Green Energy Network

Green Energy Network Consultancy & Engineering, EPC services for Biomass, Biogas, Biomethane, Solar PV and Wastewater treatment projects.

Consultancy services for Climate change actions, i.e., CFO, CFP, T-VER, ISO 14064-1, ISO 14067, SBTi, Net Zero Pathway, ISCC, etc. 🌿 Our Expertise and Fields of Services
♻️ Biomass Power Plants
♻️ Biogas Technologies & Biogas Power Plants
♻️ Biogas Conditioning (H2S Gas Removal) & Biogas
♻️ Utilization Systems
♻️ Wastewater Treatment Plants
(Anaerobic & Aerobic Treatment)

🌿 Our Services
🍃 Turnkey EPC (Engineering, procurement and
construction) Projects
🍃 Design, Engineering & Consultancy Services
🍃 Owner Engineering Service, Lender Engineering/
Independent Engineering Services
🍃 O & M Services, Project Development Consultant
🍃 BOT or BOOT (Build, Own, Operate, Transfer)
Services

📈 Step Up Your Career in Sustainability! 📈อนาคตของทุกธุรกิจคือความยั่งยืน และพลังงานที่สะอาด มาร่วมเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจร...
17/08/2026

📈 Step Up Your Career in Sustainability! 📈
อนาคตของทุกธุรกิจคือความยั่งยืน และพลังงานที่สะอาด มาร่วมเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้านสิ่งแวดล้อมไปกับเรา
📌เปิดรับสมัคร: ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 📌
ร่วมเป็นกลไกสำคัญในการให้คำปรึกษา แนะนำกลยุทธ์ด้าน Carbon Neutrality และผลักดันภาคธุรกิจอุตสาหกรรมให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล
✔️ ท้าทายความสามารถกับโปรเจกต์จริง
✔️ ทำงานในบรรยากาศที่ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ
📩 ก้าวหน้าในสายงานที่คุณรัก ยื่นใบสมัครได้ที่: Jobthai

งาน หางาน สมัครงาน อัปเดตตำแหน่งงานใหม่ทุกวัน จากบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ JobThai

✨ Join Our Team! เปิดรับสมัครบุคลากรด่วน ✨บริษัทฯ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความมุ่งมั่นและพร้อมเติบโตไปกับองค์กร มาร่วมงานกับ...
17/08/2026

✨ Join Our Team! เปิดรับสมัครบุคลากรด่วน ✨

บริษัทฯ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความมุ่งมั่นและพร้อมเติบโตไปกับองค์กร มาร่วมงานกับเราในตำแหน่ง:
📌 วิศวกรโครงการ / วิศวกรที่ปรึกษา (Project Engineer / Engineer Consultant)

เปิดรับผู้ที่พร้อมเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

🔗 สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นใบสมัครได้ที่:

งาน หางาน สมัครงาน อัปเดตตำแหน่งงานใหม่ทุกวัน จากบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ JobThai

12/08/2026

ชูจุดแข็งโครงสร้างบูรณาการ 'Integrated Value Chain' รับความผันผวน เพิ่มความยืดหยุ่นและหลากหลาย ขยายพอร์ต Specialty + Green & Bio 30% พร้อมปักมาบตาพุด​ฐานทัพสำคัญแห่งอนาคต

​ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ​GC ยังคง​​รักษาการเติบโตท่ามกลางภาวะวิกฤต​และความผันผวนรอบด้าน โดยเฉพาะการเกิดภาวะ Supply Chain Disruption ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ GC ​​มี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น​ 81% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ที่สำคัญสามารถจัดการโครงสร้างทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบริการจัดการต้นทุน ลดภาระค่าใช้จ่าย และการจัดการสินทรัพย์ที่มีอย่างเหมาะสม ทำให้หนี้สินโดยรวมของบริษัทช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลดลงได้กว่า 1.16 แสนล้านบาท และมีกระแสเงินสดเหลือกว่า 5 หมื่นล้านบาท ทำให้มีสภาพคล่องมากพอสำหรับการชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร และการจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่จะถึงงวดการชำระในปีหน้า สะท้อนให้เห็นความแข็งแรงและพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทแม้อยู่ท่ามกลางหลายปัจจัยที่มีความท้าทาย

คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC มองว่า ​ความผันผวนและความไม่แน่นอนจะยังเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในระยะข้างหน้า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่คือการเตรียมองค์กรให้มีความยืดหยุ่น มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และลงมือสร้างความพร้อมสำหรับอนาคต

