เส้นทาง ติดต่อ ธุรกิจของเรา

The Recruiter เพจสำหรับแบ่งปันความรู้ด้านการสรรหา ว่าจ้างพนักงาน และแบ่งปันตำแหน่งงานดีๆที่เปิดรับสมัคร

The Hiring Manager’s Lens | EP.3“คนนี้เก่งมาก”ไม่ได้แปลว่า...เราควรรับเขาเข้าทำงานในการสัมภาษณ์คำที่เราได้ยินบ่อยคือ“คนน...
16/09/2026

The Hiring Manager’s Lens | EP.3

“คนนี้เก่งมาก”

ไม่ได้แปลว่า...เราควรรับเขาเข้าทำงาน

ในการสัมภาษณ์
คำที่เราได้ยินบ่อยคือ

“คนนี้เก่งมากครับ”

แต่สำหรับผม คำถามต่อไปสำคัญกว่า

“แล้วเขาเก่งในเรื่องที่เราต้องการหรือเปล่า?”

Candidate คนหนึ่งอาจมี

ประสบการณ์ 10 ปี
อยู่บริษัทชั้นนำ
มี Skill ครบ
ตอบคำถามดี
และสร้างความประทับใจได้มาก

แต่ถ้าโจทย์ของทีมคือ
ต้องการคนที่เข้ามา แก้ปัญหาเฉพาะด้าน

คำถามจึงไม่ควรจบที่

“เขาเก่งไหม?”

แต่ต้องไปต่อว่า

“สิ่งที่เขาเก่ง ตรงกับ Business Need ของเราหรือไม่?”

นี่คือจุดที่ Evidence-Based Hiring สำคัญ

แทนที่จะตัดสินจาก

❌ Resume สวย
❌ บริษัทเดิมดูดี
❌ บุคลิกถูกใจ
❌ ตอบสัมภาษณ์เก่ง

เราควรดูว่า

เขาเคยทำอะไร?
ทำอย่างไร?
ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?
และประสบการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับโจทย์ของเรามากแค่ไหน?

เพราะ “ความประทับใจ” กับ “ความสามารถที่พิสูจน์ได้” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ในมุมของ TA
ผมไม่ได้บอกว่า Gut Feeling ไม่มีประโยชน์

แต่ Gut Feeling ควรเป็น

จุดเริ่มต้นของคำถาม

ไม่ใช่

จุดจบของการตัดสินใจ

ถ้าเรารู้สึกว่า Candidate คนนี้ “ใช่”

เราควรถามต่อว่า

“อะไรคือ Evidence ที่สนับสนุนว่าเขาใช่?”

และถ้ารู้สึกว่า “ไม่ใช่”

ก็ต้องถามเหมือนกันว่า

“อะไรคือ Evidence ที่ทำให้เราเชื่อว่าเขาไม่ใช่?”

เพราะสุดท้ายแล้ว

Hiring ที่ดี ไม่ใช่การเลือกคนที่ทำให้เรารู้สึกดีที่สุดในห้องสัมภาษณ์

แต่คือการเลือกคนที่

**“มีหลักฐานมากพอว่า

เขาสามารถสร้าง Impact ที่เราต้องการได้”**

นี่คือความแตกต่างระหว่าง

Hiring จากความรู้สึก

กับ

Hiring จากข้อมูลและหลักฐาน

และหน้าที่ของ TA
คือช่วยให้ทั้งสองฝ่าย

“รู้สึกได้...แต่ตัดสินใจด้วย Evidence”

The Hiring Manager’s Lens | EP.2Candidate ที่ Recruiter มองว่า “ใช่”ทำไม Hiring Manager ถึงบอกว่า “ไม่ใช่”?นี่เป็นสถานกา...
15/09/2026

The Hiring Manager’s Lens | EP.2

Candidate ที่ Recruiter มองว่า “ใช่”

ทำไม Hiring Manager ถึงบอกว่า “ไม่ใช่”?

นี่เป็นสถานการณ์ที่ Recruiter เจอกันบ่อย

Recruiter คุยกับ Candidate แล้วรู้สึกว่า

“คนนี้น่าสนใจมาก”

ประสบการณ์ตรง
Communication ดี
Motivation ชัด
มี Potential

แต่เมื่อส่งให้ Hiring Manager กลับได้คำตอบว่า

«“ยังไม่ใช่ครับ”»

แล้วใครมองผิด?

จริง ๆ แล้วอาจไม่มีใครผิด

เพราะ Recruiter กับ Hiring Manager กำลังมอง Candidate ด้วยคนละ Lens

---

Recruiter อาจมองว่า

“Candidate คนนี้มีความสามารถ และมี Potential”

แต่ Hiring Manager อาจกำลังคิดว่า

“คนนี้สามารถแก้ปัญหาของทีมผมได้หรือไม่?”

