โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Logistics Mag Especially of Logistics - Supply Chains and Trading Magazine
สื่อ/ข่าวสารเพื่อวงการโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน

Logistics mag : สื่อ-ข่าวสาร เพื่อวงการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

คปภ. เรียกบริษัทประกันภัยประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ครั้งที่ 2/2569 รายงานข้อมูลความเสียหาย รับฟังปัญหาอุปสรรค พร้อมปร...
02/10/2026

คปภ. เรียกบริษัทประกันภัยประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ครั้งที่ 2/2569 รายงานข้อมูลความเสียหาย รับฟังปัญหาอุปสรรค พร้อมประสานทุกภาคส่วนดูแลผู้เอาประกันภัยต่อเนื่อง

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) มอบหมายให้นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ และนายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย เป็นประธานร่วมในการประชุมติดตามและเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจประกันภัยเพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัย ครั้งที่ 2/2569 เพื่อรับทราบสถานการณ์ความเสียหายและความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในระยะต่อไป ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก

การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามต่อเนื่องจากการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งขณะนั้นหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมและการแจ้งเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอาจยังไม่ครบถ้วน ทำให้ยังไม่เห็นภาพความเสียหายและปัญหาอุปสรรคทั้งหมด ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายและบริษัทประกันภัยมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นช่วงสำคัญที่จะรวบรวมข้อมูลให้สะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งจำนวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ประเภททรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ความคืบหน้าการสำรวจและประเมินความเสียหาย ตลอดจนการพิจารณาและชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยสำนักงาน คปภ. เน้นย้ำให้บริษัทตรวจสอบและรายงานข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประเมินภาพรวมความเสียหายและใช้ประกอบการกำหนดแนวทางช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเหมาะสม

ที่ประชุมได้หารือถึงการจัดทำข้อมูล ประมาณการค่าสินไหมทดแทนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Claim Reserve) โดยสำนักงาน คปภ. ขอให้บริษัทประกันภัยประเมินวงเงินสำรองให้ใกล้เคียงกับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงเพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ภาพรวมความเสียหายได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามสถานะการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้สะท้อนข้อเท็จจริงมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการซ่อม เนื่องจากบางกรณีอาจมีการชำระค่าใช้จ่ายบางส่วนและบันทึกสถานะว่าดำเนินการแล้ว แต่กระบวนการซ่อมรถยังไม่แล้วเสร็จ จึงควรแยกข้อมูลให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีรถยนต์ที่ต้องเข้าซ่อมจำนวนเท่าใด ซ่อมแล้วเสร็จจำนวนเท่าใด และยังอยู่ระหว่างการซ่อมจำนวนเท่าใด เพื่อให้สามารถติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการซ่อมได้ตรงจุด สำหรับการสำรวจและประเมินความเสียหาย

สำนักงาน คปภ. แนะนำให้บริษัทประกันภัยบริหารจัดการและกระจายการใช้ผู้สำรวจภัยและผู้ประเมินความเสียหายอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีบุคลากรเพียงพอรองรับจำนวนผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งบริหารจัดการกระบวนการสำรวจและประเมินความเสียหายให้มีความคล่องตัว เพื่อให้การพิจารณาและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ทบทวนแนวทางที่ได้หารือร่วมกันจากการประชุมครั้งแรก ทั้งการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ภายใน 7 วันสำหรับกรณีที่สามารถพิสูจน์ความเสียหายได้อย่างชัดเจน การสำรวจและประเมินความเสียหายของรถยนต์ตามระดับความเสียหายจากน้ำท่วม ตลอดจนการประสานความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาที่บริษัทประกันภัยไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง โดยสำนักงาน คปภ. พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมปัญหาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัญหาการเคลื่อนย้ายรถยนต์และรถยก ซึ่งได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีรถยนต์ที่ติดภาระทางการเงินซึ่งอาจต้องประสานกับภาคธนาคาร เพื่อช่วยลดข้อจำกัดและอุปสรรคต่อการดำเนินการของบริษัทประกันภัยและผู้เอาประกันภัย

ในส่วนของการติดตามสถานการณ์ สำนักงาน คปภ. กำหนดให้บริษัทประกันภัยรายงานข้อมูลความเสียหายและความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลมีความครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน สามารถนำมาใช้ประเมินภาพรวมความเสียหายและติดตามการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการติดตามตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การสำรวจและประเมินความเสียหาย การพิจารณาและชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมถึงกรณีรถยนต์ที่ต้องเข้ารับการซ่อมจนกระทั่งดำเนินการแล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถรับทราบปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน และประสานแก้ไขได้อย่างตรงจุด พร้อมจัดให้มีช่องทางประสานงานโดยตรงระหว่างสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาครัฐที่มีต่อระบบประกันภัย

