WManagementthailand

WManagementthailand Business Strategy / KPI / Training / Performance Assessment

10 วิธีการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อมุ่งสู่องค์กรชั้นนำในโลกของการทำงาน “การทำงานเป็นทีม” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคั...
31/08/2023

10 วิธีการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อมุ่งสู่องค์กรชั้นนำ
ในโลกของการทำงาน “การทำงานเป็นทีม” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยให้องค์กรประความสำเร็จได้
การทำงานเป็นทีม คืออะไร
การทำงานเป็นทีม คือ การทำงานมากกว่า 1 คนขึ้นไป จำนวนคนในทีมขึ้นอยู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีในการทำงานแต่ละโปรเจกต์ เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน โดยวิธีการทำงานอาจจะแตกต่างกันไปตามความถนัดของแต่ละคน แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่ได้จะต้องออกมาตรงกัน
หลักการทํางานร่วมกันหรือการทำงานเป็นทีมอย่างมีความสุข
การทำงานเป็นทีมอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์นั้น มีหลักการทำงานร่วมกันง่าย ๆ ที่ทำแล้วได้ประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้
• จริงใจและเชื่อใจกัน ทั้งสองสิ่งนี้เป็นพื้นฐานของทุกความสัมพันธ์ที่ดี
• มีระบบการทำงานและเป้าหมายเดียวกัน วางกรอบและระบบการทำงานให้ชัดเจนควบคู่ไปด้วย เมื่อเส้นชัยและโครงสร้างแข็งแรงแล้ว การทำงานเป็นทีมก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น
• การสื่อสารคือสิ่งสำคัญ ความเข้าใจกันจะช่วยให้การทำงานเป็นทีมบรรลุไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น พูดคุยกันอยู่เสมอ รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา
เปรียบเทียบการทำงานคนเดียว VS การทำงานเป็นทีม
• ทำงานคนเดียวรวดเร็วกว่าการทำงานเป็นทีม ทำงานคนเดียวเสร็จเร็ว แต่ในบางครั้งเหนื่อยกว่าทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีมรับผิดชอบเป็นส่วน ๆ อาจจะใช้เวลามากกว่า รอนานกว่า ใช้เวลาในการทำความเข้าใจกันนานกว่า
• ทำงานคนเดียวตัดสินใจได้เร็วกว่า ในการทำงานบ่อยครั้งที่ต้องมีการตัดสินใจเลือกวิธีหรือเลือกบางสิ่งบางอย่างอาจต้องนัดประชุมเพื่อหารือและหาข้อสรุปร่วมกัน
• การทำงานเป็นทีมได้ไอเดียหลากหลายและสร้างสรรค์กว่าทำงานคนเดียว การมีคนหลาย ๆ คนช่วยกันคิด จะทำให้ได้แนวคิดที่หลากหลายเพื่อนำไปปรับใช้กับงานได้มากขึ้น
• การทำงานเป็นทีมได้ทำงานตรงกับความสามารถมากกว่าทำงานคนเดียว งานย่อมถูกกระจายออกไปตามความถนัดของแต่ละคนจะช่วยให้ได้งานออกมาดีและมีประสิทธิภาพ
10 วิธีทำงานเป็นทีม ใช้งานได้จริง
1. ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นของคนในทีม
ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า เมื่อสมาชิกในทีมหรือหัวหน้ารับฟังและทำความเข้าใจกับไอเดียที่นำเสนอไป แสดงถึงการเคารพความคิดของทุกคนอย่าเท่าเทียม อาจจะเพิ่มสีสันให้รางวัลทีมที่มีผลงานเกินเป้าเป็นกำลังใจช่วยให้คนในทีมสนุกกับการทำงานเป็นทีมมากขึ้น
2. เข้าใจถึงบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละคน
ทุกคนในทีมต้องรู้ในหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงเคารพในบทบาทของเพื่อนร่วมทีมคนอื่นเช่นกัน ไม่ก้าวก่ายกันแต่สามารถแนะนำด้วยความหวังดีและจริงใจต่อกัน เพื่อให้การทำงานเป็นทีมเป็นไปด้วยความราบรื่น
3. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
การมีเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจนจะช่วยให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เดินไปตามกรอบไม่ออกนอกทาง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการของการทำงาน
4. มีสื่อสารกันอยู่เสมอ
การสื่อสารนั้นหมายถึง การสื่อสารความคิด บอกเล่าปัญหา หรือแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น รวมไปถึงรับฟังกันให้มากที่สุด เคารพกันและกัน ผู้ฟังก็ควรที่จะรับคำแนะนำที่ได้รับมาพิจารณาอย่างเปิดใจ
5. ตัดสินใจร่วมกัน
เริ่มด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกคนในทีมได้แสดงความเห็น และตัดสินใจหาทางออกร่วมกัน หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่เน้นความฉับไวในการตัดสินใจที่ทำไปแล้ว คนที่ตัดสินใจก็ควรอธิบายถึงสาเหตุที่เลือกตัดสินใจไปแบบนั้นกับทีม รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของคนในทีมด้วย เพื่อแสดงความเคารพการทำงานเป็นทีม
6. สร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่ดีต่อกัน
สนับสนุนและให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีบรรยากาศการทำงานที่ดี คนทำงานมีความสุข ทั้งนี้ความไว้ใจกันสามารถเกิดขึ้นได้บนพื้นฐานของการเชื่อในทักษะความสามารถของทุกคนในทีม
7. ทำกิจกรรมนอกเหนือจากงานร่วมกัน
เรียนรู้ตัวตนของเพื่อนร่วมทีมในมุมผ่อนคลายดูบ้างโดยจัดกิจกรรมเช่น กินข้าวเที่ยงร่วมกัน ไปร้องคาราโอเกะตอนเย็นหลังเลิกงาน ฯลฯ แลกเปลี่ยนความชอบในเรื่องส่วนตัว สิ่งนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคนในทีมดีขึ้น
8. เคารพความแตกต่างของคนในทีม
เคารพทั้งตัวตนและความคิด เพศ อายุ กายภาพที่แตกต่างกันในการทำงานร่วมกัน คนในทีมจึงต้องเคารพความต่างของกันและกัน รวมถึงเข้าใจถึงความคิดที่ต่างกัน การมีชุดความคิดที่หลากหลายจากคนในทีม จะช่วยให้งานออกมารอบด้านและรอบคอบมากขึ้น
9. เปิดกว้างรับฟังฟีดแบคอยู่เสมอ
วิธีการทำงานเป็นทีมที่ดีอย่างยั่งยืน คือการรับฟังความคิดเห็นของคนในทีมทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะการรับฟังคำแนะนำเกี่ยวกับงานที่ตัวเราเป็นคนรับผิดชอบ เพื่อนำไปวิเคราะห์ แก้ไข และประยุกต์ใช้กับการทำงาน
10. พร้อมแก้ไขและปรับปรุง
เมื่อได้ฟีดแบคแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือนำสิ่งเหล่านั้นมาวิเคราะห์ พูดคุยกันในทีม หาทางออกของปัญหาร่วมกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จับมือแก้ไขไปพร้อมกันโดยความสมัครใจของคนในทีม วิธีแบบนี้อาจจะใช้เวลามากขึ้น แต่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
การทำงานเป็นทีม ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของการทำงานในองค์กร เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรชั้นนำ
แหล่งอ้างอิง : jobsdb

