Annabel - Your Wealth Architect

Annabel - Your Wealth Architect “สถาปนิกการเงิน“ ที่เชื่อว่า ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่การเก็บเงิน แต่คือศิลปะของการออกแบบชีวิต - Not your advisor. No ads, No sponsorships.

Your Wealth Architect.

***ไม่มีคอร์สสอน ไม่มีการชักชวนคุณลงทุนใดๆทั้งสิ้น ห้ามโดนมิจฉาชีพหลอกนะคะคุณ !!!!!!

คุณคะ…พี่นัทคือสาวไทยในเยอรมนีที่ ตื่นตีสามเพื่อมาเรียนวางแผนการเงินพี่นัทบอกฉันว่า“ปล่อยให้ตัวเองไม่รู้เรื่องเงินมานานข...
25/08/2026

คุณคะ…พี่นัทคือสาวไทยในเยอรมนีที่ ตื่นตีสามเพื่อมาเรียนวางแผนการเงิน

พี่นัทบอกฉันว่า
“ปล่อยให้ตัวเองไม่รู้เรื่องเงินมานานขนาดนี้ได้ยังไง”

แต่สิ่งที่ฉันเห็นไม่ใช่คนที่เริ่มช้าเลยนะ
ฉันเห็นคนที่ตัดสินใจว่า จากวันนี้ ฉันจะไม่ปล่อยให้ความไม่รู้กำหนดชีวิตอีกแล้ว