สองคำถามนี้ไม่เหมือนกัน

Candidate ที่มี Resume สวย
อยู่บริษัทใหญ่
ประสบการณ์เยอะ

อาจไม่ใช่คนที่เหมาะที่สุด

ถ้า Business กำลังต้องการคนที่
ลงมือทำเอง แก้ปัญหาเร็ว และสร้าง Impact ได้ทันที

ในขณะเดียวกัน Candidate ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า
แต่เคยเจอโจทย์ใกล้เคียงกับทีม

อาจกลับเป็นคนที่เหมาะกว่า

---

นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า

Calibration ระหว่าง Recruiter กับ Hiring Manager สำคัญมาก

ก่อนเริ่ม Search Candidate
เราควรคุยกันให้ชัดว่า

- อะไรคือ Must Have
- อะไรคือ Nice to Have
- Skill ไหนสำคัญจริง
- Business กำลังแก้ปัญหาอะไร
- 6 เดือนแรก ต้องการเห็น Impact อะไร

เพราะ TA ไม่ควรแค่ถามว่า

“เราจะหาคนแบบไหน?”

แต่ต้องช่วยถามว่า

“เรากำลังหาคนมาแก้ปัญหาอะไร?”

---

และก่อนจะบอกว่า

“Candidate คนนี้ไม่ใช่”

ผมคิดว่าเราควรถามต่ออีกหนึ่งคำถามว่า

«“อะไรทำให้เขาไม่ใช่?”»

เพราะถ้าไม่มี Evidence ที่ชัดเจน

คำว่า “ไม่ใช่”
อาจกลายเป็นเพียง ความรู้สึก

และความรู้สึกของคนหนึ่งคน
ไม่ควรเป็นหลักฐานเดียวในการตัดสินใจเรื่อง Talent

สุดท้ายแล้ว...

Recruiter ไม่ได้มีหน้าที่หาคนที่ Hiring Manager ชอบที่สุด

แต่มีหน้าที่ช่วยให้ Business
เห็น Candidate อย่างรอบด้าน

ส่วน Hiring Manager
ต้องช่วยตัดสินว่า

“คนนี้สามารถสร้าง Impact ให้ทีมได้จริงหรือไม่”

เมื่อสองมุมมองมาเจอกันได้

เราจะไม่ได้แค่ เลือกคนได้ดีขึ้น

แต่จะช่วยให้เรา

**“Hire for Business Need

ไม่ใช่แค่ Hire for Resume”**

The Hiring Manager’s Lens | EP.1Hiring Manager บอกว่า “ขอคนเก่ง ๆ”แต่จริง ๆ แล้ว...ต้องการคนแบบไหน?คำว่า “คนเก่ง”อาจเป็น...
13/09/2026

The Hiring Manager’s Lens | EP.1

Hiring Manager บอกว่า “ขอคนเก่ง ๆ”

แต่จริง ๆ แล้ว...ต้องการคนแบบไหน?

คำว่า “คนเก่ง”
อาจเป็นคำที่ Recruiter ได้ยินบ่อยที่สุดคำหนึ่ง

“ขอคนเก่ง ๆ นะ”

“อยากได้คนที่เก่งกว่า Candidate คนก่อน”

“ขอคนที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย”

ฟังดูเหมือนเป็น Requirement ที่ชัดเจน

แต่สำหรับ Recruiter แล้ว...

มันอาจเป็น Requirement ที่ไม่ชัดที่สุด

เพราะคำว่า “เก่ง” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สำหรับ Hiring Manager คนหนึ่ง
คนเก่งอาจหมายถึง มีประสบการณ์ตรง

สำหรับอีกคน
อาจหมายถึง คิดวิเคราะห์เก่ง

บางคนมองว่า
ต้อง ขายเก่ง / Present เก่ง / เจรจาเก่ง

ขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับ
Attitude, Learning Agility หรือความสามารถในการแก้ปัญหา

ดังนั้น ถ้า Recruiter รับคำว่า

“ขอคนเก่ง ๆ”

แล้วออกไปหา Candidate ทันที

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่
“เราได้คนที่ต้องการ”

แต่เป็น

“เราได้คนที่เก่ง...แต่ไม่ใช่คนที่ Business ต้องการ”

ในมุมของ TA
ผมคิดว่าหน้าที่ของ Recruiter ไม่ควรจบแค่การรับ Requirement

แต่ต้อง Challenge Requirement ด้วย

ไม่ใช่เพื่อโต้แย้ง Hiring Manager

แต่เพื่อช่วยให้เราตอบคำถามให้ได้ว่า

“เก่งเรื่องอะไร?”

“เก่งระดับไหน?”

“ต้องใช้ Skill นี้เพื่อแก้ปัญหาอะไร?”

“ถ้าคนนี้เข้ามาใน 6 เดือนแรก
เราคาดหวังให้เขาสร้าง Impact อะไร?”

และที่สำคัญที่สุด...

“อะไรคือสิ่งที่ Candidate ต้องมี
และอะไรคือสิ่งที่สามารถเรียนรู้ภายหลังได้?”

ตัวอย่างง่าย ๆ

Hiring Manager บอกว่า

“ผมต้องการคนที่มีประสบการณ์ 8 ปี”

Recruiter ที่ทำหน้าที่แค่รับ Order
อาจไปหา Candidate ที่มี 8–10 ปีทันที

แต่ TA ที่ทำงานในเชิง Business Partner
อาจถามกลับว่า

“ทำไมต้อง 8 ปีครับ?”

