Annabel - Your Wealth Architect

เส้นทาง

Annabel - Your Wealth Architect “สถาปนิกการเงิน“ ที่เชื่อว่า ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่การเก็บเงิน แต่คือศิลปะของการออกแบบชีวิต - Not your advisor. No ads, No sponsorships.

Your Wealth Architect.

***ไม่มีคอร์สสอน ไม่มีการชักชวนคุณลงทุนใดๆทั้งสิ้น ห้ามโดนมิจฉาชีพหลอกนะคะคุณ !!!!!!

สวิสเป็นกลาง แต่บัญชีธนาคารคุณไม่ได้เป็นเขตปลอดการเมืองหรอกนะคะคุณคนไทยจำนวนมากเชื่อว่า ถ้าเอาเงินไปไว้สวิตเซอร์แลนด์ ต่...
28/09/2026

สวิสเป็นกลาง แต่บัญชีธนาคารคุณไม่ได้เป็นเขตปลอดการเมืองหรอกนะคะคุณ

คนไทยจำนวนมากเชื่อว่า ถ้าเอาเงินไปไว้สวิตเซอร์แลนด์ ต่อให้โลกตีกัน เงินก็จะนอนนิ่ง ๆ อยู่ในตู้เซฟกลางภูเขาหิมะ

ฉันทำงาน Private Banking ในสวิสมาหลายปี ขอบอกว่า ภูเขาหิมะมีจริงค่ะ แต่ตู้เซฟวิเศษไม่มี

เมื่อวานนี้ (27 กันยา) คนสวิสลงประชามติเรื่องความเป็นกลาง และราว 68% โหวตคัดค้านข้อเสนอที่จะกำหนดความเป็นกลางให้เข้มงวดขึ้น ข่าวนี้ดูไกลตัวคนไทยมาก จนกระทั่งคุณมีบัญชี มีธุรกิจ หรือลงทุนข้ามประเทศ

ก่อนจะเข้าใจผลโหวต ต้องรู้ก่อนว่าสวิสเป็นกลางไปทำไม

สวิสเป็นประเทศเล็ก อยู่กลางยุโรป ท่ามกลางประเทศใหญ่ที่ในอดีตทำสงครามกันเป็นกิจวัตร แถมคนในสวิสเองก็พูดกันหลายภาษา นับถือศาสนาต่างกัน การไม่ถูกลากเข้าไปในสงครามของเพื่อนบ้านจึงเป็นเรื่องความอยู่รอด ไม่ใช่บุคลิกสุภาพของประเทศ

ปี 1815 ชาติมหาอำนาจยุโรปรับรองความเป็นกลางของสวิส สวิสไม่เข้าร่วมรบในสงครามโลกทั้งสองครั้ง และต่อมาก็สร้างบทบาทเป็นพื้นที่สำหรับการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ

ฟังแล้วเหมือนประเทศนี้ไม่ยุ่งกับใคร?

ผิดค่ะ

สวิสเข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิรักตั้งแต่ปี 1991 ร่วมโครงการความร่วมมือกับ NATO ในปี 1996 และเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 2002 สวิสไม่ได้เป็นสมาชิก NATO หรือสหภาพยุโรป แต่ก็ไม่ได้ตั้งประเทศอยู่คนละดาว

ความเป็นกลางของสวิสมีแกนสำคัญคือไม่เข้าร่วมสงครามระหว่างประเทศ และไม่ให้คู่สงครามใช้ดินแดนของตนไปรบ ส่วนการจะร่วมมือหรือใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างไร เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจตามสถานการณ์

แล้วปี 2022 รัสเซียบุกยูเครน สวิสรับมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปมาใช้เป็นส่วนใหญ่

คราวนี้คำว่า “เป็นกลาง” ร้อนขึ้นมาทันที

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ถ้าคว่ำบาตรรัสเซียก็เท่ากับเลือกข้าง อีกฝ่ายถามว่า ถ้าเป็นกลางแล้วต้องนิ่งเฉยต่อทุกอย่าง ความเป็นกลางช่วยปกป้องใครกันแน่?

ข้อเสนอที่ลงประชามติวันนี้ต้องการเขียนกฎให้เข้มขึ้น โดยจำกัดการร่วมมือกับพันธมิตรทางทหาร และห้ามคว่ำบาตรประเทศคู่สงคราม ยกเว้นบางกรณี เช่น มาตรการของสหประชาชาติ

คนส่วนใหญ่โหวตไม่เอา

นี่ไม่ใช่การโหวตให้สวิสเลิกเป็นกลาง แต่เป็นการโหวตว่าอย่ามัดมือประเทศไว้ด้วยนิยามเดียวก่อนรู้ว่าวิกฤตครั้งหน้าหน้าตาเป็นอย่างไร

ส่วนที่คนไทยควรสนใจที่สุดไม่ใช่คะแนนโหวตค่ะ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเงินเมื่อสวิสใช้มาตรการคว่ำบาตร

ฉันจำบรรยากาศในธนาคารสวิสช่วงปี 2022 ได้ดี ตอนแบงค์ต้องอายัดบัญชีลูกค้าเศรษฐีรัสเซีย

โอ้ย คุณคะ ทีมงานใกล้จะบ้า เพราะต้องตรวจรายชื่อบุคคล บริษัท และโครงสร้างผู้ถือหุ้นกันละเอียดว่าเกี่ยวข้องอะไรกับ รัสเซียไหม ธุรกรรมที่เข้าข่ายต้องถูกตรวจสอบหรือระงับตามกฎที่ใช้บังคับและถี่ยิบ

ไม่มีใครกดปุ่ม “ประเทศเราเป็นกลาง ขอข้ามขั้นตอนนี้” ได้

นี่คือเรื่องที่ต้องแยกให้ออก

ความเป็นกลางเป็นนโยบายของประเทศ ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่ติดมากับทุกบัญชีธนาคาร

ถ้าคุณมีเงินอยู่ต่างประเทศ อย่าถามเพียงว่า “ประเทศนี้ปลอดภัยไหม” ให้ถามด้วยว่าเงินอยู่ในชื่อใคร ถือสินทรัพย์อะไร โอนผ่านที่ไหน ใช้เงินสกุลใด และมีกฎหมายหรือมาตรการของประเทศใดเกี่ยวข้องบ้าง

เงินก้อนเดียวอาจมีเจ้าของเป็นคนไทย ฝากในธนาคารสวิส ซื้อสินทรัพย์ยุโรป และชำระเป็นดอลลาร์ เจ้าของมีหนึ่งคน แต่กติกามากันทั้งโต๊ะ

ฉันยังเชื่อมั่นในจุดแข็งของระบบสวิสค่ะ เพียงแต่ความน่าเชื่อถือของเขาไม่ได้มาจากการสัญญาว่าเงินคุณจะพ้นจากทุกปัญหาบนโลก

มันมาจากการมีกฎ และบังคับใช้กฎนั้นจริง

ก่อนเอาเงินไปไว้ที่ไหน จึงควรรู้ให้ชัดว่า ในวันที่โลกไม่ปกติ เงินของเราจะอยู่ภายใต้กฎของใคร

คำถามนี้ไม่เท่เท่าคำว่า “ฉันมีบัญชีสวิส”

แต่ช่วยรักษาเงินได้มากกว่าค่ะ

แอนนาเบล
28.09.2026

คนกรุงเทพฯ เก่งมากเรื่องหาเวลาไปทำงาน แต่หาเวลามีชีวิตไม่ค่อยเจอตั้งแต่เครื่องบินแตะพื้นกรุงเทพฯ ฉันก็แทบไม่ได้หยุดเลยลง...
27/09/2026

คนกรุงเทพฯ เก่งมากเรื่องหาเวลาไปทำงาน แต่หาเวลามีชีวิตไม่ค่อยเจอ

ตั้งแต่เครื่องบินแตะพื้นกรุงเทพฯ ฉันก็แทบไม่ได้หยุดเลย

ลงเครื่องแล้วชีวิตเหมือนถูกส่งต่อเข้าเครื่องซักผ้า โหมดปั่นแห้งรอบสูง งานสัมมนา นัดประชุม นัดกินข้าวที่กลายเป็นนัดคุยงาน ตอบข้อความระหว่างเดินทาง กลับห้องก็ยังมีเรื่องที่ต้องอ่านก่อนนอน

บางวันเปิดตารางแล้วต้องใช้เวลาสักพักถึงจะจำได้ว่าตัวเองอยู่จังหวัดไหน

ฉันรักงานที่ทำนะคะ ชอบขึ้นเวที ชอบเจอคน ชอบบทสนทนาที่ทำให้กลับมาคิดอะไรต่อได้อีกหลายวัน แต่การรักงานก็มีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือเราเอามันมาเป็นเหตุผลที่ฟังดูดีมากในการไม่ดูแลตัวเอง

