10/06/2026
🌲ลดต้นทุนการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้...ด้วยเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
✅ตลาดคาร์บอน (Carbon market) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่นานาประเทศใช้ในการส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases : GHGs) ที่เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนสำหรับประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ได้พัฒนา “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” หรือ “โครงการ T-VER” ขึ้นเพื่อเป็นกลไกที่สนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยโดยความสมัครใจและสามารถนำปริมาณการลดการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ T-VER ไปจำหน่ายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศได้ ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (https://www.tgo.or.th/2023/index.php/th/ ) ระบุปริมาณและมูลค่าการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 มียอดสะสม 3,598,457 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่า 322,614,985 บาท โดยโครงการประเภทชีวมวล มีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสูงที่สุด คือ 1,578,308 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าและมีราคาเฉลี่ย 36.82 บาทต่อตัน ขณะที่คาร์บอนเครดิตในโครงการประเภทป่าไม้ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยมีปริมาณการซื้อขาย 315,553 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าและมีราคาเฉลี่ยสูงถึง 305.14 บาทต่อตัน
🗺️ ปัจจุบันการซื้อขายคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศไทย ผู้พัฒนาโครงการต้องมีการประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิตตามระเบียบวิธีการที่ อบก.กำหนด ซึ่งมีการประเมินคาร์บอนในโครงการหลายประเภท ทั้งด้านพลังงาน ระบบขนส่ง การจัดการของเสีย โรงงานอุตสาหกรรม การดักจับหรือใช้ประโยชน์จากก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้และการเกษตร
🆕 ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการประเมินคาร์บอนเครดิตที่ค่อนข้างสูง ถือเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาโครงการ ฯ โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กที่แม้จะมีความพร้อมและมีศักยภาพ แต่อาจทำให้ได้รับผลตอบแทนที่เรียกว่า “ไม่คุ้มค่า” ส่งผลให้ตลาดคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้และการเกษตรของประเทศไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือ จึงได้นำเสนอระเบียบวิธีใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยให้การประเมินการกักเก็บคาร์บอน มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง สามารถประเมินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อย่างเช่น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ที่นำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ในการประเมินคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้และการเกษตร
🆕 ล่าสุด อบก. ได้ประกาศรับรอง “การประเมินการกักเก็บมวลชีวภาพ (คาร์บอน) สะสมในพื้นที่ป่าด้วยแบบจำลอง Machine Learning เพื่อการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศไทย และการประเมินมวลชีวภาพป่าไม้ด้วยอากาศยานไร้คนขับ ในระดับรายแปลง”
🆕 โดยรองรับการประเมินบนพื้นที่ป่า 4 ประเภทและ 1 พืชเกษตร คือ ป่าดิบเขา ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพารา ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การประเมินตามระเบียบวิธีการของ อบก. ได้กำหนดไว้ 4 ทางเลือก คือ 1.การนับจำนวนต้นไม้ 2.การวัดขนาดต้นไม้ 3.การใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และ 4.อื่น ๆ ตามที่ อบก. พิจารณาเห็นชอบ
