16/05/2026
เวลาพูดถึงการเลือกธุรกิจ
หลายคนโฟกัสผิดตั้งแต่ต้น
พยายามหาว่า “อะไรขายดี”
แต่ไม่เคยถามว่า
“สนามนี้มันขายง่ายตั้งแต่แรกไหม”
เพราะความจริงคือ…
คุณจะขายยาก
ถ้าคุณเลือก “สนามผิด” ตั้งแต่แรก
คุณไม่ได้ขาดความสามารถในการขาย
คุณแค่กำลังพยายามชนะ
ในเกมที่กติกามันไม่เคยถูกออกแบบมาให้คุณชนะ
ครูตองใช้ 3 คำถามนี้
เพื่อ “คัดธุรกิจ” ทุกครั้งก่อนเริ่ม
ไม่ใช่ดูว่าอะไรทำได้
แต่ดูว่าอะไร “ควรทำ”
เพราะบางตลาด
คุณไม่ได้แพ้ที่การขาย
คุณแพ้ตั้งแต่ “การเลือกเข้าไปเล่น”
และคำถามจริงที่ผมอยากให้คุณคิดคือ…
คุณกำลังพยายาม “ขายให้ดีขึ้น”
หรือคุณควร “เปลี่ยนสนามตั้งแต่แรก”
2-3 วันก่อน
มีลูกค้าที่ผมเคยให้คำปรึกษาคนหนึ่งโทรมาหา
จริงๆ เขาเคยให้ผมเข้าไปช่วยเทรนเรื่องการปิดการขายให้กับทีม เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน
ธุรกิจเขาเป็นสาย SEO และ Digital Marketing
เขาเล่าให้ฟังว่า…
ตอนนี้ธุรกิจของเขาเริ่ม “อยู่ตัว” แล้ว
ระบบเริ่มนิ่ง
ทีมเริ่มทำงานกันได้เอง
มันไปต่อได้
โดยที่เขาไม่ต้องลงไปจับทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อน
หน้าที่ของเขาตอนนี้
คือแค่คอยมองภาพรวมอยู่ห่างๆ
แล้วเขาก็บอกผมว่า
“คุณอรรถ…
ผมอยาก exit แล้ว”
อยากแยกตัวเองออกมา
แล้วไปเริ่มธุรกิจใหม่
เขาบอกว่า…
ตอนนี้มีหลายธุรกิจที่อยากทำอยู่ในหัว
แต่ยังไม่รู้ว่า
ควรตัดสินใจจากอะไรดี
แล้วเขาก็ถามผมว่า…
“ถ้าจะเริ่มธุรกิจใหม่สักอย่าง
มันมี key criteria อะไรมั้ย
ที่ต้องใช้ในการตัดสินใจ?”
ซึ่งผมบอกเลยนะครับ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก
ที่มีคนถามผมแบบนี้
มีหลายคน inbox มาถามเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ
ผมเลยคิดว่า…
งั้นเอาคำตอบที่ผมตอบเขา
มาแชร์ไว้ในเพจนี้เลยดีกว่า
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคน
——
สำหรับผม
ก่อนจะเริ่มธุรกิจอะไรสักอย่าง
ผมมีอยู่ 3 คำถาม
ที่ผมต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนเสมอ
ถ้าตอบไม่ได้
ผมยังไม่เริ่มเด็ดขาด
แค่นั้นเลยครับ
——
และนี่คือ “คำถามข้อแรก”
ก่อนตัดสินใจ
ผมต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า…
ตลาดที่เรากำลังจะเข้าไป
หรือสินค้าที่เรากำลังจะขาย
มันมี 3 อย่างนี้ไหม
Pain
Sense of Urgency
และ
Irrational Passion
มันคืออะไร?
อธิบายง่ายๆ แบบนี้ครับ
ถ้าคุณขาย “ยารักษาโรคร้ายแรง”
มันจะขายง่ายกว่า
การขาย “วิตามินป้องกัน”
จริงไหมครับ?