คนรอบตัวเริ่มเห็นอาการก่อนฉัน

พี่หมออั๋น The Longevist จัดวิตามินมาให้เป็นกะตัก เหมือนมองตารางงานฉันแล้วตัดสินใจว่า เอาละ ช่วยทางชีวเคมีก่อน

คุณหมอเข็ม แฟนพี่อั๋น น้องสาวที่น่ารักของฉัน ชวนไปตี pickleball และออกกำลังกายด้วยบาร์ เพื่อให้ฉันได้ทำอะไรอื่นนอกจากทำงานบ้าง

ส่วนพี่จิ๊บ แฟนพี่พัน มาม่า ไม่เสียเวลาชวน นางขอมือถือ เปิดตารางงาน เค้นหาชั่วโมงที่ยังไม่มีใครจับจอง แล้วจองสปาให้เลย

เพื่อนต้องสวมบทเป็นเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี มายึดเวลาว่างคืนให้เจ้าของชีวิต

ฉันก็ยังคิดอยู่ว่า “เดี๋ยวว่างแล้วค่อยไป”

แล้วน้ำก็ท่วมกรุงเทพฯ นัดหลายอย่างต้องยกเลิก ฉันถึงได้นั่งอยู่เฉย ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

เรื่องน้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนให้คนมากมาย ฉันไม่อยากโรแมนติไซซ์มันเป็นบทเรียนชีวิตสวย ๆ ของตัวเองเลย แต่ในช่วงที่ตารางของฉันถูกหยุดกะทันหัน ฉันก็หนีคำถามหนึ่งไม่พ้น

ทำไมต้องรอให้เมืองหยุด ฉันถึงจะยอมหยุด

ช่วงนี้ฉันอ่าน On the Shortness of Life ของ Seneca

ถ้าอ่านแค่ชื่อ อาจนึกว่าเป็นหนังสือปลอบใจให้ใช้ทุกวันอย่างคุ้มค่า อ่านจริงแล้วรู้สึกเหมือนโดนจับนั่งสอบสวนค่ะ

Seneca บอกว่าเราชอบบ่นว่าชีวิตสั้น ทั้งที่ปล่อยเวลาให้รั่วออกไปเอง เราหวงเงินมาก ใครมาขอยืมยังต้องคิด แต่“เวลา”เรากลับแจกให้ใครต่อใครง่ายเหลือเกิน

ประโยคนี้เจ็บเป็นพิเศษสำหรับฉัน เพราะฉันทำงานเรื่องเงินมาทั้งชีวิต

ฉันช่วยคนคิดว่าเงินก้อนนี้ควรลงทุนที่ไหน ควรสำรองไว้เท่าไร ความเสี่ยงแบบไหนรับได้ แต่พอเป็นเวลาของตัวเอง ฉันกลับบริหารเหมือนมีวงเงินไม่จำกัด

มีคนขอเวลาครึ่งชั่วโมง เราให้
ขอเพิ่มอีกนิด เราก็ให้
แทรกประชุมตอนเย็น เราก็ขยับเรื่องส่วนตัวออก
สุดท้ายสิ่งที่ถูกเลื่อนเสมอคือการนอน การออกกำลังกาย หรือเวลาเงียบ ๆ ที่ไม่มีใครต้องการอะไรจากเรา

ถ้าเป็นพอร์ตลูกค้า ฉันคงเรียกมาคุยแล้วค่ะ

ที่แสบกว่านั้นคือ Seneca ไม่ได้พูดถึงแค่คนขี้เกียจหรือคนที่เอาเวลาไปทำเรื่องไร้สาระ เขาพูดถึงคนที่ ยุ่งจนไม่มีเวลาฟังชีวิตตัวเอง ด้วย

นี่แหละโรคคนกรุงเทพฯ ที่ฉันเป็นอยู่

เราออกจากบ้านเผื่อรถติดหนึ่งชั่วโมงได้ แต่ไม่ยอมกันเวลาออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง
เรานั่งรถข้ามเมืองเพื่อประชุมที่อาจเป็นอีเมลได้ แต่บอกว่าการไปหาพ่อแม่หรือเพื่อนสนิท “ไกลจัง”
เราจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าหลายเดือน แต่จองวันพักต้องรอดูว่าใครจะเอาเวลาเราไปก่อน
เราใช้เงินซื้อคอร์สดูแลสุขภาพ แล้วจัดตารางชีวิตที่ไม่เหลือช่องให้ทำตามคอร์สนั้น

บางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า “ไม่มีเวลา” แปลว่าเราเหนื่อยจริง ๆ นะคะ คนจำนวนมากทำงานหนักเพราะค่าใช้จ่ายรออยู่ จะบอกให้เขาปฏิเสธงานแล้วไปพักผ่อนสวย ๆ ก็พูดง่ายเกินไป

แต่สำหรับคนที่ยังพอเลือกได้ รวมถึงฉันเอง มันมีคำถามที่ต้องตอบอย่างซื่อสัตย์

เราไม่มีเวลา หรือเรากลัวว่าถ้าหยุดแล้วจะดูไม่สำคัญ

ตารางที่แน่นทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้องการ มีคนชวน มีคนรอ มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ มันน่าภูมิใจค่ะ ฉันก็ภูมิใจ

แต่บางวันความยุ่งก็เป็นที่ซ่อนตัวที่ดีมาก เราไม่ต้องถามว่าเรากำลังเหนื่อยกับอะไร ไม่ต้องคิดว่าความสำเร็จที่วิ่งตามอยู่ยังเป็นสิ่งที่เราอยากได้ไหม แค่บอกว่า “ช่วงนี้ยุ่ง” แล้ววิ่งต่อ

อีกเรื่องที่ Seneca เขียนไว้แล้วฉันสะดุ้ง คือเราชอบเตรียมตัวเพื่อจะใช้ชีวิตในอนาคต จนเอาชีวิตปัจจุบันไปจ่ายเป็นค่าเตรียมตัวเสียหมด

เดี๋ยวปิดโปรเจกต์นี้ก่อน
เดี๋ยวผ่านงานพูดครั้งนี้ก่อน
เดี๋ยวเก็บเงินให้ถึงตัวเลขนั้นก่อน
เดี๋ยวชีวิตลงตัวแล้วค่อยพัก

ฉันพูดคำว่า “เดี๋ยว” เก่งมากค่ะ เก่งจนน่าจะเอาไปใส่ในประวัติการทำงานได้

แต่พอคิดดี ๆ ชีวิตไม่ได้มีปุ่มให้เราพักไว้ตรงนี้ แล้วกลับมากดเล่นต่อในวันที่ทุกอย่างเรียบร้อย

แม่แก่ขึ้นระหว่างที่เรายุ่ง
เพื่อนเปลี่ยนไป เราเองก็เปลี่ยนไป
ร่างกายส่งสัญญาณระหว่างที่เราบอกว่าขอจบงานนี้ก่อน

ฉันไม่ได้จะประกาศว่าต่อไปนี้จะทำงานน้อยลงครึ่งหนึ่ง ฟังดูไม่จริง และฉันคงทำไม่ได้ภายในวันเดียว ฉันยังรักสิ่งที่ทำ ยังมีงานที่อยากรับ และยังมีคนที่อยากไปพบ

แต่อย่างน้อยฉันต้องเลิกทำเหมือนเวลาที่ให้ตัวเองเป็นเศษเหลือจากเวลาที่ให้ทุกคน

ถ้าพี่หมออั๋นต้องส่งวิตามินมาเป็นลัง หมอเข็มต้องล่อฉันไปออกกำลังกาย และพี่จิ๊บต้องยึดโทรศัพท์เพื่อจองสปาให้ นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่ควรเอามาเล่าแค่ขำ ๆ

มันคือสัญญาณว่าคนรอบตัวกำลังพยายามรักษาชีวิตส่วนที่เจ้าของชีวิตไม่มีเวลาดู

ลองเปิดตารางสัปดาห์หน้าของตัวเองดูค่ะ ไม่ต้องถามก่อนว่ายังรับงานเพิ่มได้ไหม ลองถามว่าในนั้นมีเวลาให้คนที่คุณรัก ให้ร่างกาย และให้ตัวคุณเองบ้างหรือเปล่า

ถ้าไม่มี อย่าเพิ่งรีบซื้ออาหารเสริมเพิ่ม

ลองเอาเวลาคืนมาสักชั่วโมงก่อน

ฉันก็จะลองเหมือนกัน ก่อนที่พี่จิ๊บจะต้องมายึดมือถือรอบสอง หรือกรุงเทพฯ จะต้องหยุดทั้งเมืองเพื่อบอกให้ฉันนั่งลง

คนเราวางแผนเกษียณกันจริงจังมาก แต่ใช้ชีวิตวันนี้เหมือนเป็นเรื่องที่ค่อยไปจัดการตอนเกษียณได้

Seneca คงถามสั้น ๆ ว่า

แน่ใจนะ ว่าจะมีเวลาเหลือให้ใช้?