พี่นัทตั้งใจมากค่ะ ตั้งใจเรียนรู้เรื่องเงินเพื่อดูแลตัวเองและครอบครัวให้ดีที่สุด

ฉันชอบพลังแบบนี้มาก
ไม่รู้ก็เรียน ยังไม่เก่งก็เริ่ม ไม่มีคำว่าสาย

ลองไปอ่านเรื่องของเธอที่เพจ บันทึกนัทเขียน นะคะ
ผู้หญิงคนนี้มีพลังจริงๆ

The Wealth Code "How Great Minds Build Lasting Wealth" ถอดรหัสแห่งความมั่งคั่ง เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริง เริ่มต้นจากวิธีคิด กับ แอนนาเบล คชนันทน์
Finally ในที่สุดก็ได้มีโอกาสได้ไปเจอหญิงเก่งคนนี้เสียทีค่ะ ซึ่งบอกได้เลยว่างานนี้ได้อะไรเยอะมาก งานเขาจัดกันวันเสาร์ แต่ฉันออกเดินทางตั้งแต่วันพฤหัสบดี และได้ไปพักและเที่ยวหาพี่นุชกับน้องชมฟ้าจากเพจ Thai Markt Kassel Nuchie Chomfah ซึ่งจะต้องมาเขียนอีกโพสต์ เพราะการได้ไปพักและไปเที่ยวกับทั้งพี่นุชและน้องชมฟ้าคือเป็นอะไรที่จดบันทึกได้อีกหลายหน้ามากๆ ค่ะ ขอบคุณพี่นุชและน้องชมฟ้าสำหรับทุกๆ อย่างเลยนะคะ
กลับมาที่งานถอดรหัสแห่งความมั่งคั่งกันบ้าง โอ้โห ตกใจมากที่งานนี้จัดได้น่ารักที่สุด สถานที่จัดเป็นที่เปิด สามารถเดินเข้าออกได้แบบไม่ใช่อาคารสูง เดินเข้าไปทีมงานที่งานยิ้มต้อนรับและทักทายอย่างเป็นกันเอง แถมยังบอกว่าเครื่องดื่มมากมายก่ายกอง รวมถึงขนมผลไม้อยู่ตรงนั้นนะคะ ช่วยตัวเองได้เลยค่ะ กรี๊ด มีเงาะ สละ และอื่นๆ แบบหากินได้ยากนะคะที่เยอรมนี แถมตอนเที่ยงอาหารจัดเต็มและอร่อยทุกเมนูอีกต่างหาก
ขอบคุณแม่งานอย่างคุณโน้ตทั้งสองและทีมงานผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดงานดีๆ แบบนี้ด้วยค่ะ คือมันสุดยอดจริงๆ เห็นถึงความตั้งใจและทุ่มทั้งแรงกายแรงใจมากๆ และที่ตกใจอย่างมากคือมีหลายๆ ท่านเข้ามาทักและบอกว่าติดตามเพจของนัทด้วย โห ซาบซึ้งใจที่สุด และเกรงใจจริงๆ พยายามบอกไว้เลยว่าถ้าวันไหนเขียนอะไรหนักๆ เลื่อนผ่านได้เลยนะคะ และยาวมาก แต่ทุกคนก็ให้กำลังใจว่าขอบคุณที่ออกมาเขียน เพราะได้เรียนรู้และบางคนได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ทั้งด้านแย่และด้านดีที่นัทนำมาบันทึกในเพจนี้ ขอบคุณทุกคนนะคะ รู้จักกันเยอะมากๆ อบอุ่นหัวใจเป็นที่สุด เดินวิ่งเข้ากอดกันเต็มงานไปหมด โคตรเหมือนได้กลับบ้านที่เมืองไทยเลยงานนี้ ขอบคุณทุกคนที่ร่วมทำให้บรรยากาศวันนั้นมันออกมาวิเศษได้ขนาดนั้นนะคะ
ช่วงเช้าเป็นการบรรยายของน้องจอย ที่เป็นสาวธนาคารที่ประเทศเยอรมนี ที่มาให้ความรู้กับพวกเราโดยเฉพาะในเรื่องการวางแผนการเงินที่อยู่ในประเทศเยอรมนี มีหลายอย่างที่เป็นกฎใหม่ๆ และกฎหมายต่างๆ ที่พวกเราชาวไทยที่นี่ควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง สนุกสนานกันไป มีหลายๆ ท่านยกมือถาม ทำให้เราได้ความรู้กันไปด้วย และขอยกนิ้วให้น้องจอยมากๆ เป็นคนไทยที่เก่งอีกคนในเยอรมนี และได้สละเวลาและหอบลูกน้อยอายุ ๔ เดือนมาด้วย แต่มาด้วยใจเต็มร้อย เพราะอยากให้คนไทยเราได้มีความรู้และตื่นตัวในด้านการลงทุน เยี่ยมยอดที่สุด หญิงไทยอีกคนของพวกเรา
พอพักเที่ยงอาหารมา คือท้องยังอิ่มอยู่เพราะว่าของกินเล่นเยอะมาก พอไปตักอาหารมาก็ถึงกับอึ้งไปเลย โอ้มายก็อด อาหารอร่อยทุ๊กอย่างเลยค่ะคุณ แกงเขียวหวานคือขูดก้นหม้อกันไปเลย ได้แค่น้ำราดข้าวยังอร่อยจับใจ ขอบคุณผู้จัดและสปอนเซอร์ทุกท่านเลยนะคะ
เม้าท์ๆ กันฉ่ำจนทุกคนถูกเรียกให้กลับไปนั่ง แต่หลายคนก็ยังแยกจากกันไม่ได้เพราะกำลังเม้าท์เพลิน ช่วงนั้นคุณแอนนาเบล Annabel - Your Wealth Architect
มาแล้ว ฉันเห็นหลายๆ คนไปเข้าแถวเพื่อขอถ่ายรูป แต่ดูเวลาแล้วไม่นานงานบ่ายจะเริ่ม ก็เลยไม่อยากรบกวนคุณแอนมาก แต่สุดท้ายก็เป็นคนสุดท้ายที่ได้มีโอกาสเอาของฝากจากทางเหนือและจดหมายน้อยที่ตั้งใจเขียนไปให้น้องแอนนาเบลด้วยมือตัวเอง และน้องใจดีให้ถ่ายรูปด้วยตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม งื้อน่ารักกก
พองานเริ่มแค่นั้นแหละ โอ้โหแม่เจ้า สมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ เธอเป็นผู้หญิงที่เก่ง ฉลาดหลักแหลม ตอบและเอาข้อมูลใส่ให้เราแบบเด็ดขาดตรงเป๊ะ แต่ไม่วายที่จะเอาอารมณ์ที่เป็นเสน่ห์เหลือเกินของเธอออกมาให้เราได้หัวเราะ ในขณะที่สมองก็ต้องจดจำรายละเอียดหนักๆ ไปด้วย ฉันขอสารภาพว่าติดตามดูสัมภาษณ์น้องแอนนาเบลน่าจะทุกรายการแล้ว ขนาดไปลงเรียนการวางแผนการเงินที่น้องเขาเข้าคลาสด้วยและปิดโปรไฟล์ได้ ฉันยังจำเสียงเขาได้คุณ คิดดูเถอะ ฟังจนจำได้ว่านี่คือเสียงของแอนนาเบลค่ะคุณ ฉันคงเป็นบิ๊กแฟนเขาไปแล้วสินะ ฮ่าๆ
กลับมาที่เนื้อหา เป็นที่ทึ่งจริงๆ เพราะเคยสงสัยว่าน้องคือไพรเวทแบงกิ้งอย่างเดียวจริงๆ เหรอ เพราะเวลาเขียนในเพจนึกไม่ออกเลยว่าอาชีพเขาอะไรกันแน่ จะนักจิตวิทยาชั้นเยี่ยมก็ใช่ เพราะเขียนให้คนได้เข้าถึงจิตใจคนเราได้ดีมากจริงๆ แถมไม่รู้เอาเวลาไหนไปเรียนรู้ปัญหาของคนไทยในต่างแดนได้ขนาดนั้น อยากจะลุกโค้งคำนับหลายรอบ
สิ่งที่ฉันเห็นน้องเขาย้ำมากๆ ในงานนี้คือการรักตัวเอง การลงทุนในตัวเอง การจะช่วยเหลือใครก็แล้วแต่ แต่ต้องมาหลังที่เราดูแลตัวเองได้อย่างดีเสียก่อน เราถึงจะไปดูแลคนอื่นได้เป็นอย่างดีด้วย อย่าไปช่วยใครก็ได้ที่ไม่รู้จักคำว่าพอ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีต้องมีทั้งคนรับและคนให้เสมอๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน หรือในที่อื่นๆ ที่เรารู้จัก การพูดได้แทงใจเรื่องของปัญหาของคนไทยในต่างแดน โดยเฉพาะการต้องทำงานหนักเพื่อส่งเสียครอบครัวที่ไทย ที่บางครั้งใหญ่เกินที่คนทำงานคนเดียวที่นี่จะแบกรับไหว แต่ก็ยังทำ โดยที่หลายบ้านไม่รู้ว่าลูกหลานทำงานหนักแค่ไหนที่ต่างประเทศ
เราคงได้ยินคำว่า จง invest in yourself บ่อยๆ กันแล้วใช่ไหมคะ อันนี้เราถูกสอน และมีในหนังสือและเพจต่างๆ กันเยอะมาก และควรทำเป็นอันดับแรกๆ เป็นต้นๆ ของชีวิตพวกเรา แต่สิ่งที่น้องแนะนำและฉันคิดว่าที่เด็ดสุดวันนั้นของฉันคือตอนที่น้องบอกว่า เราต้องรู้จัก Say No หรือกล่าวคำว่าไม่ หรือปฏิเสธเป็น โอ้โห แทงเข้าที่อกแบบเลือดสาดข้างในอย่างหนักหน่วงค่ะคุณ เพราะรู้ไหมคะว่าฉันทำการบำบัดให้สามารถพูดคำนี้มาได้สามปีแล้ว แต่ยังทำได้ไม่สุดเสียที ยังมีบางอย่างที่ไม่สบายใจที่จะรับปาก แต่กลับปฏิเสธไม่เป็น หรือ ยังทำไม่ได้ อันนี้ฉันถือว่าเป็นคัมภีร์ที่ดีจากน้องแอนนาเบลในวันนั้นเลยนะ มันสำคัญที่สุดอีกอย่างในชีวิตเลยกับการกล้าที่จะบอกว่าไม่ ไม่ว่าจะกับคำถามอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกไม่โอเคกับมัน ลุกขึ้นโค้งคำนับอีกรอบค่ะ
น้องสอนและอธิบายการลงทุนหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการออมและจัดพอร์ตกับสินทรัพย์ต่างๆ ควรมีอะไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบมากคือทุกคำถามหรือสิ่งที่น้องบอก แม้จะไม่โจ่งแจ้งในบางคำ แต่สิ่งที่ฉันสังเกตได้และคิดว่ามันดีมากคือน้องจะย้ำเสมอว่า ศึกษามันให้ดี รู้มันให้ลึก ว่าเราถืออะไรอยู่ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไร จะลงทุนอันไหน นี่คือการบ้านของเราทุกคนที่ต้องรู้ว่าเงินของเราถูกใช้ไปที่ไหน กับอะไร ใคร เขามีแนวคิดหรือเป้าหมายจะเอาเงินของเราไปบริหารยังไง คือเยี่ยมค่ะ
และด้วยความที่ฉันก็บ้าบิ่นมาก พอน้องเขาเขียนในเพจว่าเรียนที่ไหน ก็เอาตัวไปกระโจนเรียนตามทันที และอบรมเสร็จมาแล้วสามโมดูล ทำให้วันนั้นเข้าใจอะไรหลายอย่างได้อย่างดีแล้วระดับหนึ่ง พอได้ไปนั่งฟังและได้มีโอกาสถามลึกกับบางปัญหาคาใจที่ยังหาคำตอบได้ไม่ชัดเจนด้วยตัวเอง แต่น้องมาตอบให้และเสริม ทำให้วิสัยทัศน์ฉัน clear ขึ้นต่อเรื่องนั้นๆ ในทันที โค้งคำนับที่สามค่ะ ฉันนั่งฟังคำถามของท่านอื่นๆ ด้วย บางคำถามบ่งบอกว่าเขารู้จักการวางแผนการลงทุนและการเงินแล้ว บางคำถามเหมือนฉันเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ก่อนที่จะมารู้จักเพจของน้องแอนนาเบลหรือไปลงเรียน ฉันรู้ว่าหลายๆ คนอยากรู้แบบเขียนเป็นข้อๆ จดให้ว่าหนึ่ง สอง สาม ขั้นตอนมันเป็นยังไง และมันจะง่ายขึ้นมาก แต่ในชีวิตจริงๆ แม้แต่คลาสเรียนดีๆ ที่ไหนสักแห่ง การจะได้ข้อมูลแบบเราต้องการเป๊ะ คือการทำโน้ตและศึกษาและจดย่อด้วยตัวเองอีกครั้งเลยจริงๆ ค่ะ
อย่างเช่นสิ่งที่ฉันนั่งฟังหลายคำถาม เรื่องการไปเกษียณที่ไทย การโอนเงินต่างๆ อะไรพื้นฐานที่เราควรรู้ เพราะคือผู้ที่จะวนเวียนอยู่กับสิ่งนี้เสมอ ด้วยที่เรามาอยู่เมืองนอกและยังมีเมืองไทยคือบ้านของพ่อแม่ ครอบครัว หรือแม้แต่เราเองที่วางแผนจะกลับไป ทำอย่างไรจะไปเกษียณได้อย่างปลอดภัยและเสียภาษีได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ลดค่าใช้จ่ายได้ด้วยการทำอย่างไรบ้าง เป็นต้น
ยกตัวอย่างเรื่องการโอนเงินกลับบ้าน สมัยก่อนไม่รู้ไง ไม่ได้มีเพจน้องแอนนาเบล ไม่ได้ไปลงเรียนตามน้อง โอนเงินกลับไปให้หลาน ให้แม่ ให้พี่ยับค่ะ แต่พอได้เรียนถึงรู้ว่าเรื่องการโอนเงินให้คนในครอบครัวก็มีเรื่องภาษีและกฎหมายที่เราควรรู้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเงินทุกก้อนที่เราโอนให้ใครแล้วผู้รับจะต้องเสียภาษีทันทีนะคะ อย่างในประเทศไทย เงินที่ได้รับจากการอุปการะหรือการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส มีหลักยกเว้นภาษีในส่วนที่ไม่เกิน ๒๐ ล้านบาทต่อปีภาษี ส่วนการให้แก่บุคคลอื่นก็มีหลักและวงเงินยกเว้นที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ก่อนว่าเราโอนให้ใคร โอนในฐานะอะไร และกฎหมายของประเทศที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้อย่างไร ไม่ใช่คิดว่าเป็นเงินของเราแล้วจะโอนไปไหนยังไงก็ได้โดยไม่ต้องศึกษาเรื่องภาษีเลยค่ะคุณ
และบางคนก็ไม่รู้ว่าการดูแลส่งเสียพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัวบางกรณี ถ้าเราเป็นผู้เสียภาษีอยู่ที่ประเทศเยอรมนี เราอาจสามารถนำค่าอุปการะเหล่านั้นมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะคะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินทุกก้อนที่เราโอนกลับไทยจะเอามาลดภาษีได้ทั้งหมด เพราะมันมีเงื่อนไขตามกฎหมายเยอรมันว่าเราส่งเสียใคร ผู้รับมีรายได้หรือทรัพย์สินของตัวเองเท่าไหร่ และจำนวนที่สามารถนำมาหักได้ก็ต้องพิจารณาตามประเทศที่ผู้รับอาศัยอยู่ด้วย ที่สำคัญตั้งแต่ปี ๒๐๒๕ เป็นต้นมา ถ้าเป็นการส่งเสียในรูปของเงิน การจะนำมาใช้ลดหย่อนตามกฎหมายนี้ต้องโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ที่เราอุปการะโดยตรงด้วย เพราะฉะนั้นใครที่ส่งเงินกลับไปดูแลพ่อแม่หรือครอบครัวอยู่เป็นประจำ อย่าเพิ่งคิดว่าโอนเงินไปแล้วจบ ลองศึกษาเรื่องภาษีของประเทศที่เราเสียภาษีอยู่ให้ดี เก็บหลักฐานต่างๆ ให้ครบ เพราะบางอย่างที่เราทำอยู่แล้วอาจเป็นสิทธิทางภาษีที่กฎหมายให้เรา เพียงแต่เราไม่เคยรู้และไม่ได้ใช้สิทธินั้นค่ะคุณ

