Aureus Legal and Business consultant

Aureus Legal and Business consultant “ All of your challenges is our priority “
ที่ปรึกษาทางกฎหมาย และธุรกิจ

31/12/2025

สรุปครบจบในภาพเดียว! "ผู้รับรองลายมือชื่อ" ในปี 2569 ต้องทำอะไรบ้าง?✍️

28/12/2025

🔊เตรียมความพร้อม การใช้แบบพิมพ์ศาล สำหรับระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS)

ใบแต่งทนายความ (รูปแบบใหม่)
📍 เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569

28/12/2025
08/12/2025
08/12/2025

การแถลงการณ์ที่ "แข็งแรงที่สุด" ตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมาของกระทรวงการต่างประเทศ!!!!

สรุปแถลงข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยกระทรวงการต่างประเทศ (8 ธ.ค. 68)

- นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า รมว.ต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้บรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนต่อทูตจาก 58 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ รวม 73 คน โดยเน้น 5 ประเด็นหลัก คือ

1. กัมพูชามีพฤติกรรมซ้ำเดิม ทั้งรุกราน-ยั่วยุไทยก่อน เช่น ลอบวางทุ่นระเบิด แต่ปฏิเสธข้อเท็จจริง
2. ไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน
3. สังคมไทยหมดความอดทนต่อการคุกคามซ้ำของกัมพูชา และไทยต้องปกป้องประชาชนตนเอง
4. ปฏิบัติการของไทยจะดำเนินต่อจนกว่ากัมพูชาจะเลือกเส้นทางสันติภาพที่แท้จริง
5. กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและ Joint Declaration ที่ลงนามร่วมกันในเดือนตุลาคม

โฆษกฯ ยังรายงาน 3 ประเด็นเพิ่มเติมดังนี้
1. เหตุปะทะตามแนวชายแดน
- รมว.ต่างประเทศชี้แจง Timeline ราว 14 เหตุการณ์ที่ยืนยันว่ากัมพูชาเริ่มยิงก่อน รวมถึงเหตุเมื่อ 7 ธ.ค. ที่ภูผาเหล็ก-พรานหิน 8 ก้อน ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย และเหตุปะทะเช้ามืดวันที่ 8 ธ.ค. หลายพื้นที่ มีทั้งการยิงอาวุธปืนและการเคลื่อนย้ายอาวุธยิงระยะไกลของกัมพูชา ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 8 นาย และมีรายงานว่ากัมพูชายิง BM-21 ใส่พลเรือนไทย ไทยได้ประท้วงต่อผู้สังเกตการณ์อาเซียนแล้ว
- รมว.ต่างประเทศย้ำว่าไทยจำเป็นต้องใช้การโจมตีทางอากาศเพราะภูมิประเทศเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด การตอบโต้ของไทยเป็นการ “ป้องกันตนเอง” ตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ อยู่บนหลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และจำกัดเป้าหมายเฉพาะทางทหาร พร้อมประณามการโจมตีของกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงหลายฉบับและคุกคามประชาชนไทย

2. ผลกระทบต่อประชาชน
- การโจมตีของกัมพูชาทำให้พลเรือนไทยในบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี รวมเกือบ 400,000 คน ต้องอพยพ โรงเรียนกว่า 600 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดน และโรงพยาบาลหลายแห่งต้องปิดชั่วคราว กระทบต่อสิทธิพื้นฐานและบริการสำคัญของประชาชน

3. การเผยแพร่ข้อมูลเท็จของกัมพูชา
- กัมพูชายังคงเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือนอย่างเป็นระบบ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากการลอบวางทุ่นระเบิดในดินแดนไทยที่ไทยเพิ่งรายงานต่อประชาคมโลก ตัวอย่างคือการใช้ภาพเก่ากล่าวหาไทย และการกล่าวหาว่าไทยเริ่มโจมตีก่อน ทั้งที่มีเอกสารตอบโต้เร็วผิดปกติ ไทยได้ดำเนินการทางการทูตเพิ่มเติม ได้แก่ เชิญทูตมาเลเซียและสหรัฐฯ ในฐานะสักขีพยาน Joint Declaration มีหนังสือประท้วงกัมพูชา ทำหนังสือเวียนถึงอาเซียน แจ้งเลขาธิการสหประชาชาติ และส่งหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคง รวม 5 ช่องทาง
- กระทรวงการต่างประเทศย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการ และให้สื่อมวลชนรายงานอย่างครบถ้วน โดยโฆษกฯ จะทยอยแถลงอัปเดตสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