แนวคิดเรื่องการปล่อยเวลาให้รั่วไหล ความยุ่งที่พรากเวลาจากตัวเอง และการผัดชีวิตไปไว้ในอนาคต อ้างอิงจากงานของ Seneca แล้วเห็นหน้าตัวเองลอยมา

บันทึกไว้ในวันที่กรุงเทพชะงัก และฉันต้องเดินลุยน้ำออกไปหาอาหารเอง เพราะมาม่าที่พี่พันส่งมาให้หมดเกลี้ยงแล้ว 😅

ขอเป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคนที่คิดอะไรหลายอย่างขึ้นได้ ว่าชีวิตต้องเปลี่ยน ต้องเตรียมตัวยังไง เพราะน้ำท่วมรอบนี้เลยค่ะคุณ

ออ นอ บอ
27.09.2026

บ้านหลังเกษียณ สร้างเสร็จแล้วต้องเหลือเงินอยู่ด้วยมีผู้อ่านท่านหนึ่งเขียนมาถามฉันว่า ใกล้เกษียณแล้ว ควรสร้างบ้านบนที่ดิน...
24/09/2026

บ้านหลังเกษียณ สร้างเสร็จแล้วต้องเหลือเงินอยู่ด้วย

มีผู้อ่านท่านหนึ่งเขียนมาถามฉันว่า ใกล้เกษียณแล้ว ควรสร้างบ้านบนที่ดินเดิม หรือขายที่ดินไปซื้อบ้านใหม่

บ้านเดิมเก่าและมีปัญหาน้ำท่วม เธอมีหนี้ที่กำลังผ่อน มีเงินจากสินเชื่อบางส่วนยังอยู่ในบัญชี และมีความคิดแวบหนึ่งว่า หรือเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนหุ้นดี

ฉันว่าเธอถามคำถามที่ดีมาก และคนที่ยังไม่ใกล้เกษียณก็ควรอ่าน

เพราะวันหนึ่งเราทุกคนอาจมีบ้าน มีที่ดิน มีเงินก้อนอยู่บ้าง แล้วเผลอคิดว่าตัวเองพร้อมเกษียณ ทั้งที่ยังไม่เคยตอบคำถามง่าย ๆ เลยว่า

ถ้าเงินเดือนหยุดเข้าพรุ่งนี้ เดือนหน้าจะเอาเงินที่ไหนใช้?

เคสนี้มีตัวเลขหนึ่งที่ฉันอยากหยุดดูเป็นพิเศษ เธอบอกว่าเงินเดือนหลังหักรายการต่าง ๆ เหลือเข้าบัญชีไม่มาก

หลายคนจะรีบสรุปว่า “อ๋อ คนนี้ใช้เงินน้อย เกษียณคงสบาย”

สรุปแบบนั้นไม่ได้ค่ะ

เงินเดือนที่เหลือรับ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายจริง เราต้องรู้ก่อนว่าส่วนที่ถูกหักเป็นค่าผ่อนหนี้เท่าไร เป็นเงินเข้ากองทุนเท่าไร และหลังเงินเข้าบัญชีแล้ว ยังใช้กับอะไรอีกบ้าง

วันที่เกษียณ ค่าผ่อนหนี้อาจหายไป แต่เงินเดือนทั้งก้อนก็หายไปด้วย อย่าดีใจเรื่องแรกจนลืมเรื่องหลัง

ถ้าฉันช่วยเธอทำแผน ฉันจะให้เอารายการเดินบัญชีย้อนหลังมานั่งดู แล้วหาตัวเลขเดียวก่อน

หลังเกษียณ ฉันต้องใช้เดือนละเท่าไรถึงจะอยู่ได้แบบไม่ต้องลุ้นทุกสิ้นเดือน?

สมมติคำตอบคือ 25,000 บาทต่อเดือน

ต่อมาไปถามฝ่ายบุคคลเรื่องเงินชดเชยที่คาดว่าจะได้รับและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตรวจสิทธิประกันสังคม และดูเงินออมของตัวเอง แยกให้ชัดว่าอะไรจะได้เป็นเงินก้อน อะไรจะเข้าเป็นรายเดือน และจะได้เมื่อไร

สมมติตรวจแล้วพบว่ามีเงินเข้าประจำหลังเกษียณเดือนละ 10,000 บาท

เท่ากับยังขาด 15,000 บาททุกเดือน

นี่คือตัวเลขที่ต้องถือไว้ในมือเวลาไปดูบ้าน

เพราะถ้าจะสร้างบ้านใหม่ราคา 2 ล้านบาท คำถามไม่ใช่แค่ “ฉันมี 2 ล้านไหม”

คำถามคือ “จ่าย 2 ล้านไปแล้ว เงินที่เหลือยังเติมเดือนละ 15,000 บาทได้อีกกี่ปี?”

ลองคิดแบบหยาบที่สุด เงิน 2 ล้านบาท หากเก็บไว้ใช้เติมเดือนละ 15,000 บาท จะอยู่ได้ประมาณ 11 ปี โดยยังไม่คิดเงินเฟ้อหรือผลตอบแทนจากการลงทุน

ฉันไม่ได้บอกว่าห้ามใช้เงิน 2 ล้านสร้างบ้านนะคะ ฉันกำลังบอกว่า เงินก้อนเดียวกันทำได้เพียงหนึ่งงานในเวลาเดียวกัน ถ้าเอาไปอยู่ในกำแพงบ้านแล้ว จะเอาก้อนเดิมมาจ่ายค่ากินอีกไม่ได้

และ 25,000 บาทต่อเดือนก็ต้องเช็กว่าเป็นค่าใช้จ่าย วันนี้ หรือ วันเกษียณ ถ้าวันเกษียณยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายปี ของที่ซื้อเท่าเดิมอาจแพงขึ้น

สมมติวันนี้ใช้ 25,000 บาทต่อเดือน อีก 7 ปีค่าครองชีพเพิ่มเฉลี่ยปีละ 3% การใช้ชีวิตแบบเดิมจะมีต้นทุนประมาณ 30,700 บาทต่อเดือน ตัวเลข 3% นี้เป็นเพียงสมมติฐานให้ลองคำนวณ ไม่ใช่คำทำนาย

เห็นไหมคะ แค่ดูว่าตัวเลขเป็นของปีไหน แผนก็เปลี่ยนแล้ว

ทีนี้กลับมาที่บ้าน

ถ้าจะ สร้างบนที่ดินเดิม อย่าเพิ่งขอราคาจากรูปบ้านสวย ๆ ให้ขอราคาค่ารื้อ ค่าสร้าง และค่าจัดการน้ำท่วมก่อน ถามคนที่ดูหน้างานได้จริงว่าปัญหาน้ำท่วมแก้ได้แค่ไหน รวมเงินเผื่อที่มักโผล่ขึ้นมาระหว่างสร้างด้วย

บ้านหลังเล็กไม่ได้แปลว่าใบเสร็จจะเล็ก โดยเฉพาะเมื่อเราต้องแก้ปัญหาของที่ดินไปพร้อมกัน

ถ้าจะ ขายที่ดิน ให้ถามนายหน้ามากกว่าหนึ่งรายว่าอสังหาริมทรัพย์สภาพนี้น่าจะขายได้ราคาเท่าไร และใช้เวลานานแค่ไหน อย่าเอาราคาประกาศขายมาใส่ในแผนเหมือนมีคนโอนเงินให้แล้ว

จากนั้นดูบ้านใหม่ที่อยู่ได้จริง ราคาเท่าไร หักค่าใช้จ่ายในการขายและย้ายแล้วเหลือเงินสดเท่าไร อยู่ใกล้หมอไหม เดินขึ้นลงลำบากหรือเปล่า

ตัวเลขสุดท้ายที่ต้องเทียบกันจึงไม่ใช่ “ที่ดินเดิมราคาเท่าไร” กับ “บ้านใหม่ราคาเท่าไร”

แต่คือ

ทางไหนทำให้เธอมีที่อยู่ที่เหมาะ และยังเหลือเงินพอใช้ไปอีกหลายสิบปี?