ส่วนเรื่องการเกษียณนั้น หลายๆ คนก็ไม่รู้ ได้เงินมาเท่าไหร่ก็โอนไปไว้ที่ไทยเผื่อไว้ตอนเกษียณ แต่เรื่องนี้ต้องศึกษาให้ดีมากค่ะ เพราะตัวเลข ๒๐ ล้านบาทที่หลายคนอาจเคยได้ยิน ไม่ใช่วงเงินที่เราสามารถโอนเงินของตัวเองกลับประเทศไทยได้ปีละ ๒๐ ล้านบาทโดยไม่เสียภาษี ตัวเลขนี้เกี่ยวข้องกับหลักภาษีการรับให้ในบางกรณี ส่วนเงินของตัวเราเองที่ได้มาจากต่างประเทศ ต้องดูว่าเงินนั้นมาจากอะไร เกิดขึ้นในปีไหน และในปีที่เงินได้นั้นเกิดขึ้นเราเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของประเทศไทยหรือไม่ โดยหลักปัจจุบันสำหรับเงินได้จากต่างประเทศที่เกิดตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๗ เป็นต้นไป ถ้าในปีที่เงินได้นั้นเกิดขึ้นเราอยู่ประเทศไทยรวมตั้งแต่ ๑๘๐ วันขึ้นไป และต่อมานำเงินได้นั้นเข้าประเทศไทย ก็อาจต้องนำมาคำนวณภาษีไทย แม้จะนำเข้าคนละปีกับปีที่ได้รับเงินก็ตาม เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะกลับไปเกษียณที่ไทยและมีเงินหรือรายได้จากต่างประเทศ เรื่องนี้ควรวางแผนและตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนโอนเงินจริงค่ะ
แล้วปัญหาของคนไทยที่ชอบฝากเงิน ฝากบ้าน ฝากที่ดินไว้กับพ่อแม่ พี่น้อง และมาร้องไห้ว่าพ่อแม่เอาไปให้พี่คนอื่น โอนให้หลาน ทั้งที่ตัวเองทำงานสร้างมันขึ้นและตั้งใจจะกลับไปอยู่ ฉันบอกคุณเลย เรื่องทรัพย์สินต้องศึกษาและจัดการเอกสารให้ดีค่ะ อย่าเพียงคิดว่าเป็นครอบครัวกันแล้วไม่ต้องทำอะไรให้ชัดเจน โดยเฉพาะถ้าให้คนอื่นเข้ามาอยู่อาศัยหรือครอบครองที่ดินของเรา เพราะกฎหมายไทยมีเรื่อง “การครอบครองปรปักษ์” อยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าใครมาอยู่บ้านหรือที่ดินของเราครบ ๑๐ ปีแล้วจะกลายเป็นเจ้าของโดยอัตโนมัตินะคะ สำหรับอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายกำหนดองค์ประกอบว่าต้องเป็นการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปี จึงจะเข้าหลักที่อาจได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีบ้านหรือที่ดินแล้วให้คนอื่นอยู่อาศัยระยะยาว โดยเฉพาะในขณะที่ตัวเราอยู่ต่างประเทศ ก็ควรทำสิทธิและข้อตกลงต่างๆ ให้ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมาย อย่าปล่อยทุกอย่างไว้ด้วยความไว้ใจอย่างเดียวค่ะ เงินและทรัพย์สินเราหามาจากการทำงานตรากตรำทั้งชีวิต ป้องกันไว้ให้ถูกต้องตั้งแต่แรกดีกว่าต้องมาตามแก้ทีหลังค่ะคุณ
น้องไม่ได้บอกว่าให้เราไปรีเสิร์ชหาหรือไปลงเรียน แต่การจะรู้จริงๆ ก็คือนั่นแหละค่ะ ไม่มีใครมานั่งบอกเราได้ทุกอย่างทุกขั้นตอน แม้แต่ถ้าคุณมีเงินร้อยล้านพันล้าน แล้วจะจ้างนักวางแผนการเงิน ถ้าเราไม่รู้อะไรเลย อันนี้ก็ไม่ใช่ละ เงินของเรานะคะ จะเอาไปให้คนอื่นบริหารแบบเอาไปทำอะไรก็ได้ โดยที่เราเจ้าของไม่มีความรู้เรื่องตลาดหรือสินทรัพย์เลย อันนี้อันตรายได้เหมือนกันนะคะ เพราะทุกคนต้องรู้ว่า คนที่ไว้ใจได้ที่สุดคือตัวเองมาอันดับหนึ่ง หลายๆ เรื่องเราอาจจะกระจายงาน หรือจ้างเขาทำ แต่ถ้าให้ไปหมดหน้าตัก ใครจะการันตีได้ว่าถ้าวันหนึ่งมีอะไรผิดพลาดกับคนที่เราไว้ใจ และสิ่งที่เราไว้ใจให้ดูแลมันหายวับไปทั้งหมด แม้จะเอาผิดทางกฎหมายเขาได้หรือไม่ได้ แต่เงินที่เราทำงานหนักและเก็บสะสมมาทั้งชีวิตอาจหายวับไปกับตาเลยก็ได้
เพราะฉะนั้นการลงทุนในตัวเองที่สำคัญมากอีกอย่างคือ อยากรู้อะไร ถ้าคุณคิดว่าการค้นหาในเน็ต หนังสือ มันมากพอแล้วสำหรับคุณก็ดีไปค่ะ แต่ถ้ายังคิดว่าอาจจะไม่หมด การไปลงเรียนกับสถาบันหรือหลักสูตรดีๆ มันก็จะช่วยย่อเวลาให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้นนะคะ มีน้องหลายคนมาถามว่าพี่นัทไปลงเรียนที่ไหน ก็ที่เดียวกันกับที่น้องแอนนาเบลเขียนแนะนำในเพจนั่นแหละค่ะ ThaiPFA Thai Professional Finance Academy ฉันไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับทางสถาบัน แต่ที่บอกไปเพราะนี่คือโรงเรียนของฉัน ฉันไปเรียนและเห็นว่าดีมากเลยสามารถมาบอกต่อได้ ถ้าไม่ดีจริง ฉันก็ย้ายที่เรียนค่ะคุณ เป็นแบบนั้นเลย ไม่ได้เสียดายตังค์ถ้าโรงเรียนไม่ดี เพราะเวลาแต่ละนาทีของเรามีค่ามากกว่าที่จะไปนั่งเสียเวลากับอะไรนานๆ มันก็มีหลายที่ที่สอน ถ้าคุณไม่ชอบที่ไหนก็ไปหาที่ใหม่หรือค้นหาเอง แต่อยากให้ไปเรียนไว้จริงๆ เพราะรู้ว่ามันสำคัญกับชีวิตพวกเราทุกคนจริงๆ เรื่องนี้
ยิ่งถ้าคุณไม่มีความรู้เลยยิ่งต้องรีบ เพราะฉันเองยังเสียดายที่รู้ช้ามาก อยากจะรู้จักเพจคุณแอนนาเบลหรือสถาบัน ThaiPFA สักอายุ ๑๕ อะไรแบบนี้ โอ้โห ก็คงไม่ต้องงมกับการจัดพอร์ตหรือจัดการวางแผนการเงินของตัวเองแบบล้มเหลวมาได้นานถึงขนาดนี้หรอกค่ะ และถ้าคนเก่งและคนที่อยากให้ชีวิตคนไทยดีขึ้นอย่างคุณแอนนาเบล อุตส่าห์มาบอกว่าเขาเรียนที่ไหน คนเก่งแบบนั้นเลือกเรียนที่นั่น คุณคิดเหรอว่าสถาบันนั้นจะไม่มีคุณภาพ จริงไหมคะ
การฟังคำบรรยายเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและออกรสออกชาติ โดยเฉพาะพิธีกรทั้งสองก็มาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟังไปด้วยอีกต่างหาก นับถือจริงๆ พิธีกรเก่งมากๆ ค่ะ ทำให้การนั่งฟังสนุกสนานและน่าสนใจไปตลอดทั้งวัน พร้อมแขกรับเชิญคุณภาพแบบทั้งสองท่านอีก ฉันดีใจมากที่ได้ยินว่ามีคนลงทะเบียนหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง มันสื่อให้เห็นว่าคนไทยเราสนใจการลงทุน การทำให้เงินงอกเงย การสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตตัวเอง อนาคตตัวเอง รวมถึงครอบครัวและคนที่เรารักด้วย ถ้าคุณรู้หรือไปลงเรียนเรื่องนี้ เชื่อเถอะว่านอกจากคุณจะได้เอามาใช้กับตัวเองแล้ว เรายังอาจจะได้ไปช่วยชีวิตคนในครอบครัว แนะนำด้านการวางแผนการเงินของเขาให้ถูกต้องได้อีกด้วย
คนที่เก่งที่เราไปนั่งฟังเขา คุณคิดเหรอคะว่าอยู่ๆ เขาเก่งได้เลย เขาถึงได้ไปนั่งบนเวทีเล่าให้เราฟังได้ขนาดนั้นแบบง่ายๆ เราต้องรู้ว่ากว่าเขาจะมาถึงวันนี้ได้ เขาต้องหาความรู้ หาประสบการณ์เยอะแค่ไหน และต้องลองผิดลองถูกด้วยการลงมือปฏิบัติมาขนาดไหน ถึงได้มั่นคงและเก่งขนาดนี้ และถ้าเราอยากเป็นเหมือนเขา มีเขาเป็นไอดอล ถ้ามีโอกาสมาได้ฟังแล้ว เราก็ต้องเอาแบบอย่างเขา คือการเอาตัวเองไปหาความรู้และศึกษาแบบเขา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มไปทางนั้นด้วยค่ะ เรื่องกฎหมายและภาษีเป็นเรื่องที่สำคัญมากพอๆ กับการเอาเงินไปลงทุน เพราะคุณคงไม่อยากทำงานหนักแทบคลาน แต่เงินวิ่งไปหาภาษีจนหมดตัว ทั้งที่เราสามารถมีแนวทางทำให้เราจ่ายภาษีได้ถูกต้อง และมีเงินเก็บหรือเอาไปลงทุนมากขึ้น ด้วยความรู้จากคลาสนั้นๆ ที่เราได้ไปลงเรียน
บางคนมาทำงานที่นี่คือตั้งใจทำงานหนักมาก ตั้งใจทำงานอย่างเดียว แบบต้องหาตังค์ เก็บตังค์ หาตังค์เก่งนั้นคือดีค่ะ แต่เก็บตังค์ไม่เป็น และบริหารหรือเอามันไปทำให้งอกเงยไม่ได้นั้นไม่ดีค่ะ เหมือนฉันที่ทำผิดพลาดมาก่อน หาเงินทำงานเจ็ดวันต่ออาทิตย์ แต่ไว้ใจคนอื่น ไม่ดูแลการเงินตัวเอง พังทลายมาสองรอบแล้วค่ะ
เพราะฉะนั้น จะส่งเงินกลับบ้าน จะตั้งใจกลับไปเกษียณที่ไทย จะเริ่มการลงทุน ต้องไปศึกษาหนักๆ และตอบให้ได้ว่าเราคือใคร เราต้องการอะไร ไม่ใช่แค่ในตอนนี้หรือปีนี้ แต่อีกยี่สิบสามสิบปีข้างหน้า เมื่อเราอายุ ๘๐ หรือถ้าโชคดีได้อยู่ถึง ๙๐ ปี ต้องตอบให้ได้ว่าตอนนั้นเราจะอยู่ยังไง ที่ไหน เงินที่เรามีในวันนี้ หรืออีกกี่ปีที่ทำงานได้ จะอยู่ให้เราได้ใช้พอไหม ถ้าเกิดเราอายุยืนขนาดนั้น แล้วถ้าเราหาเงินไม่พอล่ะ มีวิธีการไหนที่จะช่วยเราได้บ้าง หารายได้เพิ่มได้ไหม ถ้าไม่ได้ล่ะทำยังไง ลดค่าใช้จ่ายนี่ง่ายสุดล่ะ เพราะหางานอาจจะยากและตอบไม่ได้ แต่ตัดค่าใช้จ่ายอันนี้ ถ้าเราลองวางแผนดีๆ ฉันว่าทุกคนทำได้ทันที ทำงบดุลให้ตัวเองเป็นหรือยัง ถ้าแต่งงานแล้ว ทำงบดุลให้คนทั้งครอบครัว ให้ทุกอย่างไปได้ด้วยกันเป็นครอบครัวได้จริงหรือเปล่า
