WealthGuru คุณ สมพจน์ พัดสุวรรณ IP/CISA CEO บริษัท หลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน BMK Wealth ผู้ก่อตั้งเพจ WealthGuru
(1)

Wealth Guru เป็นกลุ่มคนที่ต้องการสร้างพื้นที่ในการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวและความรู้ รวมถึงให้คำปรึกษาและสัมมนาด้านการวางแผนการเงิน ครอบคลุมทั้งการวางแผนการออม การวางแผนการลงทุน การวางแผนประกัน การวางแผนภาษี และการวางแผนเกษียณ ด้วยประสบการณ์และความรู้การวางแผนการเงินอย่างถูกต้องตามหลักการของ Certified Financial Planner (CFP) ที่ได้รับการรับรองจากประเทศอเมริกาและสมาคมนักวางแผนการเงินไทยเพื่อการใช้ชีวิตที่มั่นคงและมั่งคั่งในอนาคตตาม Lifestyle ของคุณ

BMK Openhouse ผมเชฺิญ คุณชยธร ทันนิเทศ, IP / CFP®และ คุณพิสิฐเกียรติ พุทธิรนสมบัติ (เนท), AFPT™, IPมาแชร์เส้นทางการทำงาน...
28/05/2026

BMK Openhouse ผมเชฺิญ คุณชยธร ทันนิเทศ, IP / CFP®
และ คุณพิสิฐเกียรติ พุทธิรนสมบัติ (เนท), AFPT™, IP
มาแชร์เส้นทางการทำงานของทั้ง 2 ท่าน
ตอนนี้ยังมีที่เหลืออยู่บ้างแต่ใกล้แล้วใครสนใจลงทะเบียนเลย

BMK Wealth Investment Advisory Openhouse

คุณจะได้พบกับเรื่องราวของ 2 เส้นทางที่แตกต่าง

แต่จุดหมายเดียวกัน — Real Private Wealth

คุณชยธร ทันนิเทศ, IP / CFP®
จากอดีต IT Service Manager
ตัดสินใจเปลี่ยนสายอาชีพเข้าสู่ธุรกิจการเงิน
เริ่มต้นจากตัวแทนประกันชีวิตในสังกัดไทยประกันชีวิต

ก่อนจะพัฒนาองค์ความรู้ด้าน Portfolio และ Investment Advisory
ก้าวสู่บทบาท Private Wealth Advisor
ที่บริหารพอร์ตลูกค้าแบบองค์รวมและเชิงกลยุทธ์

และ

คุณพิสิฐเกียรติ พุทธิรนสมบัติ (เนท), AFPT™, IP
อดีตรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้แนะนำการลงทุนและวางแผนการเงินในระบบธนาคาร

เลือกออกจากเส้นทาง Corporate Career
เพื่อก้าวสู่การเป็น Independent Private Wealth Advisor
ที่บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าในรูปแบบ Based Advisory

สองเส้นทาง
สองจุดเริ่มต้น
แต่บทสรุปเดียวกันคือ

การยกระดับจาก “ผู้ขายผลิตภัณฑ์”
สู่ “ผู้ออกแบบความมั่งคั่งการลงทุนระยะยาว”

ถ้าคุณกำลังตั้งคำถามกับเส้นทางอาชีพของตัวเอง
งานนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่คุณกำลังมองหา

👤 งานนี้ออกแบบมาเพื่อใคร?

Financial Advisors: ที่มีใบอนุญาต IP และเน้นงานด้าน Portfolio Advisory

CFP® Professionals: ผู้ที่กำลังสอบหรือมีคุณวุฒิ และอยากเติบโตในสาย Private Banker / Wealth Advisor

Top Agents: ตัวแทนประกันกลุ่ม MDRT ที่มีใบอนุญาต IC Complex

🗓 วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569
🕐 เวลา 13:00 - 16:00 น.
โรงแรม Voco Bangkok Surawong
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี!! (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)
https://forms.gle/a73k3iCmgKkRaKe29

📞 สอบถามเพิ่มเติม: 063-202-4456 (คุณเอ๋)
#ที่ปรึกษาการเงิน

28/05/2026

เปิดลงทะเบียนแล้ว Retirement Planning: Practical & Real-Life Alumni (สอนรอบพิเศษ) รายละเอียดที่ comment