ถ้าสร้างที่เดิมแล้วต้องใช้เงินเกษียณเกือบหมด ฉันจะยังไม่สร้าง

ถ้าขายแล้วต้องเอาเงินเกือบทั้งหมดไปซื้อบ้านใหม่ ฉันก็จะยังไม่รีบขาย

คำตอบอาจเป็นสร้างบ้านให้เล็กลง เลื่อนการสร้างออกไป ขายแล้วซื้อบ้านราคาต่ำกว่าเดิม หรือเช่าอยู่ก่อนระหว่างรอขายในราคาที่เหมาะสม เราจะรู้ว่าทางไหนเข้าท่า ก็ต่อเมื่อมีราคาจริงมาวางข้างตัวเลขที่ต้องใช้หลังเกษียณ

อีกเรื่องที่ฉันจะคุยตรง ๆ คือเงินจากสินเชื่อที่ยังเหลืออยู่ในบัญชี

เงินกู้ที่ยังไม่ได้ใช้ ก็ยังเป็นเงินกู้

สมมติมีเงินกู้ 800,000 บาท คิดดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี หากยอดนั้นค้างเต็มปี ดอกเบี้ยคิดแบบง่าย ๆ คือประมาณ 36,000 บาทต่อปี ก่อนคิดเรื่อง all in หุ้น โทรถามสหกรณ์ก่อนว่าคืนเงินบางส่วนได้ไหม จะลดดอกเบี้ยเท่าไร และถ้าคืนแล้วจะเหลือเงินสำรองพอหรือเปล่า ตัวเลขดอกเบี้ยจริงต้องดูสัญญาและยอดหนี้ที่ทยอยลดด้วย

ฉันไม่ได้รังเกียจหุ้น แต่ถ้ายังไม่รู้จะซื้อหุ้นตัวไหนและซื้อไปเพื่ออะไร อย่าให้เงินที่กู้มาช่วยเพิ่มความตื่นเต้นในชีวิตช่วงใกล้เกษียณเลยค่ะ

ส่วนแผนทำของขายหลังเกษียณ ฉันว่าเริ่มทดลองปีนี้ ไม่ต้องรอวันรับเงินเดือนครั้งสุดท้าย

ลองขายเล็ก ๆ สามเดือน จดว่าวันหนึ่งขายได้เท่าไร หักวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าธรรมเนียม และของที่ขายไม่หมดแล้วเหลือเท่าไร ต้องยืนทำวันละกี่ชั่วโมงด้วย เพราะกำไรที่ได้จากการทำจนหมดแรง อาจไม่ใช่งานเกษียณที่เราอยากทำจริง ๆ

ถ้าขายได้สม่ำเสมอ นั่นเป็นรายได้เสริมที่มีหลักฐาน ถ้ายังขายไม่ได้ ก็โชคดีที่รู้ตั้งแต่ยังมีเงินเดือน

สุดท้าย ถ้าเป็นเจ้าของเรื่อง ฉันจะยังไม่เซ็นสัญญาสร้างบ้าน ยังไม่ลงเงินกู้ทั้งก้อนในหุ้น และยังไม่ตั้งราคาขายที่ดินจากความหวังสวยๆค่ะคุณพี่

ฉันจะทำสี่อย่างในเดือนนี้: ดูรายจ่ายจริง ขอประมาณการเงินเกษียณ ถามเงื่อนไขคืนหนี้ และขอราคาทั้งแผนสร้างกับแผนย้าย

ฟังดูไม่เร้าใจเท่าการกดซื้อหุ้นใช่ไหมคะ

แต่การเกษียณที่ดีไม่จำเป็นต้องเร้าใจทุกวัน

ถ้าอยากมีบ้านหลังหนึ่งไว้นั่งดื่มกาแฟอย่างสบายใจ เราต้องแน่ใจก่อนว่าหลังจ่ายค่าบ้านแล้ว ยังมีเงินซื้อกาแฟอยู่😅

พูดจริงๆค่ะคุณ

ออ นอ บอ
25.09.2026

คนดูแลเงินไม่ได้ตื่นมาเพื่อคิดร้ายกับลูกค้า แต่บางระบบทำให้คนดีตัดสินใจผิดได้เมื่อวันก่อนฉันได้รับเชิญไปนั่ง Panel เรื่อ...
23/09/2026

คนดูแลเงินไม่ได้ตื่นมาเพื่อคิดร้ายกับลูกค้า แต่บางระบบทำให้คนดีตัดสินใจผิดได้

เมื่อวันก่อนฉันได้รับเชิญไปนั่ง Panel เรื่อง Dark Side of Wealth Advisor ร่วมกับพี่ปิง ประกิต และอาจารย์เอ็ม ดร.อุดมศักดิ์ ในงานการกุศลเพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลพระปกเกล้า

ตอนเห็นชื่อหัวข้อครั้งแรก ฉันคิดอยู่เหมือนกันว่า

“นี่เขาเชิญฉันมาแบ่งปันประสบการณ์ หรือมาให้การกับอาชีพตัวเองคะ” 😂

แต่ฉันตัดสินใจรับ เพราะเรื่องนี้ควรถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา และต้องพูดอย่างยุติธรรมกับคนทำงานในวงการด้วย

ฉันไม่เชื่อว่า Dark Side ของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเกิดจากการที่วงการนี้เต็มไปด้วยคนไม่ดี

ตรงกันข้าม ฉันรู้จัก Private Banker และ Wealth Advisor จำนวนมากที่เก่ง รับผิดชอบ และจริงใจกับลูกค้า บางคนสู้กับฝ่ายผลิตภัณฑ์เพื่อปกป้องลูกค้า บางคนยอมเสียรายได้ เพราะรู้ว่าดีลนั้นไม่เหมาะ

ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “คน”

แต่มันคือระบบที่เอาคำว่า Advisor ไปวางทับอยู่บนโครงสร้างรายได้แบบ Sales

ลองนึกภาพง่ายๆ ค่ะ

ธนาคารบอกคนคนหนึ่งว่า
“หน้าที่ของคุณคือดูแลผลประโยชน์ของลูกค้า”

แต่ในเวลาเดียวกันก็วัดผลงานเขาจากรายได้ ค่าธรรมเนียม เงินใหม่ และยอดขายรายไตรมาส

สองคำสั่งนี้ไม่ได้ขัดกันทุกครั้ง
แต่มันขัดกันบ่อยกว่าที่ลูกค้าคิด

เมื่อระบบให้รางวัลกับสิ่งที่ขายได้ง่ายกว่าสิ่งที่เหมาะที่สุด คนทำงานก็ต้องใช้พลังอย่างมากเพื่อรักษาความเป็นมืออาชีพของตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ฉันไม่อยากให้เรารีบตัดสินว่า Wealth Advisor คนหนึ่งเป็นคนดีหรือคนเลวจากการขายเพียงครั้งเดียว

คำถามที่ฉลาดกว่าคือ

ระบบที่เขาทำงานอยู่ กำลังผลักให้เขาทำอะไร

เขามีรายได้จากอะไร
เขาถูกวัดผลอย่างไร
ผลิตภัณฑ์ตัวไหนกำลังเป็น Campaign
ธนาคารได้ค่าธรรมเนียมจากทางไหน
และถ้าลูกค้าไม่ซื้อเลย คนแนะนำเสียอะไรหรือไม่

เพราะคำแนะนำทางการเงินไม่ได้เกิดขึ้นในห้องปลอดเชื้อค่ะ

ข้างหลังคำว่า “เราเห็นโอกาส” อาจมีทั้งมุมมองการลงทุนจริงๆ เป้ายอดขาย สินค้าที่ธนาคารต้องการกระจาย และแรงกดดันของคนที่กำลังจะปิดไตรมาส

ทุกอย่างอาจอยู่ในประโยคเดียวกันได้

นี่ไม่ได้แปลว่าคำแนะนำนั้นต้องผิด
แต่แปลว่าเจ้าของเงินควรรู้ว่า มีแรงจูงใจอะไรนั่งอยู่ร่วมโต๊ะด้วยบ้าง

อีกเรื่องที่ฉันอยากให้คนอ่านเข้าใจคือ ผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาหลายครั้งไม่ได้เป็น “ของไม่ดี”

มันแค่ไปอยู่ผิดพอร์ต ผิดจำนวน หรือผิดจังหวะชีวิต

ของที่เหมาะกับนักลงทุนซึ่งมีเงินเย็นสิบปี อาจเป็นหายนะสำหรับคนที่ต้องใช้เงินในอีกหกเดือน

ของที่รับได้เมื่อมีสัดส่วน 5% อาจทำให้ทั้งครอบครัวนอนไม่หลับเมื่อถูกใส่ไว้ 40%

และผลตอบแทน 10% ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ถ้าเรายังไม่รู้ว่าต้องแลกด้วยความเสี่ยงเท่าไร