สำนักงาน คปภ. จะติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการประชุมติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยเป็นระยะ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก หากได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ขอให้แจ้งบริษัทประกันภัยที่ทำประกันภัยไว้โดยเร็ว และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิความคุ้มครอง หรือประสบปัญหาในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน สามารถติดต่อ สายด่วน คปภ. 1186 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 หรือ LINE Official Account “คปภ.รอบรู้” เพื่อสอบถามข้อมูลและขอรับความช่วยเหลือด้านการประกันภัย

“สรรเพชญ” ผนึกกำลังการท่าเรือฯ ร่วมมือ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท่าเรือและกลุ่มสายเรือ “ส่งต่อถุงยังชีพกว่า 1,500 ชุด” บรรเท...
02/10/2026

“สรรเพชญ” ผนึกกำลังการท่าเรือฯ ร่วมมือ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท่าเรือและกลุ่มสายเรือ “ส่งต่อถุงยังชีพกว่า 1,500 ชุด” บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยกาญจนบุรี

วันนี้ (2 ตุลาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น จากภาคเอกชนโดยเป็นกลุ่มผู้ประกอบการท่าเรือและกลุ่มสายเรือ เพื่อส่งมอบให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยจะเร่งลำเลียงและกระจายสิ่งของให้ถึงมือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว

สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก Hutchison Ports Thailand กลุ่มบริษัท LCB1 สมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) และ Jin Jiang Shipping ร่วมสนับสนุนถุงยังชีพรวมกว่า 1,500 ชุด โดยภายในชุดประกอบด้วยอาหารแห้ง น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในเบื้องต้น

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ตนขอขอบคุณผู้ประกอบการและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนความช่วยเหลือในครั้งนี้ พร้อมระบุว่า สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ขณะนี้กำลังเผชิญกับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องเร่งประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อนำความช่วยเหลือและสิ่งของจำเป็นลงไปถึงพื้นที่ให้รวดเร็วที่สุด

“ขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกราย รวมถึงการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกันส่งต่อความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชน ทุกถุงยังชีพและทุกการสนับสนุนมีความหมายต่อผู้ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน โดยถุงยังชีพที่ได้รับในวันนี้ จะเร่งนำไปส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ การท่าเรือแห่งประเทศไทย จะเร่งดำเนินการจัดเตรียมและลำเลียงถุงยังชีพดังกล่าวไปยังจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อส่งต่อให้ประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยตามความจำเป็นและความเร่งด่วนต่อไป

“พิพัฒน์” ลงพื้นที่ฟังเสียง 26 ชุมชนคลองเตย ย้ำ “ไม่ไล่ที่-ไม่บังคับย้าย” ทุกการพัฒนาต้องมาจากเสียงประชาชน ตั้งคณะทำงานร...
02/10/2026

“พิพัฒน์” ลงพื้นที่ฟังเสียง 26 ชุมชนคลองเตย ย้ำ “ไม่ไล่ที่-ไม่บังคับย้าย” ทุกการพัฒนาต้องมาจากเสียงประชาชน ตั้งคณะทำงานร่วม กทท.-พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งที่อยู่อาศัย-ศูนย์เด็กอ่อน-โรงเรียน-ศูนย์สุขภาพ

วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 9.00 น. นายพิพัฒน์ รัฐกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมพบปะพูดคุยและรับฟังข้อเสนอแนะจากตัวแทน 26 ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ณ สำนักงานเขตคลองเตย เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอแนะ ณ สำนักงานเขตคลองเตย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเข้าร่วมเวทีพบปะพูดคุยและรับฟังปัญหา ข้อกังวล และข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชน 26 ชุมชนคลองเตย เพื่อรับฟังข้อมูลโดยตรงจากคนในพื้นที่ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยย้ำว่า การพัฒนาจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ใช่การตัดสินใจจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว

โดยเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่ ที่ทำให้คนคลองเตยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และบริการพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะศูนย์เด็กอ่อนและศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้พ่อแม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ รวมถึงการพัฒนาโรงเรียนและบริการด้านสุขภาพ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เดินควบคู่กับการพัฒนาคน

สำหรับแนวทาง “โฉนดชุมชน” จะนำไปหารือกับนายกรัฐมนตรีต่อไป เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้และรูปแบบที่เหมาะสม ทั้งเรื่องสิทธิการอยู่อาศัย การส่งต่อสิทธิแก่ลูกหลานหรือทายาท ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายและสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว

ส่วนข้อกังวลเรื่อง การย้ายท่าเรือคลองเตย นายพิพัฒน์ย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติว่าจะย้ายหรือไม่ และหากย้ายจะย้ายทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการศึกษา จึงขออย่าเพิ่งนำข้อมูลที่ยังไม่มีข้อสรุปไปสร้างความกังวล โดยเฉพาะประชาชนและผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าเรือ

ขณะเดียวกัน ยืนยันชัดเจนว่า แนวคิดการพัฒนาพื้นที่ ไม่ได้หมายถึงการรื้อชุมชนทั้งหมดหรือบังคับประชาชนออกจากคลองเตย หากประชาชนเห็นชอบกับการพัฒนา จะใช้แนวทางจัดหาพื้นที่ว่างเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยทดแทนก่อน แล้วจึงทยอยย้ายเป็นส่วน ๆ หรือเป็นชุมชน ๆ เพื่อเปิดพื้นที่เดิมสำหรับการพัฒนาต่อ ไม่ใช่การรื้อและย้ายพร้อมกัน 100%

สำหรับพื้นที่อื่นที่เคยมีการกล่าวถึง เช่น หนองจอกหรือโซนอื่นๆ นายพิพัฒน์ยืนยันว่า ไม่มีนโยบายบังคับให้ประชาชนย้ายออกจากคลองเตยไปอยู่พื้นที่ดังกล่าว เว้นแต่มีผู้สมัครใจย้ายด้วยตนเอง จึงจะพิจารณาพื้นที่รองรับและมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าเคลื่อนย้ายและค่ารื้อถอน

นายพิพัฒน์กล่าวต่อ หลังจากนี้ตนและทีมงาน จะทยอยลงไปรับฟังความคิดเห็นให้ครบทั้ง 26 ชุมชน เพื่อรับฟังทั้งผู้ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และผู้ที่ยังมีข้อกังวล โดยหากประชาชน เกินครึ่งหนึ่งเห็นด้วย จึงจะนำแนวทางการพัฒนาไปพิจารณาเดินหน้าตามขั้นตอน แต่หาก เกินครึ่งหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็จะไม่เดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว

“ถ้าพวกท่านเห็นด้วย ตัวผมเดินหน้า ถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วย เราก็หยุด ทุกสิ่งทุกอย่างเราจะไม่ทำโดยพลการ ความคิดเห็นต้องมาจากคนหมู่มาก ไม่ใช่ตัวผม กระทรวงคมนาคม หรือใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้กำหนด”

พร้อมกันนี้ สนับสนุนกลไกการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงคมนาคม กทท. และตัวแทนประชาชนในชุมชน เพื่อร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน บริการสาธารณะ รวมถึงโอกาสการจ้างงานแก่คนและเยาวชนในพื้นที่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนและนำเรื่องที่จำเป็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

เลขาธิการ คปภ. เปิดแนวทางเคลมประกันภัยช่วงน้ำท่วม ย้ำ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” เข้าพื้นที่ไม่ได้ให้แจ้งบริษัทประกันภัยเข้...
02/10/2026

เลขาธิการ คปภ. เปิดแนวทางเคลมประกันภัยช่วงน้ำท่วม ย้ำ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” เข้าพื้นที่ไม่ได้ให้แจ้งบริษัทประกันภัยเข้าตรวจสอบ พร้อมเปิดสายด่วน 1186 ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มเช็กช่องทางเคลมทุกบริษัทผ่านเว็บไซต์ คปภ. และ LINE ได้ทันที

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยถึงแนวทางการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือ ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ควรเสี่ยงเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วมหรือพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยเพียงเพื่อถ่ายภาพหรือเก็บหลักฐาน เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยแล้วจึงตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ แจ้งเหตุไปยังบริษัทประกันภัย และเก็บหลักฐานความเสียหายเท่าที่สามารถดำเนินการได้ โดยสำนักงาน คปภ. ได้ประสานบริษัทประกันภัยให้เตรียมบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ เครือข่ายอู่ซ่อม ตลอดจนรถยกและรถลากให้เพียงพอ เพื่อรองรับการแจ้งเคลมที่อาจมีจำนวนมากในช่วงหลังน้ำลด

สำหรับรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม ขอให้ตรวจสอบก่อนว่ากรมธรรม์มีความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไม่ โดยประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม ส่วนประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ และ 3+ ต้องตรวจสอบว่ามีความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมเพิ่มเติมไว้หรือไม่ และสิ่งสำคัญคือ หากรถถูกน้ำท่วมอย่าเพิ่งสตาร์ทรถ เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ภายในรถได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น เมื่อสามารถเข้าถึงรถได้อย่างปลอดภัย ควรถ่ายภาพหรือวิดีโอให้เห็นสภาพรถทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงระดับน้ำหรือรอยคราบน้ำ จากนั้นให้แจ้ง บริษัทประกันภัยโดยเร็ว พร้อมแจ้งข้อมูลกรมธรรม์ ทะเบียนรถ สถานที่เกิดเหตุ และลักษณะความเสียหาย เพื่อให้บริษัท นัดหมายเข้าสำรวจและประเมินความเสียหาย

ทั้งนี้ หากขณะเกิดเหตุไม่สามารถถ่ายภาพไว้ได้ หรือจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ก่อน ไม่ควรเสี่ยงกลับเข้าไปเพียงเพื่อเก็บหลักฐาน แต่ควรแจ้งบริษัทประกันภัยไว้ก่อน และเมื่อสถานการณ์ปลอดภัยแล้วจึงรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เพราะการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ความเสียหายที่เกิดขึ้น และเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์เป็นสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรจำง่าย ๆ คือ “ความปลอดภัยมาก่อน–แจ้งบริษัทไว้ก่อน - เก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้” ในส่วนของ การประเมินความเสียหายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป สำนักงาน คปภ. มีแนวทางพิจารณาตามระดับน้ำที่เข้าถึงตัวรถ 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ A น้ำท่วมถึงพรมพื้นรถยนต์ ค่าซ่อมประมาณ 8,000 – 10,000 บาท ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะ ค่าซ่อมประมาณ 15,000 – 20,000 บาท ระดับ C น้ำท่วมถึงบริเวณด้านล่างของคอนโซล ค่าซ่อมประมาณ 25,000 –30,000 บาท ระดับ D น้ำท่วมถึงบริเวณด้านบนของคอนโซล ค่าซ่อมประมาณ 30,000 บาทขึ้นไป และระดับ E รถจมน้ำทั้งคัน ให้พิจารณาเป็นความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) โดยการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปตามเงื่อนไขของ กรมธรรม์ประกันภัย ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV จะต้องพิจารณาความเสียหายของแบตเตอรี่ร่วมกับความเสียหายของตัวรถ รวมทั้งข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่นประกอบด้วย

สำหรับบ้าน ที่อยู่อาศัย อาคาร หรือทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ให้ตรวจสอบกรมธรรม์ว่ามี ความคุ้มครองภัยธรรมชาติหรือภัยน้ำท่วมและมีวงเงินความคุ้มครองเท่าใด เมื่อสถานการณ์ปลอดภัยแล้วควรถ่ายภาพหรือวิดีโอให้เห็นทั้งภาพกว้างและรายละเอียดของบริเวณที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงถ่ายภาพทรัพย์สินที่เสียหายเป็นรายชิ้น เช่น โครงสร้าง พื้น ผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า และถ่ายให้เห็นระดับน้ำหรือรอยคราบน้ำ พร้อมจัดทำรายการทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายไว้ จากนั้นแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อให้ผู้สำรวจภัยเข้าตรวจสอบและประเมินความเสียหาย โดยสำนักงาน คปภ. ได้กำชับให้บริษัทเร่งส่งผู้สำรวจภัยเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบรถยนต์ บ้านเรือน และทรัพย์สิน และในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ให้ติดตามสถานการณ์และเข้าดำเนินการทันทีเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า เมื่อบริษัทประกันภัยสามารถสำรวจและประเมินความเสียหายได้แล้ว สำนักงาน คปภ. ได้กำชับให้บริษัทพิจารณาความคุ้มครองและค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว โดยเฉพาะกรณีความเสียหายรุนแรงและรถยนต์ที่อาจเข้าข่าย Total Loss ให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ และ กรณีที่สามารถพิสูจน์ความเสียหายได้อย่างชัดเจน บริษัทพร้อมจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใน 7 วัน ส่วนกรณี Total Loss ให้ดำเนินการรวบรวมเอกสารไปพร้อมกับการประเมินความเสียหาย และหากเป็นรถยนต์ที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนเช่าซื้อ สำนักงาน คปภ. จะประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยในการจัดส่งเอกสาร ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อแจ้งเคลมได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาช่องทางติดต่อ สำนักงาน คปภ. ได้จัดทำ “ศูนย์รวมช่องทางเคลมประกันภัยทุกบริษัท” รวบรวมช่องทางติดต่อบริษัทประกันภัยไว้ในที่เดียว สามารถตรวจสอบได้ผ่าน เว็บไซต์สำนักงาน คปภ. และ LINE Official Account “คปภ. รอบรู้” ซึ่งผู้เอาประกันภัยยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยของตนเอง รวมถึงสอบถามและขอคำปรึกษาด้านการประกันภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถตรวจสอบความคุ้มครองและเข้าสู่กระบวนการเคลมได้สะดวกยิ่งขึ้น