Retirement Planning: Practical & Real-Life  Alumni (สอนรอบพิเศษ)เรื่อง "Excel Tool ตัวใหม่และทบทวน concept"วันศุกร์ที่ 5...
28/05/2026

Retirement Planning: Practical & Real-Life Alumni (สอนรอบพิเศษ)
เรื่อง "Excel Tool ตัวใหม่และทบทวน concept"
วันศุกร์ที่ 5 June@21:00 ใครพลาดดู VDO

file จะมี 4 file
เป็น excel tool แบบ 1 ตระกร้า / 3 ตระกร้า / โจทย์ และ คู่มือการใช้งาน
ใคร download ไปแล้วช่วย download ใหม่เพราะ ปรับ version

สนใจลงทะเบียนตาม link
https://forms.gle/aERiv3BW6kiyZGdy9

หมดเขตลงทะเบียน วันอังคารที่ 2 June @ 18:00

28/05/2026

วันเสาร์นี้ จะสอนลูกกับหลานเรื่องการลงทุน จะหยิบบ้างส่วนของ portfolio management มาสอน แต่ก่อนสอนเรื่องลงทุน สอนวางแผนเกษียณก่อน

27/05/2026

มีคน 2 กลุ่มกำลังเถียงกันเรื่อง “AI เป็นฟองสบู่หรือไม่“ ไม่มีใครเรื่องราวจะจบอย่างไร แต่เรามาย้อนดู Tail Risk ของ หุ้น Semiconductor กัน มาดูความเจ็บปวดจากอดีตกัน อ่านที่comment

"AI อาจชนะโลก... แต่คุณอาจยังขาดทุนหนักได้"ตอนนี้ในตลาดมี 2 กลุ่มที่กำลังเถียงกันเรื่อง "ฟองสบู่ AI"กลุ่มหนึ่งโยงภาพไปเท...
27/05/2026

"AI อาจชนะโลก... แต่คุณอาจยังขาดทุนหนักได้"

ตอนนี้ในตลาดมี 2 กลุ่มที่กำลังเถียงกันเรื่อง "ฟองสบู่ AI"
กลุ่มหนึ่งโยงภาพไปเทียบกับยุค Internet Revolution ที่บริษัทอย่าง Cisco เติบโตสุดขีด ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในวิกฤต Dot-com ปี 2000
ในขณะที่อีกกลุ่มก็เถียงหัวชนฝาว่า "รอบนี้ไม่เหมือนกัน" เพราะมีรายได้จริงมารองรับ

ในฐานะ Portfolio Manager สิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารเงิน...
ไม่ใช่การพยายาม “ทำนายว่าฟองสบู่จะแตกไหม”
แต่คือการ “ยอมรับว่าเราไม่มีทางรู้จุดจบของ Narrative ใหญ่ได้ล่วงหน้า”
ความจริงที่โหดร้ายของตลาดหุ้นคือ “เทคโนโลยีไปต่อ” ไม่ได้แปลว่า “ราคาจะไม่พัง”

ตัวอย่างในอดีตมีให้เห็นชัดเจน: ไม่ว่าจะเป็น Cisco, Intel หรือแม้แต่ Zoom ธุรกิจเหล่านี้เปลี่ยนโลกได้จริง แต่ถ้านักลงทุนเข้าซื้อผิดจังหวะ ก็ยังคงขาดทุนหนักได้อยู่ดี

1) สถิติบอกอะไรเรา? (เมื่อหุ้นร้อนแรงที่สุด เคยเจ็บหนักแค่ไหน?)