โลกการเงินเก่งมากในการพิมพ์ตัวเลขผลตอบแทนด้วยตัวโต
ส่วนเงื่อนไขตอนขาดทุนมักได้รับบทเป็นตัวประกอบอยู่หน้าท้ายๆ

ก่อนซื้ออะไร ฉันจึงอยากให้ถามเพียงห้าข้อนี้ค่ะคุณ Please 🙏🙏🙏

1. เงินก้อนนี้ต้องทำหน้าที่อะไรในชีวิตฉัน
2. ถ้าเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด ฉันจะเสียเงินอย่างไร
3. หากต้องใช้เงินกะทันหัน ฉันถอนออกได้จริงหรือไม่
4. ทุกฝ่ายรวมกันได้รับค่าตอบแทนเท่าไร
5. ถ้าไม่มีเป้ายอดขาย ผลิตภัณฑ์นี้ยังจะถูกนำมาเสนอฉันไหม

ข้อสุดท้ายอาจไม่มีใครตอบตรงๆ
แต่แค่กล้าถาม บทสนทนาก็จะเปลี่ยนไปแล้วค่ะ

ฉันยังพูดในconferenceด้วยว่า ลูกค้าไม่ควรใช้ความสนิทแทนการตรวจสอบ อันนี้เจอเยอะมากจริงๆ แทบจะเป็นclassic case ที่คนพลาดเยอะที่สุดนะคะคุณ ฉันเตือนด้วยความหวังดี

การที่ Advisor รู้จักครอบครัวเรา ดูแลเรามานาน หรือจำได้ว่าเราดื่มกาแฟแบบไหน เป็นเรื่องที่ดีมาก

แต่ความสัมพันธ์ที่ดีควรทำให้เราถามได้มากขึ้น ไม่ใช่ถามน้อยลง

คนทำงานที่เป็นมืออาชีพจริงจะไม่รู้สึกถูกดูหมิ่น เมื่อเราขอให้แจกแจงต้นทุน อธิบายสถานการณ์เลวร้าย หรือส่งข้อมูลให้ผู้เชี่ยวชาญอีกคนช่วยตรวจสอบ

เพราะการขอ Second Opinion ไม่ได้แปลว่าไม่ไว้ใจกัน

ก่อนผ่าตัดใหญ่ เรายังขอความเห็นจากหมออีกคนได้
แล้วทำไมก่อนนำเงินเก็บครึ่งชีวิตไปลงทุน เราต้องเกรงใจคนเสนอขายด้วยคะ

สำคัญมาก!! ฉันไม่อยากให้คำว่า Dark Side กลายเป็นการลากคนทำงานทั้งวงการออกมายืนกลางแดดแล้วให้สังคมปาก้อนหินใส่

คนทำงานก็เป็นมนุษย์ที่อยู่ใต้เป้า โบนัส ลำดับชั้น และแรงกดดันขององค์กร

ทางแก้จึงไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกคน “เป็นคนดีให้มากขึ้น” เพียงอย่างเดียว

องค์กรต้องออกแบบแรงจูงใจให้คำแนะนำที่ดีกับลูกค้า ไม่กลายเป็นการตัดสินใจที่ทำร้ายอาชีพของผู้แนะนำเอง

ธนาคารต้องให้คุณค่ากับคุณภาพของพอร์ตในระยะยาว ไม่ใช่เฉพาะรายได้ในไตรมาสนั้น

และลูกค้าก็ต้องเลิกยกความรับผิดชอบทั้งหมดให้คนที่นั่งอีกฝั่งของโต๊ะ

เราไม่จำเป็นต้องระแวง Wealth Advisor ทุกคน
แต่เราควรเข้าใจระบบที่อยู่รอบตัวเขา

เพราะในหลายกรณี สิ่งที่ทำร้ายลูกค้าไม่ได้เริ่มจากเจตนาร้าย

มันเริ่มจากโครงสร้างที่ค่อยๆ ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า
“ก็เขาทำกันแบบนี้”

ขอบคุณพี่ปิง ประกิต และอาจารย์เอ็ม ดร.อุดมศักดิ์ สำหรับบทสนทนาที่เปิดพื้นที่ให้เรื่องซึ่งพูดยาก ถูกพูดอย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

และขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงานการกุศลครั้งนี้

ขอบคุณคุณหมอภาสกรและคุณหมอบัญชา ที่ทำให้ฉันเห็นภาพของคนทำงานซึ่งยังพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ระบบรอบตัวจะไม่ได้ทำให้เรื่องนั้นง่ายเลย

คุณหมอต้องต่อสู้กับข้อจำกัดของโรงพยาบาล เพื่อรักษาชีวิตคนไข้ให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับ Wealth Advisor ดีๆ จำนวนมากที่ยังพยายามปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้า แม้ตัวเองต้องทำงานอยู่ท่ามกลางเป้ารายได้ KPI และแรงกดดันจากทุกด้าน

เรื่องนี้จึงไม่ควรจบด้วยการตัดสินว่าใครเป็นคนดีหรือคนร้าย

แต่มันควรทำให้เรากลับไปถามว่า เราจะออกแบบระบบอย่างไร เพื่อให้คนที่ตั้งใจทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องต่อสู้จนเลือดตาแทบกระเด็นอยู่เพียงลำพัง

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการปกป้องความมั่งคั่งของตัวเอง แต่เงินที่ระดมทุนได้ จะช่วยให้คุณหมอมีเครื่องมือไปปกป้องชีวิตของคนอื่นต่อ

สำหรับฉัน นี่คือผลตอบแทนที่มีค่าที่สุดของงานวันนี้ค่ะ

และฉันเชื่อเหลือเกินว่า “ระบบที่ดี” ไม่ควรหวังพึ่งแต่คนดีให้ฝืนสู้กับมันทุกวัน

ออ นอ บอ
23.09.2026

Link รับชม เข้าชมได้เลยนะคะTRUST, MONEY & LIESนักวางแผนการเงิน เขากำลังมาช่วย หรือมาเพื่อหลอกเอาเงินคุณโดย แอนนาเบล คชนั...
21/09/2026

Link รับชม เข้าชมได้เลยนะคะ
TRUST, MONEY & LIES
นักวางแผนการเงิน เขากำลังมาช่วย หรือมาเพื่อหลอกเอาเงินคุณ
โดย แอนนาเบล คชนันทน์ (เจ้าของเพจ Annabel-You Wealth Architect), ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน (เจ้าของเพจ ติดเล่ากับอาจารย์เอ็ม), และ ปิง ประกิต (เพจ ประกิต สิริวัฒนเกตุ)
ดำเนินรายการโดย หมวย ธนวัน ปันทะโชติ
และร่วมบริจาคสมทบทุนซื้อเครื่อง “HemoSphere” (เครื่องคำนวณปริมาณสารน้ำเพื่อไม่ให้อวัยวะภายในล้มเหลวและเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤติที่เกิดภาวะติดเชื้ออย่างรุนแรง)
มอบให้ รพ.พระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี (เป็นโรงพยาบาลหลักในการรับผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤติทั้งจังหวัด)
*เงินบริจาค (ไม่หักค่าใช้จ่าย) จะนำไปมอบโดยตรงให้กับทาง รพ.
📅 วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569
⏰ เวลา 18.00–20.00 น.
🔴 รับชม LIVE สดผ่าน
page: ประกิต สิริวัฒนเกตุ
🔗 ลิงก์รับชม: https://www.facebook.com/events/946811011219731
YouTube: Ping Prakit (ปิง ประกิต)
🔗 ลิงก์รับชม: https://www.youtube.com/watch?v=1FAl2z39zaY
💛 ร่วมบริจาคสนับสนุนงานบรรยายได้ที่ 701-2-42615-3 ธนาคาร CIMBT ชื่อบัญชี ธนวัน ปันทะโชติ

📣 ขอเชิญร่วมฟังการบรรยายออนไลน์.TRUST, MONEY & LIESนักวางแผนการเ...