ผู้ประกอบการทุกคนรู้ไหมครับว่า การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ส่งผลให้ตื่นเช้าขึ้นมา สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที...
30/08/2023

ผู้ประกอบการทุกคนรู้ไหมครับว่า การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ส่งผลให้ตื่นเช้าขึ้นมา สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ส่งผลให้องค์กรดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพโดยคุณ
วันนี้เลยจะมานำเสนอ
7 วิธีนอนยังไงให้หลับง่าย ตื่นเช้าขึ้นมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน
1. สร้างบรรยากาศ ลดแสง เงียบ อากาศเย็นพอดี
ห้องนอนที่ดีควรเงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวน ไม่ควรมีแสงสว่างจ้าจากหลอดไฟยามดึก ที่สำคัญอุณหภูมิห้องต้องมีความเหมาะสม เย็นพอดี ไม่ร้อนจนเกินไป รวมถึงห้องนอนต้องระบายอากาศได้ดีเพื่อลดความอับชื้นและกลิ่นอับที่อาจเกิดขึ้นได้
2. ไม่เล่นโทรศัพท์ ทำงานก่อนนอน
แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะทำให้ระดับเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนในร่างกายลดลงไปอยู่ระดับเดียวกับช่วงกลางวัน และกดการหลั่งเมลาโทนินจากต่อมใต้สมอง ผลลัพธ์ก็คือทำให้ตาสว่างและนอนหลับยากนั่นเอง ดังนั้นใครที่ติดสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก่อนเข้านอนจึงควรหลีกเลี่ยง
การใช้สมองอย่างหนักจนถึงเวลาก่อนเข้านอนทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ดังนั้นควรวางภาระการงานที่คั่งค้างก่อนเข้านอน 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้สมองได้หยุดคิดและร่างกายได้ผ่อนคลายจากปัญหาทุกอย่างที่สะสมมาระหว่างวัน
3. งดออกกำลังกายหนักๆ ก่อนนอน
เนื่องจากขณะออกกำลังกายร่างกายจะหลังสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารแห่งความสุขออกมาส่งผลให้คุณรู้สึกตื่นตัว บวกกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของร่างกายช่วงหลังออกกำลังกายซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกร่างกายว่าต้องตื่นตัว จึงทำให้นอนไม่หลับหรือหลับยากนั่นเอง
ดังนั้นแนะนำให้ออกกำลังกายช่วงเย็นอย่างน้อย 30 นาที หรือเว้นระยะหลังออกกำลังกาย 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ระดับสารเอ็นดอร์ฟินที่ร่างกายหลั่งออกมาลดลง รวมถึงเป็นการทิ้งช่วงให้อุณหภูมิในร่างกายค่อยๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติเพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้น
4. ใช้กลิ่นช่วยบำบัด
กลิ่นหอมๆ จากอโรมาเธอราพี (Aromatherapy) หรือน้ำมันหอมระเหยในสปาช่วยสร้างความรู้สึกสดชื่น และยังเป็นอีกหนึ่งวิธีทำให้นอนหลับง่าย สามารถสร้างความผ่อนคลาย อีกทั้งช่วยลดปฏิกิริยาทางร่างกายที่มีต่อความเครียดได้ด้วย
โดยเฉพาะกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยให้นอนหลับง่าย ยังช่วยปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลและจิตใจสงบ ผ่อนคลายเมื่อหัวถึงหมอนได้อย่างสบาย

ใครมีปัญหานอนไม่หลับสามารถเลือกกลิ่นหอมๆ จากน้ำมันหอมระเหย ไม่ว่าจากสมุนไพรหรือดอกไม้ที่ชอบช่วยบำบัดได้เลย
5. แช่น้ำอุ่น
แนะนำให้แช่น้ำอุ่นก่อนนอนอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้นอนหลับสบายและผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ใครมีเวลาน้อยหน่อยอาจแช่เท้าในน้ำ ที่อุณหภูมิประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส ระหว่างนี้อาจใช้ฝ่ามือถูนวดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เท่านี้ก็จะช่วยคลายความอ่อนล้าได้ดี ลดภาวะตึงเครียดของสมอง ทำให้หลับง่ายหลับสบายมากขึ้น
6. เลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ บุหรี่ อย่างน้อย 4 ชั่วโมง
เพราะของหวานๆ และน้ำตาลจะกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว ทำให้เราหลับยาก ดังนั้นก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ควรเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และบุหรี่ที่กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทั้งนี้หากเป็นคนหนึ่งที่ติดเครื่องดื่มก่อนนอนแนะนำให้ดื่มชาคาโมมายล์อุ่นๆ เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่ช่วยทำให้อารมณ์รู้สึกผ่อนคลาย หรือจะเป็นชาเขียวที่ผ่านการสกัดคาเฟอีนออกไปแล้ว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีทำให้นอนหลับง่าย ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นเช่นกัน
7. นอนให้เป็นเวลา
ควรจัดตารางเวลาการนอนให้เป็นเวลาเดียวกันในทุกคืน โดยทำต่อเนื่องภายใน 1 อาทิตย์ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว คุ้นเคยและจดจำกับช่วงเวลาเดิมจนสามารถหลับได้ตามเวลา โดยระยะเวลาที่ควรเข้านอนคือ 21.00-23.00 น. รวมถึงควรตื่นนอนให้เป็นเวลาด้วย วิธีนี้หากใครที่ทำได้แล้วอาจช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายภายใน 60 วินาที หรือเรียกว่า หัวถึงหมอนก็หลับได้เลย
นอนหลับสบายตื่นมาสดชื่น พร้อมลุยในสถานะเจ้าขององค์กรที่พร้อมตลอดทั้งวันได้อย่างเต็มที่
แหล่งอ้างอิง : โรงพยาบาลวิมุต