เพราะคนที่ป่วย
เขาอยากหาย “ตอนนี้”
แต่คนที่ยังไม่ป่วย
ส่วนใหญ่จะบอกว่า…
“ไว้ก่อนก็ได้”
เพราะฉะนั้น
ถ้าให้ผมเลือก
ผมจะเลือกธุรกิจ
ที่คน “ต้องซื้อ”
มากกว่าธุรกิจ
ที่คนแค่ “อยากซื้อ”
เพราะข้อแรก…
มันต้องมี Pain ก่อน
และเมื่อมี Pain
มันจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า
Sense of Urgency
หรือความรู้สึกว่า…
“ฉันต้องการสิ่งนี้เดี๋ยวนี้”
มันเหมือนช่างซ่อมท่อน้ำครับ
คุณจะโทรหาช่างซ่อมท่อ
ก็ต่อเมื่อ “ท่อแตก”
และคุณอยากให้เขามา “ตอนนี้”
คุณไม่เคยตื่นเช้ามาแล้วพูดว่า
“วันนี้อากาศดีนะ
เรียกช่างซ่อมท่อมาบ้านดีกว่า”
ไม่มีใครทำแบบนั้น
นี่แหละครับ
คือ urgency
คือความเร่งด่วน
แล้ว Irrational Passion คืออะไร?
มันคือ…
สิ่งที่คน “รักมันมากพอ”
จนยอมจ่าย
โดยไม่ต้องคิดเยอะ
สมมุติคุณชอบตีกอล์ฟ
ไม่ได้แค่ชอบนะ
แต่ “อิน” มาก
คุณพร้อมจ่ายค่าสมาชิก Golf Club
พร้อมซื้ออุปกรณ์แพงๆ
พร้อมจ่ายหลายๆอย่างเพิ่ม
เพราะมันคือสิ่งที่คุณรัก
ธุรกิจที่มีลูกค้าแบบนี้
น่าสนใจมาก
เพราะมันไม่ใช่แค่ need
แต่มันคือ emotional desire
มันคือสิ่งที่ลูกค้า “อยากได้”
ไม่ใช่แค่ “จำเป็นต้องมี”
เพราะฉะนั้น
คำถามแรกที่ผมถามตัวเองคือ
ตลาดที่ผมกำลังจะไปมี 3 อย่างนี้ไหม?
Pain
Sense of Urgency
และ Irrational Passion
——
ถ้าคำตอบข้อแรกคือ “ใช่”
อย่าเพิ่งรีบตื่นเต้นนะครับ
เพราะยังมีคำถามข้อที่สอง
คำถามข้อที่สองคือ
Are they actively looking for the solution?
หรือพูดง่ายๆ คือ
ลูกค้ากำลัง “มองหาคำตอบนั้น หรือสินค้านั้น…“
อยู่แล้วหรือเปล่า?
ไม่ใช่แบบ…
“ผมมีไอเดียใหม่มาก
ยังไม่เคยมีใครทำ
เดี๋ยวผมจะเป็นคนแรกที่เอาไปขายในตลาด”
ส่วนตัวผม…
ผมไม่ค่อยเชื่อแบบนั้น
ผมเชื่อว่า
การขายให้กับ
“ความต้องการที่มีอยู่แล้ว”
มันง่ายกว่า
การพยายาม “สร้างความต้องการใหม่”ขึ้นมา
เยอะมาก
เพราะฉะนั้น
คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า
เขากำลังมองหาทางออกนั้นอยู่ไหม?
แล้วจะรู้ได้ยังไง?
ง่ายมากครับ
เขาจ่ายเงินกับเรื่องนี้อยู่แล้วหรือเปล่า?