แล้วถ้าจะเลือกลงทุน ไม่ว่าจะหุ้น กองทุน พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ทองคำ หรืออะไรต่างๆ เราดูเป็นไหมว่าอายุเราเท่าไหร่ รายได้ หนี้สิน ทรัพย์สิน และชีวิตที่เราต้องการ หรือมีหน้าที่ต้องดูแลรับผิดชอบมีประมาณไหน เพื่อที่เราจะได้จัดพอร์ตให้ถูกกับความต้องการของเรา และที่สำคัญคุณรับความเสี่ยงได้ขนาดไหน ไม่มีการลงทุนที่ไหนไม่มีความเสี่ยงนะคะ มีหมด เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน การที่เราไปเรียนรู้มันอาจจะช่วยเซฟเราได้ มันอาจจะช่วยพยุงชีวิตเราได้ในขณะที่โลกปั่นป่วนหมุนติ้วๆ เราจะทำยังไงให้ทุกอย่างในชีวิตเรา โดยเฉพาะการเงิน ไม่สั่นคลอนหรือขาดมือ
ฉันจากผู้ที่เลือกซื้อหุ้นตามใจชอบ จ๊ะ ชอบ Victoria’s Secret ไง นางแบบสวยๆ เดินฉับๆ ชอบ ปลื้ม อุดหนุนสินค้าเขา ซื้อหุ้นเขาสิคะ ตอนโน้นโห ไม่เคยเห็นว่าจะมีอะไรทำให้กิจการเขาสะดุดได้ ครื้นค่ะ ราบคาบอยู่หลายปี ไปศึกษาและหาข้อมูลบริษัทเขาย้อนหลังกี่ปี ทำเป็นไหม อย่างน้อยต้องดูเป็น ย้อนไปสิบ สิบห้าปีได้ รู้ว่าตอนไหนควรเข้าตลาด ตอนไหนควรเอาตัวเองออก ลงกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต้องรีบออกก่อนจะขาดทุนและเรียกกลับคืนไม่ได้ สมัยก่อนรู้ไหม ไม่รู้ มันตกก็หวังสิค่ะ ความหวังต้องมี หวังว่ามันจะต้องขึ้นล่ะวะ ไม่แล้วค่ะ ไปลงเรียนให้กระจ่าง ไปรู้ให้หมดว่าต้องดูกิจการแต่ละอันอย่างไร คิดค่าเงินในอนาคต เงินเฟ้อยังไง ลงทุนวันนี้ อีกยี่สิบปีข้างหน้าเงินที่เราจะได้จะมีค่าแค่ไหน และใช้จ่ายอะไรพอได้บ้าง
ไม่ใช่คิดว่ามีเงินหนึ่งหมื่นในวันนี้ จะซื้อของได้เหมือนหนึ่งหมื่นในอีกสิบปีข้างหน้า คือมันไม่มีอยู่จริงๆ ค่ะคุณ แล้วการเรียนแม้จะยากแสนเข็ญ แต่สนุกและโคตรภูมิใจเลยตอนดูกราฟเป็น สมัยก่อนอะไรหยองๆ ยึกๆ ดูไม่เป็น ดูเป็นแต่ตัวเลข เลขแดงไม่ชอบ อันไหนเขียวฉันซื้อค่ะ นี่คือแนวทางของคนไม่ฉลาด และก็คือฉันเอง ไม่อยากให้ใครเดินทางผิดเหมือนฉัน แม้แต่จะไปจ้างคนวางแผนการเงิน การที่เราไปเรียนและรู้ไว้ เราจะได้รู้ว่าเขาเอาเงินเราไปบริหาร หรือไปเสี่ยงกับกิจการที่มันสมเหตุสมผลหรือไม่ อ่านเยอะๆ รู้ให้ได้ว่าแนวทางการบริหารจะไปแนวทางไหน ติดตามข่าวและอัปเดตตัวเองอยู่เสมอ ไม่ใช่ไปซื้อหุ้นบริษัทหนึ่ง เจ้าของเปลี่ยนมือ คนบริหารและแผนการดำเนินการเปลี่ยนไปเป็นปีแล้วเราก็ยังไม่รู้ แล้วแบบไม่เป็นไร ตามมีตามเกิดมันไม่ได้คุณ เงินเราหามาเหนื่อย เหนื่อยต่อหน่อยเถอะ ว่าแล้วมันเอาไปถูกใช้ที่ไหน กับใคร อย่างไรบ้าง วะในจิตในใจเราบ้างเถอะ
แล้วปัญหาของคนไทยที่ชอบฝากเงิน ฝากบ้าน ฝากที่ดินไว้กับพ่อแม่ พี่น้อง และมาร้องไห้ว่าพ่อแม่เอาไปให้พี่คนอื่น โอนให้หลาน ทั้งที่ตัวเองทำงานสร้างมันขึ้นและตั้งใจว่าจะกลับไปอยู่ ฉันบอกคุณเลยว่าเรื่องทรัพย์สินต้องศึกษาและจัดการเอกสารให้ชัดเจนค่ะ รู้ว่าไว้ใจพ่อแม่ บางคนไว้ใจได้จริง แต่บางสถานการณ์เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าบ้านหรือที่ดินเป็นของเรา และเราจะให้ใครเข้ามาอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ระยะยาว โดยเฉพาะในขณะที่ตัวเราอยู่ต่างประเทศ ก็ควรทำข้อตกลงและเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายไว้ อย่าใช้เพียงความไว้ใจอย่างเดียว
และเรื่องที่ฉันเคยได้ยินว่า ถ้าปล่อยให้ใครเข้ามาอยู่ในที่ดินของเรานานๆ แล้ววันหนึ่งเขาอาจมีสิทธิในที่ดินนั้น เรื่องนี้ในกฎหมายไทยมีสิ่งที่เรียกว่า “การครอบครองปรปักษ์” อยู่จริงค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าแค่เราอนุญาตให้ใครมาอยู่บ้าน ช่วยดูแลบ้าน ตัดหญ้า หรืออยู่ครบ ๑๐ ปี แล้วเขาจะกลายเป็นเจ้าของที่ดินของเราโดยอัตโนมัตินะคะ กฎหมายมีองค์ประกอบมากกว่านั้น โดยกรณีอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปี จึงจะเข้าเงื่อนไขของการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เพราะฉะนั้นรายละเอียดแต่ละกรณีสำคัญมาก และไม่ควรเหมารวมว่าอยู่ครบ ๑๐ ปีแล้วจะได้ที่ดินทันทีค่ะ
นี่แหละที่ฉันอยากบอกว่า ถ้าเราทำงานตรากตรำมาทั้งชีวิตเพื่อซื้อบ้านซื้อที่ดินไว้ และคิดว่าวันหนึ่งจะกลับไปเกษียณที่นั่น อย่าไปคิดว่า “โอ๊ย ดีออก มีคนอยู่ให้ มีคนตัดหญ้าดูแลที่ให้” แล้วปล่อยทุกอย่างไว้โดยไม่มีหลักฐานหรือข้อตกลงอะไรเลยค่ะ ทำเรื่องสิทธิในการอยู่อาศัยหรือข้อตกลงต่างๆ ให้ชัดเจนและเหมาะกับกรณีของเราเสียตั้งแต่แรกดีกว่า เงินและทรัพย์สินเราหามาเหนื่อย ป้องกันไว้ให้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าวันหนึ่งต้องกลับไปตามแก้ปัญหาที่เมืองไทยค่ะคุณ
นี่ไง นี่ไงที่พวกเราพลาด คุณแอนนาเบลชี้ไปที่ไหน เขาให้พวกเราชี้ไปที่ตัวเราเองเป็นอันดับแรก ทำเพื่อใครก่อน ทำให้ใครปลอดภัยก่อน ลงทุนในตัวเองให้มากที่สุด และรู้จักใช้คำว่าไม่กับอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ เอาจริงคุณ ถ้าจะให้เขียนอีกอาจจะได้อีกยี่สิบหน้า คิดว่าทุกคนขี้เกียจจะอ่านแล้ว แต่อยากบอกว่าวันนั้นสนุกมาก ได้ความรู้เยอะมาก ทุกคนน่ารักกันมาก ดีใจที่ได้เจอทุกท่านนะคะ บางคนคุยกันมานาน เพิ่งได้เจอตัวจริงๆ ขอบคุณที่แวะมากอดและทักนัทนะคะ
ขอบคุณทีมงานผู้จัด ผู้สนับสนุนงานทุกท่าน ขอบคุณพิธีกรคนเก่งของพวกเรา และแขกรับเชิญที่อะเมซิ่งที่สุดของเราทั้งสองท่าน หลังงานเลิกได้มีโอกาสรอถ่ายรูปกับน้องแอนนาเบล และได้มีเวลาคุยกันนิดหน่อย งื้อน้ำตารื้น น้องน่ารักและเป็นกันเองที่สุด เป็นคนที่รู้สึกว่าใจให้ใจได้จริงๆ ขอบคุณกอดแน่นๆ กลับไปมา และทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นนะคะ พี่นัทเป็นอีกคนที่ได้อ่านจากการเขียนของน้อง แล้วพาชีวิตตัวเองทำตามและรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปทางด้านดีขึ้นจริงๆ
ตอนสุดท้ายยังได้มีโอกาสนั่งกินหมูกระทะกับน้องๆ และทีมงานอีก โอ๊ย น่ารักที่สุด อยู่ๆ ก็ไปขอไมค์น้องโน้ตและลุกร้องลุกเต้นไปด้วย กรี๊ด คือลืมตัวมาก เพลงมาขาไป เอวโยกรอแล้วทันที ๕๕๕ และสุดท้ายที่ต้องขอบคุณหนักจริงๆ คือพี่นุชและคุณหย่ง ขาไปไปนอนกับพี่นุช น้องชมฟ้า ดูแลดีเวอร์วังอลังการ จะตอบแทนหมดได้ยังไงคะคุณพี่ น้องกราบเบญจางคประดิษฐ์ค่ะ และรอต้อนรับที่บ้านนัทบ้างนะคะ
และหย่งศรี เรื่องเล่าจากหย่งศรี
ไอ เลิฟ ยู อะ มิลเลียนเยียร์จริงๆ เธอมันเป็นเพื่อนที่ดีที่คนหนึ่งในชีวิตจะโชคดีหาเจอจริงๆ ขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่าง ผู้ให้ที่แท้ทรู แม่สะพานบุญ แม่สะพานที่ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงไม่ได้เจออะไรดีๆ เจอคนดีๆ เจอสังคม และได้มีโอกาสดีๆ ทุกอย่างนี้มอบความดีให้เธอจ้ะ ขอบคุณสามีและลูกสาวที่น่ารักของคุณหย่งด้วยค่า น่ารักเป็นที่สุด ไปรับไปส่งและดูแลอย่างดี อยากจะร้องไห้ นั่งคุยกันเที่ยงคืนจนสามีเพื่อนมาเรียกภรรยาเขาไปนอน แต่ก็รีบตื่นมาเม้าท์กันจนนาทีสุดท้ายที่วิ่งขึ้นรถไปสถานีรถไฟ No words to say how much I love and appreciate you and our friendship นะคะ
ขอบคุณทริปนี้ตั้งแต่เริ่มทริปยันวินาทีสุดท้าย มีแค่สิ่งเดียวคือรถไฟเลทยับทั้งขาไปขากลับจ้ะแม่ แต่ฉันควร get used to it ได้แล้วนะ เพราะฉันใช้บริการ Deutsche Bahn ค่า ตั้งหน้าตั้งตารอให้จัดอีก และรอเจอและกอดทุกคนอีกนะคะ เลิฟ เลิฟ 💚
#ถอดรหัสแห่งความมั่งคั่ง #แอนนาเบลคชนันทน์ #วางแผนการเงิน #ลงทุนในตัวเอง #คนไทยในเยอรมัน #คนไทยในยุโรป