***************************
#ความเห็นของแอดมิน
- แถลงการณ์ครั้งนี้ของไทยเป็นท่าทีที่แข็งที่สุดของกระทรวงการต่างประเทศ โดยระบุรายละเอียดชัดว่ากัมพูชามีพฤติกรรมรุกรานก่อน ยั่วยุ และปฏิเสธเป็นแบบแผนซ้ำ โดยไทยประกาศชัดว่าจำเป็นต้องใช้กำลัง เพื่อปกป้องอธิปไตย ซึ่งเป็นการวางฐานการใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ
- ไทยย้ำหลักความจำเป็น (necessity) และความได้สัดส่วน (proportionality) อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการใช้กำลังที่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การตอบโต้ทางทหารของไทยมีกรอบกฎหมายรองรับและลดแรงเสียดทานในเวทีนานาชาติ
- การที่ไทยระบุ Timeline เหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดที่ยืนยันว่ากัมพูชาเริ่มยิงก่อน คือ การระบุหลักฐานในทางข้อเท็จจริงเพื่อเสริมเหตุผลการใช้สิทธิในการป้องกันตนเองของไทยต่อประชาคมโลก
- การระบุว่ากัมพูชาละเมิด Joint Declaration เป็นการทำให้เห็นว่าฝ่ายไทยเป็นผู้รักษาสันติภาพ และกัมพูชาเป็นฝ่ายทำลายข้อตกลงระหว่างประเทศก่อน
- การรายงานผลกระทบต่อพลเรือนไทยจำนวนมาก รวมถึงโรงเรียนและโรงพยาบาลกว่า 600 แห่งที่ต้องปิด เป็นการอธิบายเหตุผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการเพื่อความมั่นคงทางด้านมนุษยธรรมที่เพิ่มความชอบธรรมให้การปฏิบัติการตอบโต้ของไทย
- การกล่าวหาว่ากัมพูชายิง BM-21 ใส่พลเรือนไทยถือเป็นการอธิบายว่า กัมพูชากระทำการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยตรง
- การเปิดโปงการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือนของกัมพูชาเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายกัมพูชา และป้องกันไม่ให้การดำเนินการของกัมพูชาครองพื้นที่สื่อ
- ไทยใช้ยุทธศาสตร์การนำเสนอประเด็นในเวทีนานาชาติ โดยขยายเรื่องเข้าสู่อาเซียน องค์การสหประชาชาติ และมหาอำนาจที่เป็นสักขีพยาน Joint Declaration เพื่อเพิ่มความชอบธรรมของไทยและสร้างแรงกดดันต่อกัมพูชา
- มีประเด็นด้วยว่า ไทยได้ทำหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ระบุไว้ใน ข้อ 51 ของกฎบัตร UN ว่า เมื่อรัฐใช้สิทธิป้องกันตนเอง จะต้องรายงานการกระทำที่ได้ทำไปต่อคณะมนตรีความมั่นคงทันที การที่ไทยดำเนินการดังกล่าว ถือว่าเป็นการทำตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างยิ่ง การรายงานต่อ UNSC ยังเป็นการแสดงว่าไทยเปิดเผย โปร่งใส และพร้อมรับการตรวจสอบ ซึ่งเสริมความชอบธรรมของไทย และทำให้ท่าทีของไทยมีฐานทางกฎหมายชัดเจน
- การจัดอธิบายทูต 73 คนพร้อมกันคือการทำการทูตเชิงรุกเพื่อสกัดข่าวเท็จ และลดผลกระทบจากรายงานของสื่อต่างประเทศที่คลาดเคลื่อนก่อนหน้านี้ เช่น CNN และอีกหลายสื่อที่เอาข้อมูลไปแชร์กันต่อ
- ในเรื่องของการชี้แจงและการสื่อสารและการทำหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ #แอดมินว่าตอนนี้เกือบสุดทางแล้วนะครับ เรื่องต่อไปคงเป็นหน้าที่ของทหาร และขอให้ส่งกำลังใจให้กับทั้งกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพครับ #ชื่นชมมากจากใจครับ

29/11/2025

คณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) เดินหน้าปราบปราม นอมินีทุนต่างชาติขนาดใหญ่ 🚫 💼 เร่งตรวจเข้ม 6 กลุ่มธุรกิจเสี่ยงทั่วประเทศ พบกลุ่มเสี่ยงแล้ว 449 ราย พร้อมขยายผลตรวจเชิงลึกทุนต่างชาติขนาดใหญ่รวม 763 รายในพื้นที่เสี่ยงสูง 🔎📊 ส่งต่อข้อมูลให้ ปปง. และ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย มุ่งสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม 🏛️⚖️ และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนที่ลงทุนอย่างถูกต้อง ✔️🌏

#กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
#กระทรวงพาณิชย์

ได้ครอบครอง แต่อาจไม่ใช่เจ้าของ กรรมสิทธิ์กับสิทธิครอบครองต่างกันอย่างไร !!บางครั้งสิ่งที่อยู่ในมือเรา…อาจไม่ใช่ “ของเรา...
28/11/2025

ได้ครอบครอง แต่อาจไม่ใช่เจ้าของ กรรมสิทธิ์กับสิทธิครอบครองต่างกันอย่างไร !!

บางครั้งสิ่งที่อยู่ในมือเรา…อาจไม่ใช่ “ของเรา” จริง ๆ เราอาจได้ใช้มัน ดูแลมัน แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืนเจ้าของตัวจริง ในทางกฎหมายมีสิ่งที่เรียกว่า “กรรมสิทธิ์” กับ ”สิทธิครอบครอง” อ่านถึงตรงนี้คงจะสงสัยแล้วว่ามันแตกต่างกันอย่างไร วันนี้Aureus จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเรื่อง กรรมสิทธิ์และสิทธิครองครอง

กรรมสิทธิ์ (Ownership) คือ ทรัพยสิทธิแสดงความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน บุคคลอาจมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ทุกชนิด ที่ต้องใช้คำว่า “อาจ” เพราะทรัพย์สินบางประเภทจะต้องมีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์
เช่น ที่ดิน เป็นต้น

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน มีสิทธิดังนี้
(1) สิทธิใช้สอย: ต้องไม่ใช้สิทธิทำให้เกิดความเดือดร้อน ความเสียหายแก่ผู้อื่น เช่น เครื่องเสียงของเรา เราก็มีสิทธิเปิดฟังเพลงที่เราชอบได้ แต่จะต้องไม่ดังเกินควรจนสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น
(2) สิทธิจำหน่าย: การจำหน่าย คือ การทำให้ทรัพย์สินนั้นพ้นไปเสียจากตน ซึ่งจะทำด้วยวิธีใดก็ได้
ไม่ว่าจะเป็นการขาย แลกเปลี่ยน สละกรรมสิทธิ์หรือทำลาย
(3) มีสิทธิได้ดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น: ตัวอย่างเช่น การเอาเงินให้กู้ ดอกเบี้ยย่อมเป็นของเจ้าของเงิน
(4) สิทธิติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้: เป็นสิทธิที่สำคัญของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนโดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาล
(5) สิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย: ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องละเมิด เช่น การต่อเติมหลังคารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น และการป้องกันขัดขวางของเจ้าของกรรมสิทธิ์จะต้องไม่ทำเกินกว่าเหตุ หากใช้กำลังเกินจำเป็นย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 449 และมาตรา 452

สิทธิครอบครอง (Possessory Right) คือ สิทธิที่จะยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อตน หมายความว่าเพียงเข้าครอบครองทรัพย์สินไว้ และมีเจตนายึดถือไว้เพื่อตน เช่น ผู้เช่าบ้าน หากเข้าอยู่ในบ้านก็คือมีการครอบครองบ้านนั้นแล้ว และการเช่าก็เป็นการแสดงว่าได้ยึดถือไว้เพื่อตนในการใช้สอยบ้านตามกำหนดระยะเวลาเช่า
หรือการครอบครองนั้น สามารถให้ผู้อื่นยึดถือไว้แทนได้

ตัวอย่างของการครอบครองโดยให้คนอื่นยึดถือไว้แทน เช่น A ลูกจ้างที่เก็บทุเรียนในสวนให้กับ B นายจ้าง กรณีนี้หน้าที่ของ A คือเก็บทุเรียนเพื่อมอบให้กับนายจ้างตามวัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างแรงงาน เป็นการที่ A ลูกจ้างยึดถือทรัพย์ (ทุเรียน) แทนนายจ้าง สิทธิครอบครองในทุเรียนยังคงเป็นของนายจ้าง

ในลักษณะของการใช้สิทธิของผู้มีสิทธครอบครองนั้นมีความคล้ายคลึงกับผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ กล่าวคือ ผู้ครอบครองมีสิทธิใช้สอย เรียกคืนการครอบครองจากผู้ไม่มีสิทธิ และโอนสิทธิครอบครองได้ สามารถอ้างยันสิทธิต่อบุคคลโดยทั่วไปได้ เว้นแต่อ้างยันต่อผู้มีกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิดีกว่า

