Top Business ที่ปรึกษาธุรกิจ พัฒนาแฟรนไชส์ กลยุทธ์การตลาด

Top Business ที่ปรึกษาธุรกิจ พัฒนาแฟรนไชส์ กลยุทธ์การตลาด ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Top Business ที่ปรึกษาธุรกิจ พัฒนาแฟรนไชส์ กลยุทธ์การตลาด, ที่ปรึกษาทางธุรกิจ, 41 รามคำแหง 36/1(ศรีสุโขทัย) หัวหมาก บางกะปิ, Bangkok.

ที่ปรึกษาพัฒนาระบบแฟรนไชส์
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายสาขาอย่างมั่นคง

วางระบบแฟรนไชส์ครบวงจร พร้อมกลยุทธ์การตลาดรองรับการเติบโต
ปรึกษาได้ที่ Line: Tel : 094-925-6991

"ถ้าคุณฝันอยากมี 100 สาขา ให้งานนี้เป็นจุดเริ่มต้น"CFE – Chain Store & Franchise Executive รุ่นที่ 17หลักสูตรสำหรับเจ้าข...
21/05/2026

"ถ้าคุณฝันอยากมี 100 สาขา ให้งานนี้เป็นจุดเริ่มต้น"

CFE – Chain Store & Franchise Executive รุ่นที่ 17
หลักสูตรสำหรับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร
ที่ต้องการเติบโตอย่างมีกลยุทธ์
-------------------------------------------------
ครอบคลุมทุกระยะการเติบโตของธุรกิจร้านค้า

✅ วางกลยุทธ์ร้านค้าต้นแบบ
✅ ออกแบบระบบขยายสาขา
✅ เร่งการเติบโตด้วยแฟรนไชส์
✅ วิธีดูแลแฟรนไชส์อย่างมืออาชีพ
✅ ขยายโอกาสสู่ต่างประเทศ
✅ เชื่อมต่อคู่ค้า นักลงทุน สร้างมูลค่าธุรกิจ

พร้อม Workshop ลงมือทำจริง
-------------------------------------------------
เรียนกับผู้ปั้นธุรกิจร้านค้าและแฟรนไชส์จริง
พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 10 ท่าน

📌 เปิดรับสมัครแล้ววันนี้
โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า
-------------------------------------------------
👉 ลงทะเบียนหรือสอบถามรายละเอียด
DM : ทักข้อความเพจได้โดยตรง
Tel : 094-925-6991
Line OA :

21/05/2026

เปิดให้ลงทะเบียนแล้ว - หลักสูตร “CFE” รุ่นที่ 17

ทำไม KKR ถึงจ่าย 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อร้านเค้กที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักด้วยซ้ำ?ปี 1997 เพื่อนสองคนในลาสเวกัสทะเลาะกันเร...
20/05/2026

ทำไม KKR ถึงจ่าย 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อร้านเค้กที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักด้วยซ้ำ?

ปี 1997 เพื่อนสองคนในลาสเวกัสทะเลาะกันเรื่องสูตรเค้ก
Dena Tripp พาขนม Bundt Cake ไปงานเลี้ยงบ้าน Debbie Shwetz แต่ไม่มีครีมชีสฟรอสติ้ง เพราะหาวิธีโรยลงไปในรูกลางของเค้กทรงแหวนไม่ได้ ทั้งคู่คุยกันว่าถ้าแก้ปัญหานี้ได้น่าจะมีคนซื้อ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ Nothing Bundt Cakes กลายเป็นเชนร้านเค้กเฉพาะทางที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ มีกว่า 700 สาขา และเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา KKR บริษัทลงทุน Private Equity ระดับโลกที่บริหารสินทรัพย์กว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ ประกาศซื้อแบรนด์นี้ในราคาเกิน 2 พันล้านดอลลาร์

สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ คำถามแรกที่นึกขึ้นมาคือ ร้านเค้กที่ขายของอย่างเดียวคือ Bundt Cake มีราคาถึงขนาดนั้นได้ยังไง?

