ครูตอง High Selling Skill Expert ทักษะการขายรายได้สูง

ครูตอง High Selling Skill Expert ทักษะการขายรายได้สูง เป้าหมายของครูตองคือการสร้างทักษะการขายระดับสูงให้คนทำธุรกิจเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่สูงขึ้นในระยะยาว

25/05/2026

เวลาคุณขายสินค้าราคาสูง

หน้าที่ของคุณ
ไม่ใช่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขา “กำลังซื้อ”

แต่คือทำให้เขารู้สึกว่า
เขา “กำลังลงทุน”

เพราะเมื่อวิธีคิดเปลี่ยน
การตัดสินใจก็จะเปลี่ยนตาม

คนทั่วไปมอง “ราคา”
แต่นักลงทุนมอง “ผลตอบแทน”

ในฐานะนักขาย หรือเจ้าของธุรกิจถ้าคุณอยากมีรายได้สูงจริง ๆ มันไม่ใช่แค่ขายให้มากขึ้นเพราะรายได้มันไม่ได้ตันที่จำนวนมันตัน...
24/05/2026

ในฐานะนักขาย หรือเจ้าของธุรกิจ
ถ้าคุณอยากมีรายได้สูงจริง ๆ มันไม่ใช่แค่ขายให้มากขึ้น

เพราะรายได้มันไม่ได้ตันที่จำนวน
มันตันที่ “ราคา” และ “กำไรต่อดีล” มากกว่า

คุณจะเห็นเลยว่า
คนที่รายได้โตจริง เขาไม่ได้ชนะด้วยการขายเยอะเสมอไป

แต่เขาชนะด้วย 3 เรื่องนี้

อย่างแรกคือ “ราคา หรือ ticket size”
คุณขายของระดับไหนอยู่ มันกำหนดเพดานรายได้คุณตรง ๆ

อย่างที่สองคือ “คุณภาพของลูกค้า”
เพราะถ้าคุณดึงคนไม่ใช่เข้ามา ต่อให้ขายเก่งยังไง มันก็ไม่โต

และอย่างที่สำคัญที่สุดคือ “ทักษะการปิดการขาย”

เพราะการขายของแพง
มันไม่ใช่แค่พูดเก่งหรือปิดดีลให้ได้

แต่มันคือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า
สิ่งที่เขากำลังจะได้ มันมีค่ามากกว่าราคาที่เขาจ่าย

ถ้าคุณยังใช้วิธีเดียวกับการขายของถูก
คุณจะไปไม่ถึงเกมรายได้ระดับสูงเลย

“จะแพงก็ไม่แพง
จะถูกก็ไม่ถูก….

ผมเริ่มสังเกตอย่างหนึ่งมาสักพักแล้ว

ธุรกิจที่ขายยาก ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาที่ของเลย

แต่ติดอยู่จุดเดียวกันหมด

คือติดอยู่ตรงกลางตลาด”



ช่วงหลัง ๆ ผมคุยกับเจ้าของธุรกิจหลายคน

หลายสายมาก ทั้งอสังหา service ธุรกิจ Jewelry ไปจนถึงคนทำ consulting หรือแม้แต่ธุรกิจร้านอาหาร

พอได้คุยลึก ๆ ปัญหาของทุกคนมันคล้ายกันมาก

ขายไม่ค่อยออก โตไม่ค่อยขึ้น แล้วก็รู้สึกว่ามันตัน



พอฟังไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มเห็น pattern เดิมๆ

มันไม่ได้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ไม่ได้เกี่ยวกับตลาดไม่ดี

แต่เป็นเพราะเขาอยู่ในโซนเดียวกัน

โซนที่เรียกว่า “กลางตลาด”



กลางตลาดในความหมายของผมนะ

มันไม่ใช่แค่เรื่องราคากลาง ๆ

แต่มันคือจุดที่ value ของคุณยังไม่ถูกวางไว้ชัดพอในหัวคน



พอเป็นแบบนั้น มันจะเกิดสิ่งนี้ขึ้นทันที

คุณไม่ถูกพอที่จะไปแข่งกับสายราคา
แล้วก็ไม่แพงพอที่จะไปอยู่ในสาย value

สุดท้ายคือ ไม่มีใครรู้สึกว่าคุณ “ต้องถูกเลือก” คุณไม่ได้เด่นหรือมีข้อได้เปรียบอะไรสักด้าน



แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเลือกมาอยู่ตรงนี้

ผมว่าไม่ใช่แค่เรื่องการกลัวราคาอย่างเดียว

แต่ที่ลึกกว่านั้นคือ

เขาไม่มั่นใจว่า value หรือคุณค่าของสินค้าตัวเอง ควรถูกมองว่าอยู่ในระดับไหน



พอไม่มั่นใจแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะค่อนข้างตรงไปตรงมา

ก็เลยตั้งราคาต่ำไว้ก่อน
ทำให้ดูเข้าถึงง่ายไว้ก่อน
แล้วหวังว่าการขายด้วยปริมาณจะช่วยให้รอด

แต่สิ่งที่ได้กลับมา มันไม่ใช่ยอดขายที่ดีขึ้น

มันคือภาพลักษณ์ที่ธรรมดาลง



ผมเคยเห็นประโยคหนึ่งที่มันจริงมาก

Most entrepreneurs don’t underprice because of competition
They underprice because they don’t trust their value enough