4 ขั้นตอนการสร้าง Outputให้ประสิทธิผลองค์กรงอกงามคำว่า Output ถ้าแปลเป็นไทยง่ายๆ จะแปลว่า “ผลผลิต”คือการ 1. เขียน 2. พูด...
29/08/2023

4 ขั้นตอนการสร้าง Outputให้ประสิทธิผลองค์กรงอกงาม
คำว่า Output ถ้าแปลเป็นไทยง่ายๆ จะแปลว่า “ผลผลิต”
คือการ 1. เขียน 2. พูด 3. ปฏิบัติ เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราต้องออกแรงสร้างอะไรบางอย่างขึ้น
ส่วน Input คือการ 1. ฟัง 2. อ่าน 3. ดู เป็นกิจกรรมที่เราทำเพื่อรับข้อมูล
อยากสร้าง Output ออกมาให้ได้เยอะๆ ต้อง
1. เพิ่ม Input
ก่อนทำ Output ให้ดี ต้องมี Input ที่ดีก่อน
ต้องพยายามเพิ่ม Input ให้กับตัวเอง และเอา Input นั้นๆ มาสร้างเป็น Output ขึ้นมา
ลอง ฟัง อ่าน ดู (เพิ่ม Input) แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นมา เขียน พูด ปฏิบัติ (ทำ Output)
โดยที่สัดส่วนที่เหมาะสม (ที่หนังสือเรื่อง The Power of Output) แนะนำคือ 3:7 คือให้เก็บ Input 3 ส่วน และให้ทำ Output 7 ส่วนครับ (เช่นถ้าคุณมี 10 ชั่วโมงในการเตรียมสอบ ให้คุณอ่านหนังสือ 3 ชั่วโมง และทำโจทย์ 7 ชั่วโมง)
2. ขอ Feedback
พอทำ Output เสร็จแล้ว สิ่งสำคัญถัดมาคือการขอ Feedback ซึ่งมีหลายวิธี เช่น
1. การรีวิว Output ด้วยตัวเองแล้วแก้ไขข้อด้อยและพัฒนาข้อดี
2. การขยายให้กว้าง (ศึกษา Output ของคนอื่นหลายๆ คน) และเจาะให้ลึก (ศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Output ของคุณให้ลงรายละเอียดยิ่งขึ้น)
3. ไขข้อสงสัยว่าทำไม โดยการฝึกตั้งคำถามให้เป็นนิสัย ความสงสัยและใฝ่รู้จะเป็นต้นกำเนิดของความรู้อีกหลายอย่าง
4. ให้คนอื่นแนะนำ เพื่อที่เราจะได้เห็นสิ่งที่สามารถปรับปรุงได้จาก Output ของเรา (เช่นอาจจะเอา Output ของเราไปทำวิดีโอหรือไปเขียนเป็นบทความ เพื่อให้คนอื่นเข้ามาดูและติชม)
3. ทำทันที
อยากสร้าง Output จะต้องลงมือทำทันทีหลังจากที่ได้ Input เข้ามา ต้องสร้าง Output 3 ครั้งภายใน 2 สัปดาห์ ความทรงจำนั้นๆ จะกลายเป็นความทรงจำระยะยาว
เช่นถ้าคุณอ่านบทความนี้จบ อาจจะลองเขียนสรุป หรือ เล่าให้เพื่อนฟัง
4. ทำวนไป
เมื่อคุณทำ Output และได้ Feedback มาแล้ว สิ่งสำคัญคือการย้อนกลับไปเก็บ Input ใหม่
เก็บ Input, ทำ Output และรับ Feedback วนไป
ถ้าคุณสามารถทำ 3 สิ่งนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ คุณจะสร้าง Output ที่ดีออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ
และนี่คือวิธีการสร้าง Output ออกมาให้ได้มากๆ
แหล่งอ้างอิง : เว็บไซต์ Bank Sitthinunt

ฝึกอบรมพนักงานของคุณก่อนที่เขาจะทำให้องค์กรของคุณเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการนั่งเครื่องบิน!คุณรู้หรือไม่ มารยาทการเดินทางบ...
28/08/2023