21/09/2026

คลิปนี้ขอเก็บไว้เป็นกำลังใจในวันที่ฉันไม่ค่อยเชื่อตัวเอง

ฉันผู้ซึ่งตั้งใจว่าจะมาให้กำลังใจพี่โน้ส แต่กลายเป็นว่าคนที่ได้รับพลังกลับไปเต็มๆ คือฉันเอง

ไม่คิดเลยว่าพี่โน้สจะอ่านหนังสือ อ่านโพสต์ และยังพูดถึงงานของฉันด้วยความเมตตาขนาดนี้

ตอนยืนฟังทำตัวไม่ถูกค่ะ ได้แต่ยิ้มเหมือนคนสติหลุดไปชั่วคราว 😂 อนบ เอ้ย

คำพูดดีๆ เพียงไม่กี่ประโยคจากคนที่เราเคารพ มันช่วยต่ออายุความกล้าของเราไปได้อีกนาน

ขอบคุณพี่โน้สมากนะคะ
❤️ #เดี่ยวไมโครโฟน16

สารภาพว่า ฉันไม่เคยดูเดี่ยวไมโครโฟนมาก่อนเลยค่ะคุณครั้งนี้เป็นครั้งแรก พี่นัท สาวเก่งแห่งเยอรมนี ชวนฉันมาดู เดี่ยว 16 กั...
21/09/2026

สารภาพว่า ฉันไม่เคยดูเดี่ยวไมโครโฟนมาก่อนเลยค่ะคุณ

ครั้งนี้เป็นครั้งแรก พี่นัท สาวเก่งแห่งเยอรมนี ชวนฉันมาดู เดี่ยว 16 กับป้าศรี (คุณหญิงจำนงศรี)

ฉันตอบตกลงทันที ทั้งที่รู้ว่านี่คืองานยากระดับ Mission Impossible

เพราะวันเดียวกันฉันต้องบินไปบรรยายที่ขอนแก่น เสร็จแล้วต้องขอผู้จัดงานให้ฉันกระโดดลงจากเวที ซิ่งไปสนามบิน แล้วบินกลับมากรุงเทพฯ เพื่อให้ถึงพารากอนทันเวลาโชว์แบบฉิวเฉียด

ทุกอย่างต้องเป๊ะ ไม่มีสิทธิ์ดีเลย์ และไม่มีแม้แต่เวลาถอดสูท

คนอื่นมาดูเดี่ยวในชุดสบายๆ ส่วนฉันเดินเข้าสยามพารากอนในสภาพพร้อมเซ็นสัญญาควบรวมกิจการมากค่ะ

ชุดไม่เข้ากับงานเลย
แต่หน้าพร้อมหัวเราะมาก 😂

และคุณคะ…ความพยายามครั้งนี้คุ้มมาก

ดูจบแล้วฉันเข้าใจทันทีว่า ทำไมผู้ชายคนหนึ่งถึงยืนพูดอยู่คนเดียวได้หลายชั่วโมง ขณะที่คนเป็นพันเป็นหมื่นยอมปิดโทรศัพท์ นั่งฟัง และหัวเราะเหมือนถูกผีเข้าสิงพร้อมกันทั้งฮอลล์

พี่โน้สไม่ได้เป็นแค่คนตลกค่ะ

ฉันว่าเขาคือ “นักปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ยุคพวกเรา”

เพราะสิ่งที่ยากกว่าการทำให้คนหัวเราะ คือการมองเห็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนเคยเจอ แต่ไม่มีใครเคยหยุดมองมันจริงๆ

พี่โน้สเก็บรายละเอียดเล็กๆ ในชีวิตได้ถี่มาก เห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองผ่าน แล้วหยิบมันขึ้นมาบิดเพียงนิดเดียว จนเราหัวเราะก๊าก

เราไม่ได้หัวเราะเพราะมันตลกอย่างเดียว
เราหัวเราะเพราะมันจริง
จริงจนเถียงไม่ได้
จริงจนบางมุกเหมือนมีคนแอบติดกล้องไว้ในชีวิตเรา 😂

นี่คือพรสวรรค์ที่หายากมาก

คนส่วนใหญ่มองโลกเพื่อหาคำตอบ
แต่พี่โน้สมองโลกแล้วเจอ “ความย้อนแย้ง”

และตรงพื้นที่ระหว่างสิ่งที่มนุษย์พูด กับสิ่งที่มนุษย์ทำจริงนี่แหละ ที่ทั้งตลก ทั้งเจ็บ และสอนเราได้มากที่สุด

ฉันยังประทับใจความตั้งใจที่พี่โน้สมีต่อคนดูมาก

ตั้งแต่ก้าวเข้าไปก็เจอน้องๆ Staff มากมายก่ายกอง มากจนฉันแอบสงสัยว่า วันนี้มาดูเดี่ยวหรือมาประชุมใหญ่ประจำปีของฝ่ายบริการลูกค้า

ทุกคนน่ารัก มารยาทดี ต้อนรับดี และส่งคนดูกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม

แต่ต้องพูดตามตรงว่า ขณะที่หัวใจกำลังซาบซึ้ง วิญญาณนักการเงินของฉันก็กำลังนั่งคำนวณต้นทุนอย่างเงียบๆ

อัฒจันทร์สร้างใหม่ทั้งหมด
ของโปรยลงมาจากฟ้า
ดมด๊อกตัวมหึมา
ฉาก แสง เสียง ทีมงาน และรายละเอียดอีกมหาศาล

ทุกครั้งที่มีอะไรอลังการโผล่ออกมา คนอื่นร้อง “ว้าว!”

ส่วนฉันนั่งคิดว่า

“พี่โน้สคะ…แล้วเราจะปลดหนี้กันตอนไหนคะ” 😂

แต่พอมองอีกมุม ฉันกลับรู้สึกว่า ทุกบาทที่เขาจ่ายออกไปกำลังบอกคนดูอย่างหนึ่ง

ฉันเห็นคุณ ฉันรู้ว่าคุณตั้งใจมา และฉันจะไม่ทำให้เวลาของคุณเสียเปล่า

เขาไม่ได้แค่จัดการแสดงเพื่อให้คนซื้อตั๋ว
เขากำลังขอบคุณคนดูในแบบของเขา

และสิ่งที่ฉันรักที่สุดในคืนนั้น คือฉันรู้สึกได้จริงๆ ว่าคนดูทุกคนมาเพราะรักพี่โน้ส

ไม่ได้มาเพียงเพื่อรอฟังมุก
แต่มาเป็นกำลังใจ มาช่วยส่งเสียง มาช่วยสนับสนุน และมาบอกผู้ชายคนหนึ่งบนเวทีว่า

“เราเห็นความตั้งใจของพี่นะ และเรายังอยู่ตรงนี้”

การมีคนรักผลงานเราอาจเรียกว่าความสำเร็จ
แต่การมีคนรักเรามานานถึง 30 ปี ฉันว่านั่นเรียกว่า “ความสัมพันธ์”

แล้วเรื่องที่ทำให้ฉันแทบเสียสติที่สุดก็เกิดขึ้นค่ะคุณ

พี่โน้สบอกฉันว่า พี่เขาเป็น FC ฉัน
อ่านหนังสือฉัน
แล้วก็อ่านโพสต์ฉันด้วย

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!!

พี่โน้สเนี่ยนะ เป็น FC ฉัน?!

เดี๋ยวก่อนค่ะ ขอเวลาฉันตั้งสติประมาณสามปี

ฉันบินจากขอนแก่นกลับมาดูพี่โน้ส แล้วพบว่าพี่โน้สอ่านงานฉันอยู่ โลกใบนี้ทำงานแปลกดีนะคะ บางครั้งคนที่เรานั่งชื่นชมอยู่ตรงหน้า อาจเคยมองเห็นบางอย่างในตัวเราเหมือนกัน

แค่เราไม่เคยรู้เท่านั้นเอง

ส่วนช่วงที่ฉันชอบที่สุด คือ Ending Note

“มีใครกล้าเป็นประธานบริษัทของชีวิตตัวเองบ้างไหม”

ประโยคนี้แทงเข้าเป้าพอดี เพราะคนจำนวนมากบริหารบริษัทเก่ง บริหารลูกน้องเก่ง บริหารเงินเก่ง และบริหารความคาดหวังของคนอื่นเก่งมาก

แต่ไม่เคยเรียกประชุมคณะกรรมการชีวิตตัวเองเลยว่า

ตอนนี้เรากำลังพาชีวิตไปทางไหน
สิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จ ทำให้เรามีความสุขจริงไหม
กำไรที่ได้มา เราเอาอะไรไปแลก
และคนที่นั่งเก้าอี้ประธานตัวจริงคือเรา หรือความกลัวของเรา

กลัวคนไม่ชอบ
กลัวทำให้ใครผิดหวัง
กลัวดูไม่เก่ง
กลัวชีวิตไม่ Perfect
จนสุดท้ายเราใช้เวลาทั้งชีวิตเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ คอยสร้างภาพว่าบริษัทชีวิตกำลังไปได้ดี ทั้งที่ประธานบริษัทไม่เคยกล้าเปิดงบดูเลยว่า ข้างในกำลังขาดทุนแค่ไหน

บางคนดูแลผู้ถือหุ้นทุกคนดีมาก
ยกเว้นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ชื่อว่า “ตัวเอง”