แล้วพอมันเป็นแบบนั้น ชีวิตมันจะวนอยู่ประมาณนี้

ถ้าคุณแข่งด้วยราคา สุดท้ายคุณจะตายด้วยราคา เพราะมันจะมีคนที่ยอมกดราคาแข่งกับคุณเสมอ
ถ้าคุณตั้งราคากลางๆ คุณก็ไม่มี margin พอจะโต
นอกจากนั้น มันจะทำให้คุณไม่มีตัวตนอยู่ในตลาด

If you’re in the middle, you are invisible



ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ

อสังหา

บ้านระดับล่างจะชัดว่าแข่งกันที่ราคา
บ้านระดับบนจะชัดว่าแข่งกันที่ value
แต่โซนกลางจะเป็นโซนที่ขายยากที่สุด เพราะมันไม่สุดทางไหนเลย



หรือถ้าเป็น consulting หรือ service

ราคาต่ำ คนจะมองว่าใครก็ทำได้
ราคากลาง คนจะไม่เห็นความต่าง
ราคาสูง คนจะเริ่มซื้อเพราะ trust และผลลัพธ์



พอคุณเห็นแบบนี้ จะเริ่มเข้าใจเลยว่า

ราคามันไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข

แต่มันคือ positioning ล้วน ๆ

มันคือการบอกตลาดว่า คุณอยู่ในระดับไหน

และคุณเชื่อใน value ของตัวเองแค่ไหน



แล้วเกมนี้จริง ๆ มันมีแค่สองทาง

คุณเลือกเล่นเกม volume
หรือคุณเลือกเล่นเกม value



volume คือถูก ขายเยอะ แข่งกันเหนื่อย แล้วใครก็ลอกคุณได้

value คือ high ticket margin สูง คุณได้ลูกค้าคุณภาพ แล้วคุณคุมเกมได้มากกว่า



แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมเริ่มเห็นชัดมากขึ้นจากเคสที่เจอ

การอยู่ตรงกลาง มันไม่ใช่ความปลอดภัยอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด

แต่มันคือจุดที่จะทำให้ธุรกิจค่อย ๆ หายไปจากตลาดแบบเงียบ ๆ

เพราะมันไม่ถูกพอจะโต ไม่แพงพอจะเด่น และไม่ชัดพอจะถูกจำ



และอีกอย่างที่ผมคิดว่าสำคัญมาก

พอคุณเริ่มเล่นเกม value จริง ๆ หรือขยับไปทาง high ticket

มันไม่ได้แค่เปลี่ยนราคา

แต่มันเหมือนตลาดเริ่มคัดลูกค้าให้คุณเอง

คนที่ไม่ match กับ value ของคุณจะค่อย ๆ หายไป

เหลือแต่คนที่เข้าใจในสิ่งที่คุณทำจริง ๆ



ในมุมผมเอง ผมเลือกชัดนะครับ

ผมไม่เล่นเกมถูก

ไม่ใช่เพราะอยากตั้งแพง

แต่เพราะผมไม่อยากลด value ตัวเองลง เพื่อให้ขายง่ายขึ้น ผมไม่อยากเสียเวลามาอธิบายตัวเองกับลูกค้าที่ตัดสินด้วยราคา



ผมเลือกทาง high ticket และ high value

เพราะผมต้องการสามอย่าง

margin ที่จะทำให้ผมมีอิสระ
ลูกค้าที่ซื้อเพราะ value ไม่ใช่เพราะราคา
และธุรกิจที่ไม่ต้องแลกเวลามากขึ้นตลอดเวลา



ผมไม่ได้อยากขายเยอะที่สุด

ผมอยากขายให้ถูกคนที่สุด



เพราะสุดท้ายแล้ว

ธุรกิจที่อยู่รอด ไม่ใช่ธุรกิจที่ถูกที่สุด

แต่คือธุรกิจที่กล้ายืนอยู่ใน value ของตัวเองแบบชัด ๆ



และถ้าถามผมว่า แล้วควรอยู่ตรงไหนของตลาด

ผมตอบเหมือนเดิม

อย่าอยู่ตรงกลาง

เพราะตรงกลางไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด

แต่มันคือจุดที่คุณจะค่อย ๆ หายไปจากเกม โดยไม่รู้ตัว

23/05/2026

ช่วงนี้มีหลายคนเข้ามาปรึกษาครูตองว่า
รู้สึกว่าธุรกิจมีปัญหาเยอะมาก

เหมือนทุกอย่างมันเข้ามาพร้อมกัน
จนเริ่มรู้สึกว่าเอาไม่อยู่ แล้วไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน

บางคนบอกว่า “งานมันเยอะจนทำไม่ทันเลย”

แต่พอคุยลึก ๆ จริง ๆ แล้ว
ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่งานเยอะขึ้นขนาดนั้น