ฝึกอบรมพนักงานของคุณก่อนที่เขาจะทำให้องค์กรของคุณเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการนั่งเครื่องบิน!
คุณรู้หรือไม่ มารยาทการเดินทางบนเครื่องบินส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กร หากเราคนในองค์กรละเลยมารยาท ประพฤติตนเสื่อมเสีย ก็อาจส่งผลต่อชื่อเสียงและรายได้ขององค์กรเราได้ หากท่านนักธุรกิจต้องเดินทางไปเจรจาติดต่อประสานงานโดยเครื่องบิน มีมารยาทการเดินทางโดยสารเครื่องบินที่พึงตระหนักดังนี้
.
1. สัมภาระที่นำขึ้นเครื่อง 2 ชิ้นขนาดไม่ใหญ่
ตามกฎของสายการบินพาณิชย์กำหนดกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องได้แบบ 1+1 คือกระเป๋าส่วนตัว 1 ใบ (เช่น กระเป๋าถือผู้หญิง กระเป๋าสะพาย หรือกระเป๋าโน้ตบุ๊ค) บวกกับสัมภาระอีก 1 ใบ (เช่น กระเป๋าลาก เป้สะพายหลัง หรือกระเป๋าใบใหญ่) โดยทั้งสองใบต้องมีขนาดไม่เกินตามที่สายการบินกำหนด และมีน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม
.
2. ยกกระเป๋าเก็บด้วยตัวเอง
การยกกระเป๋าส่วนตัวของเราขึ้นไปเก็บบนช่องเก็บเหนือศีรษะ เป็นหน้าที่ของเราเอง ไม่ใช่ของพนักงานสายการบิน
.
3. ปรับเบาะกลับตอนกินข้าว และอย่าวางถาดอาหารบนพื้น
การปรับเอนเบาะเพื่อนั่งสบาย แต่ให้ปรับเบาะเราขึ้นเหมือนเดิมเมื่อมีเสิร์ฟอาหาร
และไม่วางถาดอาหารบนพื้นเครื่องบิน เพราะมันจะกีดขวางทางเดินและทางออกฉุกเฉิน
.
4. คาดเข็มขัดทุกครั้งที่นั่งเพื่อความปลอดภัยของคุณ
เมื่อขึ้นเครื่องนั่งเบาะแล้วให้คาดเข็มขัดนิรภัยทันที หากตกหลุมอากาศแรงๆ ผู้โดยสารอาจจะลอยขึ้นไปกระแทกแผงด้านบนจนแตกทั้งแผงและหัวคนได้
.
5. อย่าเปิดหน้าต่างชมวิวอยู่คนเดียว
หลายเที่ยวบินที่ต้องเดินทางผ่านเขตเวลาที่แตกต่างกัน แสงด้านนอกอาจจะสว่างจ้า แต่ในเครื่องบินปิดไฟมืดสนิทเพื่อให้พักผ่อน เมื่อหน้าต่างปิดสนิททุกบาน อย่าเปิดหน้าต่างอยู่ช่องเดียวของเครื่องบิน
.
6. ไม่เปลี่ยนที่นั่งโดยไม่บอก
หากวันไหนเจอเที่ยวบินโล่งๆ บางทีเราก็อยากไปนั่งคนเดียวแล้วเหยียดตัวนอนบนเก้าอี้ 3 ตัวรวด จริงๆ ก็ทำได้นะแต่ควรบอกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินว่าเราจะย้ายที่นั่งนะ (โดยทั่วไปลูกเรืออนุญาตถ้าไม่ได้มีการย้ายข้ามโซนไกลๆ เช่น จากกลางลำ ไปท้ายลำ) เพราะว่า ทุกเที่ยวบิน กัปตันหรือนักบินจะต้องทำการคำนวนเรื่องของการกระจายน้ำหนักผู้โดยสารบนเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินเกิดความสมดุลด้วย
.
7. ห้องน้ำมีน้อย อย่านั่งแช่นาน
ห้องน้ำบนเครื่องบินในชั้น Economy โดยเฉลี่ยแล้วจะมี 1 ห้องต่อผู้โดยสารประมาณ 28-30 คน ดังนั้นเผื่อให้คนอื่นได้ใช้บ้าง
.
8. อย่ารีบลุกตอนเครื่องยังไม่จอดสนิท เมื่อกัปตันเบรกเพื่อจอด คนที่ยืนอยู่อาจล้มหัวทิ่ม
.
9. ใช้หูฟังทุกครั้งที่ดูหนัง/ฟังเพลงไม่ว่าจะเป็นไอพอด ไอโฟน ไอแพด แท็บเล็ตดูหนังดูซีรีย์ต่างๆ อย่าพูดคุยกันเสียงดังจนรบกวนผู้โดยสารคนอื่น เพราะเครื่องบินก็เหมือนห้องใหญ่ๆ ที่อยู่ร่วมกันหลายคน บางคนก็อยากพักผ่อน บางคนก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องส่วนตัวของคุณ
.
10. กล่าวขอบคุณและขอโทษ
การกล่าวขอบคุณเมื่อมีคนมาดูแล หรือขอโทษเมื่อเผลอทำอะไรไม่ดี คือมารยาททางสังคมที่ควรมี ยิ่งบนเครื่องบินเมื่อเราไปใช้พื้นที่ร่วมกับคนอื่นๆ อย่างใกล้ชิดกว่าปกติ ทั้งการนั่งติดกันแบบไม่รู้จักกันมาก่อนเป็นเวลานานๆ หรือการรับการบริการต่างๆ ตลอดหลายชั่วโมง แค่คำพูดขอบคุณ หรือขอโทษเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีและประทับใจได้
.
เดินทางด้วยเครื่องบินอย่างมั่นใจกันได้เลย!

ทุกคนครับ รู้ไหมครับว่าถ้าปล่อยให้พนักงานหรือตัวเองได้งีบบ้าง หลังจากทำงานมาครึ่งวัน อาจจะส่งผลดีมากกว่าที่คิดก็ได้นะครั...
25/08/2023

ทุกคนครับ รู้ไหมครับว่าถ้าปล่อยให้พนักงานหรือตัวเองได้งีบบ้าง หลังจากทำงานมาครึ่งวัน อาจจะส่งผลดีมากกว่าที่คิดก็ได้นะครับ แล้วงีบกี่นาทีถึงจะตื่นขึ้นมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ล่ะ?
วันนี้จะมานำเสนอ
“Power nap” นอนงีบกี่นาที ถึงตื่นขึ้นกลับมาทำงานดีที่สุด
การนอนงีบ คือ การนอนหลับในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อชดเชยเวลานอนไม่เพียงพอ ช่วงระยะเวลาของการนอนหลับ จะมีผลต่อสุขภาพ ทั้งด้านสมองและร่างกาย สามารถทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดความตึงเครียด ทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส นอกจากนี้ระบบร่างกายของคุณก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ใช้เวลาหลับแค่เพียง 10 นาทีเท่านั้น จะสามารถตื่นตัวพร้อมที่จะทำงานต่อไปได้อีก 3 ชั่วโมง และยังพบว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าการนอนหลับนาน 30 นาที – 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ประสิทธิภาพของร่างกายแต่ละคนก็มีผลถึงความต้องการการงีบระหว่างวัน บางคนไม่จำเป็น บางคนก็ต้องการเพียงเล็กน้อยหรือต้องการหลับไปนานๆ เลยก็มีเช่นกัน”
ข้อดีของการงีบระหว่างวัน
• ก่อให้เกิดการตื่นตัวทั้งด้านสมองและร่างกายในการทำงาน มีความกระตือรือร้น อาการร่วงโรยต่างๆ จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
• ลดความเครียดหรือความหงุดหงิด เป็นการผ่อนคลายสมอง เพราะการหลับจะช่วยลดฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียดได้
• ทำให้สมองมีประสิทธิภาพในการจำได้อย่างรวดเร็วเพิ่มขึ้น
• การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า 40% การทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์จะทำได้ดีและมีความพร้อมมากขึ้น
• สุขภาพโดยรวมดีขึ้น เนื่องจากการงีบระหว่างวันจะทำให้ร่างกายปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ได้ดีขึ้น
เวลาที่เหมาะสมที่ควรงีบระหว่างวัน
• นอนหลับ 10 – 20 นาที จะช่วยเพิ่มพลังงานและคืนความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สมองโปร่ง เพราะอยู่ในช่วง non – rapid eye movement (NREM)
• นอนหลับ 30 นาที เป็นเวลานอนที่ไม่เป็นผลดีกับร่างกาย เพราะจะยังคงรู้สึกง่วง มึนงง เหมือนกับนอนไม่พอ และยังคงไม่พร้อมที่จะทำงาน ซึ่งกว่าอาการนี้จะหายไปก็ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาทีต่อมา
• นอนหลับ 60 นาที เป็นช่วงที่ดีต่อความจำ ซึ่งเรียกว่าอยู่ในช่วง Slow – wave sleep เป็นการหลับลึกที่ยังคงความง่วง แต่สมองสามารถเสริมความจำดีไว้ได้
• นอนหลับ 90 นาที เป็นการนอนที่ครบรอบ กล่าวคือ มีหลับลึกและไม่ลึกมากนัก อาจมีการฝันบ้าง ช่วยให้อารมณ์ดี มีความคิดสร้างสรรค์ และไม่งัวเงียเหมือนช่วง 30 – 60 นาที
“จากผลวิจัยพบว่าการใช้เวลางีบระหว่างวันเกินกว่า 30 – 45 นาที หรือการงีบช่วง 11.00 น. นอกจากจะไม่ส่งผลดีกับร่างกายแล้ว ยังก่อให้เกิดผลเสียตามมาอย่างเช่นทำให้ช่วงกลางคืนนอนไม่หลับ และอาจมีปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย”
แหล่งอ้างอิง : สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
คุณอาจจะไม่ได้เจอคำคมหรือบทความที่จะพัฒนาองค์กรของคุณแบบนี้ในหน้าเฟสของคุณอีกก็ได้ ผมแนะนำให้คุณกดติดตามเพจ W Management เพจนี้ไว้เลย!
E-mail: wmanagementthailand.com