สิ่งที่เจ๋งที่สุดจาก Frankfurt รอบนี้ คือฉันได้เพื่อนใหม่กลับมาเยอะแยะมากมาย ดีใจจริงๆได้เจอผู้หญิงไทยในเยอรมนีหลายคนมาก...
25/08/2026

สิ่งที่เจ๋งที่สุดจาก Frankfurt รอบนี้ คือฉันได้เพื่อนใหม่กลับมาเยอะแยะมากมาย ดีใจจริงๆ

ได้เจอผู้หญิงไทยในเยอรมนีหลายคนมาก แต่ละคนมีเรื่องราวชีวิตของตัวเอง และบอกเลยว่าแข็งแรงกันชนิดที่ฉันนั่งฟังแล้วคิดในใจหลายรอบว่า โห…ชีวิตแกผ่านมาได้ยังไงวะ

คนแรกคือ ไอ้โน้ต พิธีกรและผู้จัดงาน ฟังมันเล่าชีวิตแล้วอยากก้มหัวให้ในความสู้ยิบตาต่อทุกอย่างที่ฉุดกระชากลากถู แต่โน้ตไม่เคยยอมแพ้ ชีวิตมันคือ Netflix ดีๆนี่เอง มันเก่งเกินมนุษย์ค่ะคุณฉันบอกเลย

อีกคนคือพี่หย่งศรี นางเป็นทั้งรุ่นพี่สตรีวิทย์ รุ่นพี่สิงห์ดำของฉัน ได้ทุนฟูลไบรท์และเป็นนักข่าวค่ะคุณ

ความเป็นนักข่าวก็คงเข้าเส้นไปแล้ว เพราะขนาดนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือกันอยู่ดี ๆ พี่แกยังไม่วายสัมภาษณ์ฉัน 😅

คุยไปคุยมา ฉันหลุดพูดประโยคหนึ่งออกไปว่า

“จริง ๆ แล้วแอนเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลยนะพี่”

พี่หย่งหยุดแล้วมองหน้าฉัน

“ถ้าแกไม่มั่นใจ แล้วใครมันจะมั่นใจอีกวะ”

ฉันหัวเราะ แต่สิ่งที่พูดไป ฉันพูดจริงค่ะ

คนที่เห็นฉันตอนทำงาน เห็นฉันขึ้นเวที เห็นฉันพูดเรื่องที่ตัวเองรู้ อาจคิดว่าฉันเป็นคนมั่นใจมาก

แต่ความจริงค่อนข้างตรงกันข้าม

ฉันเป็นคนที่ใช้เวลามหาศาลในการเตรียมตัว เพราะลึก ๆ ฉันกลัวว่าตัวเองจะรู้ไม่พอ

ประชุมลูกค้าหนึ่งชั่วโมง ฉันอาจเตรียมหลายชั่วโมง
ขึ้นพูดหนึ่งครั้ง ฉันอ่านจนกว่าจะรู้สึกว่า ถ้ามีใครถามอะไรมา อย่างน้อยฉันต้องไม่ยืนเอ๋ออยู่ตรงนั้น

เวลาได้รับโอกาสใหม่ ๆ ความคิดแรกของฉันไม่ค่อยใช่
“สบาย ฉันทำได้”

แต่มักจะเป็น

“ฉันจะทำยังไงให้ตัวเองดีพอสำหรับสิ่งนี้วะ”

แล้วก็ไปอ่าน ไปถาม ไปหา ไปเตรียม ไปซ้อม จนกว่าจะรู้สึกว่าตัวเองพอจะยืนข้างคนเก่ง ๆ ได้โดยไม่อายเขา

มันฟังดูเหมือนเป็นข้อดีนะ

และมันก็เป็นข้อดีจริง ๆ

ความไม่มั่นใจทำให้ฉันไม่ค่อยประมาท
มันทำให้ฉันเคารพทุกงานที่ได้รับ
มันทำให้ฉันไม่ค่อยคิดว่า “เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวค่อยทำก็ได้”

แต่มีอีกด้านที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

มันเหนื่อยฉิบหายเลยค่ะ

เพราะคนที่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ จะหาจุดที่เรียกว่า “พอแล้ว” ยากมาก

ทำดีแล้ว ก็ยังคิดว่าน่าจะดีกว่านี้
เตรียมเยอะแล้ว ก็ยังกลัวว่ามีอะไรตกหล่น
คนชมสิบคน เราดีใจนะ แต่สมองดันจำประโยคของคนที่ไม่ชอบอยู่คนเดียวได้แม่นกว่าอีก

