30/03/2025
🌊💨⛈ภัยคุกคามจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดแรงผลักดันเรื่องภาษีคาร์บอนจากทั่วโลก วันนี้ Carbon Markets Club เลยอยากชวนทุกคนไปสำรวจว่าแต่ละประเทศนำภาษีคาร์บอนไปปรับใช้ในบ้านตัวเองกันอย่างไร พร้อมเรียนรู้ว่ากลไกการสร้างราคาคาร์บอนที่แข็งแรง จะสามารถกระตุ้นการลดการปล่อยมลพิษในภาคขนส่ง พลังงาน ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดจนสามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านโลกของเราไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างไร🌎💰💵
ตัวอย่างประเทศที่นำเรื่องภาษีคาร์บอนมาปรับใช้จริง💰🌳♻️
.
🇸🇪 🇫🇮 🇳🇴 สวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ เป็นกลุ่มประเทศจากแถบยุโรปเหนือที่นำเรื่องภาษีคาร์บอนมาปรับใช้เป็นกลุ่มแรก ๆ ซึ่งประเทศเหล่านี้ปรับใช้ภาษีคาร์บอนตั้งแต่ในช่วงปี 1990s กระทั่งในปัจจุบันมีช่วงราคาภาษีตั้งแต่ 70-168 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งรายได้ส่วนนี้ถูกนำไปสนับสนุนโครงการด้านความยั่งยืนของประเทศ
🇨🇦 ขณะที่ประเทศแคนาดา ได้ดำเนินระบบการกำหนดราคาคาร์บอนที่สอดคล้องกับหลักการของภาษีคาร์บอนมากที่สุด ผ่านพระราชบัญญัติการกำหนดราคามลพิษจากก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Pollution Pricing Act) โดยเรียกเก็บภาษีครอบคลุมทั้งระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มต้นที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2019 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 128 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 โดยรายได้ทั้งหมดจะถูกส่งคืนให้แก่จังหวัดต่าง ๆ และประชาชนผ่านการคืนเงิน
🇬🇧 สหราชอาณาจักร เข้าร่วมในโครงการซื้อขายการปล่อยมลพิษของสหภาพยุโรป (EU Emissions Trading Scheme) สำหรับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก และยังคงเรียกเก็บภาษีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Levy) สำหรับเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม พร้อมทั้งมีอัตราภาษีที่สูงขึ้นสำหรับเชื้อเพลิงในอาคารเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน โดยผลกระทบจากการกำหนดภาษีจะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีและการกำหนดเป้าหมายที่ค่อนข้างจำกัด
🇪🇺 ฝั่งของสหภาพยุโรป โครงการซื้อขายการปล่อยมลพิษของสหภาพยุโรป (EU Emissions Trading Scheme - EU ETS) เป็นระบบการกำหนดราคาคาร์บอนข้ามประเทศที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมภาคไฟฟ้า การผลิต และการเดินทางทางอากาศภายในสหภาพยุโรป โดยบริษัทต่าง ๆ ซื้อโควต้าคาร์บอนรายเดือนในราคาประมูลที่ผันแปร ซึ่งสร้างราคาคาร์บอนที่ซื้อขายได้ โดยราคาในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 99 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ ผลกระทบยังมีข้อจำกัดเนื่องจากความผันผวนของราคาและการยกเว้นที่ค่อนข้างกว้าง
🇯🇵 ขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกอย่างเอเชีย ญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกในเอเชียที่นำภาษีคาร์บอนมาใช้ ในปี 2012 โดยใช้รายได้จากภาษีเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนและพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และปัจจุบันกำลังปรับปรุงกรอบการกำหนดราคาคาร์บอนของตนเอง ขณะที่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้กำหนดราคาคาร์บอนผ่านระบบการซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System - ETS) สำหรับบริษัทในบางภาคส่วน หรือบริษัทที่มีการปล่อยก๊าซเกินเกณฑ์ที่กำหนด
🇸🇬 ส่วนสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ออกกฎหมายจัดเก็บภาษีคาร์บอน ตั้งแต่เมื่อปี 2019 สำหรับสถานประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง โดยมีอัตราภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 50 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2030 ซึ่งรายได้จากภาษีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนมาตรการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม
🇹🇭 ขณะที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกนี้เป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากสิงคโปร์ โดยคณะรัฐมนตรีของไทยอนุมัติการจัดเก็บภาษีคาร์บอน โดยเบื้องต้นจะมีการกำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาท/คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกของสินค้า ตลอดจนไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมและค่าครองชีพของประชาชน
🇿🇦 ส่วนแอฟริกาใต้ได้ออกกฎหมายภาษีคาร์บอนสำหรับผู้ปล่อยก๊าซทางตรง (Scope 1) ตั้งแต่กลางปี 2019 เช่นกัน โดยเรียกเก็บประมาณ 8.5 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งรายได้จากภาษีถูกนำไปใช้สนับสนุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบและโครงการลดการปล่อยมลพิษของภาคอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ภาษีคาร์บอนระดับชาติที่ถูกออกแบบมาอย่างดี และมีการกำหนดราคาการปล่อยมลพิษโดยตรง อาจเป็นเครื่องมือสำคัญทางนโยบายที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจไปสู่การปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ได้ แต่อาจต้องอาศัยมาตรการเสริม เช่น การดูแลผลกระทบทางสังคม การลงทุนในพลังงานสะอาด การกำหนดมาตรฐาน และการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพื่อกระตุ้นนวัตกรรม และลดคาร์บอนให้ทันต่อการรักษาสภาพภูมิอากาศ เพราะนโยบายที่จริงจังและมีความเป็นธรรม สามารถเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านโลกไปสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้🌎🌳💚
ขอบคุณข้อมูลจาก : Earth org , fortuneAsia , EastAsiaForum
#ภาษีคาร์บอน