ทำไมทักษิณถึงเป็นเป็นที่รักของคนเสื้อแดง? และยังเป็นอดีตผู้นำไม่กี่คนที่มีอิทธิพลต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน?ทำความรู้จักกั...
23/08/2023

ทำไมทักษิณถึงเป็นเป็นที่รักของคนเสื้อแดง? และยังเป็นอดีตผู้นำไม่กี่คนที่มีอิทธิพลต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน?
ทำความรู้จักกับ
ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics) ระบบทุนนิยมที่ชนชั้นรากหญ้ากินได้
ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics) เป็นคำเรียกนโยบายเศรษฐกิจในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย โดยผู้ที่ใช้คำนี้ครั้งแรกคือนางอาโรโย ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ ในสุนทรพจน์งานประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในปีพ.ศ. 2546
ทักษิโณมิกส์ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ มุ่งเน้นการใช้จ่ายภาครัฐบาล และสร้างรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว เพื่อแก้ปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากวิกฤติทางการเงินในปี 2540 ฟองสบู่แตก ทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยถดถอยติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี รัฐบาลจึงเข้ามามีบทบาทแทนที่ภาคเอกชน ด้วยการกระตุ้นอุปสงค์รวมภายในประเทศ ผ่านการใช้จ่ายตามโครงการต่าง ๆ ทั้งการบริโภค และการลงทุน

ทักษิโณมิกส์ของรัฐบาลทักษิณ ได้รับการกล่าวขานว่าแก้ปัญหาได้เยี่ยมยอด มุ่งใช้นโยบายการคลังมากกว่านโยบายการเงิน การใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นอุปสงค์รวมของประเทศขึ้นมาได้และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

การดำเนินเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์นั้น ทักษิณนิยามว่าคือ นโยบายเศรษฐกิจ 2 แนวทาง (Dual Track Policy)แนวทางแรกคือ กระตุ้นการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยว เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ และแนวทางที่สองคือ การกระตุ้นไปในระดับรากหญ้า มุ่งไปที่เกษตรกร ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อย และสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ

ทั้ง 2 แนวทางมีความมุ่งหมายกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยหาทางลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสให้ประชาชน เป็นเศรษฐกิจ"สังคมทุนนิยม" (Social Capitalism) หลักการคือ การประยุกต์ระบบทุนนิยมที่มีเป้าหมายแต่ไม่มีอุดมการณ์ เข้ากับระบบสังคมนิยที่มีอุดมการณ์แต่ไม่มีเป้าหมาย

บางส่วนของนโยบายทักษิโณมิกส์คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ตลาดทุนทำให้ตลาดหุ้นไทยเติบโต เปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นกระแสเงินสด ผลักดันให้รัฐวิสาหกิจออกจากอ้อมอกของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาวด้วย

ทักษิโณมิกส์ อาศัยความสามารถในเชิงบริหารจัดการของฝ่ายบริหารเป็นกลไกสำคัญในการบริหารโนบาย ตั้งงบประมาณกลางวงเงินสูงโดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดการใช้จ่ายล่วงหน้า หรือการเข้าไปตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยหวังว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะไม่ขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบ managed market economy

การปฏิบัติ
แนวทางแบบทักษิโณมิกส์ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงตกต่ำให้กลับฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ก็คือ ส่งเสริมการบริโภคของประชาชน นำไปสู่การลดการพึ่งพาการส่งออกซึ่งผันผวน เมื่อเศรษฐกิจภายในมีเสถียรภาพในระดับหนึ่งแล้ว จึงจะกระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อไปได้

โดยวิธีหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณเลือกใช้กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศก็คือ การกระจายทรัพยากรทางการเงินไปสู่ประชาชนระดับ รากหญ้า ผ่านทางโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการพักการชำระหนี้ของเกษตรกร โครงการธนาคารประชาชน otop บ้านเอื่ออาทร

ส่วนการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนนั้น ในสมัยรัฐบาลทักษิณ2 มีนโยบายปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยจัดแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ คลัสเตอร์ เป็นห้ากลุ่มยุทธศาสตร์หลัก แล้วส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เหล่านี้

สำหรับการลงทุนภาครัฐ ได้ลงทุนและมีแผนจะลงทุนในโครงการขนาดยักษ์ (เมกะโปรเจกต์) ต่าง ๆ เช่น โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โครงการระบบโลจิสติกส์ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท เป็นการกระตุ้นการลงทุนต่อจากกระตุ้นการบริโภคในช่วงสมัยแรกของรัฐบาล เพื่อรักษาไม่ให้อุปสงค์รวมตกต่ำลง

นักวิจารณ์มองว่าแนวทางนี้นั้น ไม่ต่างอะไรไปจากเศรศฐศาสตร์แบบเคนส์ และเศรษฐกิจไทยในช่วงรัฐบาลทักษิณนั้น ก็ยังคงเติบโตจากการส่งออกเป็นหลักเช่นเดิม ส่วนการบริโภคภายในประเทศก็เพิ่มขึ้นเพียงระดับปานกลางเท่านั้น และการที่ธนาคารของรัฐเร่งปล่อยกู้นั้นก็อาจจะนำไปสู่หนี้เสียในที่สุด แนวทางนี้ กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม ที่ทำไปเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชน ทั้งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากนอกจากอาจจะเป็นการสูญเปล่า ยังอาจจะสร้างนิสัยการบริโภคเกินตัวของประชาชนอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงแรกของการใช้นโนบายนี้ เศรษฐกิจของไทยขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วมากผิดความคาดหมาย ขยายตัวถึง 5.2%
และยังมีการบริหารระบบราชการด้วยแนวคิด CEO หากต้องการติดตามต่อว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไร
ฝากกดติดตามเพจนี้ด้วยนะครับ
Email: [email protected]