ถ้าคำตอบคือ

“เพราะต้องการคนที่สามารถบริหารทีมได้
และเข้ามาแก้ปัญหาได้ทันที”

Requirement ที่แท้จริงอาจไม่ใช่

8 Years of Experience

แต่อาจเป็น

People Management + Problem Solving + Business Acumen

และ Candidate ที่มีประสบการณ์ 6 ปี
แต่เคยบริหารทีมขนาดใหญ่และแก้โจทย์ใกล้เคียงกัน

อาจเหมาะกว่า Candidate ที่มี 10 ปี
แต่ไม่เคยเจอปัญหาแบบเดียวกันเลยก็ได้

นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าเป็นความแตกต่างระหว่าง

Recruiter ที่ “หาคนตาม Requirement”

กับ

TA ที่ “ช่วย Business ตัดสินใจเรื่องคน”

Recruiter ไม่ควรเป็นแค่คนกลาง
ที่รับคำสั่งจาก Hiring Manager
แล้วส่ง Candidate มาให้เลือก

แต่ควรเป็นคนที่ช่วยตั้งคำถามว่า

“คนแบบไหนที่จะทำให้ทีมและ Business ดีขึ้นจริง?”

เพราะสุดท้ายแล้ว...

เราไม่ได้กำลังหาคนที่เก่งที่สุดในตลาด

เรากำลังหา

“คนที่เหมาะที่สุดกับโจทย์ที่เรากำลังจะแก้”

และบางครั้ง
คนที่เหมาะที่สุด...

อาจไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์มากที่สุด
หรือมี Resume ที่สวยที่สุด

แต่อาจเป็นคนที่

“ทำให้ Business เดินไปข้างหน้าได้จริง”

นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า

การ Hiring ที่ดี

ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า
“เราจะหาใคร?”

แต่มันควรเริ่มจากคำถามว่า

“เรากำลังพยายามแก้ปัญหาอะไร?”

The Candidate Experience | EP.4 — FinalCandidate Experience ไม่ได้จบ...วันที่ Candidate เซ็น Offerในมุมของ Recruiterวันท...
09/09/2026

The Candidate Experience | EP.4 — Final

Candidate Experience ไม่ได้จบ...วันที่ Candidate เซ็น Offer

ในมุมของ Recruiter
วันที่ Candidate เซ็น Offer คือวันที่เรารู้สึกว่า

“ปิด Position ได้แล้ว”

แต่ในมุมของ Candidate…

มันคือวันที่เขากำลังจะเริ่มค้นหาคำตอบว่า

“สิ่งที่บริษัทบอกผมไว้ตอนสัมภาษณ์
จะเหมือนกับสิ่งที่ผมเจอจริงหรือเปล่า?”

ตอนสัมภาษณ์…

บริษัทบอกว่า
“ที่นี่มีโอกาสเติบโต”

Candidate ก็จะรอดูว่า
มีโอกาสจริงหรือไม่

บริษัทบอกว่า
“เราเป็นองค์กรที่เปิดรับความคิดเห็น”

Candidate ก็จะดูว่า
เมื่อเขาพูดขึ้นมา ความคิดเห็นของเขาถูกฟังจริงหรือไม่

บริษัทบอกว่า
“หัวหน้าให้ความสำคัญกับคน”

Candidate ก็จะได้สัมผัสด้วยตัวเอง
ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน

และบริษัทบอกว่า
“เราทำงานกันเป็นทีม”

Candidate ก็จะรู้คำตอบ
เมื่อได้เข้าไปอยู่ในทีมจริง

นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า

Candidate Experience ไม่ได้จบที่ Recruitment

แต่มันกำลังเปลี่ยนผ่านไปเป็น

Employee Experience

ในวันที่ Candidate เดินเข้าประตูบริษัทเป็นวันแรก

สิ่งที่เขาจะเปรียบเทียบโดยอัตโนมัติคือ

Promise vs. Reality

สิ่งที่เคยได้ยิน
กับสิ่งที่กำลังได้เจอ

ถ้าสองสิ่งนี้ตรงกัน
ความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าไม่ตรงกัน…

ต่อให้เราทำ Employer Branding ดีแค่ไหน
ต่อให้ Recruitment Process ดีแค่ไหน

ความรู้สึกของ Candidate ก็อาจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ในฐานะ Recruiter
ผมคิดว่าเราจึงไม่ควรถามแค่

“Candidate จะ Accept Offer ไหม?”

แต่ควรถามให้ไกลกว่านั้นว่า

“หลังจากเขา Accept แล้ว
เราจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่า
การตัดสินใจครั้งนั้น...เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง?”

เพราะการ Hiring ที่ประสบความสำเร็จ
ไม่ใช่แค่การทำให้คน Join

แต่คือการทำให้คนที่ Join แล้ว
ยังรู้สึกว่า

“นี่คือองค์กรที่ผมอยากเลือก”

The Candidate Experience

ตั้งแต่วันที่ Candidate เห็นประกาศงาน
จนถึงวันที่เขาเดินเข้าบริษัทเป็นวันแรก

ทุก Touchpoint กำลังบอกเขาว่า…

“องค์กรนี้ให้คุณค่ากับคนอย่างไร”