ก่อนไปถึง KKR ต้องเข้าใจ Nothing Bundt Cakes ก่อน
สิ่งที่ทำให้ร้านนี้ต่างจากร้านเบเกอรีทั่วไปคือการตัดสินใจที่ดูขัดสัญชาตญาณตั้งแต่แรก นั่นคือขายแค่อย่างเดียว ไม่มีคุกกี้ ไม่มีครัวซองต์ ไม่มีบราวนี่ มีแค่ Bundt Cake ขนาดต่างๆ กับฟรอสติ้งครีมชีสสูตรเดียว

โมเดลแบบนี้ทำให้ทุกอย่างถูก Standardize ได้อย่างสมบูรณ์ เปิด Franchise ได้ง่าย ควบคุมคุณภาพได้ทุกสาขา และไม่ต้องจ้างพนักงานที่มีทักษะสูง ผลลัพธ์คือสาขาที่โตเฉลี่ย 2 ปีขึ้นไปมียอดขายต่อปีราว 1.4 ล้านดอลลาร์ต่อสาขา และ EBITDA Margin อยู่ที่ประมาณ 21.6% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับธุรกิจอาหาร

จาก 2007 ที่เริ่มขาย Franchise ไม่ถึง 20 ปี สาขาขยายจากศูนย์เป็น 700 แห่ง และยังโตต่อเนื่องปีละกว่า 19%

แล้ว KKR เห็นอะไรในดีลนี้?
KKR ก่อตั้งในปี 1976 โดยสามนักลงทุนที่ออกมาจากวาณิชธนกิจ Bear Stearns ด้วยความเชื่อว่าการซื้อกิจการด้วย Leverage แล้วปรับปรุงก่อนขายออกไปสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น วันนี้ KKR บริหารเงินกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์และมีชื่อเสียงด้านการเลือกซื้อกิจการที่คนอื่นยังมองไม่เห็นมูลค่า

สิ่งที่ KKR เห็นใน Nothing Bundt Cakes ไม่ใช่ร้านเค้ก แต่คือโมเดล Franchise ที่มีตัวเลข Unit Economics แข็งแกร่งในทุกมิติ รายได้สม่ำเสมอ ลูกค้ากลับมาซ้ำสูง เปิดสาขาใหม่ยังมีพื้นที่อีกมาก และที่สำคัญที่สุดคือความเรียบง่ายของโมเดลที่ทำให้ Scale ขึ้นโดยไม่เสียคุณภาพ

ก่อนหน้า KKR เข้ามา Roark Capital ซื้อแบรนด์นี้ในปี 2021 และในช่วง 5 ปี จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า Roark ขายต่อให้ KKR เพื่อทำกำไร และ KKR เข้ามาพร้อมแผนขยายต่อในตลาดที่ยังเหลืออีกมาก

สิ่งที่ดีลนี้ชวนคิดคือ Franchise ที่น่าสนใจที่สุดในสายตาของนักลงทุนระดับโลก ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ที่ดังที่สุด แต่คือแบรนด์ที่มีระบบรัดกุมพอที่จะทำซ้ำได้โดยไม่เสียตัวตน และเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาดาวเด่นคนเดียว

ทำไม H&M และ Bershka ถึงแอบขยับราคาขึ้นอย่างเงียบๆ?ปี 2008 ชายคนหนึ่งชื่อ Chris Xu เปิดเว็บไซต์เล็กๆ ในเมืองนานกิง ประเท...
15/05/2026

ทำไม H&M และ Bershka ถึงแอบขยับราคาขึ้นอย่างเงียบๆ?

ปี 2008 ชายคนหนึ่งชื่อ Chris Xu เปิดเว็บไซต์เล็กๆ ในเมืองนานกิง ประเทศจีน เริ่มต้นจากการขายชุดแต่งงานราคาถูกให้ลูกค้าทั่วโลกผ่านการ Dropship

สิบปีต่อมา Shein กลายเป็นแบรนด์แฟชั่นที่คนค้นหามากที่สุดในโลก แซงหน้า Nike, Adidas, Zara และ H&M ยอดขายพุ่งจาก 10 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 ไปแตะ 100 พันล้านดอลลาร์ในปี 2022 โดยมีสินค้าใหม่เข้าระบบวันละ 2,000-10,000 รายการ ราคาเสื้อยืดเริ่มที่ 5 ดอลลาร์ ชุดราตรีที่ 8 ดอลลาร์ ต่างหูที่ 2 ดอลลาร์

แบรนด์ที่เคยเรียกตัวเองว่า Fast Fashion อย่าง H&M และ Zara กลับพบว่าตัวเองไม่ได้ Fast หรือ Cheap พอสำหรับคนรุ่นใหม่อีกต่อไปแล้ว