ขณะที่ความแข็งแรงของ GC อยู่ที่การ​มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) หรือการต่อยอดห่วงโซ่ธุรกิจภายในซัพพลายเชน โดยเชื่อมโยงระบบการผลิตภายในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้ครบถ้วนตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถเลือกใช้วัตถุดิบที่มีความหลากหลาย​ทั้งก๊าซและของเหลว เพิ่มความสามารถในการยืดห​ยุ่นและปรับตัว พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากปัญหา Supply Chain Disruption รวมทั้งช่วย​บริหารต้นทุนได้เหมาะสมกับสภาวะตลาด และ​​สร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ให้ธุรกิจได้ในอนาคต

​“GC ให้ความสำคัญในการปรับตัว สร้างความยืดหยุ่น และดูแลวินัยทางการเงิน เพื่อสามารถอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางวิกฤตและความผันผวน ซึ่งเชื่อว่าจากนี้จะกลายเป็นปัจจัยที่ยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความผันผวนและท้าทายในวัฏจักร​อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายสำคัญของธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมา GC ได้คาดกการณ์ ​เตรียมตัว และพร้อมรับมือต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งการกระจายแหล่งวัตถุดิบสำรองจากหลายพื้นที่ ทำให้เหลือซัพพลายที่ฮอร์มุซเพียง 10% และสามารถจัดหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ในช่วงวิกฤตได้ทัน จึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตมากนัก"

ต่อยอดศักยภาพ สร้างการเติบโตบทใหม่

ปัจจุบันรายได้หลัก GC ยังมาจากกลุ่ม Commodity หรือธุรกิจต้นน้ำและปิโตรเคมีที่ราว 80% ขณะที่กลุ่มธุรกิจใหม่อย่างกลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) รวมท้ัง Green & Bio อยู่ที่ราว 20%

โดย GC วางแผนขับเคลื่อน 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) มี​นโยบายเพิ่มความหลากหลายภายในพอร์ตโฟลิโอ ​เพื่อสามารถเพิ่มสัดส่วนกลุ่มธุรกิจใหม่ (Specialty + Green & Bio) เป็น 30% รวมทั้งเพิ่มโอกาสเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ​เพื่อขยายสัดส่วนพอร์ตธุรกิจมูลค่าสูง และคาร์บอนต่ำ ตอบโจทย์เทรนด์ Sustainability ในอนาคต

สำหรับการขับเคลื่อน​ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง จะเน้นต่อยอดและศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยมีโรงกลั่นชีวภาพ เป็นหัวใจสำคัญ จากกระบวนการ​​กลั่น หรือน้ำมันพืชใช้แล้ว ให้เป็น และผลิตภัณฑ์ขั้นกลางอื่นๆ ที่มีการเชื่อมต่อระบบการผลิตจากโรงกลั่นเดียวกันนี้ ทั้งกลุ่ม Bio-Polymers และ Bio-Chemicals ซึ่ง GC มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี แต่จำเป็นต้องรอดูทิศทางตลาด รวมทั้งการทำงานร่วมกับพันธมิตรภายใน Ecosystem แต่ละอุตสาหกรรมทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ปลายทางประเภทต่างๆ ไปจนถึงความพร้อมของแต่ละตลาด ไปจนถึงการ​ดูแลในส่วนของซัพพลายอย่าง UCO เพื่อให้มีปริมาณรองรับกำลังผลิตได้อย่างเพียงพอโดยลดภาระการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศให้น้อยที่สุด

ขณะที่การเพิ่มสัดส่วน​พอร์ตกลุ่มธุรกิจใหม่ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ผ่านการต่อยอดจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในแต่ละธุรกิจ ดังนี้

– ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยหากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน สนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ในประเทศและภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิตระดับ Top 10 ของโลก ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปของการศึกษาดังกล่าวในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569

– ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ปลดล็อกศักยภาพของ เพื่อเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจ Specialty จากโอกาสของธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเติบโตสูง อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น โดยในส่วน​ประเทศไทย allnex ได้ประกาศขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ซึ่งเป็นนวัตกรรมขั้นสูง​ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งาน ​ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป เพื่อ​ถ่ายทอดเทคโนโลยีและขีดความสามารถด้านการผลิตมายังประเทศไทย ช่วยสร้าง Ecosystem ที่ใกล้ชิดลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายฐานการผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทั้ง China Hub และ India Hub