มันอยู่ที่ยังไม่ชัดว่า
ควรเริ่มแก้จาก “อะไร” ก่อน

หรือควรโฟกัส “ทักษะอะไร” ก่อนในการแก้ปัญหา

เพราะในธุรกิจ
คุณต้องหาให้เจอให้ได้ว่า

ทักษะแรกที่คุณต้องมีคืออะไร
ทักษะที่สองคืออะไร
และทักษะลำดับถัดไปคืออะไร

ถ้าลำดับนี้ยังไม่ชัด
คุณจะพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน

แล้วสุดท้าย…ทุกอย่างจะดูสำคัญไปหมด
แต่ไม่มีอะไรที่เดินหน้าได้

และคุณต้องเข้าใจเรื่องสำคัญข้อหนึ่ง

คุณไม่มีทางแก้ปัญหาที่คุณมีอยู่ตอนนี้
ด้วยทักษะเดิมที่คุณมีอยู่

เพราะถ้าทักษะคุณยังเท่าเดิม
ผลลัพธ์คุณก็จะยังเท่าเดิม

แต่ถ้าคุณเริ่มพัฒนาทักษะที่ถูกต้อง
ปัญหาที่เคยดูใหญ่
จะเริ่มเล็กลงทันที

20/05/2026

คนส่วนใหญ่พยายามเอา “yes ใหญ่”
ตั้งแต่ครั้งแรกที่คุย

แต่ในการปิดดีลใหญ่
นั่นคือวิธีคิดที่ผิด

สิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ คือ “yes เล็ก ๆ”
เพื่อให้ลูกค้าค่อย ๆ เดินเข้า process
และลงทุนเวลากับคุณจนพร้อมตัดสินใจ

20/05/2026

อย่าโฟกัสที่ ”ราคา“
แต่ทำให้ลูกค้าโฟกัสกับ
”ผลลัพธ์ที่เขาจะได้“ และ
”สิ่งที่เขาจะต้องเสียไป“ ถ้าเขาไม่มีสินค้าคุณ 

การปิดการขายไม่ได้เริ่มตอนคุณเสนอราคาแต่มันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ลูกค้า “รับรู้คุณค่า” ของคุณเพราะคนไม่ได้ซื้อสิ่งที่ถูกท...
18/05/2026

การปิดการขายไม่ได้เริ่มตอนคุณเสนอราคา
แต่มันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ลูกค้า “รับรู้คุณค่า” ของคุณ

เพราะคนไม่ได้ซื้อสิ่งที่ถูกที่สุด
เขาซื้อสิ่งที่ “ดูมีเหตุผล” ที่จะจ่าย

และเหตุผลนั้น…ถูกสร้างด้วยวิธีที่คุณวางตำแหน่งตัวเอง

ราคาไม่ใช่แค่ตัวเลข
แต่มันคือภาษาที่บอกว่าคุณควรถูกมองอยู่ระดับไหน

ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้
การปิดการขายจะไม่ใช่การ “พยายามปิด” อีกต่อไป

ลองจินตนาการตามผมแป๊บนึงนะครับ…

ถ้าอีก 1 เดือนข้างหน้า
คุณมีงานสำคัญที่สุดงานหนึ่งในชีวิต

เป็นงานที่คนสำคัญเต็มห้อง
และทุกสายตาจะมองคุณตั้งแต่วินาทีที่คุณเดินเข้าไป



และคุณก็คิดในใจว่า

“ฉันคงต้องตัดสูทสักตัวแล้ว”

“ราคาเท่าไหร่ไม่เกี่ยง”

“ขอแค่วันนั้น…ฉันต้องดูดีที่สุดในห้องนั้น”



แล้วคุณก็เริ่มหาข้อมูล

จนเจอร้านตัดสูท 2 ร้าน อยู่ใกล้กันมาก



คุณเดินเข้าไปร้านแรก
เจ้าของร้านเดินเข้ามาต้อนรับ แล้วพูดกับคุณว่า

“คุณผู้ชายครับ

สูทร้านเราใช้วัสดุชั้นดีเกรดพรีเมียม

เราจะตัดให้พอดีกับรูปร่างของคุณ

เพื่อให้คุณดูดีและมั่นใจที่สุดในวันสำคัญ”



แล้วเขาก็หยิบตัวอย่างสูทที่แขวนอยู่ขึ้นมาให้ดู
ก่อนจะพูดต่ออย่างเรียบๆว่า

“ทั้งหมดนี้ ราคาเพียง 999 บาทเท่านั้นครับ”



ถ้าคุณได้ยินประโยคแบบนี้ที่เขาพูดออกมา

ผมถามคุณตรงๆนะ…

คุณจะรู้สึกว่ามัน “พรีเมียมจริงๆ” ไหม?



แล้วคุณเดินออกจากร้านนั้นมา

และเข้าไปอีกร้านหนึ่ง



บรรยากาศภายในร้านนี้ดูไม่ต่างจากร้านแรกมากนัก
ทั้งตัวอย่างผ้า และวัสดุต่างๆที่ถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย



สักพักเจ้าของร้านเดินออกมา แล้วพูดกับคุณว่า

“สวัสดีครับคุณผู้ชาย

สูทร้านเราไม่ได้แค่ตัดให้พอดีตัว

แต่มันถูกออกแบบเพื่อภาพลักษณ์ของคุณโดยเฉพาะ”



เขาหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อ

“เพื่อให้คุณดูดีที่สุด ในงานที่คุณต้องไปอยู่”



แล้วเขามองคุณตรงๆ ก่อนพูดปิดท้ายว่า

“ทั้งหมดนี้ ราคา 30,000 บาทครับ”



และถ้าผมถามคุณตรงๆอีกครั้ง

จากสิ่งที่คุณได้ยินจากร้านที่สอง…

มันทำให้คุณรู้สึกว่า สูทร้านนี้ “พรีเมียมกว่า” ไหม?



แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าร้านที่สองพรีเมียมกว่า



ไม่ใช่เพราะคุณภาพของงานที่ต่างกัน

แต่เพราะ “ราคาทำหน้าที่กำหนด perception ตั้งแต่แรก”

———

และนี่คือเหตุผลที่หลายธุรกิจไปต่อไม่ได้

ไม่ใช่เพราะสินค้าของเขาไม่ดี

แต่เพราะเขา “ตั้งตำแหน่งตัวเองผิดตั้งแต่แรก”



ถ้าของคุณ “ถูกที่สุด”

จะไม่มีใครเชื่อว่าของคุณ “ดีที่สุด”

ถ้าของคุณ “ดีที่สุด”

จะไม่มีใครคาดหวังว่าของคุณ “จะถูกที่สุด”



เพราะในโลกของธุรกิจ

คนไม่ได้ตัดสินคุณจากสิ่งที่คุณทำ

แต่ตัดสินจาก “สัญญาณ” ที่คุณส่งออกไปตั้งแต่วินาทีแรก



และ “ราคา” คือหนึ่งในสัญญาณที่แรงที่สุด

มันไม่ได้บอกว่าคุณคิดเงินเท่าไหร่

แต่มันบอกว่า…

คุณ “ควรถูกมองอยู่ระดับไหน”



🔥 ราคาคือภาษาที่ตลาดใช้ “จัดตำแหน่งคุณ” ก่อนที่คุณจะได้อธิบายอะไรเลย



คุณอาจกังวลว่า…

ถ้าคุณขึ้นราคา ลูกค้าจะหายไป



ใช่…คุณจะเสียลูกค้าบางกลุ่มไปแน่นอน

ลูกค้าที่ตัดสินคุณจาก “ราคา” เป็นหลัก



แต่สิ่งที่คุณกำลังไม่เห็นคือ

จริงๆแล้วคุณไม่ได้ “เสียลูกค้า”

คุณกำลัง “คัดกรองตลาด”



และในอีกฝั่งหนึ่งของประตูนั้น

คือคนที่จะไม่ถามว่า “ลดได้ไหม”

แต่จะถามว่า “เริ่มเมื่อได้เมื่อไหร่“



เพราะในเกมนี้

คุณไม่ได้ชนะเพราะ “ราคาถูกกว่า”

แต่คุณชนะเพราะ “คุณถูกมองว่ามีค่ามากกว่า”



และนี่คือความจริงที่โหดที่สุดของตลาด

คุณไม่ได้ถูกตัดสินจากความพยายามของคุณ

แต่ถูกตัดสินจาก “มูลค่าที่คนเชื่อว่าคุณมี”



และธุรกิจไม่ได้พังเพราะราคาสูง

แต่พังเพราะ “เจ้าของธุรกิจยังไม่กล้าบอกโลกว่า เขามีค่าพอที่จะตั้งราคานั้น”

17/05/2026

ถ้าคุณขายสินค้าราคาแพง หรือคุณกำลังจะปิดดีลแบบ B2B

ในการคุยครั้งแรก
เป้าหมายไม่ใช่การปิดการขาย

แต่คือการ “เก็บข้อมูลให้ครบ”

เพราะถ้าคุณคุมตรงนี้ไม่ได้
คุณจะคุมดีลไม่ได้

เวลาพูดถึงการเลือกธุรกิจหลายคนโฟกัสผิดตั้งแต่ต้นพยายามหาว่า “อะไรขายดี”แต่ไม่เคยถามว่า“สนามนี้มันขายง่ายตั้งแต่แรกไหม”เพ...
16/05/2026

เวลาพูดถึงการเลือกธุรกิจ
หลายคนโฟกัสผิดตั้งแต่ต้น

พยายามหาว่า “อะไรขายดี”
แต่ไม่เคยถามว่า
“สนามนี้มันขายง่ายตั้งแต่แรกไหม”

เพราะความจริงคือ…

คุณจะขายยาก
ถ้าคุณเลือก “สนามผิด” ตั้งแต่แรก

คุณไม่ได้ขาดความสามารถในการขาย
คุณแค่กำลังพยายามชนะ
ในเกมที่กติกามันไม่เคยถูกออกแบบมาให้คุณชนะ

ครูตองใช้ 3 คำถามนี้
เพื่อ “คัดธุรกิจ” ทุกครั้งก่อนเริ่ม

ไม่ใช่ดูว่าอะไรทำได้
แต่ดูว่าอะไร “ควรทำ”

เพราะบางตลาด
คุณไม่ได้แพ้ที่การขาย

คุณแพ้ตั้งแต่ “การเลือกเข้าไปเล่น”

และคำถามจริงที่ผมอยากให้คุณคิดคือ…

คุณกำลังพยายาม “ขายให้ดีขึ้น”
หรือคุณควร “เปลี่ยนสนามตั้งแต่แรก”