ฉันคงต้องกลับไปประชุมบอร์ดกับตัวเองอย่างจริงจังเสียทีค่ะ วาระนี้น่าจะยาว และคงมีผู้ถือหุ้นเก่าในหัวหลายคนคัดค้านหนักมาก 😂

แต่สิ่งที่กระแทกใจฉันที่สุดเกิดขึ้นหลังเวที

พี่โน้สจูงมือฉันไปดูข้อความที่แปะไว้เตือนตัวเองในห้องแต่งตัว

กระดาษใบแรกเขียนว่า

“ออกไปแชร์ทัศนคติที่มีต่อโลก ไม่ใช่สร้างความประทับใจ”

ส่วนอีกใบเขียนว่า

“ออกไปเล่น ไปเต้นรำกับชีวิตบนเวที”

โอ้โห…

นี่พี่อ่านความอ่อนแอของฉันออกใช่ไหม ถึงพาไปดูข้อความนี้

เพราะบางครั้งฉันก็มัวแต่พยายามทำให้ดี พยายามให้คนชอบ พยายามไม่ให้ใครผิดหวัง จนลืมไปว่า หน้าที่ของเราอาจไม่ใช่การสร้างความประทับใจให้ทุกคน

หน้าที่ของเราคือออกไปแบ่งปันสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราเชื่อ และสิ่งที่เราเรียนรู้มาอย่างจริงใจที่สุด

ใครจะชอบหรือไม่ชอบ นั่นเป็นสิทธิ์ของเขา
แต่เราต้องไม่ทรยศต่อสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเอง

เพราะทันทีที่เราเอา “ความประทับใจของคนอื่น” มาเป็น KPI ของชีวิต เราจะไม่มีวันผ่านการประเมินค่ะ

คนหนึ่งอยากให้เราเก่ง
อีกคนอยากให้เราอ่อนโยน
คนหนึ่งอยากให้เราพูด
อีกคนอยากให้เราเงียบ

ต่อให้ทำดีแค่ไหน ก็มีคนหักคะแนนอยู่ดี

ความประทับใจจึงควรเป็นผลพลอยได้
ไม่ใช่เหตุผลที่เราเกิดมาใช้ชีวิต

ขอบคุณพี่โน้สค่ะ

ในวันที่เสียงแทบไม่เหลือแล้ว แต่พี่ยังทำทุกนาทีอย่างเต็มที่ ไม่มีดรอป และไม่ยอมให้คนดูได้รับอะไรน้อยกว่าสิ่งที่ตั้งใจจะมอบให้

ขอบคุณที่ทำให้ฉันเห็นว่า ความเป็นมืออาชีพไม่ใช่การไม่มีวันที่อ่อนแรง แต่คือในวันที่อ่อนแรง เรายังเคารพคนที่มารอรับงานของเราเต็มหัวใจ

ขอบคุณที่ทำสิ่งนี้มาตลอด 30 ปี
ขอบคุณที่ทำให้เราหัวเราะกับความจริง
และขอบคุณที่เตือนว่า ชีวิตไม่ใช่เวทีสอบที่เราต้องทำให้กรรมการทุกคนพอใจ

มันคือเวทีที่เราต้องกล้าออกไปเล่น
กล้าเต้นรำ
กล้าแชร์โลกในแบบที่เราเห็น
และกล้ารับผิดชอบชีวิตของตัวเอง

เดี่ยวครั้งแรกของฉัน หัวเราะจนเหนื่อย ประทับใจจนต้องกลับมาเขียน และได้การบ้านชีวิตกลับมาหนึ่งข้อใหญ่ๆ

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะเลิกเป็นพนักงานดีเด่นในชีวิตของคนอื่น แล้วกลับมารับตำแหน่งประธานบริษัทของชีวิตตัวเองเสียที

รับทราบค่ะเฮีย🙏

ออ นอ บอ
21.09.2026

20/09/2026

สวัสดีชาวอีสานนะคะ 💛

วันนี้แอนนาเบลมา On Tour แบบด่วนๆ ที่ขอนแก่น
อยู่กันแค่ 5 ชั่วโมง…แล้วตอนนี้กำลังจะกลับแล้วค่ะ

สั้นมาก แต่มีความสุขมากจริงๆ ❤️

ส่วนแฟนๆ ภาคอื่น
รอแอนนาเบลหน่อยนะคะ
เดี๋ยวเราได้เจอกันแน่นอนค่ะ ✈️

20/09/2026

คุณคะ 💛

ตอนนี้อิฉันอยู่ “ขอนแก่น” แล้วนะคะ
เดินสาย Roadshow กันต่อค่ะ

สวัสดีชาวขอนแก่นทุกคนเลยนะคะ
คิดถึงและตื่นเต้นมากๆ

เดี๋ยวเจอกันนะค้าา ❤️

ชีวิตวัย 40 เหนื่อย เพราะเรามีประชุม แต่ไม่มีอ่างแก้วค่ะคุณ😂คนที่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจคิดว่า “อ่างแก้ว” เป...
20/09/2026

ชีวิตวัย 40 เหนื่อย เพราะเรามีประชุม แต่ไม่มีอ่างแก้วค่ะคุณ😂

คนที่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจคิดว่า “อ่างแก้ว” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ เอาไว้ถ่ายรูปกับดอยสุเทพ

แต่เด็ก มช. รู้ดีค่ะว่าไม่ใช่

อ่างแก้วคือแผนกฉุกเฉินทางใจ ที่ไม่ต้องใช้บัตรประชาชน ไม่ต้องจองคิว และเปิดรับเคสตั้งแต่ยังไม่รู้จะกินอะไร ไปจนถึงอกหักระดับคณะต้องรับทราบ

ฉันเคยเรียนที่ มช. แค่หนึ่งปี ตอนปีหนึ่ง

หนึ่งปีสั้นๆ แต่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต ทั้งที่ตอนนั้นฉันยังไม่มีอะไรเลย

ไม่มีตำแหน่ง
ไม่มีชื่อเสียง
ไม่มีเงินมากพอให้บริหาร
และไม่มีใครอยากฟังฉันบรรยายอะไรทั้งนั้น

ล่าสุดฉันบินขึ้นเชียงใหม่เพื่อไปบรรยาย พอเสร็จงานจึงแวะกลับไป มช. อีกครั้ง

นึกดูแล้วก็ตลกดี

เมื่อก่อนมาที่นี่เพื่อเข้าเรียน แต่บางวันก็เข้าไม่ครบ
วันนี้กลับมาในฐานะวิทยากร ซึ่งเป็นหลักฐานว่าระบบการศึกษายังมีปาฏิหาริย์อยู่ค่ะ

แล้วฉันก็กลับไปยืนที่อ่างแก้ว

สำหรับคนนอก อ่างแก้วอาจเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีวิวสวยมาก แต่สำหรับเด็ก มช. มันคือห้องนั่งเล่นส่วนกลางขนาดยักษ์ของมหาวิทยาลัย

ที่นี่รองรับทุกอย่าง

มานั่งอ่านหนังสือ แต่สุดท้ายอ่านคนเดินผ่าน
มาทำรายงาน แต่สุดท้ายทำเรื่องเพื่อน
มาวิ่งออกกำลังกาย แต่แต่งหน้ามาครบกว่าตอนไปเรียน
มานั่งคนเดียวเพราะอยากใช้ความคิด
หรือมาสองคน เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเริ่มคิดอะไรต่อกันแล้ว

อ่างแก้วเป็นทั้งห้องสมุดที่ไม่ค่อยมีใครอ่านหนังสือ ห้องแนะแนวที่เพื่อนให้คำปรึกษาแบบไม่มีใบอนุญาต และสำนักงานข่าวกรองที่ทำให้เรารู้เรื่องของทุกคณะโดยไม่ต้องสมัครเรียน

ก่อนจะกลายมาเป็นสถานที่สารพัดประโยชน์ของหัวใจเด็ก มช. อ่างแก้วถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เพราะมหาวิทยาลัยต้องมีแหล่งน้ำสำหรับผลิตน้ำประปา

บริเวณนี้เป็นจุดที่ลำห้วยสองสายจากดอยสุเทพ คือห้วยแก้วและห้วยกู่ขาว ไหลมาบรรจบกัน จึงเหมาะกับการสร้างอ่างเก็บน้ำ

พูดง่ายๆ คือ ผู้ใหญ่ตั้งใจสร้างไว้เก็บ “น้ำ”

แต่ไม่มีใครเตือนเลยว่า ต่อมาเด็ก มช. จะเอามาใช้เก็บความลับ ความรัก ความฝัน และเรื่องนินทาของเพื่อนอีกเป็นล้านเรื่อง