แล้วอะไรเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา?
แทนที่จะพยายามตัดราคาสู้ H&M และ Bershka เลือกทำสิ่งที่ดูขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง พวกเขา ลดสัดส่วนสินค้าราคาต่ำลงจากพอร์ตโฟลิโอ 15-25% ในช่วงปี 2023-2025 ตามข้อมูลจากรายงาน State of Fashion 2026 ของ BoF-McKinsey กล่าวง่ายๆ คือแทนที่จะมีเสื้อราคา 100 บาทให้เลือกเยอะๆ พวกเขาเริ่มผลักดันสินค้าราคา 300-500 บาทให้มีสัดส่วนมากขึ้นแทน
ไม่มีแถลงการณ์ ไม่มีการประกาศ แต่ทิศทางชัดเจนมาก

นี่คืออะไรในแง่ธุรกิจ?
สิ่งที่ H&M และ Bershka กำลังทำเรียกว่า Brand Elevation หรือการยกระดับตำแหน่งแบรนด์ขึ้นไปในสายตาผู้บริโภค แทนที่จะสู้กับ Shein ในสมรภูมิราคาที่ไม่มีทางชนะ เพราะ Shein คุมห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดเองในจีน มีซัพพลายเออร์กว่า 6,000 ราย ออกแบบและผลิตได้เร็วกว่า และมีต้นทุนต่ำกว่าอย่างที่แบรนด์ยุโรปทำตามไม่ได้

พวกเขาจึงเลือกหลีกออกไปจากเกมนั้น แล้วเดินขึ้นไปแย่งลูกค้าของ Zara และแบรนด์ระดับกลางแทน

Zara เองก็ใช้กลยุทธ์เดียวกันมาก่อนหน้า โดยลงทุนในดีไซน์ที่ประณีตขึ้น เปิดสาขา Flagship ขนาดใหญ่ในทำเลพรีเมียม และลดการลดราคา ผลที่ได้คือ Inditex บริษัทแม่ของ Zara ทำกำไรสุทธิสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 6.22 พันล้านยูโรในปีที่แล้ว ขณะที่ H&M ยังต้องดิ้นรนอยู่

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าใครชนะหรือแพ้ แต่คือคำถามที่ทั้งสองแบรนด์กำลังเผชิญ คือ เมื่อสู้ที่ราคาไม่ได้อีกแล้ว คุณค่าที่ลูกค้ายังยอมจ่ายมากกว่าคืออะไรเป็นคำถามที่ธุรกิจแทบทุกประเภทต้องเผชิญ ไม่ใช่แค่แฟชั่น

MINISO LAND ทำไมร้านขายของที่ระลึกถึงกลายเป็นสวนสนุก?ปี 2013 Ye Guofu นักธุรกิจชาวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วเห็นสิ่งหนึ่งที...
14/05/2026

MINISO LAND ทำไมร้านขายของที่ระลึกถึงกลายเป็นสวนสนุก?

ปี 2013 Ye Guofu นักธุรกิจชาวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วเห็นสิ่งหนึ่งที่ติดตาเขาตลอด ร้านเล็กๆ ที่ขายของใช้ในชีวิตประจำวันด้วยดีไซน์สะอาดตา คุณภาพดีพอใช้ได้ และราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ เขากลับมาจีนแล้วเปิดร้านแรกในโกดังที่เมืองกวางโจวชื่อร้าน MINISO

สามปีต่อมา MINISO มีสาขากว่า 1,800 แห่งใน 40 ประเทศ ทำในสิ่งที่หลายคนในวงการ Retail ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นคือสร้างร้านค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่สู้กับ E-commerce ได้ด้วยการเน้น Experience มากกว่าสินค้าแต่ MINISO ที่คุณเคยรู้จักกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นที่สยามสแควร์
เดือนตุลาคมปีที่แล้ว MINISO เปิดร้านรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีในไทยมาก่อนในชื่อ "MINISO LAND" ที่สยามสแควร์ พื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตรบนสามชั้น มีโซน IP มากกว่า 40 โซน สินค้ากว่า 8,300 รายการ และตัวละครจากกว่า 80 IP อย่าง Harry Potter, Stitch และ Sanrio รวมอยู่ในที่เดียว

สิ่งที่ต่างจากร้าน MINISO ปกติอย่างสิ้นเชิงคือ นี่ไม่ใช่ร้านที่คุณเดินเข้าไปเพื่อซื้อของ แต่คือพื้นที่ที่คุณเดินเข้าไปเพื่อ "สัมผัสประสบการณ์" ก่อน แล้วการซื้อจึงตามมาทีหลัง

MINISO LAND สาขาแรกที่เปิดในเซี่ยงไฮ้ปี 2024 ทำยอดขายทะลุ 100 ล้านหยวนภายใน 9 เดือน โดย 79.6% ของรายได้มาจากสินค้า IP และมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำถึง 35-40% ตัวเลขหลังนี้สำคัญมาก เพราะในวงการ Retail มาตรฐานทั่วไปแทบไม่ถึงครึ่ง