– ธุรกิจ Green & Bio ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ซึ่ง GC มีความพร้อมครอบคลุมทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม และซัพพลายเชน ทำให้สามารถมีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ไบโอพลาสติก โอลีโอเคมิคอล ไปจนถึงพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง โดย​ปัจจุบันได้ต่อยอดลงทุนในหลายด้าน อาทิ NatureWorks โรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจร ที่นครสวรรค์ รวมทั้ง GGC และ Emery Oleochemicals ที่ต่อยอดองค์ความรู้เคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง Foodgrade รายแรกของประเทศไทย ที่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต

จากรากฐานที่มีนี้​ GC ยังเตรียมต่อยอดโอกาสใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ผ่านนวัตกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อพัฒนา Sustainable Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

รวมทั้ง​แผน​ระยะต่อไป​เพื่อต่อยอดศักยภาพ #มาบตาพุด เป็นฐานสำคัญของ​ธุรกิจที่มีมูลค่าสูง​ ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio เปิดโอกาสในการ​เชื่อมโยงความสามารถกับเทคโนโลยีและพันธมิตรชั้นนำจากทั่วโลก รองรับความต้องการของตลาดปลายทาง และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตสูงและเป็นปลายทางการลงทุนจากทั่วโลกที่เม็ดเงินจะไหลเข้ามาในภูมิภาคในแถบเอเชียและอาเซียนเพิ่มมากขึ้น

#กลยุทธ์ #ปรับตัว #เติบโต #ยั่งยืน

พร้อมติดตามเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความยั่งยืนเพิ่มเติม ได้ที่
Website : https://sdthailand.com/
Twitter (X) : https://twitter.com/sdthailand_TH

📢 ประกาศเผยแพร่🌱 แนวทางการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 ภาคธุรกิจ (Scope 3 GHG Emissions Reporting Guida...
06/08/2026

📢 ประกาศเผยแพร่
🌱 แนวทางการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 ภาคธุรกิจ (Scope 3 GHG Emissions Reporting Guidance for Business)

📢 ประกาศเผยแพร่
🌱 แนวทางการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 ภาคธุรกิจ (Scope 3 GHG Emissions Reporting Guidance for Business)
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ได้จัดทำแนวทางการรายงานปริมาณการปล่่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่่ 3 สำหรับภาคธุุรกิจฉบับนนี้ขึ้น เพื่่อเป็นการสนับสนุุนทางด้านเทคนิคให้แก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนให้สามารถรายงานปริมาณการปล่่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่่ 3 สำหรับใช้รายงานต่อสาธารณะ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้มุ่งสู่่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุุทธิเป็นศููนย์ (Net Zero)
📅 ประกาศเผยแพร่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569
📥 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ลิงก์ในช่อง Comment
------------------------------------------

#อบก #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
#ก๊าซเรือนกระจก
#คาร์บอนฟุตพริ้นท์
#คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

#ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

21/07/2026

Net zero in aviation isn't just an environmental challenge — it's an industrial opportunity.

Dr. Pramote Puengjinda (GIZ Thailand) explores the growing Sustainable Aviation Fuel (SAF) market across Asia Pacific and examines what it takes for Thailand to become a regional leader.

From policy development and feedstock availability to innovation and investment, the article maps out the key factors that will shape the next phase of sustainable aviation in the region.

🔗 Read more: https://gtccupdate.wordpress.com/asia-pacific-sustainable-aviation-fuel-saf-market-at-a-turning-point/

📘 Discover more insights from GTCC UPDATE Magazine: https://issuu.com/germanthaichamber/docs/update_q3-2026_green_logistics_hires