และบางครั้ง
Candidate อาจไม่ได้จำทุกคำที่ Recruiter พูด

แต่เขาจะจำได้ว่า

บริษัทนี้ทำให้เขารู้สึกอย่างไร
และสิ่งที่บริษัทสัญญาไว้
ตรงกับความจริงแค่ไหน

สุดท้ายแล้ว…

Recruitment อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Candidate Experience
แต่ Employee Experience คือบทพิสูจน์ว่า
สิ่งที่เราสื่อสารนั้น “จริง” หรือไม่

และนี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า

Employer Brand ที่แข็งแรงที่สุด
ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่บริษัทพูดเกี่ยวกับตัวเอง

แต่มาจากสิ่งที่คนที่เคยผ่านกระบวนการของเรา
สามารถพูดถึงบริษัทได้อย่างจริงใจ**

The Candidate Experience | EP.3Offer ออกแล้ว...ไม่ได้แปลว่า Candidate จะตอบรับในมุมของ Recruiterช่วงเวลาที่ดีที่สุดอาจเป...
08/09/2026

The Candidate Experience | EP.3

Offer ออกแล้ว...ไม่ได้แปลว่า Candidate จะตอบรับ

ในมุมของ Recruiter
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดอาจเป็นวันที่เราโทรไปบอก Candidate ว่า

“บริษัทต้องการเสนอให้คุณเข้าร่วมงานกับเรา”

แต่ในมุมของ Candidate
ประโยคนี้อาจไม่ใช่ “จุดจบของการตัดสินใจ”

แต่มันคือ…

จุดเริ่มต้นของการตัดสินใจครั้งสุดท้าย

หลายครั้ง Recruiter อาจคิดว่า

“Candidate ผ่าน Interview แล้ว
Hiring Manager ชอบแล้ว
Offer ก็ผ่านแล้ว
เหลือแค่รอให้เซ็น Offer”

แต่จริง ๆ แล้ว Candidate กำลังถามตัวเองอีกหลายคำถาม

เงินเดือนที่ได้ ตรงกับสิ่งที่คาดหวังหรือไม่?

งานจริง จะเหมือนกับที่คุยกันตอนสัมภาษณ์หรือเปล่า?

หัวหน้าคนนี้ เราอยากทำงานด้วยจริงไหม?

ทีมเป็นอย่างไร?

โอกาสเติบโตมีจริงหรือไม่?

และที่สำคัญที่สุด…

“ถ้าผมเลือกบริษัทนี้ ผมจะเสียใจไหม?”

ในมุมของ Talent Acquisition
ผมมองว่า Offer Management ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข

แต่คือการบริหาร
Expectation + Trust + Experience

เพราะถ้า Candidate ได้ยินเรื่องหนึ่งตอนสัมภาษณ์
แต่พอถึงวัน Offer กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่

“เงินไม่พอ”

แต่อาจกลายเป็น

“แล้วเรื่องอื่นที่บริษัทพูดไว้...เชื่อได้แค่ไหน?”

นี่คือเหตุผลว่าทำไม Recruiter ที่ดี
ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ “ปิด Offer”

แต่ต้องทำให้ Candidate เข้าใจว่า

เขากำลังเลือกอะไร

และบริษัทเองก็ต้องเข้าใจว่า

Candidate กำลังตัดสินใจแลกอะไรกับการเข้ามาร่วมงานกับเรา

ผมเคยเห็นหลายองค์กรให้ความสำคัญกับการทำ Employer Branding อย่างมาก

ทำ Content สวย ๆ
ทำ EVP
ทำ Employee Story
ทำ Career Page

แต่สุดท้าย Candidate ตัดสินใจไม่ Join

เพราะประสบการณ์ในช่วงสุดท้ายก่อนเซ็น Offer
ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่องค์กรสื่อสารมาตลอด

สำหรับผม นี่คือบทเรียนสำคัญของ Candidate Experience

Employer Brand ไม่ได้ถูกพิสูจน์ตอนที่ Candidate เห็นโฆษณา

แต่มันถูกพิสูจน์ในวันที่ Candidate กำลังจะตัดสินใจว่า

“ฉันจะฝากอนาคตของตัวเองไว้กับบริษัทนี้หรือไม่?”

การรับคนเข้าทำงานที่ดี
จึงไม่ใช่แค่วันที่บริษัทพูดว่า

“เราต้องการคุณ”

แต่คือวันที่ Candidate สามารถพูดกลับมาได้อย่างมั่นใจว่า

“และผมก็เลือกคุณเช่นกัน”

เพราะการ Hiring ที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การที่บริษัท “ได้คนที่ต้องการ”

แต่คือวันที่ ทั้งสองฝ่ายเลือกกันและกัน
ด้วยความเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง

The Candidate Experience | EP.2Candidate ก็กำลังสัมภาษณ์บริษัทอยู่เหมือนกันเวลาพูดถึงการสัมภาษณ์งานเรามักคิดว่า...บริษัท...
05/09/2026

The Candidate Experience | EP.2

Candidate ก็กำลังสัมภาษณ์บริษัทอยู่เหมือนกัน

เวลาพูดถึงการสัมภาษณ์งาน

เรามักคิดว่า...

บริษัทกำลังสัมภาษณ์ Candidate

Recruiter ถาม
Hiring Manager ถาม
Candidate ตอบ

แล้วบริษัทก็ตัดสินใจว่า

"คนนี้เหมาะกับเราหรือไม่?"