แล้วนี่คืออะไรในแง่ธุรกิจ?
MINISO กำลังเปลี่ยนตัวเองจาก "ร้านขายสินค้า" ไปเป็น "พื้นที่สะสม IP" กลยุทธ์นี้เรียกว่า Experiential Retail หรือการขายประสบการณ์ควบคู่กับสินค้า แทนที่จะแข่งกับ Online Shopping ในเรื่องราคาและความสะดวก ซึ่งเป็นเกมที่ร้านค้าจริงสู้ยากอยู่แล้ว MINISO หันมาสร้างสิ่งที่ Online ทำไม่ได้ นั่นคือความรู้สึกของการเดินเข้าไปแล้วอยากอยู่นานขึ้น

MINISO LAND ยังคว้ารางวัล Best New Store Concept จากงาน MAPIC Awards 2025 ซึ่งเป็นงานประกวดด้าน Retail Real Estate ระดับโลกที่จัดขึ้นที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส สะท้อนว่านี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในตลาด แต่เป็นโมเดลที่วงการ Retail โลกยอมรับว่านำหน้ากว่าใคร

เรื่องของ MINISO LAND ชวนตั้งคำถามว่า ในยุคที่ใครๆ ก็สั่งของออนไลน์ได้ในคลิกเดียว พื้นที่ร้านค้าหน้าร้านยังมีคุณค่าอะไรได้อีก คำตอบของ MINISO คือ ประสบการณ์ที่หน้าจอให้ไม่ได้ และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ตัวละครที่รักอยู่ด้วย

"Back to Starbucks" คืออะไร และทำไมถึงต้องปลดพนักงานทั่วโลก?ปลายทศวรรษ 1980 Howard Schultz เดินทางไปอิตาลีแล้วตกหลุมรักบ...
14/05/2026

"Back to Starbucks" คืออะไร และทำไมถึงต้องปลดพนักงานทั่วโลก?

ปลายทศวรรษ 1980 Howard Schultz เดินทางไปอิตาลีแล้วตกหลุมรักบรรยากาศในร้านกาแฟท้องถิ่น ไม่ใช่เพราะกาแฟอร่อยอย่างเดียว แต่เพราะมันคือพื้นที่ที่คนมานั่ง คุย และใช้เวลาด้วยกัน ไม่ใช่แค่แวะหยิบแก้วแล้วเดินออกไป

เขากลับมาอเมริกาพร้อมไอเดียที่ฟังดูเรียบง่าย แต่เปลี่ยนอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรม นั่นคือการสร้าง "Third Place" หรือสถานที่ที่สามในชีวิตคน นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน Starbucks ไม่ได้ขายกาแฟ แต่ขายเก้าอี้ที่นั่งสบาย ขายชั่วโมงที่ไม่ต้องรีบไปไหน ขายความรู้สึกว่ามีที่ทางเป็นของตัวเองในโลกที่วุ่นวาย

แนวคิดนั้นทำให้ Starbucksเติบโตจากร้านกาแฟเล็กๆ ในซีแอตเทิลกลายเป็นแบรนด์ที่มีกว่า 40,000 สาขาในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก แต่แล้ว Starbucks ก็ลืมความเป็นตัวเอง

เกิดอะไรขึ้น?
ช่วง Pandemic บริษัทลงทุนหนักใน Mobile Order และ Drive-thru เพื่อตอบสนองโลกที่คนไม่อยากเข้าร้าน มันได้ผลในช่วงนั้น แต่เมื่อโลกกลับมาปกติ สิ่งที่ Starbucks สร้างขึ้นมาคือระบบที่เน้น Speed และ Efficiency จนลืม Experience ไปโดยสิ้นเชิง

ร้านที่เคยเป็น Third Place กลายเป็นแค่จุดรับของ พนักงานยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกับลูกค้า เมนูซับซ้อนจนบางทีต้องรอนานกว่า 20 นาที และบรรยากาศที่เคยดึงดูดคนให้มานั่งก็เริ่มเลือนหาย

ผลลัพธ์คือยอดขาย Same-Store Sales ร่วงติดต่อกัน 7 ไตรมาส คณะกรรมการบริษัทปลด CEO คนก่อนออก และดึง Brian Niccol อดีต CEO ของ Chipotle ที่มีชื่อเสียงด้านการพลิกฟื้นแบรนด์เข้ามาในเดือนกันยายน 2024