“ถ้าคุณวัดไม่ได้ คุณก็ปรับปรุงไม่ได้”วันนี้เราจะมานำเสนอความสำคัญระหว่าง Balance Scorecard และ KPI ที่แยกออกจากกันไม่ได้...
22/08/2023

“ถ้าคุณวัดไม่ได้ คุณก็ปรับปรุงไม่ได้”
วันนี้เราจะมานำเสนอ
ความสำคัญระหว่าง Balance Scorecard และ KPI ที่แยกออกจากกันไม่ได้ เครื่องมือวัดโอกาสประสบความสำเร็จในองค์กรของคุณ
ธุรกิจของคุณมีทักษะทางธุรกิจและเทคโนโลยีเพียงพอที่จะใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจหรือไม่?
กระบวนการของคุณใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีคุณภาพสูงหรือไม่?
ลูกค้าของคุณพอใจกับการคืนเงินต่ำและมูลค่าตลอดอายุการใช้งานสูงหรือไม่?
ในที่สุดคุณทำกำไรได้หรือไม่? คำถามเหล่านี้มาจาก Balanced Scorecard และมีความเกี่ยวข้องกัน
Balanced Scorecard เป็นเครื่องมือในการบริหารผลการดำเนินงาน ที่สามารถนำ KPI (Key Performance Indicators) มาใช้วัดผลการดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้แบบสมดุล
เริ่มจาก มุมมองของการเรียนรู้และการเติบโต (Learning&Growth) ว่าจะมีการทำวิจัยอะไร เพื่อจะสร้างส่วนที่เป็นกลไกสมดุลของผลการดำเนินงาน
จากนั้นเราก็ต้องมาดูต่อด้วยมุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Processes) กำหนดเป้าหมายที่จะทำ วิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์
เพื่อส่งผลกระทบต่อมุมมองด้านลูกค้า (Customer) ซึ่งวัดผลการดำเนินงานด้านยอดขาย ความพึงพอใจของลูกค้า
ซึ่งสุดท้ายก็จะส่งผลต่อมุมมองด้านการเงิน (Finance) ซึ่งก็จะเป็นผลการดำเนินงานที่องค์กรได้รับต่อมา
ดังนั้นการทำเรื่องตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก (KPI) ขององค์กรจึงควรนำมุมมองทั้ง 4 ด้านของ BSC มาใช้เป็นกรอบในการกำหนด KPI ในด้านต่างๆ ได้อย่างสมดุลและเหมาะสม
คุณอาจจะไม่ได้เจอคำคมหรือบทความที่จะพัฒนาองค์กรของคุณแบบนี้ในหน้าเฟสของคุณอีกก็ได้ ผมแนะนำให้คุณกดติดตามเพจ W Management เพจนี้ไว้เลย!
E-mail: wmanagementthailand.com

6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วใน  “การตัดสินใจทางธุรกิจ” ในฐานะผู้ประกอบการ ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ทุกๆวันคือการตัดส...
21/08/2023

6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วใน “การตัดสินใจทางธุรกิจ”
ในฐานะผู้ประกอบการ ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ทุกๆวันคือการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ผู้ที่ทำการตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีและรวดเร็ว มีความได้เปรียบมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดใหม่ที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
ต่อไปนี้คือหกวิธีช่วยคุณให้ตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีและรวดเร็ว
1. รู้หน้าที่และจัดลำดับความสำคัญ
เป้าหมายที่แท้จริงของบริษัทคืออะไร การตัดสินใจทุกครั้งที่คุณทำ จำเป็นต้องโฟกัสไปที่ภารกิจและเป้าหมายของบริษัท เมื่อมีตัวเลือกที่ทำให้ตัดสินใจยากขึ้น ลองถามตัวเองว่า “การตัดสินใจในครั้งนี้สนับสนุนเป้าหมายของบริษัทหรือไม่?”ใส่ใจในข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความคิดเห็น
เมื่อคุณเข้าใจภารกิจขององค์กรอย่างแท้จริง จะทำให้คุณควบคุมอารมณ์หรืออีโก้ก่อนตัดสินใจ
ถ้าคุณต้องการให้การตัดสินใจเร็วขึ้น อาจใช้วิธีแบบมองภาพรวม แต่สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดเส้นตายไม่เช่นนั้นคุณอาจพบว่าตัวเองใช้เวลานานเป็นวันแต่ไม่ตัดสินใจอะไรเลย
2. ตัดสินใจเรื่องไม่จำเป็นให้น้อยลง
การกำจัดการตัดสินใจที่ไม่จำเป็นบางอย่างในชีวิต ช่วยประหยัดเวลาและพลังงาน เนื่องจากภาวะจิตในการตัดสินใจมีความสำคัญอย่างมาก คุณไม่อาจสวมใส่เสื้อผ้าแบบเดิมทุกวันเหมือน Zuckerberg ได้หรอก แต่คุณอาจเตรียมเสื้อผ้าของวันถัดไปได้ก็ช่วยลดการตัดสินใจไปหนึ่งอย่างแล้ว
3. ทุกคำถามมีคำตอบแค่ ใช่ หรือ ไม่
ถ้าคุณลดคำตอบให้เป็นสองทาง ดำหรือขาว ดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ ก็หลีกเลี่ยงการวิเคราะห์อันยุ่งเหยิง ซึ่งอาจทำให้กระบวนการตัดสินใจชะงักได้
คุณสนุกกับการตัดสินใจอย่างรวดเร็วได้ เช่น ตัดรายการสิ่งที่ต้องทำออกแบบรวดเร็ว ในความจริงแล้ว การตัดสินใจของคนเราส่วนใหญ่ใช้เวลากันไม่เกิน 10 นาที
4. มีตัวแทน
การมอบหมายให้อำนาจแก่พนักงานของคุณตัดสินใจ โดยไม่ต้องรอคุณสั่ง เป็นส่วนสำคัญของการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน พยายามให้ทีมของคุณตัดสินใจด้วยตัวเอง มีขั้นตอนในการตัดสินใจ อธิบายหลักการให้กับทีมของคุณ และจงยึดมั่นและเชื่อในการตัดสินใจของพวกเขา
5. การตัดสินใจที่ซับซ้อน: กำหนดเส้นตาย ติดตามผล และปรับปรุง
วิธีการวิเคราะห์สำหรับการตัดสินใจที่ซับซ้อน จำเป็นต้องใช้เวลาทำการประชุม ถกเถียงเรื่องปัญหา และหาข้อสรุป จากนั้นคอยติดตามผล และตรวจสอบดูว่าการตัดสินใจนั้นถูกหรือไม่?
ติดตามผลหลังจากตัดสินใจเรื่องสำคัญไปแล้ว 30-60 วัน แล้วถามตัวคุณว่าการวิเคราะห์ที่ใช้เวลายาวนาน ช่วยให้การตัดสินใจของคุณเป็นการตัดสินใจที่มีคุณภาพมากขึ้นหรือไม่?
ผู้ก่อตั้งบริษัท Google ได้สอนให้พนักงานในบริษัทตัดสินใจสิ่งสำคัญด้วยความรวดเร็ว แต่ต้องรอ 24 ชั่วโมงก่อนดำเนินการ เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจนั้นเหมาะสมที่สุด
6. ฝึกซ้อม
พิจารณาระยะเวลาและความพยายามที่คุณใช้ในการตัดสินใจ จากนั้นให้เปลี่ยนกระบวนการคิดนั้นให้กลายเป็นนิสัย
ต่อไปนี้คือวิธีการฝึกเพื่อช่วยให้คุณมีการตัดสินใจที่รวดเร็วมากขึ้น
• กฎ 2 นาที : กำหนดเส้นตาย สำหรับการตัดสินใจในเรื่องที่ง่าย ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ 1-5 นาที วิธีนี้จะบังคับให้คุณเป็นคนที่มองข้อดีและข้อด้อยของสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
• สุ่มเลือกขึ้นมาเลย: ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตัวเลือกทั้งหมดมีข้อดีเท่ากัน ให้เขียนตัวเลือกทั้งหมดลงในภาชนะอะไรก็ได้ จากนั้นหยิบขึ้นมา และทำตาม
ข้อคิด
แม้ความเร็วในการตัดสินใจของคุณจะเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของธุรกิจ ทว่าคุณภาพของการตัดสินใจก็ยังสำคัญที่สุด แต่การวิเคราะห์ช้าๆ ก็ไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเช่นกัน
คุณต้องมีสมดุล ทำให้รวดเร็วเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องเล็ก เพื่อเพิ่มเวลาว่างและพื้นที่ให้กับการตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่และสำคัญจริงๆ จากนั้นก็เริ่มลงมือดำเนินการได้เลย!
แหล่งอ้างอิง : Goalcas
คุณอาจจะไม่ได้เจอคำคมหรือบทความที่จะพัฒนาองค์กรของคุณแบบนี้ในหน้าเฟสของคุณอีกก็ได้ ผมแนะนำให้คุณกดติดตามเพจ W Management เพจนี้ไว้เลย!
E-mail: wmanagementthailand.com