ทั้งนี้สิทธิครอบครองย่อมสิ้นไปเมื่อผู้ครอบครองสละเจตนาครอบครอง หรือไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไป พูดง่าย ๆ คือไม่ตั้งใจจะถือทรัพย์สินนั้นไว้แล้วนั่นเอง

ตัวอย่างที่จะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจ “กรรมสิทธิ์” และ “สิทธิครอบครอง” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

โจรวิ่งราวสร้อย ทันทีที่โจรวิ่งราวสร้อยคอและได้สร้อยนั้นมาอยู่ในมือก็มีเจตนายึดถือเพื่อตนแล้วเพราะต้องการสร้อยนั้นไปใช้แสวงหาประโยชน์ต่อไป กฎหมายไม่ได้มองว่าการแสวงหาประโยชน์นั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ทันทีที่โจรได้สร้อยไปก็เกิดสิทธิครอบครองแก่โจรนั้นแล้ว
ทั้งนี้การยอมรับสิทธิครอบครองเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนว่าบุคคลมีสิทธิยึดถือทรัพย์สินที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การได้กรรมสิทธิ์อันเป็นสิทธิที่ดีกว่าสิทธิครอบครอง หากไม่ยอมรับสิทธิครอบครองให้มีขึ้น อาจทำให้เกิดความคลุมเครือ และการยอมรับสิทธิครอบครองไม่ใช่การยอมรับสิ่งที่ทำให้ตัวผู้ครอบครองสามารถใช้ทรัพย์สินได้อย่างไม่มีข้อจำกัด สิทธิครอบครองยังคงมีลำดับศักดิ์ประกันอยู่ ซึ่งต่ำกว่ากรรมสิทธิ์ แม้ว่าโจรจะได้ไปซึ่งสิทธิครอบครอง แต่กรรมสิทธิ์ในสร้อยยังคงเป็นของเจ้าของสร้อยคอเส้นนั้น เจ้าของสร้อยผู้ถูกแย่งการครอบครองยังมีสิทธิได้คืนการครอบครองจากการใช้สิทธิติดตามเอาคืนในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ และการได้สิทธิครอบครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจเป็นความผิดอาญา ซึ่งในกรณีนี้โจรจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 อันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

#ได้ครอบครองแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ #สิทธิครองครอง #กรรมสิทธิ์ #วิ่งราวทรัพย์ #สิทธิของผู้ครอบครอง #กฎหมาย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:
หนังสือคำอธิบายกฎหมายลักษณะทรัพย์ โดย ศาตราจารย์บัญญัติ สุชีวะ
เอกสารประกอบการบรรยายวิชากฎหมายลักษณะทรัพย์สิน
โดย รองศาตราจารย์ ดร. สุรศักดิ์ บุญเรือง

ธารน้ำใจธรรมศาสตร์ สู่พี่น้องผู้ประสบภัยภาคใต้ 💛❤️มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญชวนทุกคนร่วมบริจาคทุนทรัพย์ ข้าวสาร อาหารแ...
26/11/2025

ธารน้ำใจธรรมศาสตร์ สู่พี่น้องผู้ประสบภัยภาคใต้ 💛❤️
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญชวนทุกคนร่วมบริจาคทุนทรัพย์ ข้าวสาร อาหารแห้ง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
📌 ร่วมบริจาคทุนทรัพย์
ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 985-228-3316
ชื่อบัญชี: หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
🗓️ ภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568
📌 บริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง
• ท่าพระจันทร์ – หอสมุดปรีดี พนมยงค์
• ศูนย์รังสิต – งานกิจกรรมนักศึกษาและกีฬา ชั้น 1 อาคารกิจกรรม B และใต้ตึกสำนักงานอธิการบดี
🗓️ ภายในวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2568

#น้ำท่วมภาคใต้ #น้ำท่วมหาดใหญ่

26/11/2025

#เจ้าหนี้ต้องระวัง #การทวงหนี้อาจละเมิดกฎหมายได้!!!