"Back to Starbucks" คืออะไรกันแน่?
เมื่อ Niccol เข้ามา เขาตั้งชื่อแผนฟื้นฟูสั้นๆ ว่า "Back to Starbucks" ซึ่งเขาเองบอกว่าตั้งใจให้มันตรงข้ามกับแผนของ CEO คนก่อนที่ชื่อ "Triple Shot Reinvention with Two Pumps" — ชื่อที่เขาบอกตรงๆ ว่า "ผมไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร"

เนื้อหาของแผนคือการพากาแฟกลับมาเป็นหัวใจของแบรนด์ ลดความซับซ้อนของเมนู นำแก้วเซรามิกกลับมาในร้าน เพิ่มที่นั่ง และฝึก Barista ให้มีเวลาคุยกับลูกค้าอีกครั้ง

แต่การพลิกองค์กรขนาดนี้ต้องการการตัดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ บริษัทประกาศแผนปรับโครงสร้างมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ปิดสาขาที่ขาดทุนในอเมริกาเหนือราว 500 แห่ง และปลดพนักงานฝ่ายสนับสนุนที่ไม่ได้อยู่หน้าร้านไปแล้วกว่า 2,000 คน ใน 2 รอบ

Howard Schultz ผู้ก่อตั้งซึ่งติดตามสถานการณ์มาตลอด บอกว่าเมื่อได้ยินชื่อแผนนี้ครั้งแรก เขากระโดดกลิ้งด้วยความดีใจกลางห้องนั่งเล่น เพราะมันคือสิ่งที่เขาอยากเห็นมานาน

แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร?
ไตรมาสล่าสุดของปีงบประมาณ 2025 เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น Starbucks รายงานยอดขาย Same-Store Sales เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส แต่ Niccol เองก็ยอมรับว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และการพลิกบริษัทขนาดนี้ต้องใช้เวลาอีกหลายปี

สิ่งที่น่าคิดคือแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแบรนด์หนึ่ง ยังต้องหยุดถามตัวเองว่า "เราลืมตัวเองไปตอนไหน" และคำตอบของ Starbucks ก็คือตอนที่พวกเขาหยุดสนใจว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไรบ้างในร้าน แล้วหันมาสนใจแค่ว่าลูกค้าสั่งกาแฟได้เร็วแค่ไหน

Mixue กำไรจริงไม่ได้มาจากการขายไอศกรีมปี 1997 Zhang Hongchao นักศึกษาปีหนึ่งในเมืองเจิ้งโจว เอาเงิน 3,000 หยวนที่ยายให้ม...
13/05/2026

Mixue กำไรจริงไม่ได้มาจากการขายไอศกรีม

ปี 1997 Zhang Hongchao นักศึกษาปีหนึ่งในเมืองเจิ้งโจว เอาเงิน 3,000 หยวนที่ยายให้มาตั้งแผงขายน้ำแข็งไสริมถนน ไม่มีทุน ไม่มีประสบการณ์ธุรกิจ มีแค่เครื่องทำน้ำแข็งที่ประกอบเองกับความเชื่อว่าของถูกก็ขายได้
ธุรกิจล้มเหลวหลายรอบ แต่ในปี 2005 เขาเพิ่มสินค้าใหม่เข้าไปในเมนู นั่นคือไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟโคนละ 1 หยวน หรือประมาณ 5 บาทไทยในตอนนั้น มันกลายเป็นจุดเปลี่ยน

วันนี้ Mixue มีกว่า 59,000 สาขาทั่วโลก แซงหน้า McDonald's ในแง่จำนวนร้าน และเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว Mixue เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ราคาหุ้นวันแรกพุ่งขึ้น 47% ขณะที่คู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันราคาร่วงกันทั้งวัน

ตัวเลขปี 2025 ที่เพิ่งออกมา รายได้รวมอยู่ที่ 33.56 พันล้านหยวน เติบโต 35.2% และกำไรสุทธิ 5.93 พันล้านหยวน เติบโต 33.1%
ร้านที่ขายไอศกรีมโคนละ 15 บาท ทำกำไรได้ปีละกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท

แล้วเงินมาจากไหนกันแน่?
คำตอบอยู่ในงบการเงิน และมันน่าแปลกใจกว่าที่คิด
97% ของรายได้ทั้งหมดของ Mixue ไม่ได้มาจากการขายไอศกรีมหรือชานมให้ลูกค้า แต่มาจากการ ขายวัตถุดิบและอุปกรณ์ให้ Franchisee ที่เป็นเจ้าของร้านกว่า 27,450 รายทั่วโลก ค่า Franchise Fee จริงๆ นั้นคิดเป็นแค่ 2.4% ของรายได้รวมเท่านั้น