“ช่วงหลังน้ำลดจะเป็นช่วงสำคัญของการสำรวจและประเมินความเสียหาย จึงขอให้ผู้เอาประกันภัย อย่าเพิ่งกังวลหากยังมีเอกสารไม่ครบ หรือขณะเกิดเหตุไม่สามารถเก็บหลักฐานได้ทั้งหมด ให้แจ้งบริษัทประกันภัยไว้ก่อน และเมื่อสถานการณ์ปลอดภัยจึงรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ควรนำชีวิตไปเสี่ยงเพื่อเก็บหลักฐานการเคลม ส่วนบริษัทประกันภัยขอให้เตรียมความพร้อมในการรับแจ้งเหตุ ลงพื้นที่สำรวจ และพิจารณาค่าสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าสู่กระบวนการเคลมและได้รับการดูแลตามสิทธิและเงื่อนไขของกรมธรรม์โดยเร็ว” เลขาธิการ คปภ. กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความคุ้มครอง ไม่สามารถติดต่อบริษัทประกันภัย หรือพบปัญหาในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน สามารถติดต่อ สายด่วน คปภ. 1186 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เพื่อสอบถามข้อมูล ขอคำแนะนำ แจ้งปัญหา หรือขอความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งสามารถใช้ช่องทางออนไลน์และระบบ PPMS ของสำนักงาน คปภ. สำหรับการยื่นเรื่องร้องเรียน เพื่อลดภาระในการเดินทางของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เอกสารแนบมาตรการน้ำท่วม

เอสวีแอล กรุ๊ป ทำสถิติขนส่ง 1 ล้านกิโลเมตร ไร้อุบัติเหตุ รับรางวัล HomeSAFE Driving จาก BevChain LogisticsSVL Group (เอส...
02/10/2026

เอสวีแอล กรุ๊ป ทำสถิติขนส่ง 1 ล้านกิโลเมตร ไร้อุบัติเหตุ รับรางวัล HomeSAFE Driving จาก BevChain Logistics

SVL Group (เอสวีแอล กรุ๊ป) โดยกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ เอสวีแอล นำโดยนางขนิษฐา ศาสนนันทน์ ผู้จัดการส่วนอาวุโส – การตลาดและพัฒนาธุรกิจเชิงรุก 1 บริษัท เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมคณะฯ เข้ารับรางวัล “Achieved 1,000,000 km HomeSAFE Driving” ในงาน 2026 BevChain Contractors Conference ซึ่งเป็นรางวัลที่ BevChain Logistics มอบให้แก่กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ เอสวีแอล ในฐานะผู้ให้บริการขนส่งสินค้าที่สามารถทำระยะทางสะสมครบ 1,000,000 กิโลเมตร โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ โดยมีนางสาวนารี สมรัตนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด (BevChain Logistics) เป็นผู้มอบ

การรับรางวัลในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งบุคลากร ยานพาหนะ และกระบวนการปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการขนส่ง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ควบคู่กับการขับเคลื่อนวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานอย่างยั่งยืน งานนี้จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

#บีอาร์เอฟโลจิสติคส์
#เอสวีแอลกรุ๊ป #โลจิสติกส์

“BKS” เผยรถร่วมฯ กลับมาเดินรถปกติทุกเส้นทาง หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท...
02/10/2026

“BKS” เผยรถร่วมฯ กลับมาเดินรถปกติทุกเส้นทาง หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายและมีระดับน้ำลดลง ส่งผลให้ปัจจุบันผู้ประกอบการรถร่วมที่ให้บริการรถตู้โดยสารและรถมินิบัสสามารถกลับมาเดินรถได้ตามปกติทุกเส้นทาง หลังจากก่อนหน้านี้มีบางเส้นทางหยุดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมและไม่สามารถสัญจรได้

ส่วนสถานการณ์การเดินทางของผู้โดยสารพบว่ามีการใช้บริการรถโดยสารอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลภาพรวมการเดินรถเมื่อวานนี้ (1 ตุลาคม 2569) มีผู้โดยสารใช้บริการรถโดยสารของบริษัทฯ และรถร่วมฯ จำนวน 75,532 คน 4,897 เที่ยววิ่ง ส่วนวันนี้คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 79,309 คน จำนวน 5,142 เที่ยววิ่ง