หากเราย้อนดูข้อมูล 25 ปีของหุ้น AI Semiconductor ระดับท็อปอย่าง NVDA และ MU ที่ผ่านทั้งวิกฤตดอทคอมปี 2000 และวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 เราจะพบความจริงของสิ่งที่เรียกว่า "Tail Risk" (ความเสี่ยงปลายหาง)

>>Max Drawdown (ร่วงจากจุดสูงสุดถึงต่ำสุด):
• MU เคยติดลบหนักถึง -98% (พ.ย. 2008)
แต่ถ้าวัดที่ P50 เจ็บปกติอยู่ที่ -13%
แต่ถ้าวัดที่ P75 เจ็บมากอยู่ที่ -33%

• NVDA เคยติดลบถึง -90% (ต.ค. 2002)
แต่ถ้าวัดที่ P50 เจ็บปกติอยู่ที่ -24%
แต่ถ้าวัดที่ P75 เจ็บมากอยู่ที่ -40%

แล้วจมอยู่ใต้น้ำนานแค่ไหน? ใครซื้อ MU ที่พีคปี 2000 ต้องรอ 21 ปี กว่าจะเท่าทุน ส่วน NVDA จมต่อเนื่อง 8.5 ปี หลังดอทคอม

รู้หรือไม่: NVDA เคยลงหนัก -90% ในยุคดอทคอม ซึ่งเป็นสเกลเดียวกับที่ Cisco ร่วงตอนฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตก!

>> ความเสี่ยงที่โมเดลปกติ "มองไม่เห็น"
หากเราวัดค่า CVaR 99% (ขาดทุนเฉลี่ยในวันที่เลวร้ายสุด 1%) ของ NVDA:
• โมเดลปกติ (Parametric) จะบอกว่าความเสี่ยงอยู่ที่ 9.8%
• แต่สถิติที่เคยเกิดขึ้นจริง (Historical) คือ 14.0%
• และถ้าใช้โมเดลที่ปรับหางความเสี่ยงแบบจัดเต็ม (Cornish-Fisher) ตัวเลขจะพุ่งไปถึง 29.6%!

สรุปคือ: โมเดลวัดความเสี่ยงปกติ มักจะประเมินตลาดต่ำเกินไปเสมอ หุ้นกลุ่มนี้มี "หางอ้วน" (Fat Tail) ที่เวลาบทจะลง ก็ลงแรงกว่าที่ทฤษฎีคาดไว้มาก

============================================================
Tail Risk จะเริ่มสะสมตัวหนักที่สุด เมื่อเกิด... "The Illusion of Certainty" (ภาพลวงตาของความแน่นอน)

ช่วงท้ายของ Cycle คนจะเริ่มมีพฤติกรรมและเชื่อว่า:

"ครั้งนี้ต่างออกไป"

>>Growth is guaranteed (การเติบโตคือของตาย)
>>Drawdown จะ Recover เสมอ (ลงเดี๋ยวก็เด้ง)
>>Valuation ไม่สำคัญ (แพงแค่ไหนก็ซื้อได้)
>>Secular trend ป้องกัน Downside ได้ (เทรนด์โลกช่วยปกป้องขาลง)
>>ประวัติศาสตร์เตือนเราเสมอว่า... นี่คือช่วงเวลาที่ Tail Risk สูงที่สุด

การเกิด Tail Risk ไม่ได้แปลว่า “AI จะตาย” แต่มันอาจถูกทริกเกอร์จากปัจจัยอื่น เช่น Capex disappointment (ลงทุนไปแล้วผลตอบแทนไม่เข้าเป้า), Liquidity shock, Earnings miss, หรือปัญหา Macro economics

============================================================
วิธีรอดในแบบฉบับ Portfolio Management
เมื่อเราไม่รู้ว่า Narrative จะจบเมื่อไร เราจึงต้อง "ออกแบบพอร์ตให้รอดทั้งสองทาง"
แทนที่จะ All-in สุดตัว หรือ กลัวจนไม่ลงทุนเลย เราควรใช้กลยุทธ์:

1) Position Sizing: จำกัดสัดส่วน (Concentration) ไม่ให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่ในธีมเดียวมากเกินไป

2) Regime Overlay: มีเกณฑ์ในการลด Exposure เมื่อความผันผวน (Volatility) หรือ Tail Risk เริ่มพุ่งสูงขึ้น

3) Hedge / Defensive / Cash: มีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Options), มีสินทรัพย์เชิงรับ หรือถือเงินสดสำรองไว้บ้าง

4) Rebalancing: มีวินัยในการทยอยขายทำกำไร (Trim) เมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นแรงแบบ Parabolic
นี่คือวิธีการรับมือที่ "เป็น Systematic" กว่าการมานั่งทำนายจุดแตกของฟองสบู่ หรือปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามความ FOMO

เพราะสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ในตลาดตอนนี้...
ไม่ใช่ "AI" แต่คือ "พฤติกรรมของนักลงทุน ภายใต้ภาพลวงตาของความแน่นอน" (Investor behavior under certainty illusion) ต่างหาก

Excel Tool เพิ่มค่าใช้แบบ ก้อนเดียว เช่นการซื้อรถและที่สำคัญ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ที่ปรับเปลี่ยนตัวเลขไม่นิ่งผมกำหนดคร่า...
27/05/2026

Excel Tool เพิ่มค่าใช้แบบ ก้อนเดียว เช่นการซื้อรถ
และที่สำคัญ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ที่ปรับเปลี่ยนตัวเลขไม่นิ่ง
ผมกำหนดคร่าวๆ ว่าจะสอนประมาณวันที่ 4 หรือ 5 ตอน 21:00
ใช้เวลา 1 ชั่วโมง สำหรับคนที่เรียน Retirement Class
เดี๋ยวจะเปิดให้ลงทะเบียน ส่วนคนที่เข้าเรียนไม่ได้ ก็ไปดู VDO เหมือนเดิม

ผมเลยพัฒนาเครื่องมือ Excel ที่รวมทุกมิติของการวางแผนเกษียณไว้ในที่เดียว

1) ช่วงก่อนเกษียณ — เตรียมตัว

>กรอกอายุ + ค่าใช้จ่ายวันนี้ ระบบทบเงินเฟ้อให้ถึงวันเกษียณอัตโนมัติ
> คำนวณ "ต้องลงทุนเพิ่มปีละเท่าไร" ถึงจะพอ (Sinking Fund คิดดอกเบี้ยทบ)
> รวมแหล่งเงินก้อนเกษียณครบ: พอร์ตปัจจุบัน + เงินชดเชยตามกฎหมาย + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

2) พอร์ตการลงทุนปัจจุบัน

กรอกได้ถึง 10 พอร์ต พร้อมผลตอบแทนแต่ละตัว
คำนวณสัดส่วน + ผลตอบแทนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักให้เห็นภาพรวม

3) โครงสร้างพอร์ต 2 ชั้น (Floor + Growth)

ชั้นล่าง = รายได้การันตี (บำนาญ/ประกันสังคม) + Income Portfolio คุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็น

ชั้นบน = กลยุทธ์ 3 ตะกร้า (Bucket) เพื่อเติบโตสู้เงินเฟ้อ

ใช้ Coverage Ratio ตั้งเป้าว่าอยากให้รายได้มั่นคงคุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็นกี่ % → ลด Sequence Risk

4) ช่วงหลังเกษียณ — ถอนใช้ 30 ปี

จำลองการถอนเงินแบบ 3 ตะกร้า (สั้น/กลาง/ยาว) เงินที่ยังไม่ใช้เติบโตต่อ
Dynamic Withdrawal — ปีไหนตลาดติดลบ ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นอัตโนมัติ
ใส่ผลตอบแทนจริงรายปีได้ ดูว่าพอร์ตจะอยู่รอดไหม

5) ค่าใช้จ่ายพิเศษที่ชีวิตจริงต้องเจอ

ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare) — กรอกเบี้ยจริงแต่ละปีเองได้ หรือให้ระบบคำนวณขั้นบันได
ค่าใช้จ่ายก้อนเดียว เช่น ซื้อรถตอนอายุ 65 (ปรับเงินเฟ้อให้)

6) จำลองสถานการณ์ (What-if)

Sim by Time — เห็นมูลค่าพอร์ตเป็นกราฟภูเขาตลอดชีวิต (โตแล้วค่อยๆ ลด)

ลองปรับผลตอบแทน/ยอดออม ดูว่าเงินจะหมดเมื่อไร โดยไม่กระทบแผนหลัก ทดสอบ Sequence-of-Return Risk

ถึงผู้เรียน Retirement Class ผม update Excel tool เพิ่มเดี๋ยวจะนัดวันสอนอีกทีผ่าน zoom ตอนนี้ได้ upload ใน google classr...
26/05/2026