เมื่อมีการกู้ยืมเงินและถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว โดยเจ้าหนี้ได้มีการแจ้งเตือนให้ลูกหนี้ดำเนินการชำระหนี้แล้วนั้น หลายครั้งลูกหนี้เลือกที่จะเพิกเฉยไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ต้องทวงถามซ้ำ ๆ อยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ดีการทวงถามหนี้ที่มีความถี่ที่มากเกินไป หรือมีความเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจ้าหนี้มีความเสี่ยงตามกฎหมาย และอาจถูกปรับได้มากถึง 100,000 บาท

เพื่อลดความเสี่ยงการละเมิดกฎหมาย ขอนำเสนอข้อควรระวังในการทวงหนี้ว่าแบบใดทำแล้ว ผิดกฎหมาย!!

#ทวงหนี้วันละหลายครั้ง !! ตามพระราชบัญญัติการทวงหนี้นั้นกำหนดให้เจ้าหนี้สามารถทวงหนี้ได้เพียงวันละครั้งตามช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม โดยการทวงหนี้เกินวันละ 1 ครั้งเสี่ยงโทษปรับสูงสุด 100,000 บาท การที่เจ้าหนี้ทักข้อความหาลูกหนี้แล้วลูกหนี้เปิดอ่าน หรือโทรหาลูกหนี้แล้วทวงหนี้อย่างชัดเจนถือเป็นการทวงหนี้ 1 ครั้งแล้ว (กรณีที่ไม่นับเป็นการทวงหนี้ เช่น การส่งข้อความทางไลน์ แต่ลูกหนี้ไม่ได้เปิดอ่าน, โทรศัพท์ไปหา แต่ลูกหนี้ยังไม่รับโทรศัพท์, ลูกหนี้รับโทรศัพท์แล้ว แต่วางสายก่อนจะพูดคุยเรื่องโทรถามหนี้ เป็นต้น)

#ทวงหนี้ทั้งวันทุกวัน ก็อาจจะมีความเสี่ยงละเมิดต่อพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 เนื่องจากตามพระราชบัญญัตินี้กำหนดวันเวลาในการทวงหนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยเจ้าหนี้สามารถเรียกทวงถามหนี้ได้ในช่วงเวลา จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 20.00 น. และวันหยุดราชการ เวลา 08.00 – 18.00 น.

#ทวงหนี้แบบHardcore #พูดจาดูหมิ่น #ข่มขู่ #ใช้ความรุนแรง #ประจานลูกหนี้ ทวงแบบนี้เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการทวงหนี้ อีกทั้งเจ้าหนี้อาจถูกลูกหนี้ฟ้องหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หรือละเมิดได้ ทำไปไม่คุ้มเสีย !!

#แนวทางการป้องกันการเกิดหนี้เสียลดความเสี่ยงถูกเบี้ยวหนี้
เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับชำระหนี้คืนและความรวดเร็วในกระบวนการทวงหนี้หรือการดำเนินกระบวนการในชั้นศาล เจ้าหนี้อาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้ได้

1. #ทำสัญญาการกู้ยืม : การสร้างสัญญาการกู้ยืมเงินกันสร้างโอกาสในการชำระเงินจากลูกหนี้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 นั้นวางหลักให้การกู้ยืมเงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ยืมไว้ถึงจะสามารถฟ้องร้องให้ชำระเงินกันได้ แต่ไม่ว่ายืมกี่บาทการมีสัญญาก็ย่อมดีกว่า

2. #การให้กู้โดยมีหลักประกัน : เจ้าหนี้อาจให้ลูกหนี้ลูกหนี้นำทรัพย์สินของตนมาค้ำประกันการชำระหนี้ไว้ได้ เพื่อสร้างโอกาสในการชำระหนี้และลดหนี้เสียจากการไม่ชำระเงินคืนหรือชำระคืนไม่ครบ หรืออาจจะให้ลูกหนี้ผู้กู้หาคนค้ำประกันมาค้ำในการกู้ด้วยก็ได้

3. #การประเมินสถานะของผู้กู้ : เป็นอีกวิธีการก่อนการให้กู้ยืมที่มีประโยชน์มากสำหรับเจ้าหนี้ที่จะให้ลูกหนี้ยืมเงิน โดยการประเมินนี้จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ลดความเสี่ยงการเบี้ยวหนี้ได้มาก โดยอาจประเมินครอบคลุมไปถึง สถานะการจ้างงาน สถานะทางการเงิน สถานะภาพการสมรส ด้วยก็ได้

ทั้งนี้การทำธุรกิจให้กู้ยืมเงินต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด และอัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินตามกฎหมายกำหนดไว้

ที่มา : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ https://www.facebook.com/share/p/1A3re8jFzQ/

ที่อยู่

Bangkok Thailand
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Aureus Legal and Business consultantผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์