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีบางพื้นที่ฝนตกและน้ำท่วม เพื่อเฝ้าระวังและประเมินเส้นทางการเดินรถโดยสารของรถบริษัทฯ และรถร่วมฯ เพื่อปรับแผนการเดินรถให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทำให้ประชาชนเกิดความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

𝐃𝐏 𝐖𝐎𝐑𝐋𝐃 เดินหน้าขยายเครือข่ายบริการโลจิสติกส์ในประเทศไทย เปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ย่านบางนาศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม...
02/10/2026

𝐃𝐏 𝐖𝐎𝐑𝐋𝐃 เดินหน้าขยายเครือข่ายบริการโลจิสติกส์ในประเทศไทย เปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ย่านบางนา

ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ขนาด 10,000 ตารางเมตร รองรับซัพพลายเชนสำหรับสินค้ามูลค่าสูงและสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการจัดส่ง

เป็นประตูสำคัญเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลกับท่าเรือแหลมฉบังและเป็นศูนย์กลางการผลิตในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย(EEC)

DP World เปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่สำหรับบริการคอนแทร็กต์โลจิสติกส์ (Contract Logistics) ย่านบางนา เดินหน้าขยายศักยภาพด้านโลจิสติกส์พร้อมยกระดับการให้บริการลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ

ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่มีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ย่านบางนา ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่สำคัญในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบังและศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย (EEC)

ศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ให้บริการจัดเก็บและกระจายสินค้าสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงและมีข้อจำกัดด้านเวลา อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยศูนย์บริการแห่งนี้เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่สำคัญ และรักษาการไหลเวียนของสินค้าในซัพพลายเชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

Jeanie Tan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ แผนกโลจิสติกส์ เอเชียแปซิฟิกของ DP World กล่าวว่า “ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของเครือข่ายการผลิตและการกระจายสินค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การลงทุนของเราในย่านบางนาจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับความต้องการของลูกค้าในตลาดที่สำคัญแห่งนี้ พร้อมเชื่อมโยงลูกค้าให้เข้าถึงเครือข่ายและศักยภาพด้านการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมของ DP World การรวมบริการเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน พร้อมตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งมั่นใจว่าสินค้าจะได้รับการขนส่งได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

การเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ย่านบางนาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนอย่างต่อเนื่องของ DP World เพื่อขยายขีดความสามารถด้านคอนแทร็กต์โลจิสติกส์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่อเนื่องหลังจากการลงทุนในสิงคโปร์และรัฐยะโฮร์ ในประเทศมาเลเซียเมื่อไม่นานมานี้ และภายในปีนี้ DP World จะเปิดให้บริการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าในกรุงกัวลาลัมเปอร์และฟิลิปปินส์เพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์ไปยังตลาดการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขยายเครือข่ายจะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจรมากขึ้นเพื่อรองรับซัพพลายเชนระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

#โลจิสติกส์ #คลังสินค้า #ศูนย์กระจายสินค้า

‘AIMIRT’ กอง REIT แรกและกองเดียวในไทยคว้ารางวัล “Sustainable Capital & Investment Leadership 2026” จากเวที CSCAP 2026นาย...
02/10/2026

‘AIMIRT’ กอง REIT แรกและกองเดียวในไทย
คว้ารางวัล “Sustainable Capital & Investment Leadership 2026” จากเวที CSCAP 2026

นายจรัสฤทธิ์ อรรถเวทยวรวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอไอเอ็ม รีท แมนเนจเม้นท์
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอไอเอ็ม อินดัสเทรียล โกรท หรือ ‘AIMIRT’ ได้รับการยกย่อง “Sustainable Capital & Investment Leadership 2026” ระดับ High-Level Recognition ในงาน Climate & Sustainability Capital Forum 2026 (CSCAP 2026) ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 โดย AIMIRT ถือเป็นกอง REIT แรกและกองเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องในระดับดังกล่าว ในฐานะที่มีนโยบายด้านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยั่งยืน รวมถึงการบริหารจัดการด้าน ESG ที่โดดเด่น​

นอกจากนี้ AIMIRT ยังได้รับประกาศนียบัตร “Sustainable Supplier” ประจำปี 2569–2570 จาก Sustainism Initiatives (STNSM) สะท้อนการนำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารกองทรัสต์ ทั้งด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การติดตั้ง Solar Roof และ LED การจัดการน้ำเสียและขยะ ตลอดจนการดูแลพนักงาน ความปลอดภัย ความโปร่งใส และการต่อต้านการทุจริต พร้อมนำแนวทางดังกล่าวไปใช้กับคู่ค้า