ถึงผู้เรียน Retirement Class ผม update Excel tool เพิ่ม
เดี๋ยวจะนัดวันสอนอีกทีผ่าน zoom ตอนนี้ได้ upload ใน google classroom แล้ว

ผมเลยต่อยอดเพิ่มชีต "ก่อนเกษียณ" เข้าไป ให้คำนวณย้อนกลับจากเป้าหมาย โดยลูกค้าแค่กรอกข้อมูลวันนี้:

1) อายุปัจจุบัน + อายุเกษียณ → ระบบหาจำนวนปีที่เหลือ
2) ค่าใช้จ่ายจำเป็น/ไม่จำเป็น "วันนี้" → ทบเงินเฟ้อไปเป็นค่า ณ วันเกษียณอัตโนมัติ
3) เงินก้อนปัจจุบัน → โตด้วยผลตอบแทนไปถึงวันเกษียณ
4) Target Mandatory Coverage (%) กำหนด Coverage Ratio ของกระแสเงินสดต่อ Mandatory

== 1) ทำไมต้องมี Income Portfolio? ==

(ไม่ใช้ 3 ตะกร้าอย่างเดียวเลยไม่ได้เหรอ?)
เพราะค่าใช้จ่ายของเราไม่ได้สำคัญเท่ากันหมด:

>> ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Mandatory)
ค่ากิน ค่ายา ค่าน้ำค่าไฟ ส่วนนี้ "พลาดไม่ได้" ต้องมีทุกเดือนไม่ว่าตลาดจะเป็นยังไง

>> ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น (Discretionary)
ท่องเที่ยว ของฟุ่มเฟือย ส่วนนี้ "ยืดหยุ่นได้" ปีไหนตลาดไม่ดีก็ลดได้

ถ้าเอาเงินก้อนเดียวไปลงทุนในตลาดทั้งหมด แล้วบังเอิญ
ตลาดร่วงแรงช่วงต้นเกษียณ (Sequence of Return Risk)
เราจะถูกบังคับให้ "ขายของตอนราคาถูก"
เพื่อเอามาจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็น
มันจะทำให้พอร์ตจะฟื้นยากมาก และอาจเงินหมดก่อนกำหนด

Income Portfolio จึงทำหน้าที่เป็น "ชั้นล่างที่มั่นคง"
สร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอจาก yield (เช่น เงินปันผล/ดอกเบี้ย)
มาคุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็น โดย ไม่ต้องขายต้นทุน
ทำให้ต่อให้ตลาดผันผวนแค่ไหน "ของจำเป็น" ก็ไม่สะเทือน

=== 2) แล้ว 3 ตะกร้า + Income Port ผสมกัน ดีอย่างไร? ===

นี่คือโครงสร้าง "พอร์ต 2 ชั้น" ที่แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกันแต่เสริมกัน:

>> ชั้นล่าง — Income Port (มั่นคง)

คุ้มค่าใช้จ่ายจำเป็นด้วยรายได้การันตี (บำนาญ + ประกันสังคม)
บวกกับรายได้จาก Income Portfolio → เป็น "พื้น" ที่ทำให้นอนหลับสบาย

>> ชั้นบน — 3 ตะกร้า (เติบโต)

ส่วนที่เหลือลงทุนแบบ Bucket Strategy เพื่อสู้เงินเฟ้อระยะยาว
และรองรับค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้ โดยแบ่งเป็นตะกร้าสั้น-กลาง-ยาว
เพื่อให้เงินส่วนที่ยังไม่ใช้มีเวลาเติบโต

จุดที่ทรงพลังคือตัวชี้วัด "Coverage Ratio" = รายได้การันตี ÷ ค่าใช้จ่ายจำเป็น
ยิ่ง Coverage สูง = ค่าใช้จ่ายจำเป็นถูกล็อกด้วยรายได้มั่นคงมากเท่าไร
>> ยิ่งกล้าให้ส่วน "เติบโต" ทำงานเต็มที่ เพราะต่อให้ตลาดร่วง เราก็ไม่ถูกบังคับขาย
>> ลด Sequence Risk ได้จริง

พูดง่ายๆ: Income Port ทำให้เรา "ใจเย็นพอ" ที่จะปล่อยให้ 3 ตะกร้าเติบโต
สองกลยุทธ์นี้จึงไม่ใช่ทางเลือกแทนกัน