14/07/2026

5 ความแตกต่างหลักระหว่าง Science Based Targets initiative (SBTi) V1 และ V2
อัปเดตมาตรฐานเวอร์ชันล่าสุดจาก SBTi ถือเป็นก้าวที่สำคัญที่จะเปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกให้เป็น "แผนการลงมือทำจริง" เพื่อยกระดับความเข้มงวด ความโปร่งใส และเพิ่มความยืดหยุ่นในทางปฏิบัติให้กับภาคธุรกิจ สอดรับกับเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน รวมทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส โดยมีโครงสร้างความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Corporate Net-Zero Standard Version 1.0 (และ v1.2) กับ Version 2.0 (Draft/Upcoming) สรุปได้ดังนี้
1. ระบบประเมินผลแบบวนลูป (Continuous Accountability vs One-off Validation)
Version 1: เมื่อบริษัทส่งเป้าหมายและผ่านการอนุมัติ (Validation) จาก SBTi แล้ว จะถือเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ (เว้นแต่จะมีการทบทวนทุก ๆ 5 ปี) ทำให้เกิดปัญหา "ตั้งเป้าแล้วปล่อยทิ้งไว้บนหิ้ง"
Version 2.0: เปลี่ยนเป็น Cyclical Validation Model คือการันตีความโปร่งใสต่อเนื่อง มีระบบตรวจเช็กสถานะตั้งแต่แรก (Entry Check) การตรวจสอบเป้าหมาย (Initial Validation) และมี Renewal Validation ทุก ๆ 5 ปี ร่วมกับการส่งรายงานความคืบหน้าประจำปี (Annual Progress Reporting) หากทำไม่ได้ตามเป้าต้องชี้แจงแนวทางแก้ไขเชิงรุก
2. การแบ่งกลุ่มบริษัทตามศักยภาพ (Tiered Approach: Category A & B)
SBTi V2 เลิกมองว่าทุกบริษัทมีกำลังเท่ากัน โดยแบ่งองค์กรออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่
Category A (บริษัทขนาดใหญ่ / ประเทศรายได้สูง) มีเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก ต้องเปิดเผยแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ภายใน 12 เดือน และต้องผ่านการทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจกปีฐานแบบจำกัด (Limited Assurance) จากผู้ประเมินภายนอกซึ่งเป็นบุคคลที่สาม (Third-party)
Category B (SMEs / บริษัทในประเทศกำลังพัฒนา) ได้รับความยืดหยุ่นสูงขึ้น ทั้งในแง่ระยะเวลาการดำเนินงานและการผ่อนปรนข้อกำหนดบางประการ เพื่อให้เข้าถึงมาตรฐานดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
3. แยกเป้าหมาย Scope 1 และ Scope 2 อย่างเด็ดขาด พร้อมเกณฑ์ไฟฟ้าที่เข้มงวด
Version 1: อนุญาตให้บริษัทตั้งเป้าหมายของ Scope 1 และ Scope 2 รวมกันได้ (Combined Targets)
Version 2.0: บังคับ แยกเป้าหมายออกจากกัน เพื่อความชัดเจนในการลดก๊าซเรือนกระจก
Scope 1 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง) เพิ่มทางเลือก Asset Decarbonization Plan (ADP) ให้บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามรอบอายุของเครื่องจักรหรือวัฏจักรการลงทุน (Capex) ได้ ไม่จำเป็นต้องลดเป็นเส้นตรงทุกปี ซึ่งสะท้อนความจริงทางธุรกิจมากขึ้น
Scope 2 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้าและพลังงานที่ซื้อมา) ยกระดับเกณฑ์ 100% Low-carbon electricity ภายในปี 2040 และเริ่มบังคับใช้การจับคู่สัญญาซื้อพลังงานสะอาดตามพื้นที่ (Geographic Matching) และตามช่วงเวลาจริง (Temporal/Hourly Matching) เพื่อป้องกันการใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) แบบไร้ทิศทาง
4. ปรับแนวคิด Scope 3 มุ่งเน้นไปที่จุดวิกฤต (Focused & Flexible Scope 3)
Version 1: กำหนดเกณฑ์ครอบคลุมที่ค่อนข้างตึงและตายตัว (เช่น ต้องครอบคลุม 67% ของ Scope 3 สำหรับเป้าหมายในระยะสั้น และ 90% ในระยะยาว)
Version 2.0: หันมาเน้น "Priority Emissions" หรือหมวดหมู่ที่มีนัยสำคัญต่อโลกร้อนจริง ๆ (>5% ของ Scope 3 รวม) และเปิดช่องให้ทำ Supplier Engagement Targets (เช่น บังคับให้คู่ค้า Tier 1 ตั้งเป้า Net-Zero) รวมถึงยอมรับแนวคิด Insetting (การลดคาร์บอนภายในห่วงโซ่อุปทานตัวเอง) และแนวคิด "Supply Shed" ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ 100%
5. ความชัดเจนเรื่องการใช้คาร์บอนเครดิต และการรับผิดชอบระหว่างทาง (Beyond Value Chain Mitigation (BVCM) & Neutralization)
Version 1: มีจุดเน้นไปที่การดักจับและกักเก็บคาร์บอนเพื่อชดเชยการปล่อยในส่วนที่เหลือทั้งหมด (Neutralization) ณ ปีเป้าหมาย Net-Zero เท่านั้น โดยช่วงเวลาระหว่างทางนั้นยังไม่มีกรอบที่ชัดเจน
Version 2.0: นำแนวคิด Beyond Value Chain Mitigation (BVCM) มาจัดหมวดหมู่ใหม่เป็น "ความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างทาง (Ongoing Emissions Responsibility)" มีการให้สถานะแก่บริษัทที่ร่วมลงทุนในคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงตั้งแต่ตอนนี้ เช่น ระดับ Recognized หรือ Leadership และระบุชัดเจนว่าหลังปี 2035 บริษัท Category A จะถูกบังคับให้รับผิดชอบต่อคาร์บอนที่เหลือปล่อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 100% ณ ปี Net-Zero แต่สำหรับ Scope 3 ก็มีการเปิดช่องให้ใช้เครื่องมือทางการตลาด (เช่น Environmental Attribute Certificates: EACs) ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดเพื่อช่วยขับเคลื่อนตลาด
จะเห็นได้ว่า V2 ไม่ได้เน้นแค่การ "ตั้งเป้าหมาย" อีกต่อไป แต่จะเน้นเรื่อง "การรายงานความก้าวหน้าและการลงมือทำจริง" (Implementation) เพื่อป้องกันปัญหา Greenwashing รวมทั้งมองว่า Scope 3 เป็นเรื่องใหญ่และท้าทายขึ้น โดยมาตรฐานใหม่บีบให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องลงไปจัดการกับ Supply Chain ของตนเองอย่างจริงจังมากขึ้น ตลอดจน V2 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำงานร่วมกับมาตรฐานการรายงานระดับโลกอื่น ๆ ได้ดีขึ้น เช่น GHG Protocol ที่กำลังปรับปรุงใหม่ และมาตรฐาน ISSB (IFRS S2) ส่วนข้อกำหนดและแนวทางการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ของ อบก. ที่อ้างอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ (SBT) ด้วยนั้น ก็อยู่ในระหว่างการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับสากล โดยจะประกาศฉบับปรับปรุงประมาณเดือนตุลาคม 2569 ทั้งนี้สาระสำคัญที่ปรับปรุง อบก. จะมาสรุปให้ทราบในบทความฉบับถัดไป
ที่มา
https://files.sciencebasedtargets.org/production/files/Net-Zero-Standard.pdf
https://standards.sciencebasedtargets.org/
--------------------------------------------

#องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก #อบก
#ก๊าซเรือนกระจก

13/07/2026

📚 TGO Book Recommendation
ข้อกำหนดและแนวทางการรับรอง Net Zero ฉบับปรับปรุง (กรกฎาคม 2569)
📅 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569
📥 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ลิงก์ในช่อง Comment
--------------------------------

#อบก #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
#ก๊าซเรือนกระจก

🚨 เรื่อง: เตือนซัพพลายเชนเร่งสปีดรับ Net Zero 🌿🌐 เกมการค้าโลกเปลี่ยน: เริ่มบีบลดคาร์บอนเป็นศูนย์ รับมาตรการ CBAM ที่มีผล...
06/07/2026

🚨 เรื่อง: เตือนซัพพลายเชนเร่งสปีดรับ Net Zero 🌿

🌐 เกมการค้าโลกเปลี่ยน: เริ่มบีบลดคาร์บอนเป็นศูนย์ รับมาตรการ CBAM ที่มีผลบังคับใช้แล้ว

🏢 บิ๊กคอร์ปขยับตัวแรง: ส.อ.ท. ชี้บริษัทใหญ่อย่าง “โตโยต้า-เดลต้า-ไทยเม็ททอล” ประกาศ Corporate Policy มุ่งสู่ Net Zero เร็วขึ้นถึง 15 ปี! ⏩

🛑 เข้มงวดของจริง: เน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตจริงๆ โดย "ไม่รับคาร์บอนเครดิต" 📉

⚠️ เตือนคู่ค้า & SME: ธุรกิจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ต้องเร่งปรับตัวด่วน 🏃‍♂️ ไม่อย่างนั้นเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ❌

🏛️ จี้รัฐบาลหนุนด่วน: เร่งออก พ.ร.บ. Climate Change 📜 และผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Green Energy) ⚡🌱

เกมการค้าโลกเริ่มบีบลดคาร์บอนเป็นศูนย์ รับ CBAM มีผล  ส.อ.ท.ชี้บริษัทใหญ่ “โตโยต้า-เดลต้า-ไทยเม็ททอล” ประกาศ Corpor...

28/06/2026

ที่อยู่

64/9
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

6621293959

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Green Energy Networkผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แนะนำ

แชร์