แต่ในอีกด้านหนึ่ง...

ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องสัมภาษณ์

Candidate ก็กำลังตัดสินใจเหมือนกัน

"บริษัทนี้เหมาะกับฉันหรือไม่?"

ในฐานะ Recruiter ผมสังเกตว่า

Candidate บางคนไม่ได้ถามเรื่องเงินเดือนเป็นคำถามแรก

แต่ถามว่า

"ทีมนี้ทำงานกันอย่างไร?"

"หัวหน้าคาดหวังอะไรจากตำแหน่งนี้?"

"คนที่ประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้ มีลักษณะอย่างไร?"

"ถ้าผมเข้ามา 6 เดือนแรก สิ่งที่องค์กรคาดหวังคืออะไร?"

คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำถามเพื่อหาข้อมูล

แต่มันกำลังบอกเราว่า...

Candidate กำลังพยายามมองเห็นชีวิตของตัวเอง หากตัดสินใจเข้ามาทำงานกับเรา

และสิ่งที่ Candidate สังเกต...

อาจมากกว่าคำตอบที่เราเตรียมไว้

เขาสังเกตว่า Recruiter มาตรงเวลาหรือไม่

สังเกตว่า Hiring Manager ฟังเขาหรือพูดอยู่ฝ่ายเดียว

สังเกตว่าคนสัมภาษณ์พูดถึงทีมอย่างไร

สังเกตว่าเราพูดถึงคนที่ลาออกอย่างไร

และสังเกตว่า...

สิ่งที่เราพูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตรงกันหรือไม่

เราอาจบอกว่า

"ที่นี่เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ People"

แต่ถ้า Candidate ต้องรอสัมภาษณ์โดยไม่มีใครแจ้ง

หรือได้รับคำตอบแบบไม่ใส่ใจ

เขาอาจไม่ได้เชื่อจากสิ่งที่เราพูด

แต่เชื่อจากสิ่งที่เขา สัมผัส

นี่คือสิ่งที่ Employer Branding ต้องระวัง

Employer Brand ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบน Social Media

ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะใน Career Website

และไม่ได้เกิดจาก Campaign ที่สวยงามเพียงอย่างเดียว

บางครั้ง Employer Brand ของบริษัท

ถูกสร้างขึ้นในเวลาเพียง 60 นาที

ในห้องสัมภาษณ์

ผ่านพฤติกรรมของคนเพียงไม่กี่คน

ในมุมของ Talent Acquisition

ผมจึงมองการสัมภาษณ์เป็น

Two-way Assessment

บริษัทกำลังประเมิน Candidate

และ Candidate ก็กำลังประเมินบริษัท

เราไม่ได้กำลังถามเพียงว่า

"คุณเหมาะกับเราหรือไม่?"

แต่ควรถามตัวเองด้วยว่า

"สิ่งที่ Candidate กำลังเห็นจากเรา...ทำให้เขาอยากเลือกเราหรือไม่?"

เพราะเราอาจมีอำนาจในการตัดสินใจว่า

จะรับหรือไม่รับเขา

แต่ Candidate ก็มีอำนาจเช่นกันว่า

จะรับหรือปฏิเสธเรา

ผ่านเลนส์ของ Recruiter

การสัมภาษณ์ที่ดี

จึงไม่ควรจบลงด้วยคำถามว่า

"เราชอบ Candidate คนนี้หรือไม่?"

แต่ควรจบด้วยคำถามสองข้อ

เขาเหมาะกับเราหรือไม่?

และ

เราเหมาะกับเขาหรือไม่?

เพราะการจ้างงานที่ดีที่สุด

ไม่ใช่วันที่บริษัทได้คนที่ต้องการ

แต่คือวันที่

ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจเลือกกันและกัน

และเมื่อวันนั้นมาถึง...

Candidate ไม่ได้รู้สึกว่า

"ฉันถูกเลือก"

แต่รู้สึกว่า

"เราเลือกที่จะเดินไปด้วยกัน"

The Candidate Experience | EP.1Candidate Experience ไม่ได้เริ่มตอนสัมภาษณ์และไม่ได้เริ่มตอนที่ Candidate กดปุ่ม Applyแต่...
29/08/2026

The Candidate Experience | EP.1

Candidate Experience ไม่ได้เริ่มตอนสัมภาษณ์

และไม่ได้เริ่มตอนที่ Candidate กดปุ่ม Apply

แต่มันเริ่มตั้งแต่...

วันที่เขาเริ่มรู้จักบริษัทของคุณ

เขาเห็น Job Post

เข้าไปดู Social Media

อ่านรีวิวจากพนักงาน

ถามเพื่อนที่เคยทำงานที่นี่

ดูว่าองค์กรพูดถึง "คน" อย่างไร

ทั้งหมดนี้กำลังตอบคำถามหนึ่งในใจ Candidate

"ที่นี่...น่าทำงานด้วยหรือเปล่า?"

หลายองค์กรลงทุนกับการสัมภาษณ์

แต่กลับลืมประสบการณ์ก่อนหน้านั้น

Job Description เขียนไม่ชัด

สมัครงานแล้วไม่มีการตอบกลับ

ส่ง Resume แล้วรอหลายสัปดาห์

นัดสัมภาษณ์แล้วเลื่อนหลายครั้ง

หรือแม้แต่...

