประเทศไทย) และการสัญจรผ่านสนามบินดอนเมืองถูกสั่งปิด
การยกเลิกเที่ยวบินและการสัญจร:
การปิด สนามบินดอนเมือง (ช่วงปลายเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2554) ส่งผลกระทบต่อสายการบินต้นทุนต่ำและการเดินทางเชื่อมโยงภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
👫นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการเดินทางเข้าไทยฉับพลันในไตรมาส 4 หายไปประมาณ 500,000 – 800,000 คน จากประมาณการเดิม

2. ผลกระทบเชิงลึกต่อพนักงานและตลาดแรงงานโรงแรม
ตัวเลขสถานประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ (ภาพรวมบริการและท่องเที่ยว):
กระทรวงแรงงานบันทึกข้อมูล ณ ช่วงวิกฤต พบสถานประกอบการในพื้นที่น้ำท่วมได้รับผลกระทบกว่า 25,000 แห่ง และแรงงานได้รับผลกระทบโดยตรงมากกว่า 1 ล้านคน

🎯เฉพาะภาคโรงแรมและบริการอาหารในพื้นที่ภาคกลางและ กทม. มีพนักงานที่ต้องหยุดงานชั่วคราวชะงักเยียวยามากกว่า 70,000 – 100,000 คน
👉โครงสร้างรายได้พนักงานที่หายไปอย่างสิ้นเชิง:
Service Charge ดิ่งลงเกือบ 0 บาท: พนักงานโรงแรมระดับ 3-5 ดาว ปกติจะมีรายได้จาก Service Charge อยู่ที่ 5,000 – 15,000+ บาท/เดือน แต่ช่วงเดือน พ.ย. - ธ.ค. 2554 เงินส่วนนี้หายไปเกือบทั้งหมด เหลือเพียงหลักร้อยบาทตามรายได้จริงที่เข้ามา
👉การใช้มาตรการลดต้นทุนแรงงาน:
Leave Without Pay: โรงแรมหลายแห่งจำใจให้พนักงานลางานโดยไม่รับค่าจ้างสลับกัน สัปดาห์ละ 2-3 วัน
การเลิกจ้างแรงงานชั่วคราว (Casual/Outsource): กลุ่มแรกที่ถูกเลิกจ้างทันทีคือ พนักงานสัญญาจ้างรายวัน พนักงาน Outsource และนักศึกษาฝึกงาน เพื่อรักษาเงินสด (Cash Flow) ของโรงแรมไว้จ่ายพนักงานประจำ
การย้ายถิ่นฐานและภาวะสมองไหล (Brain Drain):
👉เนื่องจากโรงแรมใน กทม. และอยุธยาหยุดกิจการชั่วคราว พนักงานที่มีทักษะ (เช่น เชฟ, ช่างเทคนิค, พนักงานต้อนรับภาษาต่างประเทศ) จำนวนมากเคลื่อนย้ายไปทำงานในพื้นที่ภาคใต้ (ภูเก็ต, พังงา, กระบี่) หรือต่างประเทศ ส่งผลให้เกิด ภาวะขาดแคลนแรงงาน skilled labor อย่างหนักเมื่อโรงแรมกลับมาเปิดบริการในต้นปี 2555

3. ต้นทุนฟื้นฟูและการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหลังน้ำลด
งบฟื้นฟูอาคารและระบบงานวิศวกรรม (Renovation Cost):
👉โรงแรมขนาดกลางถึงใหญ่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง (เช่น กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี, ปทุมธานี, นนทบุรี, อยุธยา) ต้องใช้เงินซ่อมแซมเฉลี่ย 10 – 50 ล้านบาทต่อแห่ง
ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจาก ตู้ไฟ MDB, เครื่องปั่นไฟสำรอง, เครื่องสูบน้ำ และห้องเครื่องลิฟต์ ที่ในสมัยก่อนนิยมวางไว้ชั้นใต้ดิน (Basement) หรือชั้น 1 ซึ่งถูกน้ำจมทั้งหมด
ระยะเวลาในการฟื้นตัว (Recovery Time):
💢โรงแรมส่วนใหญ่ใช้เวลา 3 – 6 เดือน หลังน้ำลด ในการเคลียร์คราบน้ำ กำจัดเชื้อรา ทำลายเฟอร์นิเจอร์ที่บวมน้ำ และรีโนเวทระบบไฟฟ้าก่อนจะได้รับใบอนุญาต/ความปลอดภัยในการเปิดรับแขกอีกครั้ง
✔️ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว (Occupancy Rate) ใช้เวลากว่า 6–9 เดือน ถึงจะกลับเข้าสู่ระดับปกติก่อนเกิดน้ำท่วม (เริ่มกลับมาสมบูรณ์ในช่วงกลางปี 2555)