===== โดยสรุป =====

ผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้:

1) ตั้งเป้า Coverage ที่ต้องการ → ระบบบอกเลยว่าต้องมี Income Port เท่าไร
และต้องลงทุนเพิ่มปีละเท่าไร (แยกส่วนเติมพอร์ตหลัก + สร้าง Income Port)

2) ปรับลดยอดออมเองได้ ถ้าทำไม่ไหวตามเป้า ระบบเตือนทันทีว่าเงินจะพอหรือไม่
ทั้งหมดเชื่อมกับโมเดล 3 ตะกร้าเดิมอัตโนมัติ กรอกที่เดียว คำนวณทั้งระบบ

ตอนแรกจะมาปล่อยใน page นี้ เผื่อมีคนสนใจแต่ตอนนี้เต็มแล้ว
26/05/2026

ตอนแรกจะมาปล่อยใน page นี้ เผื่อมีคนสนใจ
แต่ตอนนี้เต็มแล้ว

25/05/2026

VDO Portfolio Management Class ตัดต่อและ upload ขึ้น google classroom แล้ว พร้อมการบ้าน 8 บท มีprompt engineer ในการบ้านด้วย เจอกันอีกวันที่ 13 June @9:00-12:00

ในที่สุด Webull ก็มีฟีเจอร์แยกพอร์ต — ผมเตรียมสร้างไว้รอเลย 2 พอร์ตรอมานานนนน ในที่สุด Webull ก็เปิดฟีเจอร์ Multiple Por...
25/05/2026

ในที่สุด Webull ก็มีฟีเจอร์แยกพอร์ต — ผมเตรียมสร้างไว้รอเลย 2 พอร์ต
รอมานานนนน ในที่สุด Webull ก็เปิดฟีเจอร์ Multiple Portfolio แล้วครับ

พอเห็นปุ๊บ ผมรีบเข้าไปสร้างพอร์ตที่วางแผนไว้ในหัวมานานทันที 2 พอร์ต:
Retirement — พอร์ตเกษียณ เน้นลงทุนยาว เลือกสินทรัพย์ที่โตช้าแต่มั่นคง ไม่ต้องมาดูทุกวัน

Global Education — พอร์ตเก็บเงินส่งลูกเรียนต่างประเทศ มี timeline ชัดเจนว่าต้องใช้เงินปีไหน วางแผนสินทรัพย์ตาม horizon นั้น

ก่อนหน้านี้เงินทุกก้อนรวมอยู่ในพอร์ตเดียวกันหมด พอตลาดผันผวน เห็นตัวเลขแดงทั้งจอ — มันแยกไม่ออกครับว่าส่วนไหนคือเงินเกษียณที่ยังมีเวลาอีก 20 ปี ส่วนไหนคือเงินลูกที่อีก 5 ปีต้องใช้ ทำให้ตัดสินใจพลาดบ่อย บางทีรีบขายของที่ไม่ควรขาย

พอแยกพอร์ตได้แบบนี้ มันเปลี่ยนวิธีคิดเลยครับ:

เป้าหมายต่างกัน → กลยุทธ์ต่างกัน → ผลลัพธ์วัดแยกกันได้
พอร์ตเกษียณติดลบช่วงสั้นๆ ไม่กระทบการตัดสินใจของพอร์ตลูก

เห็นชัดว่าแต่ละเป้าหมายเดินมาถึงไหนแล้ว เหลืออีกเท่าไหร่ถึงเป้า
เรื่องเล็กๆ ที่ชอบมาก คือ 1 บัญชีสร้างได้สูงสุด 10 พอร์ต ไม่ต้อง log in สลับไปมาให้ปวดหัว

สำหรับคนที่ลงทุนจริงจัง มีหลายเป้าหมายในชีวิต ลองดูนะครับ ฟีเจอร์นี้ตอบโจทย์มาก สามารถเปิดบัญชีที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ https://www.webull.co.th/k/KOL_WealthGURU

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

โพสต์นี้ได้รับการสนับสนุนโดย บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
#ฟีเจอร์แยกพอร์ต #ลงทุนอย่างโปรที่Webull

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

089-891-3494

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ WealthGuruผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์