Candidate เดินออกจากห้องสัมภาษณ์โดยไม่รู้ว่า

ตัวเองผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะไม่มีใครติดต่อกลับ

สำหรับองค์กร

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียง "ขั้นตอนของ Recruitment"

แต่สำหรับ Candidate

มันคือ ประสบการณ์ที่เขามีต่อ Brand ของคุณ

ในมุมของ Talent Acquisition

ผมเชื่อว่า...

Candidate Experience ไม่ใช่หน้าที่ของ Recruiter เพียงคนเดียว

มันเกิดจากทุก Touchpoint

Job Post → Application → Communication → Interview → Feedback → Offer → Onboarding

และทุก Touchpoint กำลังบอก Candidate ว่า

"องค์กรนี้ให้คุณค่ากับคนอย่างไร"

เพราะฉะนั้น Employer Branding ที่ดี

ไม่ใช่แค่การทำ Content ให้บริษัทดูน่าทำงาน

แต่คือการทำให้

สิ่งที่เราสื่อสารออกไป

ตรงกับ

สิ่งที่ Candidate ได้สัมผัสจริง

ลองถามตัวเองในฐานะองค์กร

ถ้าวันนี้ Candidate คนหนึ่ง

ไม่ได้รับเลือก

แต่เขาเดินออกไปแล้วพูดกับคนอื่นว่า...

"บริษัทนี้ไม่ได้รับเราเข้าทำงาน แต่เขาปฏิบัติต่อเราอย่างดีและให้เกียรติมาก"

นั่นคือ Employer Brand ที่ดี

เพราะเราไม่สามารถเลือกได้ว่า

ใครจะได้รับ Job Offer

แต่เราเลือกได้ว่า

เราจะทำให้ทุก Candidate รู้สึกอย่างไร

ผ่านมุมมองของ Talent Acquisition

Candidate Experience ไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้ Candidate ชอบบริษัท

แต่คือประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้น

ในทุกครั้งที่คนคนหนึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กร

และบางครั้ง...

Candidate อาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า

เขาถูกสัมภาษณ์ด้วยคำถามอะไร

แต่เขาจะจำได้ว่า

องค์กรทำให้เขารู้สึกอย่างไร

ก่อนที่คนคนหนึ่งจะกลายเป็น Employee
เขาคือ Candidate
และก่อนที่เขาจะเป็น Candidate
เขาคือคนที่กำลังตัดสินใจว่า...
"ฉันอยากรู้จักองค์กรนี้ต่อหรือไม่"

The Recruiter's Lens | EP.5 — Final EpisodeRecruiter ที่ดี...ไม่ได้แค่หาคนให้ได้งานตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้าน Talent Acqui...
21/08/2026

The Recruiter's Lens | EP.5 — Final Episode

Recruiter ที่ดี...ไม่ได้แค่หาคนให้ได้งาน

ตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้าน Talent Acquisition
ผมเคยสัมภาษณ์ผู้คนมากมาย

บางคนเก่งมาก
บางคนประสบการณ์โดดเด่น
บางคนตอบสัมภาษณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม

และบางคน...

อาจไม่ได้ตรงตามสิ่งที่องค์กรกำลังมองหาในวันนั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดคือ

ทุก Candidate มีเรื่องราวของตัวเอง

บางคนกำลังมองหาโอกาสเติบโต

บางคนกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่

บางคนกำลังหนีออกจากสิ่งที่ไม่ใช่

และบางคนกำลังตามหาสถานที่ที่ตัวเองจะได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

เพราะฉะนั้น...

Recruitment จึงไม่ใช่แค่การเอา Resume มาจับคู่กับ Job Description

แต่คือการพยายามหาคำตอบว่า

"คนคนนี้ กับงานนี้ จะเติบโตไปด้วยกันได้หรือไม่?"

ในมุมของ Recruiter

เราอาจมอง Candidate เป็นหนึ่งในจำนวนผู้สมัคร

แต่สำหรับ Candidate

การสมัครงานหนึ่งครั้งอาจหมายถึง

ความหวัง

ความก้าวหน้า

รายได้ของครอบครัว

หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต

นั่นทำให้ผมเชื่อว่า...

Recruiter ที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนตำแหน่งที่ปิดได้เพียงอย่างเดียว

แต่ควรถามตัวเองด้วยว่า

เราหาคนที่เหมาะกับงานจริงหรือไม่?

เราสื่อสารกับ Candidate อย่างให้เกียรติหรือไม่?

เราสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคนที่เข้ามาพบเราหรือไม่?

และคนที่เราเลือกเข้ามา...เติบโตไปกับองค์กรได้จริงหรือไม่?

เพราะการ Hire คนหนึ่งคน

ไม่ใช่แค่การเติม Headcount

แต่มันคือการตัดสินใจที่ส่งผลต่อ

คน × ทีม × ธุรกิจ × อนาคตขององค์กร

ผ่านเลนส์ของ Recruiter

หลังจากทำงานด้าน Talent Acquisition มาหลายปี

ผมยิ่งเชื่อว่า...