นายจรัสฤทธิ์ อรรถเวทยวรวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอไอเอ็ม รีท แมนเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าความยั่งยืนควรเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารกองทรัสต์ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจ การได้รับการยกย่องครั้งนี้สะท้อนแนวทางที่ AIMIRT ได้ดำเนินการมา และเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายใต้แนวทาง ‘Growth for Good’ ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์”

การบินไทยพร้อมให้บริการทุกเที่ยวบิน 3 ตุลาคมบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เร่งบริหารจัดการเที่ยวบินและระดมกำลังจากทุกภา...
02/10/2026

การบินไทยพร้อมให้บริการทุกเที่ยวบิน 3 ตุลาคม

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เร่งบริหารจัดการเที่ยวบินและระดมกำลังจากทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อมสำหรับให้บริการทุกเที่ยวบินวันที่ 3 ตุลาคม 2569

สำหรับในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม บริษัทฯ ได้ปรับลดเที่ยวบิน 15 และ 9 เที่ยวบิน ตามลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการปฏิบัติการ

บริษัทฯ จะเปิดให้บริการสำนักงานบัตรโดยสาร ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ ถนนวิภาวดีรังสิต ในวันเสาร์ที่ 3 และอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00-17.00 น. เพื่อเพิ่มช่องทางในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร

การบินไทยขอขอบคุณผู้โดยสารสำหรับความเข้าใจและความร่วมมือในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำประสบการณ์จากสถานการณ์ครั้งนี้มาทบทวนและปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารในอนาคต

Metthier จับมือ ม.มหิดล สร้าง SMART Campus ศูนย์การเรียนรู้ Smart IFM แห่งแรกของไทยมุ่งสู่ต้นแบบด้าน Digital City และ Su...
02/10/2026

Metthier จับมือ ม.มหิดล สร้าง SMART Campus ศูนย์การเรียนรู้ Smart IFM แห่งแรกของไทย
มุ่งสู่ต้นแบบด้าน Digital City และ Sustainable Smart Campus

Metthier เดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการสถานศึกษาอัจฉริยะ ร่วมมือ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ พัฒนา “SMART Campus” ต้นแบบด้านการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกอัจฉริยะแบบบูรณาการ (Smart Integrated Facility Management) แห่งแรกในประเทศไทย มุ่งสู่ Digital City และ Sustainable Smart Campus ตามมาตรฐานระดับสากล พร้อมเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่ภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน

นายขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมทเธียร์ จำกัด หรือ Metthier เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ในการสร้าง SMART Campus ถือเป็นก้าวสำคัญของ Metthier ในการนำเทคโนโลยีมายกระดับการบริหารจัดการพื้นที่และอาคารสถานศึกษาอย่างครบวงจร โดยผสาน Smart Integrated Facility Management, Command Center และ Digital Twin เพื่อให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ และศูนย์การเรียนรู้แห่งแรกของประเทศไทย สำหรับศึกษา วิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาโครงการเมืองอัจฉริยะ (Digital City) และวิทยาเขตอัจฉริยะที่ยั่งยืน (Sustainable Smart Campus) รวมถึงช่วยเตรียมทักษะความพร้อมให้บุคลากร สู่ผู้เชี่ยวชาญที่มีขีดความสามารถสูงในอนาคต ผ่านการเรียนรู้ และปฏิบัติงานจริงร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และซอฟต์แวร์ที่ได้มาตรฐานระดับอุตสาหกรรม

“มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายของอาคาร และกิจกรรม การพัฒนา SMART Campus จึงไม่ได้มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาบูรณาการ เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน รวมถึงการเพิ่มพูนทักษะด้านการปฏิบัติงานให้แก่บุคลากร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่ใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง และพัฒนาเมืองอัจฉริยะยุคใหม่” นายขยล กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การพัฒนา SMART Campus ร่วมกับภาคเอกชนในครั้งนี้ เกิดจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลการให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จึงต้องการพัฒนาวิทยาเขตสู่วิทยาเขตอัจฉริยะที่ยั่งยืน เพื่อขยายขีดความสามารถของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงยกระดับมาตรฐานของวิทยาเขตให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานทางวิชาการในระดับสากล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“SMART Campus จะเป็นต้นแบบวิทยาเขตอัจฉริยะแห่งแรกในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แพลตฟอร์มการจัดการระบบอัตโนมัติ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในวิทยาเขต รวมถึงสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับ คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ทั้งในภาคทฤษฎี และการฝึกปฏิบัติงานร่วมกับเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย เช่น Remote Patient Monitoring หรือ Intelligent Operations Center เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านนวัตกรรม และการต่อยอดใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เตรียมความพร้อมบุคลากรสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี” รศ.ดร.ธนภัทร์ กล่าว