2-3 วันก่อน
มีลูกค้าที่ผมเคยให้คำปรึกษาคนหนึ่งโทรมาหา

จริงๆ เขาเคยให้ผมเข้าไปช่วยเทรนเรื่องการปิดการขายให้กับทีม เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน

ธุรกิจเขาเป็นสาย SEO และ Digital Marketing

เขาเล่าให้ฟังว่า…

ตอนนี้ธุรกิจของเขาเริ่ม “อยู่ตัว” แล้ว

ระบบเริ่มนิ่ง
ทีมเริ่มทำงานกันได้เอง

มันไปต่อได้
โดยที่เขาไม่ต้องลงไปจับทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อน

หน้าที่ของเขาตอนนี้
คือแค่คอยมองภาพรวมอยู่ห่างๆ

แล้วเขาก็บอกผมว่า

“คุณอรรถ…
ผมอยาก exit แล้ว”

อยากแยกตัวเองออกมา
แล้วไปเริ่มธุรกิจใหม่

เขาบอกว่า…

ตอนนี้มีหลายธุรกิจที่อยากทำอยู่ในหัว

แต่ยังไม่รู้ว่า
ควรตัดสินใจจากอะไรดี

แล้วเขาก็ถามผมว่า…

“ถ้าจะเริ่มธุรกิจใหม่สักอย่าง
มันมี key criteria อะไรมั้ย
ที่ต้องใช้ในการตัดสินใจ?”

ซึ่งผมบอกเลยนะครับ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก
ที่มีคนถามผมแบบนี้

มีหลายคน inbox มาถามเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ

ผมเลยคิดว่า…

งั้นเอาคำตอบที่ผมตอบเขา
มาแชร์ไว้ในเพจนี้เลยดีกว่า

เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคน

——

สำหรับผม

ก่อนจะเริ่มธุรกิจอะไรสักอย่าง
ผมมีอยู่ 3 คำถาม
ที่ผมต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนเสมอ

ถ้าตอบไม่ได้

ผมยังไม่เริ่มเด็ดขาด

แค่นั้นเลยครับ

——

และนี่คือ “คำถามข้อแรก”

ก่อนตัดสินใจ

ผมต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า…

ตลาดที่เรากำลังจะเข้าไป
หรือสินค้าที่เรากำลังจะขาย
มันมี 3 อย่างนี้ไหม

Pain

Sense of Urgency

และ

Irrational Passion

มันคืออะไร?

อธิบายง่ายๆ แบบนี้ครับ

ถ้าคุณขาย “ยารักษาโรคร้ายแรง”
มันจะขายง่ายกว่า
การขาย “วิตามินป้องกัน”

จริงไหมครับ?

เพราะคนที่ป่วย
เขาอยากหาย “ตอนนี้”

แต่คนที่ยังไม่ป่วย
ส่วนใหญ่จะบอกว่า…
“ไว้ก่อนก็ได้”

เพราะฉะนั้น
ถ้าให้ผมเลือก

ผมจะเลือกธุรกิจ
ที่คน “ต้องซื้อ”

มากกว่าธุรกิจ
ที่คนแค่ “อยากซื้อ”

เพราะข้อแรก…

มันต้องมี Pain ก่อน

และเมื่อมี Pain

มันจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า

Sense of Urgency

หรือความรู้สึกว่า…

“ฉันต้องการสิ่งนี้เดี๋ยวนี้”

มันเหมือนช่างซ่อมท่อน้ำครับ

คุณจะโทรหาช่างซ่อมท่อ
ก็ต่อเมื่อ “ท่อแตก”

และคุณอยากให้เขามา “ตอนนี้”

คุณไม่เคยตื่นเช้ามาแล้วพูดว่า

“วันนี้อากาศดีนะ
เรียกช่างซ่อมท่อมาบ้านดีกว่า”

ไม่มีใครทำแบบนั้น

นี่แหละครับ
คือ urgency
คือความเร่งด่วน

แล้ว Irrational Passion คืออะไร?

มันคือ…

สิ่งที่คน “รักมันมากพอ”

จนยอมจ่าย
โดยไม่ต้องคิดเยอะ

สมมุติคุณชอบตีกอล์ฟ

ไม่ได้แค่ชอบนะ

แต่ “อิน” มาก

คุณพร้อมจ่ายค่าสมาชิก Golf Club

พร้อมซื้ออุปกรณ์แพงๆ

พร้อมจ่ายหลายๆอย่างเพิ่ม

เพราะมันคือสิ่งที่คุณรัก

ธุรกิจที่มีลูกค้าแบบนี้

น่าสนใจมาก

เพราะมันไม่ใช่แค่ need

แต่มันคือ emotional desire

มันคือสิ่งที่ลูกค้า “อยากได้”

ไม่ใช่แค่ “จำเป็นต้องมี”

เพราะฉะนั้น

คำถามแรกที่ผมถามตัวเองคือ

ตลาดที่ผมกำลังจะไปมี 3 อย่างนี้ไหม?