เมื่อก่อนฉันคิดว่าถ้าวันหนึ่งเก่งขึ้น ประสบความสำเร็จขึ้น หรือมีคนยอมรับมากขึ้น ความรู้สึกนี้คงหายไปเอง

ปรากฏว่าไม่ค่ะ

เราอาจเก่งขึ้นมาก แต่เสียงเล็ก ๆ ในหัวก็ยังวิ่งตามมาทันอยู่ดี

ฉันเลยเพิ่งเข้าใจว่า เป้าหมายของชีวิตอาจไม่ใช่การกำจัดความไม่มั่นใจให้หมด

แต่อาจเป็นการรู้จักใช้มัน โดยไม่ยอมให้มันใช้เรา

ให้มันผลักเราไปเตรียมตัว แต่อย่าให้มันบอกว่าเราไม่มีวันดีพอ
ให้มันทำให้เราถ่อมตัว แต่อย่าให้มันทำให้เราดูถูกตัวเอง
ให้มันทำให้เราเรียนรู้ต่อ แต่อย่าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับการต้องเก่งตลอดเวลา

อีกอย่างที่ทำให้ฉันเหนื่อยมากคือ ฉันอยากรู้ไปหมดค่ะ

เจออะไรไม่เข้าใจก็อยากถาม
ไปไหนก็อยากคุยกับคนพื้นที่
เห็นอะไรไม่เคยทำก็อยากลอง
อ่านเจอเรื่องอะไรน่าสนใจก็แตกแขนงไปอีกสิบเรื่อง

บางครั้งฉันก็สงสัยว่า ทำไมไม่ใช้ชีวิตง่าย ๆ เหมือนชาวบ้านเขาบ้างวะ 😂

แต่คิดอีกที คงไม่ทันแล้ว

ฉันยังมีของอีกเยอะที่อยากเห็น อยากลอง อยากเข้าใจ ก่อนตายค่ะคุณ

เพียงแต่ช่วงหลังเริ่มเรียนรู้ว่า
เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับทุกเรื่องที่เดินเข้ามาในชีวิต

บางอย่างทำเต็มที่
บางอย่างทำพอประมาณ
บางอย่างไม่รู้ก็ได้
บางอย่างทำห่วยบ้างก็ไม่ตาย

และบางวัน การพูดกับตัวเองว่า

“เท่านี้ก็ดีแล้ว กลับบ้านเถอะ”

อาจเป็นทักษะที่คนอย่างฉันต้องฝึกยากกว่าการทำงานให้เก่งเสียอีก

ขอบคุณพี่หย่งสำหรับบทสัมภาษณ์ข้างชามก๋วยเตี๋ยวเรือค่ะ

คำถามไม่กี่คำ ทำให้ฉันกลับมาคิดเรื่องตัวเองยาวกว่างานสัมภาษณ์จริง ๆ อีก

บางทีคนที่ดูมั่นใจที่สุดในห้อง
อาจไม่ได้เป็นคนที่ไม่กลัวอะไรเลย

เขาอาจเป็นแค่คนที่เตรียมตัวมาหนักมาก
จนคุณมองไม่เห็นตอนที่เขากลัวก็ได้

ออ นอ บอ
25.08.2026

พี่หย่งสรุปดีมาก ดีกว่าคนพูดอีกค่ะคุณ 😂ใครยังไม่ได้ตาม ไปตามเรื่องเล่าจากหย่งศรี ได้เลยนะคะ
25/08/2026

พี่หย่งสรุปดีมาก ดีกว่าคนพูดอีกค่ะคุณ 😂
ใครยังไม่ได้ตาม ไปตามเรื่องเล่าจากหย่งศรี ได้เลยนะคะ

Frankfurt รอบนี้ ฉันกลับมาพร้อมความรู้สึกว่า…สิ่งที่คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มนึงตั้งใจทำเพื่อคนอื่นขนาดนี้ มันมีความหมายจริง ๆ เ...
24/08/2026

Frankfurt รอบนี้ ฉันกลับมาพร้อมความรู้สึกว่า…สิ่งที่คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มนึงตั้งใจทำเพื่อคนอื่นขนาดนี้ มันมีความหมายจริง ๆ

เริ่มตั้งแต่ สถานที่ไม่มี ต้องเลื่อยไม้ ทาสี รีโนเวทตึก ยันสร้างห้องน้ำใหม่ค่ะคุณ

ไม่พอ เจ้าภาพยังเตรียมอาหารเลี้ยงคนเป็นร้อยๆ

แล้วคุณรู้มั้ยคะว่า ความน่ารักสุดๆเลยคืออะไร … แขกที่มาเร็ว ลงนั่งหั่นผักหั่นหมูกันสลอนเพื่อเตรียมอาหารกลางวันให้แขกคนอื่น 😂 บอกเลยว่า นี่คือความน่ารักแบบ Thailand แท้ๆ ที่ฝรั่งอึ้ง เพราะมันเกิดขึ้นกลางนครFrankfurt ค่ะคุณ

งานจบแล้ว แต่ฉันยังอิ่มอยู่เลยค่ะ

อิ่มไม่ใช่เพราะคนมาเยอะ แม้จะเยอะจนที่นั่งเต็มแบบล้นจริง ๆ

แต่ฉันเพิ่งรู้ว่าบางคนนั่งรถไฟมา 7 ชั่วโมง เพื่อมางานนี้
บางคนมาจากอีกฝั่งของเยอรมนี
มีคนข้ามมาจากอิตาลีด้วย

ฉันเริ่มพูดบ่ายโมง

คำถามเยอะจนคุยกันไปถึง 6 โมงเย็น

ที่ทำฉันตกใจคือ… ไม่มีใครกลับค่ะ 😂

ฉันยังแอบคิดเลย พวกพี่ไม่เหนื่อยกันเหรอคะ หัวข้อหนักมาก

แต่ทุกคนยังนั่ง ยังจด ยังถาม แล้วหลายคำถามไม่ใช่เรื่องหุ้นเลย

มันเป็นเรื่องชีวิตจริงมาก

ถ้าฉันแต่งงานกับสามีฝรั่ง แล้วทรัพย์สินทุกอย่างอยู่ในชื่อเขา ฉันควรเริ่มตรงไหน?

ถ้าอายุ 50 แล้วยังไม่เคยลงทุนเลย สายไปหรือยัง?

ควรบอกลูกไหมว่าพ่อแม่มีทรัพย์สินเท่าไร?

ถ้าเราจะอยู่ถึง 100 เงินเกษียณต้องคิดใหม่ยังไง?

เราจะสอนลูกเรื่องเงิน โดยไม่ทำให้ลูกโตมาเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องเงินได้ยังไง?

นี่แหละค่ะเรื่องการเงินที่ฉันอยากคุย

ไม่ใช่เริ่มต้นด้วย “ซื้ออะไรดี”

แต่เริ่มด้วย
“ชีวิตฉันกำลังจะไปทางไหน แล้วเงินของฉันพร้อมไปกับฉันหรือยัง?”

ฉันพูดกับทุกคนว่า ถ้าวันหนึ่งเราเกษียณแล้วอาจอยู่ถึง 100 อย่าคิดแค่ว่า ต้องเก็บเงินก้อนใหญ่แค่ไหน

ต้องคิดว่า

วันที่ไม่มีนายจ้างแล้ว อะไรจะจ่ายเงินเดือนให้เราแทน?

บำนาญ?
ค่าเช่า?
เงินลงทุน?
ธุรกิจ?

เพราะเงินเกษียณไม่ควรเป็นถังที่เราค่อย ๆ ตักจนหมด

มันควรเป็น ระบบที่ยังผลิตเงินให้เรา ตอนที่เราเลิกผลิตเงินด้วยตัวเองแล้ว

เรื่องลูกก็เหมือนกัน

ฉันไม่ค่อยชอบบ้านที่ทำทุกอย่างเป็น Transaction

เก็บห้องได้ €5
ล้างจานได้ €3
สอบได้ที่หนึ่งได้ iPhone

ให้รางวัลลูกได้ค่ะ แต่ บ้านไม่ควรกลายเป็นบริษัทที่พ่อแม่เป็น HR แล้วลูกส่ง Invoice ทุกเย็น

บางอย่างเราทำเพราะได้เงิน
บางอย่างเราทำเพราะมันคือหน้าที่
และบางอย่างเราทำเพราะเรารักคนในบ้าน

เด็กต้องแยกสามอย่างนี้ให้ออก

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันชื่นใจที่สุด กลับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องค่ะ

มันคือสิ่งที่หลายคนเดินมาบอกฉัน หลังงาน

มีคนบอกว่า หลังจากอ่านบทความของฉัน เธอกลับไปเริ่มจัดการเรื่องการเงินตัวเองแล้ว

บางคนกลับไปคุยกับสามีเรื่องที่ไม่เคยคุยกัน

ทรัพย์สินอยู่ที่ไหน
ใครเป็นเจ้าของอะไร
ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนหนึ่ง อีกคนจะทำยังไง
พินัยกรรมมีไหม
ตัวเองมีเงินของตัวเองแค่ไหน

บางบ้านถึงกับบอกว่า บทความฉันสร้างความปั่นป่วนในครอบครัวไปเรียบร้อย 😂

ฟังแล้วฉันโคตรชื่นใจเลย

เพราะฉันไม่ได้อยากให้คนอ่านฉันแล้วพูดว่า

“เขียนดีจัง”

ฉันอยากให้ปิด Facebook แล้วพูดว่า

“เฮ้ย เรื่องนี้ตรูต้องทำแล้วว่ะ”