อ่างแก้วจึงไม่ใช่แค่สถานที่สวย

มันเป็นพยานเงียบๆ ของชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยหลายรุ่น

ที่ตรงหนึ่งอาจเคยมีใครสารภาพรัก
อีกมุมหนึ่งอาจเคยมีคนมานั่งร้องไห้ เพราะคนที่สารภาพรักเมื่อเดือนก่อนหายไปแล้ว
ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งอาจเคยมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งสาบานว่า ต่อให้เรียนจบไปก็จะเจอกันทุกปี

จากนั้นก็หายกันไปยี่สิบปี เพราะทุกคนมัวแต่ตอบอีเมลค่ะ

สิ่งที่ฉันจำได้แม่นที่สุดเกี่ยวกับชีวิตปีหนึ่ง ไม่ใช่วิชาเรียน

และอาจารย์กรุณาอย่าเพิ่งเสียใจนะคะ

ฉันจำลมเย็นๆ ที่อ่างแก้วได้
จำภาพดอยสุเทพตอนเย็นได้
จำการนั่งคุยกับเพื่อนแบบไม่มีหัวข้อได้

เราไม่ได้คุยกันเพื่อสร้าง connection
ไม่ได้ถามว่าอีกฝ่ายทำงานอะไร
ไม่มีใครยื่นนามบัตร
ไม่มีใครพยายามเก่งกว่าใคร เพราะตอนนั้นพวกเรายังไม่ค่อยเก่งกันสักคน

แต่เราจริงใจกันมาก

หิวก็ชวนไปกินข้าว
คิดถึงก็เดินไปหา
โกรธก็งอนให้เห็น
ไม่ใช่กดหัวใจให้ใน Instagram แล้วแยกย้ายไปคิดถึงกันเงียบๆ อีกสามปี

วันนั้นฉันยืนมองอ่างแก้วแล้วเพิ่งเข้าใจว่า เหตุผลที่วัยนั้นมีความสุข ไม่ใช่เพราะชีวิตไม่มีปัญหา

แต่เพราะเรายังมีเวลาใช้ชีวิตแบบ “ไม่มีประโยชน์” ด้วยกัน

เรานั่งคุยกันโดยไม่ต้องได้ข้อสรุป
เดินเล่นโดยไม่ต้องนับก้าว
หัวเราะกับเรื่องที่ไม่ได้เพิ่มรายได้
และใช้เวลาทั้งเย็นกับคนที่ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายอะไรเลย

แต่กลับทำให้เราเข้าใกล้ความสุขมากที่สุด

ชีวิตผู้ใหญ่เก่งเรื่องตัดสิ่งที่ “ไม่จำเป็น” ออกไปมากค่ะ

เราตัดเวลานั่งเล่น
ตัดการเดินทางไปหาเพื่อน
ตัดบทสนทนาไร้สาระ
ตัดมื้อเย็นที่ไม่มีวาระสำคัญ

แล้วก็แปลกใจว่าทำไมชีวิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงมีความสุขน้อยลง

หลังจากไปอ่างแก้ว แก๊งเพื่อนเด็กเชียงใหม่ก็มารวมตัวกัน พาฉันไปกินไก่เที่ยงคืน

เราไม่ได้เจอกันเกือบยี่สิบปี

ก่อนเจอ ฉันแอบคิดว่าเวลาผ่านไปตั้งขนาดนี้ เราคงต้องใช้เวลาปรับตัวกันบ้าง

อาจเริ่มต้นด้วยคำถามสุภาพว่า “ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

ไม่มีค่ะ

เราเริ่มต้นด้วยการกรี๊ดใส่กัน

จากนั้นก็แย่งกันพูด คุยเสียงดังลั่นร้าน ขุดเรื่องเก่าที่เจ้าตัวพยายามทำลายหลักฐานมาสองทศวรรษออกมาเล่าใหม่

โต๊ะข้างๆ น่าจะคิดว่าพวกเราเพิ่งถูกล็อตเตอรี่

แต่ความจริง เราแค่ได้เพื่อนเก่าคืนมา

ยี่สิบปีหายไปภายในไม่กี่นาที

ไม่มีใครสนใจว่าตอนนี้ฉันทำอะไร มีคนติดตามเท่าไร หรือเคยไปพูดบนเวทีไหน

สำหรับเพื่อนกลุ่มนี้ ฉันยังเป็นเด็กคนเดิมที่ต้องระวังไม่ให้ถือไมค์นาน เพราะจะไม่มีใครได้พูด

นี่แหละค่ะ สิ่งที่เพื่อนเก่ามี แต่เพื่อนใหม่ให้เราไม่ได้

เพื่อนใหม่รู้จักเราในเวอร์ชันที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนเพื่อนเก่ามีหลักฐานทั้งหมดก่อนผ่านการตัดต่อ

เขาจำเราได้ก่อนมีตำแหน่ง
ก่อนมีภาพลักษณ์
ก่อนเราจะรู้ว่าควรพูดอะไรในที่สาธารณะ
และก่อนเราจะเริ่มตอบว่า “ยุ่งมาก” จนกลายเป็นบุคลิกประจำตัว

พออายุสี่สิบกว่า เราอาจมีคนรู้จักมากขึ้น แต่มีคนที่เราสามารถไม่ต้องน่าประทับใจต่อหน้าเขาได้น้อยลง

และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมคืนนั้นฉันถึงหัวเราะดังมาก

ฉันไม่ได้แค่กลับมาเจอเพื่อน

ฉันได้พักจากการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องดูเหมือนรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ตลอดเวลา

อ่างแก้วสอนฉันอีกครั้งว่า บางสถานที่ไม่ได้มีความหมายเพราะมันสวย

มันมีความหมาย เพราะเราเคยเป็นตัวเองเต็มที่ตอนอยู่ตรงนั้น

ทุกคนอาจไม่ได้มีอ่างแก้ว แต่ฉันเชื่อว่าเราทุกคนมีสถานที่หนึ่งแห่งแบบนี้

ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าโรงเรียน
โต๊ะหินใต้ตึก
สนามบาส
หอพักเก่า
หรือร้านที่เพื่อนเคยนั่งกินกันจนเจ้าของจะปิดไฟไล่

สถานที่เหล่านั้นอาจไม่ได้หายไป

คนที่เคยนั่งอยู่ด้วยกันต่างหากที่ค่อยๆ หายออกจากปฏิทินของเรา

ถ้าคุณอายุสี่สิบกว่า อย่ารอให้ทุกคนว่างพร้อมกันค่ะ

วันนั้นไม่มีอยู่จริง

อย่านัดแบบผู้บริหารบริษัท
ไม่ต้องทำ Doodle Poll
ไม่ต้องตั้งกรุ๊ปแล้วคุยกันหกเดือนว่า “เดี๋ยวหาวันอีกที”

เลือกวันมาเลย แล้วลากกันออกมา

กลับไปที่ร้านเดิม
สั่งอาหารที่เคยกิน
หยิบเรื่องเก่ามาเผากันใหม่
แล้วอนุญาตให้ตัวเองใช้เวลาสักคืนกับสิ่งที่ดูไม่มีประโยชน์

เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป เราอาจพบว่า ช่วงเวลาที่ “ไม่ได้สร้างอะไรเลย”

กลับเป็นช่วงเวลาที่สร้างเราขึ้นมามากที่สุด

ฉันเดินทางมาหลายประเทศ เห็นทะเลสาบที่ใหญ่กว่าอ่างแก้ว และภูเขาที่สูงกว่าดอยสุเทพ

แต่ไม่มีที่ไหนทำให้ฉันกลับไปเป็นเด็กปีหนึ่งได้เร็วเท่าที่นี่

อ่างแก้วไม่ได้มีเวทมนตร์หรอกค่ะ

มันเพียงทำให้ฉันจำได้ว่า ก่อนจะรู้จักคำว่า “ประสบความสำเร็จ” ฉันเคยรู้จักคำว่า “มีความสุข” มาก่อนแล้ว

และคืนนั้นที่ร้านไก่เที่ยงคืน ฉันก็ได้ข้อสรุปสำคัญมากข้อหนึ่ง

เพื่อนแท้อาจไม่ได้เจอกันยี่สิบปี แล้วทุกอย่างยังเหมือนเดิมก็จริง

แต่ถ้ารออีกยี่สิบปี ฟันอาจไม่เหมือนเดิมแล้วนะคะ

นัดกันเถอะ

ตอนที่ทุกคนยังกินไก่ไหวอยู่

ออ นอ บอ
Masscomm44😌
20.09.2026

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Annabel - Your Wealth Architect โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์