Pain

Sense of Urgency

และ Irrational Passion

——

ถ้าคำตอบข้อแรกคือ “ใช่”

อย่าเพิ่งรีบตื่นเต้นนะครับ

เพราะยังมีคำถามข้อที่สอง

คำถามข้อที่สองคือ

Are they actively looking for the solution?

หรือพูดง่ายๆ คือ

ลูกค้ากำลัง “มองหาคำตอบนั้น หรือสินค้านั้น…“

อยู่แล้วหรือเปล่า?

ไม่ใช่แบบ…

“ผมมีไอเดียใหม่มาก
ยังไม่เคยมีใครทำ
เดี๋ยวผมจะเป็นคนแรกที่เอาไปขายในตลาด”

ส่วนตัวผม…

ผมไม่ค่อยเชื่อแบบนั้น

ผมเชื่อว่า

การขายให้กับ
“ความต้องการที่มีอยู่แล้ว”

มันง่ายกว่า

การพยายาม “สร้างความต้องการใหม่”ขึ้นมา

เยอะมาก

เพราะฉะนั้น
คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า

เขากำลังมองหาทางออกนั้นอยู่ไหม?

แล้วจะรู้ได้ยังไง?

ง่ายมากครับ

เขาจ่ายเงินกับเรื่องนี้อยู่แล้วหรือเปล่า?

ถ้าใช่

นั่นคือสัญญาณที่ดีมาก

หลายคนกลัวการแข่งขัน

แต่ผมไม่กลัว

จริงๆ ผมกลับชอบตลาดที่มีคู่แข่ง

เพราะมันแปลว่า

มันมี demand อยู่จริง

ตลาดไหนไม่มีคู่แข่งเลย

บางครั้งมันไม่ได้แปลว่า “โอกาส”

แต่มันอาจแปลว่า

“ไม่มีใครเคยทำเงินจากตลาดนี้ได้”

แล้วผมไม่ชอบแบบนั้น

ผมชอบตลาดที่มี competition ระดับหนึ่ง

เพราะหน้าที่ผมคือถามว่า

การหาให้ได้ว่าเราจะ serve เขาได้ดีกว่าไหม?

เราจะทำได้ต่างกว่าไหม?

ถ้าได้

นั่นคือโอกาส

——

และนี่คือข้อสุดท้าย

แต่หลายคนพลาดตรงนี้มากที่สุด

คำถามข้อที่สามคือ

Do they perceive that they have options?

หรือพูดง่ายๆ คือ

ลูกค้ารู้สึกไหมว่า

เขามี “ตัวเลือก”

เต็มไปหมดในตลาด

การแข่งขันมีได้ครับ

แต่ไม่ใช่เยอะจน
คุณหายไปในฝูงชน

และไม่ว่าสิ่งที่คุณทำหรือจะทำคืออะไร
ในธุรกิจ

คุณจะอยู่ใน 1 ใน 3 กลุ่มนี้เสมอ

กลุ่มแรก

Me Too

แปลว่า

“ฉันก็ทำเหมือนกัน”

คุณขายประกัน?
“อ๋อ ฉันก็ขายประกันเหมือนกัน”

คุณขายอสังหา?
”อ๋อ ฉันก็เป็นเอเจ้นเหมือนกัน”

ไม่มีอะไรต่าง

พอเป็นแบบนี้

คุณจะกลายเป็น commodity

ลูกค้าจะเปรียบเทียบคุณ
ด้วย “ราคา” อย่างเดียว

ซึ่งอันตรายมาก

กลุ่มที่สอง

Me Better

คือ…

คุณอาจอยู่ในตลาดนี้มานานกว่า

คุณอาจบริการดีกว่า

สินค้าคุณอาจดีกว่า

มันดีขึ้นนะครับ

แต่ยังไม่พอ

เพราะสุดท้าย

มันยังถูกเปรียบเทียบได้อยู่

และกลุ่มสุดท้าย

Me Only

นี่คือจุดที่คุณควรไปให้ถึง

ฉันคือ “คนเดียว”

หรือ “บริษัทเดียว”

ที่ทำแบบนี้

เมื่อคุณไปถึงจุดนั้น

คุณจะกลายเป็น unique

คุณจะสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาในตลาด

และเมื่อคุณมีพื้นที่นั้น

คุณไม่ต้องวิ่งแข่งกับใครแล้ว

เพราะคุณไม่ได้อยู่ในสนามเดียวกับคนอื่น

เพราะสุดท้ายแล้ว…

ธุรกิจที่ชนะ
ไม่ใช่ธุรกิจที่ “ทำได้เหมือนคนอื่น”

แต่คือธุรกิจ
ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า

“ถ้าไม่ซื้อจากคุณ

ก็ไม่มีใครแทนคุณได้”

นั่นแหละครับ

Me Only.

——

และทั้งหมดนี้คือ 3 คำถาม

ที่ผมใช้กับตัวเองทุกครั้ง

ก่อนจะเริ่มธุรกิจอะไรใหม่

ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

ผมจะถามตัวเองเสมอว่า

1. ตลาดนี้มี Pain, Sense of Urgency และ Irrational Passion ไหม?
2. ลูกค้ากำลังมองหาคำตอบอยู่แล้วหรือเปล่า?
3. และสุดท้าย…
สิ่งที่เรากำลังจะทำ
มันคือ Me Too, Me Better หรือ Me Only?