พูดง่ายๆ คือ Mixue ไม่ได้เป็นร้านกาแฟหรือร้านไอศกรีม แต่เป็น บริษัทขายวัตถุดิบ ที่มีร้านกาแฟเป็นช่องทางจำหน่าย

และนั่นคือเหตุผลที่ Gross Margin ของฝั่ง Franchise Service อยู่ที่ 82.6% ในปี 2025 สูงกว่าส่วนของสินค้าและอุปกรณ์ที่อยู่ที่ 29.9% เกือบสามเท่า

เบื้องหลัง Supply Chain ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้
เพื่อให้ขายไอศกรีม 15 บาทแล้วยังมีกำไรได้ Mixue ลงทุนสร้างฐานการผลิต 5 แห่งในจีน พื้นที่รวมกว่า 7.3 ล้านตารางเมตร ผลิตวัตถุดิบเองมากกว่า 60% ของที่ใช้ทั้งหมด มีโกดังกระจายสินค้าครอบคลุมทุกมณฑลในจีน และเป็นผู้ซื้อมะนาวรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ด้วยปริมาณกว่า 115,000 ตันต่อปี

ต้นทุนวัตถุดิบของ Mixue อยู่ที่ประมาณ 30% ของยอดขาย ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 45-55% ความต่างตรงนี้คือที่มาของกำไรทั้งหมด

นักวิเคราะห์จาก RF Capital สรุปโมเดลนี้ได้ตรงจุดว่า Mixue ไม่ใช่แบรนด์ชานมหรือไอศกรีม แต่คือเครื่องจักร Supply Chain ที่มีร้านเครื่องดื่มเป็นหน้าร้าน

สิ่งที่น่าคิดต่อคือ บางครั้งธุรกิจที่ดูเหมือนขายสิ่งหนึ่ง อาจกำลังทำกำไรจากสิ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และนั่นอาจเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งมองข้ามได้ง่ายมาก

ครัวพังบ่อยจนต้องพึ่ง AIมีเรื่องเล่าขำขันที่ถูกพูดถึงในหมู่แฟนพันธุ์แท้ McDonald's มานานปี นั่นคือเครื่องทำ McFlurry แทบ...
12/05/2026

ครัวพังบ่อยจนต้องพึ่ง AI
มีเรื่องเล่าขำขันที่ถูกพูดถึงในหมู่แฟนพันธุ์แท้ McDonald's มานานปี นั่นคือเครื่องทำ McFlurry แทบทุกสาขาพังอยู่ตลอดเวลา มีแม้กระทั่งเว็บไซต์อย่างไม่เป็นทางการชื่อ McBroken ที่ Track ว่าสาขาไหนเครื่องใช้งานได้บ้างแบบ Real-time

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องขำสำหรับ McDonald's เพราะอุปกรณ์ที่พังโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า คือหนึ่งในปัญหาปวดหัวที่สุดในการบริหาร Franchise 43,000 สาขาทั่วโลก

และนั่นคือหนึ่งในโจทย์ที่ McDonald's กำลังใช้ AI แก้อยู่ตอนนี้

AI เข้ามาอยู่ในครัวของ McDonald's ได้ยังไง?
ปลายปี 2023 McDonald's ประกาศ Partnership ระยะหลายปีกับ Google Cloud ซึ่งครอบคลุมทั้ง Hardware, Data และ AI Technology และในปี 2025 เริ่ม Rollout จริงไปยังร้านในสหรัฐฯ โดยติดตั้ง Edge Computing Server ในแต่ละสาขา เชื่อมข้อมูลจากทุกอุปกรณ์ในครัวเข้าหากันแบบ Real-time

สิ่งที่เกิดขึ้นในครัวตอนนี้คือ เตาทอด เตาปิ้ง เครื่อง McFlurry และอุปกรณ์อื่นๆ ล้วนมีเซ็นเซอร์ติดอยู่ ส่งข้อมูลประสิทธิภาพทุกวินาทีไปให้ระบบ AI วิเคราะห์ เมื่อใดที่ตัวเลขเริ่มผิดปกติ ระบบจะแจ้งเตือนก่อนที่เครื่องจะพังจริงๆ ไม่ใช่หลังจากพังแล้วค่อยรู้

McDonald's ยังทดสอบกล้อง Computer Vision ที่ตรวจสอบออร์เดอร์ก่อนส่งให้ลูกค้า และระบบ AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อส่ง Personalized Offer เช่น คนที่ชอบของหวานอาจได้รับโปรโมชั่น McFlurry ผ่านแอปโดยอัตโนมัติในวันที่อากาศร้อน