ผู้นำองค์กรจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กรจะทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีจุดมุ่งหมายและยั่งยืนวันนี...
21/08/2023

ผู้นำองค์กรจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กรจะทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีจุดมุ่งหมายและยั่งยืน
วันนี้จึงมานำเสนอ
เคล็ดลับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเปลี่ยนแปลงธุรกิจของคุณด้วย Business Model Canvas
หากต้องการให้วิธีการดำเนินธุรกิจแบบดิจิทัลนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน บริษัทต่าง ๆจะต้องคิดคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์และสิ่งที่กำลังทำอยู่มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
เครื่องมือที่เป็นที่รู้จักและเรียบง่ายเพียงเครื่องมือเดียวที่ช่วยอำนวยความสะดวก ทำให้มองเห็นภาพรวมธุรกิจๆได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ Business Model Canvas หรือแผนภาพโมเดลธุรกิจนั่นเอง
Business Model Canvas คือการอธิบายองค์ประกอบของธุรกิจ 9 ส่วน พัฒนาโดย Alexander Osterwalder และ Yves Pigneur เพื่อช่วยเหลือองค์กรให้สามารถเริ่มต้นและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางธุรกิจ
ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 9 ส่วน

• หัวใจสำคัญคือ คุณค่าของสินค้าและบริการ (Value proposition) เป็นการผสมผสานระหว่างสิ่งที่ตอบโจทย์ปัญหาของลูกค้าและสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากการใช้สินค้าหรือบริการ
• ทางด้านขวากลุ่มลูกค้าเป็นการทำความเข้าใจว่าใครเป็นลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจนำไปสู่การจัดกลุ่มลูกค้า (Customer Segments) ระหว่างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationships) และช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าต่าง ๆ (Channels) ช่วยทำให้เห็นภาพว่าจะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไร รับฟังเสียงของลูกค้าได้อย่างไร และมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขาได้อย่างไร
• ทางด้านซ้ายมือของ Business Model Canvas เป็นส่วนของกระบวนการ (Key Activities) และทรัพยากรที่จำเป็น (Key Resources) ในการสร้างสินค้าและบริการ เราต้องพิจารณาถึงพันธมิตรที่สำคัญ (Key Partners) เช่น พันธมิตรเชิงกลยุทธ์หรือข้อเสนอเสริมที่ช่วยสร้างแต้มต่อให้กับธุรกิจเรา เป็นต้น
• Business Model Canvas ยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ (Cost Structure) และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งรายได้ (Revenue Streams) ที่คาดการณ์ไว้
จาก Business Canvas สองสิ่งสำคัญที่ทำให้เครื่องมือนี้เหมาะสมในธุรกิจโลกยุคดิจิทัล คือ
1. ทำให้เข้าใจถึงการมีปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบหนึ่งมักจะมีผลกระทบต่อทั้งหมด ถึงแม้ว่ามันทำหน้าที่เป็นรายการตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการมองข้ามองค์ประกอบหลักทั้งเก้า ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างรายได้ จะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมหลักต้องได้รับการปรับโครงสร้างใหม่
2. แผนธุรกิจที่สมบูรณ์แบบนั้นต้องคำนึงถึงเสียงตอบรับจากลูกค้าและคอยปรับแต่งเปลี่ยนแผนธุรกิจอยู่เสมอ เช่น สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบฟีเจอร์น้อยที่สุด (Minimal Viable Prototype) เพื่อทดสอบตลาดสู่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายโดยเร็วที่สุด จะได้ทราบว่าองค์ประกอบที่ได้จากแผนธุรกิจเราถูกต้องหรือไม่จากผู้มีส่วนได้เสียหลักและกระแสเงินสดที่สร้างได้ และธุรกิจนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงรูปแบบธุรกิจหรือไม่
วิธีการใช้ Business Model Canvas สำหรับ Digital Transformation
บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่มีงบประมาณจำนวนมากในการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ สามารถปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจของคุณโดยหยิบส่วนสำคัญของแต่ละแนวทางมาประกอบเป็นแนวทางของคุณได้
1. Map out the current business model กำหนดรูปแบบธุรกิจในปัจจุบัน
ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจว่าคุณอยู่ที่ไหน ลองเริ่มเขียนว่าแผนธุรกิจปัจจุบันคืออะไรตาม Business Model Canvas และพิจารณาองค์ประกอบทั้ง 9 โดยละเอียดจะทำให้รากฐานในการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลของธุรกิจของคุณแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ในการกรอกข้อมูลในช่องทั้งเก้า คุณต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ จากแบบฝึกหัดนี้อาจเผยให้เห็นความผิดปกติในธุรกิจปัจจุบันของคุณ
บริษัทที่พัฒนาและผลิตขาเทียมทางการแพทย์เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี เมื่อธุรกิจของเขาถูกบังคับให้ร่างรูปแบบธุรกิจปัจจุบัน พวกเขาตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับลูกค้าปลายทาง เช่น ผู้ป่วย จะถูกคั่่นกลางโดยแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยโดยตรง
ในการทำแผนรูปแบบธุรกิจ บริษัทตระหนักว่าพวกเขาจำเป็นต้องเพิ่มยอดขายและกระบวนการสั่งซื้อ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคปลายทางได้โดยตรง จึงได้นำระบบจัดการการขายดิจิทัลแบบบูรณาการมาใช้งาน พวกเขาสามารถทำงานร่วมกับลูกค้าและลงทุนในกระบวนการผลิต โดยอาศัยแบบจำลอง 3 มิติที่สามารถแชร์ทางออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
2. Engage with the transformation opportunities มองหาโอกาสในการเปลี่ยนแปลง
คุณสามารถระบุสิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญ จากนั้นคุณสามารถเริ่มพัฒนาเปลี่ยนแปลงส่วนที่จำเป็นทีละน้อย ละทิ้งสถานะเดิมที่เป็นอยู่ (Status Quo) เพื่อให้เราสามารถจินตนาการว่าจะต้องเปลี่ยนอะไร ไม่ใช่จะเปลี่ยน(ของเดิม)อย่างไร
หลายทีมต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์องค์กรมาช่วยในขั้นตอนนี้ หลักการที่จะช่วยในการเปลี่ยนแปลงก็คือ ภายในทีมต้องแบ่งการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ที่สามารถจัดการได้ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์สอดคล้องกันกับผลการเปลี่ยนแปลงนั้น
ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างเฉพาะทางรายหนึ่งต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมของเขานั้นคู่แข่งสามารถจัดหาเครื่องจักรที่ชาญฉลาดและเชื่อมต่อเครือข่ายได้มากขึ้น
การทำงานโดยใช้วิธีการอธิบายองค์ประกอบของธุรกิจเก้าส่วน ทำให้บริษัทตระหนักได้ว่าความท้าทายที่พวกเขาเผชิญไม่ใช่ปัญหาทางด้านเทคโนโลยี จากการไตร่ตรองอย่างรอบคอบกับโมเดลธุรกิจ บริษัทจึงทราบว่าจำต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณค่าของสินค้า (Value Proposition) แทนที่จะทำสินค้าให้ดีกว่าคู่แข่งตรง ๆ ดังนั้นเป้าหมายของบริษัทจึงเปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์ที่ฉลาดกว่าคู่แข่งมาเป็นการทำความเข้าใจถึงความสำคัญในการเปลี่ยนคำจำกัดความของคุณค่าของสินค้าในรูปแบบใหม่แทน
3. Derive the necessary changes เปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
เมื่อคุณร่างเป้าหมายในขั้นตอนที่สองแล้ว ขั้นตอนที่สามคือการเริ่มการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ
การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จเปรียบได้กับการทำวงออเคสตราที่หมายถึงการสร้างวงดนตรีที่บรรเลงเพลงอันไพเราะมากกว่าที่จะเป็นวงดนตรีที่รวมเครื่องดนตรีรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน ต้องเฝ้าระวังผลกระทบที่แผ่ขยายไปทั่วทั้ง Canvas ดังนั้นการฝึกอบรมและการเพิ่มทักษะพนักงานก็มีความจำเป็นด้วยเช่นกัน
4. Make sure you’ve hit your target ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้บรรลุเป้าหมายแล้ว
สุดท้าย ขั้นตอนที่สี่ที่ถือเป็นข้อเสริม การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลต้องอาศัยการเปลี่ยนขนาดจากงานขนาดใหญ่ให้กลายเป็นงานชิ้นย่อย ๆ และเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไป
ส่วนอื่น ๆ ของธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตาม ฉะนั้นการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการก้าวนำหน้าคู่แข่ง
ตัวอย่างเช่น ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขามากมายเผชิญกับความท้าทายในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด เนื่องจากลูกค้าที่ใช้บริการในร้านมีจำนวนที่ลดลง ในกระบวนการนี้ ทีมงานตระหนักดีว่าแอปที่พวกเขาเปิดให้ลูกค้าสั่งสินค้าล่วงหน้าเพื่อมารับสินค้าในร้านอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจและวิถีการดำเนินงานของธุรกิจเป็นรูปแบบใหม่ การมุ่งเน้นไปที่รูปแบบธุรกิจและคุณค่าหลักของสินค้าบริการของพวกเขาได้เปลี่ยนคำถามสำคัญจาก “เราจะทำอย่างไรกับเทคโนโลยีนี้” เป็น “เทคโนโลยีจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร”
หากธุรกิจของคุณกำลังเผชิญกับความท้าทายในการรักษาแนวทางในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจมาสู่ดิจิทัล การร่างองค์ประกอบทางธุรกิจทั้ง 9 ส่วนใน Business Model Canvas ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองในทางที่ดี ช่วยให้คุณมุ่งให้ความสนใจกับลำดับความสำคัญของธุรกิจและผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น มากกว่ามุ่งสนใจที่เทรนด์ต่าง ๆ ของเทคโนโลยี
หากการเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจให้องค์กรเข้าสู่การทำงานแบบดิจิทัลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ต้องปรากฏใน Canvas และองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งเก้าก่อนที่เราจะลงมือปฏิบัติจริง ๆ ลองทำดู
แหล่งอ้างอิงจาก Big Data Thailand
คุณอาจจะไม่ได้เจอคำคมหรือบทความที่จะพัฒนาองค์กรของคุณแบบนี้ในหน้าเฟสของคุณอีกก็ได้ ผมแนะนำให้คุณกดติดตามเพจ W Management เพจนี้ไว้เลย!
E-mail: wmanagementthailand.com

ที่อยู่

ประชาอุทิศ 76 ทุ่งครุ กรุงเทพฯ
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66894450906

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ WManagementthailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง WManagementthailand:

แนะนำ

แชร์