ลองเอา 3 คำถามนี้กลับไปถามธุรกิจของคุณดูนะครับ

บางที…

คำตอบที่คุณกำลังหาอยู่

อาจไม่ได้อยู่ที่ “จะทำอะไรเพิ่ม”

แต่อยู่ที่

“คุณกำลังคิดถูกโจทย์หรือยัง”

14/05/2026

ก่อนถามว่าจะรวยขึ้นได้อย่างไร
ถามตัวเองก่อน…ว่าคุณมี 3 นิสัยนี้แล้วหรือยัง

เพราะความจริงคือ
รายได้ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครจะรวยหรือจน

แต่ “นิสัยทางการเงิน” ต่างหาก ที่กำหนดทุกอย่าง

ถ้าคุณฟังจนจบ
คุณจะเริ่มเห็นจุดที่ทำให้เงินของคุณยังไม่ขยับ

13/05/2026

ในการขายของแพง การคุยครั้งแรกไม่ใช่เพื่อปิดการขาย
แต่คือการคัดกรองลูกค้าที่ใช่หาปัญหาและสิ่งที่เขาต้องการ
เพื่อวางเกมในการคุยครั้งต่อไป

เรื่องนี้สอนอะไรเราเรื่องการปิดการขาย?ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพราะสินค้าของคุณดีแค่ไหนเขาจ่ายเงินเพราะคุณช่วยแก้ “ปัญหา” ให...
13/05/2026

เรื่องนี้สอนอะไรเราเรื่องการปิดการขาย?

ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงิน
เพราะสินค้าของคุณดีแค่ไหน

เขาจ่ายเงิน
เพราะคุณช่วยแก้ “ปัญหา” ให้เขาได้แค่ไหน

นี่คือเหตุผลที่เวลาพรีเซนต์
ครูตองไม่เคยสอนให้เริ่มจากการพูดว่า
สินค้าคุณดีอย่างไร

แต่ต้องทำให้ลูกค้า “รู้สึก” ให้ได้ว่า
หลังจากซื้อไปแล้ว
ชีวิตเขาจะง่ายขึ้น
สะดวกขึ้น
และดีขึ้นแค่ไหน

เพราะสุดท้ายแล้ว
คนไม่ได้ซื้อสินค้า

คนซื้อ “ชีวิตที่ดีขึ้น”
หลังจากตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณ

ย้อนไปในปี 1997 ที่อเมริกา

มีผู้ชายคนนึง
เดินเข้าไปในร้านเช่าวิดีโอ

พร้อมกับความรู้สึก
ที่หลายคนในยุคนั้นคงเคยเจอ

หงุดหงิด
รำคาญ
และรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรผิด
ทั้งที่จริงๆ เขาแค่ “ลืม”

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น
เขาเช่าหนังไว้เรื่องหนึ่ง
แล้วลืมเอามันไปคืน

ค่าปรับ?

40 ดอลลาร์เต็มๆ

หรือประมาณ 800 บาทในสมัยนั้น

สำหรับหนังแค่ม้วนเดียว

ไม่ใช่เพราะเขาทำมันหาย

แต่แค่เพราะ
“คืนช้า”



ซึ่งในยุคนั้น
นี่เป็นเรื่องปกติ

ร้านเช่าวิดีโอแทบทุกที่
ใช้โมเดลนี้

แม้แต่ในเมืองไทย
(ผมก็เป็นคนนึงที่โดนค่าปรับอยู่บ่อยๆ)

ยิ่งลูกค้าคืนช้าเท่าไหร่
ร้านยิ่งได้เงินมากขึ้นเท่านั้น

Blockbuster
เจ้าตลาดรายใหญ่ที่สุดในตอนนั้น
ทำเงินได้มหาศาล
จากค่าปรับแบบนี้

คนส่วนใหญ่
จำใจยอมรับกฎนี้



แต่มีผู้ชายคนนึง
ที่เขาเห็นต่างออกไป

เขาคิดว่า

“ถ้าทุกคนเกลียดระบบนี้

ทำไมไม่มีใครคิดจะแก้มัน?”

และคำถามนั้น
มันเปลี่ยนทุกอย่าง

ผู้ชายคนนั้นคือ
Reed Hastings
วิศวกรซอฟต์แวร์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง



เขาไม่ได้คิดจะเล่นเกมเดิมให้เก่งขึ้น
ไม่ได้คิดจะทำร้านให้ใหญ่ขึ้น
หรือมีหนังให้เยอะขึ้น

เหมือนที่คนส่วนใหญ่จะทำ
ถ้าพวกเขาคิดจะลุกขึ้นมาแข่งในตลาดนี้

เขาเลือก
เปลี่ยน “วิธีเล่น” ใหม่ทั้งเกม

เขาเริ่มจาก “ปัญหา”