ก่อนหน้านี้ McDonald's เคยทดสอบ Voice AI รับออร์เดอร์ใน Drive-thru ร่วมกับ IBM ตั้งแต่ปี 2021 แต่ต้องยุติในปี 2024 เพราะระบบยังผิดพลาดบ่อย รวมถึงเคยเพิ่มชาเย็น 9 แก้วในออร์เดอร์หนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้กลับมาทดสอบใหม่กับ Google ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับวงการ Franchise?
ก่อนหน้านี้ ข้อได้เปรียบของ Franchise อยู่ที่สองสิ่งหลัก คือทำเล และระบบมาตรฐานที่พิสูจน์แล้ว แต่ในโลกที่ทำเลดีถูกจองหมดแล้ว และมาตรฐานการให้บริการทุกแบรนด์ดูเหมือนกันมากขึ้น สนามแข่งใหม่กำลังเปิดขึ้น นั่นคือ ใครใช้ Technology ได้ดีกว่า

McDonald's มีข้อได้เปรียบที่ไม่มีใครลอกได้ง่าย นั่นคือขนาด ข้อมูลจาก 43,000 สาขาที่ให้บริการลูกค้า 65 ล้านคนต่อวัน ทำให้โมเดล AI ของ McDonald's เรียนรู้และแม่นยำขึ้นในอัตราที่คู่แข่งเล็กกว่าทำตามไม่ได้ ยิ่ง Scale ใหญ่ ยิ่งข้อมูลเยอะ ยิ่ง AI ฉลาด และยิ่งทิ้งห่างจากคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ

McDonald's ตั้งเป้าเพิ่มฐานสมาชิก Loyalty จาก 175 ล้านคนเป็น 250 ล้านคนภายในปี 2027 และให้ 30% ของออร์เดอร์ Delivery ทั้งหมดมาจากแอปของตัวเอง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขการตลาด แต่คือเส้นข้อมูลที่ทำให้ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน

สิ่งที่น่าคิดคือ ในอดีตเราคิดว่าร้านอาหารแข่งกันที่รสชาติและทำเล แต่ตอนนี้ McDonald's กำลังพิสูจน์ว่าเครือข่ายข้อมูลและความสามารถในการ Predict ปัญหาก่อนที่มันจะเกิดขึ้น อาจเป็นความได้เปรียบที่ยั่งยืนแบบใหม่ที่จะเข้ามา

ทำไม Domino's ปัง แต่ Dunkin' กลับพังภายใต้บริษัทเดียวกันในอินเดีย?ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีข่าวเงียบๆ จากวงการ Franch...
11/05/2026

ทำไม Domino's ปัง แต่ Dunkin' กลับพังภายใต้บริษัทเดียวกันในอินเดีย?
ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีข่าวเงียบๆ จากวงการ Franchise โลกที่น่าหยุดคิดมาก

Jubilant FoodWorks บริษัทอาหารรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ประกาศว่าจะไม่ต่อสัญญา Franchise กับ Dunkin' เมื่อหมดอายุสิ้นปีนี้ ปิดฉากการผจญภัยที่กินเวลา 15 ปีในตลาดที่เคยถูกคาดหวังไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ที่น่าสนใจกว่าข่าวร้านปิดทั่วไป คือ Jubilant คือบริษัทเดียวกับที่เปลี่ยน Domino's ให้กลายเป็นพิซซ่าในดวงใจคนอินเดียได้สำเร็จ วันนี้ Domino's มีกว่า 2,300 สาขาทั่วประเทศ และสร้างรายได้มากกว่า 95% ของรายได้รวมทั้งบริษัท ส่วน Dunkin' เหลืออยู่แค่ 27 สาขา และรายได้รวมคิดเป็นแค่ 0.61% เท่านั้น

เริ่มต้นด้วยความฝันที่ยิ่งใหญ่
ย้อนกลับไปปี 2011 วันที่ลงนามสัญญา Jubilant ประกาศเป้าหมายว่าจะเปิด Dunkin' ให้ได้ 500 สาขาทั่วอินเดียภายใน 15 ปี นั่นคือ Commitment ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Dunkin' ในขณะนั้น
ปี 2012 สาขาแรกเปิดที่ Connaught Place กรุงนิวเดลี ภายใต้ชื่อ "Dunkin' Donuts & More" พร้อมโดนัทรสชาติท้องถิ่นอย่าง Mango Tango และ Litchi Lychee คนแห่ไปลองในช่วงแรก สาขาขยายตัวไปถึงจุดสูงสุดกว่า 70 แห่งในปี 2017

