26/11/2025
#เจ้าหนี้ต้องระวัง #การทวงหนี้อาจละเมิดกฎหมายได้!!!
เมื่อมีการกู้ยืมเงินและถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว โดยเจ้าหนี้ได้มีการแจ้งเตือนให้ลูกหนี้ดำเนินการชำระหนี้แล้วนั้น หลายครั้งลูกหนี้เลือกที่จะเพิกเฉยไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ต้องทวงถามซ้ำ ๆ อยู่บ่อยครั้ง
อย่างไรก็ดีการทวงถามหนี้ที่มีความถี่ที่มากเกินไป หรือมีความเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจ้าหนี้มีความเสี่ยงตามกฎหมาย และอาจถูกปรับได้มากถึง 100,000 บาท
เพื่อลดความเสี่ยงการละเมิดกฎหมาย ขอนำเสนอข้อควรระวังในการทวงหนี้ว่าแบบใดทำแล้ว ผิดกฎหมาย!!
#ทวงหนี้วันละหลายครั้ง !! ตามพระราชบัญญัติการทวงหนี้นั้นกำหนดให้เจ้าหนี้สามารถทวงหนี้ได้เพียงวันละครั้งตามช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม โดยการทวงหนี้เกินวันละ 1 ครั้งเสี่ยงโทษปรับสูงสุด 100,000 บาท การที่เจ้าหนี้ทักข้อความหาลูกหนี้แล้วลูกหนี้เปิดอ่าน หรือโทรหาลูกหนี้แล้วทวงหนี้อย่างชัดเจนถือเป็นการทวงหนี้ 1 ครั้งแล้ว (กรณีที่ไม่นับเป็นการทวงหนี้ เช่น การส่งข้อความทางไลน์ แต่ลูกหนี้ไม่ได้เปิดอ่าน, โทรศัพท์ไปหา แต่ลูกหนี้ยังไม่รับโทรศัพท์, ลูกหนี้รับโทรศัพท์แล้ว แต่วางสายก่อนจะพูดคุยเรื่องโทรถามหนี้ เป็นต้น)
#ทวงหนี้ทั้งวันทุกวัน ก็อาจจะมีความเสี่ยงละเมิดต่อพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 เนื่องจากตามพระราชบัญญัตินี้กำหนดวันเวลาในการทวงหนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยเจ้าหนี้สามารถเรียกทวงถามหนี้ได้ในช่วงเวลา จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 20.00 น. และวันหยุดราชการ เวลา 08.00 – 18.00 น.
#ทวงหนี้แบบHardcore #พูดจาดูหมิ่น #ข่มขู่ #ใช้ความรุนแรง #ประจานลูกหนี้ ทวงแบบนี้เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการทวงหนี้ อีกทั้งเจ้าหนี้อาจถูกลูกหนี้ฟ้องหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หรือละเมิดได้ ทำไปไม่คุ้มเสีย !!
#แนวทางการป้องกันการเกิดหนี้เสียลดความเสี่ยงถูกเบี้ยวหนี้
เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับชำระหนี้คืนและความรวดเร็วในกระบวนการทวงหนี้หรือการดำเนินกระบวนการในชั้นศาล เจ้าหนี้อาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้ได้
1. #ทำสัญญาการกู้ยืม : การสร้างสัญญาการกู้ยืมเงินกันสร้างโอกาสในการชำระเงินจากลูกหนี้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 นั้นวางหลักให้การกู้ยืมเงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ยืมไว้ถึงจะสามารถฟ้องร้องให้ชำระเงินกันได้ แต่ไม่ว่ายืมกี่บาทการมีสัญญาก็ย่อมดีกว่า
2. #การให้กู้โดยมีหลักประกัน : เจ้าหนี้อาจให้ลูกหนี้ลูกหนี้นำทรัพย์สินของตนมาค้ำประกันการชำระหนี้ไว้ได้ เพื่อสร้างโอกาสในการชำระหนี้และลดหนี้เสียจากการไม่ชำระเงินคืนหรือชำระคืนไม่ครบ หรืออาจจะให้ลูกหนี้ผู้กู้หาคนค้ำประกันมาค้ำในการกู้ด้วยก็ได้
3. #การประเมินสถานะของผู้กู้ : เป็นอีกวิธีการก่อนการให้กู้ยืมที่มีประโยชน์มากสำหรับเจ้าหนี้ที่จะให้ลูกหนี้ยืมเงิน โดยการประเมินนี้จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ลดความเสี่ยงการเบี้ยวหนี้ได้มาก โดยอาจประเมินครอบคลุมไปถึง สถานะการจ้างงาน สถานะทางการเงิน สถานะภาพการสมรส ด้วยก็ได้
ทั้งนี้การทำธุรกิจให้กู้ยืมเงินต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด และอัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินตามกฎหมายกำหนดไว้
ที่มา : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ https://www.facebook.com/share/p/1A3re8jFzQ/