✅“สำหรับวิธีที่1 และ 2 เหมาะสำหรับพื้นที่ไม่กว้างมาก แต่สำหรับพื้นที่ที่มีหลายร้อยไร่ถึงเป็นพันไร่ การที่จะใช้คนนับต้นไม้หรือว่าวัดความสูงของต้นไม้ค่อนข้างทำได้ยาก จึงต้องใช้วิธีที่ 3 ซึ่งมี 2 ขั้นตอน คือ การนำภาพถ่ายดาวเทียมมาดูขอบเขตพื้นที่ปลูกต้นไม้ และเมื่อรู้ขอบเขตแล้วจะนำมาสุ่มวางแปลงตรวจวัดการเติบโตความสูงของต้นไม้ ตามที่ อบก.กำหนดไว้ เช่น พื้นที่มากกว่า 300 ไร่ ต้องวางแปลงตัวอย่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 แล้วนำมาคำนวณในสมการร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม ก็จะได้ปริมาณการกักเก็บคาร์บอน ของปีฐานนั้น ๆ ”
🚩นอกจากนี้ ระเบียบวิธีการประเมินการกักเก็บคาร์บอน อบก.ได้กำหนดไว้ว่า ผู้พัฒนาโครงการจะนำการพัฒนาการกักเก็บคาร์บอนไปเป็นปีฐาน เพื่อที่จะซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะต้องมีผู้ให้การประเมินเข้าไปประเมิน ตรวจวัดว่ามีความถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ และเมื่อจะขายคาร์บอนเครดิต จะต้องมีการประเมินอีกครั้ง ว่ามีการกักเก็บคาร์บอนเพิ่มเป็นเท่าใดเพื่อนำส่วนต่างไปขาย ทำให้แต่ละโครงการกว่าจะขายคาร์บอนเครดิตได้ ต้องมีการประเมินตรวจวัดในพื้นที่ถึง 2 ครั้ง และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โครงการขนาดเล็ก ที่มีผลตอบแทนต่ำ จึง “ไม่คุ้มค่า” ในการพัฒนาโครงการ และคำว่า “ไม่คุ้ม” นี้เอง ที่ทำให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีศักยภาพทั้งภาพถ่ายดาวเทียม แบบจำลองและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เล็งเห็นโอกาสตรงนี้ รวมถึง GISTDA ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ได้มีการนำเสนอ อบก. ถึงการทำระเบียบวิธีการประเมินใหม่ ที่นอกจากจะใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แล้ว ยังนำเอาเครื่องมือและเทคโนโลยีไลดาร์ (LiDAR) มาช่วยประเมินการกักเก็บคาร์บอน เพื่อความถูกต้อง แม่นยำ และลดค่าใช้จ่าย
📣 ดร.สยาม ลววิโรจน์วงศ์ ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริหารภูมิสารสนเทศ GISTDA กล่าวว่า ปัจจุบัน GISTDA ได้พัฒนาวิธีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการประเมินการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งได้รับการรับรองจาก อบก. โดยวิธีการดังกล่าวจะช่วยให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และขยายพื้นที่ในวงกว้างได้ รวมถึงยังเพิ่มเรื่องของความถูกต้อง เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการในอดีตที่ต้องใช้คนเข้าพื้นที่ นับจำนวนต้นไม้และวัดขนาดต้นไม้ เพื่อนำมาประเมินการกักเก็บคาร์บอน
🛰️“การใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และสามารถกระจายไปได้ในทุกพื้นที่ ประชาชนหรือหน่วยงานที่สนใจก็สามารถเข้าร่วมได้ โดยปัจจุบัน GISTDA ได้พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า “Carbon Atlas” เพื่อรองรับการให้บริการการประเมินการกักเก็บคาร์บอนด้วยวิธีการใหม่ดังกล่าว” ผู้ที่สนใจจะขายคาร์บอนเครดิตสามารถเข้ามาวาดรูปแปลงบน “แผนที่คาร์บอน” หรือ “Carbon Map” ที่ GISTDA มีการจัดทำทุกปีผ่านคอมพิวเตอร์หรือว่าบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อที่จะประเมินศักยภาพของพื้นที่นั้น ๆ ว่ามีการกักเก็บคาร์บอนมากน้อยแค่ไหนก่อนนำไปขอขึ้นทะเบียนกับ อบก. วิธีการนี้จะทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการประเมินคาร์บอนที่ถูกลง สามารถประเมินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ และน่าเชื่อถือ
🚩คาดว่าจะสามารถให้บริการดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม “Carbon Atlas” ได้ ภายในปลายปี 2568 ทั้งนี้ GISTDA คาดหวังว่า การพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นวิธีการใหม่ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนนี้ จะช่วยสนับสนุนนโยบายของประเทศในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือคาร์บอนเครดิตให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
#อว #วิเคราะห์ #ข้อมูล #ดาวเทียม #คาร์บอนเครดิต #ภาคป่าไม้ #อบก #ประเมินคาร์บอน #เทคโนโลยีอวกาศ