แล้วสร้างธุรกิจขึ้นมา
เพื่อแก้ปัญหานั้น

ไม่มีค่าปรับ
ไม่ต้องรีบคืน
ไม่ต้องรู้สึกผิด

ลูกค้าจะเก็บหนังไว้นานแค่ไหนก็ได้



ในตอนนั้น
หลายคนมองว่าไอเดียนี้มันบ้า

นักลงทุนหัวเราะ

คู่แข่งก็มองว่าไม่มีทางรอด

เพราะทุกคนเชื่อว่า
“ค่าปรับ”
คือรายได้หลักของธุรกิจนี้

แต่ Reed เข้าใจบางอย่าง
ที่ลึกกว่านั้น

ลูกค้าไม่ได้อยากใช้บริการ
ที่ทำให้เขาต้องกังวล

ลูกค้าต้องการธุรกิจ
ที่ทำให้ชีวิตเขาง่ายขึ้น



และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Netflix

ธุรกิจให้เช่าหนัง DVD เล็กๆ
ที่พอลูกค้าดูหนังจบ ก็แค่หย่อนแผ่นคืน
ลงตู้ไปรษณีย์

แต่สิ่งที่ Netflix ขายจริงๆ
ไม่ใช่ธุรกิจให้เช่า DVD นะครับ

สิ่งที่เขาขายคือ
“ความโล่งใจ”

เขาขาย
“ความสะดวก”

ไม่ต้องกังวล
ไม่ต้องรีบ
ไม่ต้องรู้สึกผิด

มีแค่ความง่าย



ไม่กี่ปีต่อมา

Reed เอา Netflix
ไปเสนอขายให้กับ Blockbuster

ในราคาแค่
50 ล้านดอลลาร์

Blockbuster หัวเราะ
แล้วปฏิเสธทันที

เพราะพวกเขาเชื่อว่า
ค่าปรับพวกนี้
มีมูลค่ามากเกินกว่าที่จะตัดออก

แต่สิ่งที่พวกเขามองไม่เห็นคือ

รายได้ก้อนนั้น
มันดูเหมือนจะดีในระยะสั้น

แต่จริงๆ แล้วมันคือ “ดาบสองคม”

เพราะยิ่งเก็บค่าปรับมากเท่าไหร่
ยิ่งทำให้ประสบการณ์ลูกค้าแย่ลงแบบเงียบๆ

และในระยะยาว
มันไม่ได้สร้างการเติบโต
แต่มันค่อยๆ ผลักลูกค้าออกไป



ในขณะเดียวกัน
Netflix ก็โตขึ้นเรื่อยๆ

———
สิ่งที่ผมอยากเน้นให้คุณคิดสำหรับเรื่องนี้นะครับ

หลายๆครั้งในการสร้างธุรกิจ
วิธีที่ทรงพลังกว่า
การสร้างนวัตกรรมใหม่

คือการแก้
“ปัญหาเดิม”
ที่คนเจออยู่ทุกวัน

———

และอีกไม่กี่ปีต่อมา
Blockbuster
ก็หายไปจากตลาด

ส่วน Netflix
ก็เติบโตจาก DVD
สู่ streaming

และกลายเป็นบริษัทระดับโลก
มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์

ทั้งหมดนี้มันแค่เริ่มจากคำถามง่ายๆ
ของผู้ชายคนหนึ่ง

“อะไรคือปัญหา
ที่คนส่วนใหญ่เกลียด
แต่ยังไม่มีใครแก้มัน?”



และนี่คือบทเรียนของเรื่องนี้
จำไว้นะครับว่า

Business Idea ที่ยิ่งใหญ่
ไม่ได้เริ่มจาก passion

มันไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่คุณชอบ

แต่มันเริ่มจาก
“ความหงุดหงิด”

เริ่มจากสิ่งที่คนบ่น
เริ่มจากสิ่งที่คนรำคาญ
เริ่มจากสิ่งที่คนต้องยอมทนกับมันมานาน

ถ้ามีอะไรบางอย่าง
ที่ทำให้คนเป็นล้าน
หงุดหงิดได้เหมือนกัน

และคุณสามารถ
กำจัดปัญหานั้นออกไปได้

คุณไม่ได้แค่สร้างธุรกิจ

แต่คุณกำลังสร้าง
ธุรกิจที่ทำให้คนทั้งตลาด
ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่



บางครั้ง การสร้างธุรกิจใหม่
มันไม่ได้เริ่มจากการคิดว่าจะ “เพิ่มอะไร” เข้าไป

แต่มันเริ่มจากการ “เอาสิ่งที่ทำให้ลูกค้ารำคาญออกไป”

เพราะแกนของธุรกิจที่ดี
ไม่ใช่การเพิ่มฟีเจอร์

แต่คือการลดสิ่งที่ทำให้คน “ไม่อยากใช้”

และถ้าจะมองให้ลึกกว่านั้นนะครับ
ธุรกิจมันมีไว้เพื่อ “แก้ปัญหา” ที่คนมีอยู่แล้ว

คุณต้องหาให้เจอว่า
สำหรับกลุ่มลูกค้าของคุณ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาเครียด
ทำให้เขากังวล
ทำให้เขาไม่สะดวก

อะไรคือปัญหาที่เขาต้องยอมทนอยู่
แต่ยังไม่มีใครแก้ให้เขาจริงๆ

เพราะนั่นแหละ คือ “จุดเริ่มต้นของธุรกิจที่คนยอมจ่ายเงินจริง” ไม่ใช่แค่ไอเดีย

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ครูตอง High Selling Skill Expert ทักษะการขายรายได้สูงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์