สำหรับ SMART Campus เป็นศูนย์การเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Smart Integrated Facility Management” (Smart IFM) หรือ โครงสร้างระบบการบริหารจัดการอาคารแบบบูรณาการที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ และระบบต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึด 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยของข้อมูลและระบบ (System Security), ระบบเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง (System Reliability), รองรับการขยายระบบในอนาคต (System Scalability), และการบูรณาการทุกระบบอย่างไร้รอยต่อ (System Integration)

ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาเทคโนโลยี และงานวิจัยใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่

1. Smart Health: ยกระดับการเฝ้าระวังสุขภาพ และการส่งเสริมสุขภาวะเชิงรุกภายในวิทยาเขต รวมถึงระบบนิเวศสุขภาพของเครือข่ายโรงพยาบาลในมหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเป็นฐานข้อมูล และเครื่องมือในการประยุกต์ใช้งาน วิจัย และร่วมพัฒนาในด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) และคอมพิวเตอร์ โดยเน้นพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์อัจฉริยะ (Smart Medical Devices) เช่น ระบบติดตามสัญญาณชีพระยะไกล (Remote Patient Monitoring) และระบบเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)

2. Smart City: พัฒนาวิทยาเขตสู่พื้นที่เรียนรู้เชิงปฏิบัติการจริง (Smart Campus Living Lab) ผ่านการบูรณาการระบบควบคุมอาคาร และการจัดการโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อให้นักวิจัย และนักศึกษา สามารถนำกรณีศึกษาจริงมาใช้ในการศึกษาโครงข่ายเซนเซอร์ IoT การควบคุมอาคารประหยัดพลังงาน (Smart Building Control) และการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

3. Smart Logistics: เปิดโอกาสให้นักวิจัย และนักศึกษา ได้เข้าถึงข้อมูลจากเทคโนโลยีระบุตำแหน่งและการจัดการยานพาหนะอัจฉริยะ (Smart Fleet Management) ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเรียนรู้เรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ Smart Fleet Management ในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเส้นทางและพัฒนาระบบขนส่งทางการแพทย์ที่รวดเร็ว และปลอดภัย รวมถึงการเข้าถึงระบบโลจิสติกส์และขนส่งทางการแพทย์อัจฉริยะ (Healthcare Logistics Optimization) เช่น ระบบควบคุมสภาวะสิ่งส่งตรวจ ยา หรือ หุ่นยนต์เวชภัณฑ์ระหว่างการขนส่งอย่างรวดเร็วและปลอดภัยระดับสูงสุด ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่า และมีความสำคัญต่อสถาบันทางการแพทย์ระดับประเทศ

4. Smart Security: ยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่ ผ่านการนำเทคโนโลยี AI และเทคโนโลยีการตรวจภัยคุกคามมาติดตั้งภายในพื้นที่วิจัย และพื้นที่วิทยาเขต ไม่ว่าจะเป็น ระบบ กล้องวงจรปิดวิเคราะห์ผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI CCTV Analytics) ระบบควบคุมการเข้าออกอัตโนมัติ และ ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมอัจฉริยะ (Intelligent Operations Center) ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษา และนักวิจัยศึกษาแนวปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในระดับอุตสาหกรรม

5. Smart Environment: ผลักดันวิทยาเขตสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) และสถาบันการศึกษาที่ผสานการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับการดำเนินงานอย่างยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Sustainable Smart Campus) ผ่านการติดตั้งเทคโนโลยีการประเมินประหยัดพลังงานและการจัดการของเสียอัจฉริยะ (Smart Waste Management) ภายใต้เกณฑ์มาตรฐาน ESG และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

นอกจากนี้ SMART Campus ยังเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต ที่เปิดห้อง Learning และ Workshop สำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Smart IFM ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงบุคลากรทั่วไป โดยครอบคลุมทั้งในเชิงทฤษฎี และการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมผลักดันให้เป็นพื้นที่บ่มเพาะบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ของ Metthier ที่มุ่งมั่นยกระดับคนไทยสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดตั้ง Metthier Academy เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ รวมถึงการก่อสร้าง SMART Campus ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งบริษัทตั้งใจจะให้เป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Smart IFM ในงานบริหารจัดการอาคารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดขยายผลสู่การเป็น New Standard ในการบริหารจัดการอาคารสถานศึกษาต่อไป

#เมทเธียร์ #เทคโนโลยี
#สถานศึกษา #ความปลอดภัย #มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่อยู่

12 ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 5 แยก 14 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน
Bangkok
10220

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66849935442

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Logistics Mag โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Logistics Mag:

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์