ถ้างานของฉันทำให้ใครสักคนกลับไปเปิดบัญชีที่ไม่เคยเปิด
ถามคำถามที่ไม่กล้าถาม
คุยเรื่องที่ไม่กล้าคุยมาห้าปี
หรือเริ่มลงทุนด้วยเงินก้อนเล็ก ๆ เป็นครั้งแรก

สำหรับฉัน งานนั้นสำเร็จแล้วค่ะ

และขอพูดถึงทีมผู้จัดงานที่ Frankfurt หน่อย “สองโน้ต แอนด์ เดอะแก็งค์”

ฉันเห็นเลยว่าทุกคนเหนื่อยมาก แต่ทุกคนเอาจริงมาก

ไม่ได้จัดเพราะ “ต้องมีงานหนึ่งงาน”

แต่รู้สึกได้ว่า อยากให้คนไทยที่นี่ได้ความรู้กลับไปใช้จริง ๆ

คนบนเวทีอาจเป็นฉัน
แต่คนที่ทำให้งานเกิดขึ้นจริงคือคนข้างหลังอีกเยอะมาก
และคนที่เด่นกว่า คนพูด คือพิธีกรค่ะคุณ ฉันยอม😂 ทั้งคุณโน้ตและพี่หย่ง จากเพจ เรื่องเล่าจากหย่งศรี คุณรู้มั้ยคะว่าความเก่งของพิธีกรสำคัญมาก ที่สามารถทำให้เรื่องที่หนักขนาดนี้แล้วคุยเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกันเบาลงได้แบบคนไม่รู้สึกเลยว่านี่เราคุยเรื่องหนักมากกันอยู่นะ

ขอบคุณจากใจค่ะ

แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่เดินทางมาไกลขนาดนั้น

ฉันกลับ Geneva รอบนี้เหนื่อยมากนะ

แต่เป็นความเหนื่อยแบบที่รู้สึกว่า

เออ…ถ้ามีคนไทยในยุโรปอีกสักเมืองที่ยังไม่เคยมีใครชวนคุยเรื่องพวกนี้กันตรง ๆ

ฉันก็ยังอยากไปนั่งคุยด้วย

ไม่ต้องเริ่มจากหุ้นค่ะ

เริ่มจากชีวิตก่อน

แล้วเดี๋ยวเรื่องเงินจะตามมาเองค่ะคุณ

ด้วยรักและตอนนี้ตีสองแล้วที่เจนีวาแต่ฉันยังยิ้มไม่หุบเลย

ออ นอ บอ
24.08.2026

สัปดาห์นี้ลูกค้าถามฉันมาคำถามหนึ่ง สั้นมาก แต่ทำเอาฉันกับทีมคุยกันยาว“ตกลงรัฐบาลอเมริกากำลังเข้ามาช่วยพยุงตลาดพันธบัตรใช...
21/08/2026

สัปดาห์นี้ลูกค้าถามฉันมาคำถามหนึ่ง สั้นมาก แต่ทำเอาฉันกับทีมคุยกันยาว

“ตกลงรัฐบาลอเมริกากำลังเข้ามาช่วยพยุงตลาดพันธบัตรใช่ไหม?”

ฉันตอบไปว่า

“ช่วยประคองค่ะ…แต่ถ้าถามว่าปัญหาหายหรือยัง คนละเรื่องเลย”

ประมาณว่าบ้านเริ่มมีควัน เจ้าของบ้านรีบเปิดหน้าต่าง

อากาศดีขึ้นจริง

แต่เรายังไม่ได้ตอบคำถามว่า ใครเปิดเตาแก๊สทิ้งไว้ 😅

เรื่องนี้สนุกมาก และฉันว่าใครมีเงินลงทุนควรรู้ไว้ เพราะสิ่งที่เกิดในตลาดพันธบัตรอเมริกาสัปดาห์นี้
กำลังบอกอะไรบางอย่างที่หน้าจอตลาดหุ้นไม่ได้เล่าให้เราฟังตรง ๆ

เรื่องเริ่มจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นไปประมาณ 5.34% สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2007

ลูกค้าถามฉันว่า

“ดอกเบี้ยตั้ง 5.34% ไม่ดีเหรอ คนก็น่าจะแย่งกันซื้อสิ?”

ไม่ค่ะ

ตลาดพันธบัตรนี่เป็นตลาดที่ชอบพูดกลับด้าน จนคนเพิ่งเริ่มลงทุนปวดหัวได้ง่ายมาก

เวลา Yield หรือผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น หลายครั้งไม่ได้แปลว่าของกำลังฮอต

มันอาจแปลว่า

“ราคาเดิมฉันไม่เอา ถ้าอยากให้ฉันซื้อ ต้องจ่ายฉันแพงกว่านี้”

ลองนึกภาพเพื่อนมายืมเงินเรา

ครั้งแรกยืมหนึ่งหมื่น คืนตรงเวลา

เดือนต่อมายืมสองหมื่น

ต่อมาห้าหมื่น

แล้ววันหนึ่งเดินมาบอก

“ขอยืมอีกนะ คราวนี้คืนอีก 30 ปี”

เราคงไม่ได้ถามแค่ว่า

“จะให้ดอกเท่าไหร่?”

แต่อาจถามเพิ่มว่า

“เดี๋ยวนะ…ช่วงนี้เธอยืมบ่อยไปหรือเปล่า?” 😂

ตลาดกำลังถามรัฐบาลอเมริกาประมาณนี้ค่ะ

เพราะปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ รัฐบาลอเมริกาใช้เงินมากกว่ารายได้

ศัพท์การเงินเรียกว่า Fiscal Deficit หรือการขาดดุลงบประมาณ

ไม่ต้องจำศัพท์ค่ะ ช่างหัวมันค่ะ

จำแค่ว่า

หาได้ 100 แต่ใช้ 130

อีก 30 ไม่ได้งอกมาจากต้นไม้หลังทำเนียบขาว

ต้องกู้

และเมื่อกู้เยอะ ก็ต้องออกพันธบัตรมาขายเยอะ

ของออกมาขายเยอะ แต่คนซื้อไม่ได้เพิ่มตามในอัตราเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรคะคุณ??? ทายสิคะ

…ก็…ต้องให้ผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อเรียกแขก

นี่แหละที่ตลาดเริ่มไม่ค่อยสบายใจเอาซะเลยจริงๆ

และความปั่นป่วนยังไม่จบแค่นั้น

เพราะจู่ ๆ กระทรวงการคลังสหรัฐก็ทำเรื่องที่ทำให้โต๊ะเราหันมามองพร้อมกัน

เขาประกาศ เพิ่มขนาดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวคืนเป็นสองเท่า (ฉันหมายถึง Buyback)
โดยเน้นพันธบัตรช่วงอายุประมาณ 10–30 ปี

ตลาดตอบสนองเร็วมากกกกกกกก 😱 ขนลุกค่ะคุณ

ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปี ลดลงเกือบ 10 basis points

คำว่า Basis Point ไม่ต้องกลัวนะคะ😂

100 basis points = 1%

ดังนั้น 10 basis points = 0.10%

ในชีวิตประจำวัน 0.10% ฟังเหมือนเศษฝุ่น

ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เงินระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ขยับ 0.10% ไม่มีใครเรียกเศษฝุ่นค่ะ

จากนั้นดอลลาร์อ่อนทันที

ทองพุ่งมากกว่า 4%

หุ้นก็ดีดขึ้น บิทคอยพุ่ง

ทันทีที่เห็นหน้าจอ ฉันก็รู้เลยว่าคำถามต่อไปของลูกค้าจะมา

และก็มาจริง ๆ

“นี่มันเหมือน QE หรือเปล่า? รัฐบาลกำลังอัดเงินเข้าตลาดใช่ไหม?”

ฉันตอบว่า

“ยังค่ะ อย่าเพิ่งแจกเงินที่เขายังไม่ได้พิมพ์” 😅

คือ มันเป็นงี้ค่ะคุณ

QE หรือ Quantitative Easing ถ้าแปลเป็นภาษาคนธรรมดาที่สุด

เวลาธนาคารกลางอย่าง Fed เข้ามาซื้อสินทรัพย์และเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน

แต่ครั้งนี้คนซื้อคือ กระทรวงการคลังสหรัฐ

Treasury พิมพ์เงินเองไม่ได้

ดังนั้นเวลาซื้อหนี้เก่าคืน เขาก็ต้องหาเงินจากการกู้รูปแบบอื่น หรือปรับโครงสร้างการออกหนี้ส่วนอื่นมารองรับ

ฉันอธิบายลูกค้าแบบนี้ค่ะ

สมมติเรามีบัตรเครดิตอยู่สามใบ

วันหนึ่งเราปิดหนี้ใบที่ดอกแพง แล้วโยกหนี้บางส่วนไปอีกใบ

เปิดแอปมาแล้วสบายใจ

“เย้ ปิดไปหนึ่งใบแล้ว”

ใจเย็นค่ะคุณ

ยอดหนี้รวมยังนั่งกินกาแฟอยู่กับเราเหมือนเดิม 😂

นี่คือเหตุผลที่การ Buyback ครั้งนี้ไม่ได้แปลว่า

“อเมริกากำลังลดหนี้”

มันคือการ จัดโครงสร้างหนี้

สองเรื่องนี้หน้าตาคล้ายกัน แต่ความหมายคนละโลก

แต่สิ่งที่ฉันกับทีมสนใจที่สุด กลับไม่ใช่ว่าเขาซื้อคืนเท่าไหร่

เราเถียงกันเรื่องหนึ่ง

“ทำไมต้องทำตอนนี้?”