จุดผลิกผัน ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องของการบริหาร
Dunkin' ล้มเหลวไม่ใช่เพราะ Jubilant บริหารไม่เก่ง แต่เพราะตัวสินค้ากับวัฒนธรรมการกินของอินเดียไม่เคยเข้ากันได้จริงๆ
อินเดียเป็นประเทศที่ดื่มชามากกว่ากาแฟมาหลายร้อยปี และคนอินเดียไม่ได้มีนิสัยกินของหวานหนักๆ เป็นมื้อเช้าแบบตะวันตก โดนัทซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ ถูกมองว่าเป็นของกินเล่นสำหรับโอกาสพิเศษ ไม่ใช่ของกินประจำวัน

Jubilant รู้ปัญหานี้ จึงพยายามแก้ด้วยการเพิ่มเมนูเบอร์เกอร์ แซนด์วิช และของคาวเข้าไป หวังดึงคนที่ไม่ได้อยากกินโดนัทให้เข้าร้าน แต่นั่นกลับยิ่งทำให้แบรนด์สับสน ลูกค้าไม่รู้แล้วว่า Dunkin' คืออะไรกันแน่ ร้านโดนัท? ร้านกาแฟ? หรือร้านเบอร์เกอร์? ในแวดวงการตลาดสิ่งนี้เรียกว่า Brand Identity Dilution เมื่อแบรนด์พยายาม Adapt จนเสียตัวตน ก็ไม่ต่างจากไม่มีตัวตนเลย

แล้วทำไม Domino's ถึงทำได้?
Domino's เจอโจทย์เดียวกัน แต่ตอบโจทย์คนละแบบ แทนที่จะเอาพิซซ่าอเมริกันไปขายในอินเดีย Domino's ถามก่อนว่าคนอินเดียกินยังไง คำตอบที่ได้คือ กินเป็นกลุ่ม แชร์กัน และส่วนใหญ่ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงทำเมนูมังสวิรัติมากกว่าตลาดอื่นในโลก ปรับ Topping ให้เข้ากับรสชาติท้องถิ่น และวาง Positioning ของพิซซ่าเป็น "ของกินกับครอบครัว" ไม่ใช่อาหารฝรั่ง
พิซซ่าจึงถูก Localize จนกลายเป็นของอินเดีย โดนัทไม่เคยทำได้เลยในอินเดีย

สิ่งที่ต้องถามก่อนบุกตลาดใหม่ไม่ใช่ "เราจะเปิดสาขาได้ไหม" แต่คือ "คนที่นี่มีเหตุผลอะไรที่จะซื้อของเรา ในทุกๆวันของเขา"

11/05/2026

"ไปดูงานมา มีเรื่องต้องเล่า" ✨กดติดตามซีรีย์นี้ไว้ได้เลยกับการเดินทางครั้งใหม่นี้ 🔥

“เมื่อแบรนด์เติบโตถึงกว่า 100 สาขา การมีทีมงานที่ดี มีคุณภาพเพื่อการรักษามาตรฐานนั้นคือสิ่งจำเป็น” | คุณพีรวัส เจนตระกูล...
06/05/2026

“เมื่อแบรนด์เติบโตถึงกว่า 100 สาขา การมีทีมงานที่ดี มีคุณภาพเพื่อการรักษามาตรฐานนั้นคือสิ่งจำเป็น” | คุณพีรวัส เจนตระกูลโรจน์ - ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด

ณ งาน “Dinner Talk Sharing” ค่ำคืนแห่งคอนเนคชั่น ณ สัมมนา หลักสูตร “CFE” Chain Store & Franchise Executive ครั้งที่ 16
----------------
#ขยายธุรกิจ #แฟรนไชส์ #ธุรกิจแฟรนไชส์ #บริหารการตลาด #กลยุทธ์แฟรนไชส์ #เริ่มธุรกิจแฟรนไชส์ #บริหารงานขยายแฟรนไชส์ #ทีมขยายสาขา #ที่ปรึกษาสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ #ที่ปรึกษาธุรกิจครบวงจร

ที่อยู่

41 รามคำแหง 36/1(ศรีสุโขทัย) หัวหมาก บางกะปิ
Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+66949256991

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Top Business ที่ปรึกษาธุรกิจ พัฒนาแฟรนไชส์ กลยุทธ์การตลาดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Top Business ที่ปรึกษาธุรกิจ พัฒนาแฟรนไชส์ กลยุทธ์การตลาด:

แนะนำ

แชร์