4. บทเรียนและการปรับตัวเชิงโครงสร้างของธุรกิจโรงแรมหลังปี 2554
เหตุการณ์ปี 2554 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมาตรฐานการบริหารจัดการโรงแรมในไทย (Hotel Risk Management):

1. การย้ายตำแหน่งเครื่องจักรสำคัญ (Relocation of Critical Assets): โรงแรมที่สร้างใหม่หลังปี 2554 เลิกวางห้องควบคุมไฟฟ้า (MDB) และเครื่องปั่นไฟไว้ชั้นใต้ดิน โดยย้ายขึ้นไปไว้ชั้น 2 หรือชั้นลอย
2. แนวป้องกันน้ำท่วมถาวร (Flood Barrier System): มีการลงทุนสร้างคันกั้นน้ำถาวร และติดตั้งระบบไดโว่/ปั๊มน้ำอัตโนมัติพร้อมกำลังไฟสำรอง
3. เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยเปลี่ยนไป: บริษัทประกันภัยปรับเพิ่มเงื่อนไข Sub-limit (จำกัดวงเงินคุ้มครองภัยน้ำท่วม) และปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยอุทกภัยสูงขึ้นถึง 200% – 300% สำหรับอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เสี่ยง..

📌 รอสรุป สถิติ หลัง ทุกอย่าง สงบ ผลกระทบ .. ความเสียหาย จะเทียบเท่า ปี 2554 มาก- น้อย เท่าไหร่! สถิติ ที่เรา.. ไม่อยากทำลาย .. คือ สถิติความเสียหาย!

ปล: เป็น กำลังใจ ให้คน โรงแรม/ ที่พัก / งานบริการ 😍🙏..

Cr: ภาพประกอบ

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr #จุดจบคนโรงแรม #ตามติดคนโรงแรม #นํ้าท่วม

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr
23/09/2026

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr

🤵คุณ จัดการยังไง 💥เมื่อลูกน้อง คนสำคัญ ขอลาออกแบบ กระทันหัน !คุณต้องพึ่งเขา ! โจทย์ ที่ต้องหาคำตอบ …

✴️ เหตุผล : ลาออก !
- เพื่อน ไม่ ให้ความร่วมมือ
-ปรับตัวกับวัฒนธรรม ไม่ได้
-การเมือง Toxic ภายใน
- บุคลิก ส่วนตัว ( โลกส่วนตัวสูง)
- คิดว่า ตัวเอง สำคัญ กว่า คนอื่น ขาด เขา งาน จะสะดุด ..

🎯สำคัญ ลูกน้อง คนนี้ !
👉ทำงาน ที่คน อื่น ทำไม่ได้
👉มีอัตตาสูง ทะนง ตน ในความสามารถ
👉เป็นงาน เฉพาะด้าน คนอื่นทำแทนได้ยาก หรือ ทำได้ดีไม่เท่า
👉เราต้องการ งาน กับเขา แบบ เร่งด่วน .. แต่ มา แจ้ง.. ไม่ทำแล้ว

❌ประเด็น
▶️ขั้นตอน การรับสมัคร - สัมภาษณ์ ใช้เวลาร่วม15-30 วัน จึงจะหาคนแทนได้ - มีแก๊บ ทีต้อง Handover อีก..ช่วงรอยต่อ งานล่ะ !
▶️คน ที่ มีอยู่ ทำ งาน แทน ไม่ได้ เท่าเขา หรือทำไม่ได้เลย
▶️คุณ ต้อง การ งานเร่ง ด่วน ซึงมี เขา ที่ทำได้ ..

🎯สำคัญ.. ตำ แหน่งนี้ มีความต้องการ ในตลาด แรงงานสูง..และมี บุคลากร จำกัด … เป็นไปตาม trend “‘ ค่านิยม“ ที่ต้องมี …

💢คำตอบ อาจเป็นแค่วลี .. เพื่อ ให้มันจบ . ส่วนกระบวนการจัดการ แมร่ง โตระ ปวด Head เลยล่ะ .

❇️รู้ไหม มีตำแหน่ง ไหนบ้าง..

🔥คำถาม คุณเป็น หัวหน้า จะทำยังไง ! กับ case นี้ ! เพื่อนๆ มา share ไอเดีย ความรู้กัน…

https://www.facebook.com/share/1AsNMT73LR/?mibextid=wwXIfr #ตามติดชีวิตคนโรงแรม #จุดจบคนโรงแรม

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Food and Beverage Management Association, Thailand โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์