ถ้าใช่
นั่นคือสัญญาณที่ดีมาก
หลายคนกลัวการแข่งขัน
แต่ผมไม่กลัว
จริงๆ ผมกลับชอบตลาดที่มีคู่แข่ง
เพราะมันแปลว่า
มันมี demand อยู่จริง
ตลาดไหนไม่มีคู่แข่งเลย
บางครั้งมันไม่ได้แปลว่า “โอกาส”
แต่มันอาจแปลว่า
“ไม่มีใครเคยทำเงินจากตลาดนี้ได้”
แล้วผมไม่ชอบแบบนั้น
ผมชอบตลาดที่มี competition ระดับหนึ่ง
เพราะหน้าที่ผมคือถามว่า
การหาให้ได้ว่าเราจะ serve เขาได้ดีกว่าไหม?
เราจะทำได้ต่างกว่าไหม?
ถ้าได้
นั่นคือโอกาส
——
และนี่คือข้อสุดท้าย
แต่หลายคนพลาดตรงนี้มากที่สุด
คำถามข้อที่สามคือ
Do they perceive that they have options?
หรือพูดง่ายๆ คือ
ลูกค้ารู้สึกไหมว่า
เขามี “ตัวเลือก”
เต็มไปหมดในตลาด
การแข่งขันมีได้ครับ
แต่ไม่ใช่เยอะจน
คุณหายไปในฝูงชน
และไม่ว่าสิ่งที่คุณทำหรือจะทำคืออะไร
ในธุรกิจ
คุณจะอยู่ใน 1 ใน 3 กลุ่มนี้เสมอ
กลุ่มแรก
Me Too
แปลว่า
“ฉันก็ทำเหมือนกัน”
คุณขายประกัน?
“อ๋อ ฉันก็ขายประกันเหมือนกัน”
คุณขายอสังหา?
”อ๋อ ฉันก็เป็นเอเจ้นเหมือนกัน”
ไม่มีอะไรต่าง
พอเป็นแบบนี้
คุณจะกลายเป็น commodity
ลูกค้าจะเปรียบเทียบคุณ
ด้วย “ราคา” อย่างเดียว
ซึ่งอันตรายมาก
กลุ่มที่สอง
Me Better
คือ…
คุณอาจอยู่ในตลาดนี้มานานกว่า
คุณอาจบริการดีกว่า
สินค้าคุณอาจดีกว่า
มันดีขึ้นนะครับ
แต่ยังไม่พอ
เพราะสุดท้าย
มันยังถูกเปรียบเทียบได้อยู่
และกลุ่มสุดท้าย
Me Only
นี่คือจุดที่คุณควรไปให้ถึง
ฉันคือ “คนเดียว”
หรือ “บริษัทเดียว”
ที่ทำแบบนี้
เมื่อคุณไปถึงจุดนั้น
คุณจะกลายเป็น unique
คุณจะสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาในตลาด
และเมื่อคุณมีพื้นที่นั้น
คุณไม่ต้องวิ่งแข่งกับใครแล้ว
เพราะคุณไม่ได้อยู่ในสนามเดียวกับคนอื่น
เพราะสุดท้ายแล้ว…
ธุรกิจที่ชนะ
ไม่ใช่ธุรกิจที่ “ทำได้เหมือนคนอื่น”
แต่คือธุรกิจ
ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า
“ถ้าไม่ซื้อจากคุณ
ก็ไม่มีใครแทนคุณได้”
นั่นแหละครับ
Me Only.
——
และทั้งหมดนี้คือ 3 คำถาม
ที่ผมใช้กับตัวเองทุกครั้ง
ก่อนจะเริ่มธุรกิจอะไรใหม่
ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
ผมจะถามตัวเองเสมอว่า
1. ตลาดนี้มี Pain, Sense of Urgency และ Irrational Passion ไหม?
2. ลูกค้ากำลังมองหาคำตอบอยู่แล้วหรือเปล่า?
3. และสุดท้าย…
สิ่งที่เรากำลังจะทำ
มันคือ Me Too, Me Better หรือ Me Only?
ลองเอา 3 คำถามนี้กลับไปถามธุรกิจของคุณดูนะครับ
บางที…
คำตอบที่คุณกำลังหาอยู่
อาจไม่ได้อยู่ที่ “จะทำอะไรเพิ่ม”
แต่อยู่ที่
“คุณกำลังคิดถูกโจทย์หรือยัง”