Recruiter ไม่ได้มีหน้าที่แค่หาคนให้บริษัท

แต่เรามีหน้าที่ช่วยให้

คนได้เจองานที่เหมาะสม

และ

องค์กรได้เจอคนที่สามารถเติบโตไปด้วยกัน

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่า

งาน Recruitment เป็นมากกว่างาน

เพราะทุกครั้งที่เราตัดสินใจเลือกใครสักคน

เราไม่ได้กำลังเลือกแค่ "Candidate"

แต่กำลังเปิดประตูบานหนึ่ง

ให้กับชีวิตของคนคนหนึ่ง

และในขณะเดียวกัน...

เราก็กำลังเปิดอนาคตอีกบทหนึ่งให้กับองค์กร

The Recruiter's Lens | Final Episode

5 ตอนที่ผ่านมา ผมไม่ได้ตั้งใจจะสอนว่า

"Recruiter ต้องทำอย่างไร"

แต่อยากชวนทุกคนมอง Recruitment

ผ่านอีกหนึ่งมุม

มุมของคนที่อยู่ตรงกลางระหว่าง

คนที่กำลังมองหาโอกาส

กับ

องค์กรที่กำลังมองหาคน

และถ้ามีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้จากซีรีส์นี้...

"เราอาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตใครได้ทุกครั้งที่รับคนเข้าทำงาน แต่ทุกครั้งที่เรารับใครเข้ามา เรากำลังมีส่วนหนึ่งในเรื่องราวชีวิตของเขา"

ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม
The Recruiter's Lens ทั้ง 5 ตอนครับ

แล้วพบกันในเรื่องราวต่อไป...

The Recruiter's Lens | EP.4ไม่ได้งาน...ไม่ได้แปลว่า "คุณไม่เก่ง"มีคำถามหนึ่งที่ Recruiter มักได้รับจากผู้สมัครหลังจากแจ้...
16/08/2026

The Recruiter's Lens | EP.4

ไม่ได้งาน...ไม่ได้แปลว่า "คุณไม่เก่ง"

มีคำถามหนึ่งที่ Recruiter มักได้รับจากผู้สมัครหลังจากแจ้งผลว่าไม่ผ่าน

"ผมไม่ดีพอตรงไหนครับ?"

คำถามนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องของการสมัครงาน

แต่จริง ๆ แล้ว มันคือคำถามเกี่ยวกับ "คุณค่าของตัวเอง"

และสิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกกับผู้สมัครทุกคนคือ...

การไม่ได้งานหนึ่งตำแหน่ง ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่ง

เพราะ Recruitment ไม่ใช่การจัดอันดับว่าใครเก่งที่สุด

แต่คือการค้นหาว่า

"ใครเหมาะสมที่สุดกับงาน ทีม และองค์กร ณ เวลานั้น"

ผู้สมัครบางคนมีประสบการณ์มากกว่า แต่ทักษะอาจไม่ตรงกับโจทย์ของตำแหน่ง

บางคนประสบการณ์น้อยกว่า แต่มีศักยภาพที่ตรงกับสิ่งที่องค์กรกำลังมองหา

บางครั้งคนที่เก่งมากก็ไม่ได้รับเลือก

เพียงเพราะ Timing ยังไม่ตรงกัน

ไม่มีใครผิด

เพียงแค่...

ความเหมาะสมยังไม่ตรงกัน

ในมุมของ Recruiter

ผมจึงไม่อยากให้คำว่า

"คุณไม่ผ่าน"

เป็นประโยคสุดท้ายที่ผู้สมัครได้รับ

เพราะสำหรับ Recruiter อาจเป็นเพียงหนึ่งขั้นตอนของ Recruitment Process

แต่สำหรับผู้สมัคร

มันอาจเป็นความหวัง เวลาในการเตรียมตัว และความคาดหวังต่ออนาคตของตัวเอง

Candidate Experience จึงไม่ได้จบลงเมื่อเราเลือกคนอื่น

แต่มันจบลงเมื่อผู้สมัครรู้สึกว่า

"แม้ผมจะไม่ได้งาน แต่ผมได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ"

และอย่าลืมว่า...

คนที่เราไม่เลือกวันนี้

อาจเป็น Candidate ที่ใช่ในวันหน้า

อาจเป็น Customer ของเรา

หรืออาจเป็นคนที่แนะนำ Candidate คนต่อไปให้เรา

ผ่านเลนส์ของ Recruiter

หลังจากอยู่ในสายงาน Talent Acquisition มาหลายปี ผมยิ่งเชื่อว่า

Recruitment ไม่ใช่เรื่องของการเลือกคนหนึ่ง และปฏิเสธอีกคนหนึ่ง

แต่มันคือการหาความเหมาะสมระหว่าง

คน × งาน × ทีม × ช่วงเวลาขององค์กร

ดังนั้น หากวันนี้คุณไม่ได้งาน

อย่าเพิ่งสรุปว่า

"ฉันไม่เก่งพอ"

บางทีคุณไม่ได้แพ้

คุณเพียงแค่...