นี่ต่างหากที่น่าสนใจ

เพราะ Treasury เพิ่งเปิดเผยตารางการซื้อคืนก่อนหน้านี้ไม่นาน และไม่ได้ส่งสัญญาณชัดว่ากำลังจะเพิ่มขนาดแบบนี้

แถมยังมาประกาศก่อนการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 20 ปีที่ตลาดกำลังจับตา

ฉันเลยถามทีมว่า

“เขากลัวระดับดอกเบี้ย 5.34%…หรือจริง ๆ กลัวความเร็วที่มันกำลังวิ่งขึ้น?”

ฉันให้น้ำหนักกับอย่างหลังมากกว่า

ตลาดการเงินไม่ได้พังเพียงเพราะราคาของบางอย่างแพงหรือถูก

หลายครั้งมันพังเพราะ ทุกคนพยายามวิ่งออกจากประตูบานเดียวกันพร้อมกัน

ผลตอบแทนพันธบัตรสูง รัฐบาลอาจอยู่ได้

แต่ถ้าผลตอบแทนกระโดดแรง คนซื้อเริ่มหาย การประมูลเริ่มแย่ และความผันผวนพุ่ง

อันนี้คนดูแลตลาดเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วค่ะ

ดังนั้นฉันไม่ได้อ่านการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า

“รัฐบาลอเมริกาบอกว่า Yield สูงเกินไป”

ฉันอ่านว่า

“จะขึ้นก็ขึ้นค่ะ…แต่ช่วยขึ้นกันอย่างมีมารยาทหน่อย”

ตลาด Bond ก็เหมือนงานเลี้ยงผู้ดี

เมาได้

แต่อย่าตีกันหน้าบ้านเจ้าภาพ 😅
(นี่ฉันพยายามที่สุดแล้วให้คุณเห็นภาพ เห็นไหมคะ หรือไม่ดีขึ้นเลย บอกนะ จะได้คิดใหม่)

ยังไม่จบ ไปต่อค่ะ

ลูกค้าถามต่ออีกคำถามที่ดีมาก

“ถ้ากระทรวงการคลังไม่อยากเห็นดอกเบี้ยระยะยาวพุ่ง แล้ว Fed ยังจะขึ้นดอกเบี้ยได้อีกเหรอ?”

ได้ค่ะ

เพราะสองคนนี้ทำงานคนละอย่าง

Treasury ต้องดูว่ารัฐบาลจะกู้เงินอย่างไร และทำอย่างไรให้ตลาดพันธบัตรทำงานได้เป็นปกติ

ส่วน Fed ต้องดู เงินเฟ้อ การจ้างงาน และดอกเบี้ยนโยบาย

ง่าย ๆ คือ

Treasury ดูว่าบ้านจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายบิล

Fed ดูว่าทั้งบ้านใช้เงินกันจนของแพงเกินไปหรือยัง

และจากสิ่งที่ Fed ส่งสัญญาณออกมา เรื่องเงินเฟ้อยังไม่ใช่สิ่งที่เขาพร้อมจะวางมือแล้วเดินกลับบ้าน

ดังนั้นอย่าเพิ่งเห็น Treasury เข้ามาประคองตลาด แล้วสรุปว่า

“โอเค ต่อจากนี้ Fed ต้องใจดีแล้ว”

ไม่จำเป็นเลยค่ะ

Fed ไม่มี KPI ว่า พอร์ตของเราต้องเขียวทุกวันศุกร์

ถ้าเงินเฟ้อดื้อ เขาก็ยังมีสิทธิ์ทำสิ่งที่นักลงทุนไม่ชอบ

อีกคำที่อยากให้ทุกคนรู้จัก เพราะต่อไปจะได้ยินบ่อยขึ้นแน่ๆ คือ Term Premium

ชื่อเหมือนบทที่อาจารย์ออกสอบแล้วนักศึกษาพร้อมใจกันข้าม

แต่จริง ๆ ง่ายมาก

สมมติฉันขอยืมเงินคุณหนึ่งเดือน

คุณอาจบอก “เอาไป”

แต่ถ้าฉันบอก

“ขอยืม 30 ปีนะ ปี 2056 เจอกัน”

คราวนี้คงต้องมีการมองหน้ากันนิดหนึ่ง 😅

เพราะ 30 ปีข้างหน้า ใครจะรู้ว่าเงินเฟ้อเท่าไร ค่าเงินเป็นอย่างไร รัฐบาลเปลี่ยนกี่ชุด เศรษฐกิจผ่านวิกฤตกี่รอบ

ดังนั้นคุณย่อมพูดว่า

“ถ้าจะเอาเงินฉันไปนานขนาดนั้น ต้องจ่ายเพิ่มนะ”

ค่าตอบแทนเพิ่มที่นักลงทุนเรียกร้องจากการยอมถือพันธบัตรระยะยาวประมาณนี้แหละค่ะ
คือแนวคิดของ Term Premium

และนี่คือสิ่งที่ Buyback แก้ไม่ได้

รัฐบาลช่วยให้ตลาดลื่นขึ้นได้

ช่วยลดอาการตกใจได้

ช่วยซื้อเวลาได้

แต่ไม่สามารถประกาศว่า

“ตั้งแต่พรุ่งนี้ทุกคนกรุณาเลิกกังวลเรื่องหนี้อเมริกานะคะ ขอบคุณค่ะ”

ตลาดไม่ใช่กรุ๊ปไลน์หมู่บ้านค่ะ ปิดคอมเมนต์ไม่ได้ 😂

สุดท้ายลูกค้าก็ถามคำถามเดิมที่ทุกคนอยากรู้

“แล้วเงินเราทำยังไง?”

ฉันตอบไปว่า

“อย่าทำชีวิตให้ยากเพียงเพราะตลาดทำตัวซับซ้อนค่ะ”

ตอนนี้ฉันกับทีมยังชอบ ตราสารหนี้คุณภาพดี อายุสั้นถึงกลาง

เหตุผลง่ายมาก

ผลตอบแทนยังน่าสนใจ และเรารับดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องเอาเงินไปเดิมพันหนัก ๆ ว่าอัตราดอกเบี้ย 30 ปีจะไปทางไหน

นี่เป็นเรื่องที่ฉันพูดกับลูกค้าบ่อยมาก

เราไม่จำเป็นต้องมีความเห็นกับทุกอย่าง

นักลงทุนบางคนเปิด Bloomberg ตอนเช้าแล้วรู้สึกว่าตัวเองต้องทายให้ได้ทั้ง Fed ดอลลาร์ ทอง น้ำมัน Bond และ Nasdaq

เหนื่อยค่ะ

ตลาดไม่ได้แจกคะแนนเพิ่มเพราะเรามีความเห็นครบทุกวิชา

บางครั้งตลาดให้ของดีอยู่ตรงหน้าแล้ว

รับ Yield ดี ๆ รับดอกเบี้ย แล้วกลับบ้านไปกินข้าวก็ได้

ส่วนหุ้น ฉันยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นมุมมองลบค่ะคุณ

ถ้าผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวหยุดพุ่งแรง หุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย โดยเฉพาะ Technology และ AI ก็จะหายใจสะดวกขึ้น

แต่ฉันบอกลูกค้าว่า

อย่าซื้อหุ้นเพราะหวังว่ารัฐบาลจะคอยมารับเวลาตลาดตก

ฉันอยากถือหุ้นเพราะบริษัททำกำไร

เพราะเศรษฐกิจยังเดิน

เพราะบริษัทลงทุนใน AI จริง

และเพราะ Earnings หรือ กำไรของบริษัท ยังโต

ถ้าวันหนึ่งตลาดขึ้นเพราะพื้นฐานดี ฉันนอนหลับได้

แต่ถ้าตลาดขึ้นเพราะทุกคนเชื่อว่า

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐบาลช่วย”

อันนี้ฉันจะนอนตะแคง แล้วจิบไวน์ค่ะ 😅

ก่อนจบประชุม ลูกค้าคนแรกกลับมาถามฉันอีกที

“สรุปแล้ว รัฐบาลอเมริกากำลังช่วยตลาดพันธบัตรหรือเปล่า?”

ฉันตอบว่า

“เขาไม่ได้กำลังช่วยให้ทุกคนรวยค่ะ เขากำลังพยายามไม่ให้ตลาดเสียทรง”

สองอย่างนี้ต่างกันมาก

และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากฝากไว้จากตลาดสัปดาห์นี้

เวลาเห็นรัฐบาลหรือธนาคารกลางออกมาตรการอะไรบางอย่าง

อย่าเพิ่งรีบถามว่า

“ข่าวดีหรือข่าวร้าย?”

และอย่าเพิ่งกระโดดไปคำถามยอดนิยมว่า

“แล้วซื้ออะไร?”

ฉันอยากให้ถามก่อนว่า

“ก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น…จนเขาต้องออกมาทำอะไร?”

เพราะในตลาดการเงิน บางครั้งข่าวที่น่าสนใจที่สุด

ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลพูดออกมา

แต่คือ สิ่งที่รัฐบาลเริ่มกลัว…จนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

และสัปดาห์นี้ ฉันว่าตลาดเพิ่งได้ยินเสียงเก้าอี้ตัวนั้นขยับค่ะ

ออ นอ บอ
21.08.2026

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Annabel - Your Wealth Architectผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แนะนำ

แชร์