ยังไม่เจอที่ที่ใช่สำหรับคุณ

และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมงาน Recruitment จึงไม่ใช่แค่ "การหาคน"

แต่คือ

การช่วยให้คนได้เจอที่ที่เหมาะสมกับเขา และช่วยให้องค์กรได้เจอคนที่เหมาะสมกับมัน

The Recruiter's Lens | EP.3Resume บอกว่าเคยทำอะไร แต่ไม่ได้บอกว่า...คุณจะทำอะไรได้อีกในฐานะ Recruiter สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น...
15/08/2026

The Recruiter's Lens | EP.3

Resume บอกว่าเคยทำอะไร แต่ไม่ได้บอกว่า...คุณจะทำอะไรได้อีก

ในฐานะ Recruiter สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นอยู่บ่อยครั้งคือ

ผู้สมัครจำนวนมากใช้ Resume เพื่อเล่าว่า...

"ผมเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง"

แต่สิ่งที่ Recruiter และ Hiring Manager กำลังพยายามค้นหาคือ...

"แล้วถ้าได้ร่วมงานกับคุณ เราจะได้อะไรเพิ่มขึ้น?"

สองคำถามนี้ดูเหมือนใกล้กัน

แต่จริง ๆ แล้วแตกต่างกันมาก

ประสบการณ์ คืออดีต

แต่ศักยภาพ คืออนาคต

ผู้สมัครคนหนึ่งอาจมีประสบการณ์ 10 ปี

ทำงานในตำแหน่งเดียวกันมาตลอด

มีความรับผิดชอบมากมาย

และมีผลงานที่ดี

แต่เมื่อถามว่า

"จากสิ่งที่คุณทำมาตลอด 10 ปี คุณคิดว่าตัวเองพัฒนาขึ้นอย่างไร?"

บางครั้ง...

กลับตอบได้ไม่ชัดเจน

ในขณะที่ผู้สมัครอีกคน

อาจมีประสบการณ์เพียง 5 ปี

แต่สามารถเล่าได้ว่า

สิ่งที่เคยทำทำให้เขาเรียนรู้อะไร

ความผิดพลาดเปลี่ยนวิธีคิดอย่างไร

จากปัญหาที่เคยเจอ เขาพัฒนาตัวเองอย่างไร

และประสบการณ์ที่ผ่านมา จะนำไปสร้างคุณค่าในบทบาทใหม่ได้อย่างไร

สำหรับผม...

นี่คือความแตกต่างระหว่าง "ประสบการณ์" กับ "ศักยภาพ"

Recruiter ไม่ได้อ่าน Resume เพื่อดูแค่ว่า "เคยทำอะไร"

แต่กำลังพยายามมองหา Pattern

เราอยากรู้ว่า...

คนคนนี้เรียนรู้เร็วไหม?

แก้ปัญหาอย่างไร?

รับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

ทำงานกับคนอื่นอย่างไร?

และที่สำคัญ...

ถ้าโลกของการทำงานเปลี่ยนไปจากเดิม เขาจะสามารถปรับตัวได้หรือไม่?

เพราะงานที่เรากำลังรับสมัครวันนี้

อาจไม่เหมือนงานที่เขาจะทำในอีก 3 ปีข้างหน้า

นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เคยดู Resume แค่จาก "Job Title"

เพราะตำแหน่งเดียวกัน

คนสองคนอาจสร้างคุณค่าไม่เท่ากัน

และคนที่มีตำแหน่งเล็กกว่า

อาจมีศักยภาพที่จะเติบโตได้มากกว่า

สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียง

"คุณเคยทำอะไร?"

แต่คือ

"สิ่งที่คุณเคยทำ เปลี่ยนคุณให้เป็นคนแบบไหน?"

ถ้าคุณกำลังหางาน

ครั้งต่อไปที่คุณเปิด Resume ของตัวเอง

ลองอย่าถามแค่ว่า

"ข้อมูลครบหรือยัง?"

แต่ลองถามว่า

"Resume ของฉันกำลังเล่าแค่ประวัติการทำงาน หรือกำลังเล่าให้คนอ่านเห็นคุณค่าของฉัน?"

ลองเปลี่ยนจาก

❌ Responsible for recruitment

เป็น

✅ Improved recruitment process and reduced time-to-hire by X%

เปลี่ยนจาก

❌ Managed a team

เป็น

✅ Developed team capability and prepared team members for broader responsibilities

เพราะ...

หน้าที่ บอกว่าเราทำอะไร

แต่...

ผลลัพธ์ บอกว่าเราสร้างคุณค่าอะไร

และ...

การเรียนรู้ บอกว่าเราจะสร้างคุณค่าอะไรได้อีกในอนาคต

ผ่านเลนส์ของ Recruiter

หลังจากเห็น Resume มามากมาย

ผมเชื่อว่า Resume ที่ดีที่สุด

ไม่ใช่ Resume ที่ยาวที่สุด

ไม่ใช่ Resume ที่มีบริษัทดังที่สุด

และไม่ใช่ Resume ที่เต็มไปด้วยตำแหน่งสวย ๆ

แต่คือ Resume ที่ทำให้คนอ่านเห็นว่า...

"คนคนนี้เคยสร้างอะไร เรียนรู้อะไร และพร้อมจะสร้างอะไรต่อไป"

เพราะในโลกของ Talent Acquisition

เราไม่ได้จ้างอดีต

เราใช้ "อดีต"

เพื่อช่วยประเมินว่า

คนคนนี้จะสร้างอนาคตอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ The Recruiter โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Recruiter:

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์