PMP Serve Thailand

PMP Serve Thailand ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก PMP Serve Thailand, หน่วยงานให้คำปรึกษา, 80/49 senanikom1 Road , Chorakaebua , Ladprao, Bangkok.

PMP Serve Thailand | ที่ปรึกษาธุรกิจครบวงจร
เราช่วยผู้ประกอบการ “เริ่มให้ถูกตั้งแต่วันแรก” ดูแลให้จบแบบมืออาชีพ

จดทะเบียนธุรกิจ | บัญชี | สอบบัญชี | ภาษี | Visa-Work Permit |มูลนิธิสมาคม

✅ทักแชทได้เลย
📞065-535-7744
Link Line: https://lin.ee/DzUIJ4y PMP SERVE THAILAND
บริการงานบัญชีเต็มระบบ วางแผนภาษีอากร ตรวจสอบงบการเงิน บริการจดทะเบียนธุรกิจแบบครบวงจร บริการงานขอใบอนุญาติประกอบการต่างๆๆครบวงจ

ร บริการใบอนุญาติทำงาน work permit บริการจัดหาเงินลงทุนเสริมสภาพคล่อง บริการทางกฎหมายติดตามภาระหนี้ในกิจการ

บริการงานบัญชีเต็มระบบด้วยความเชียวชาญและชำนาญการที่ได้มาตราฐานของสภาวิชาชีพบัญชีที่กำหนดและบังคับใช้ปฎิบัติ รวดเร็ว ถูกต้องและเรียบร้อย งานคุณภาพสูง
☎ 065-535-7744 / 065-492-2283 / 065-396-2452
ไลน์ หรือคลิก https://lin.ee/xln5RFG

สำนักงาน: บริษัท พีเอ็มพี เสิร์ฟ (ประเทศไทย) จำกัด

1.สำนักงานใหญ่
80/49 ถนนเสนานิคม1 แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230
☎ 065-535-7744 / 065-492-2283 / 065-396-2452

2.สำนักงานสาขาลำลูกกา
60/44 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150
☎ 065-535-7744 / 065-492-2283 / 065-396-2452

3.สำนักงานสาขาจันทบุรี
14/1 ม.6 ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฎ จ.จันทุบรี 22210
☎ 065-535-7744 / 065-492-2283 / 065-396-2452


เราสามารถแก้ปัญหาในงานบัญชีของกิจการท่านได้ ดังนี้
ลดเวลาในการทำเองและไม่ต้องทำเอง สำหรับกิจการเจ้าของคนเดียว
ไม่ต้องเสียเวลาในการคุมงานด้านบัญชีและภาษีอากร
เจ้าของกิจการมีเวลาในการทำธุรกิจเต็มเวลาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องบัญชีและการเสียภาษีที่ไม่ถูกต้องและไม่ตรงเวลา
“สรรพากร” “กระทรวงพาณิชย์” “ประกันสังคม” เรียกพบ เราแก้ไขปัญหาให้ท่านได้ตรงจุด
ได้รับงบการเงินที่ถูกต้องตามมาตราฐานของกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนด หรือที่ให้ปรับปรุงแก้ไขที่บังคับใช้ทันตามกำหนดทันที
สามารถวางแผนภาษีร่วมกับเรา เพื่อความถูกต้องครบถ้วนและประหยัดภาษี
สามารถวางแผน กับบริษัทฯ เราให้ดำเนินการด้าน งบการเงิน เพื่อหาเงินลงทุนในสถาบันการเงินที่ท่านต้องการได้
ลดค่าใช้จ่ายส่วนของพนักงานบัญชี และลดการปฎิบัติงานด้านบัญชีทั้งระบบกว่า 80%

รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี = เข้าข่ายต้องจด VAT จริงไหม? แล้ว “ต้องทำอะไร” ถึงจะไม่เสี่ยงโดนย้อนหลัง (อ่านจบ…รู้ทางรอดเลย...
24/02/2026

รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี = เข้าข่ายต้องจด VAT จริงไหม? แล้ว “ต้องทำอะไร” ถึงจะไม่เสี่ยงโดนย้อนหลัง (อ่านจบ…รู้ทางรอดเลยค่ะ)

ถ้าคุณกำลังขายดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร/คาเฟ่, ออนไลน์, บริการรับเหมา, คลินิก, สตูดิโอ, โรงงานเล็ก ๆ หรือธุรกิจบริการอื่น ๆ แล้วอยู่ ๆ ก็เริ่มมีความคิดนี้ขึ้นมา…
“เอ๊ะ…ปีนี้รายได้จะเกิน 1.8 ล้านแล้วนะ
ต้องจด VAT ไหม?
ถ้าไม่จดจะเกิดอะไร?
แล้วถ้าจด…ลูกค้าจะหนีไหม?
ราคาเราต้องขึ้นอีก 7% เลยเหรอ?”
คุณไม่ได้คิดคนเดียวค่ะ
คำถามนี้เป็น “จุดเสี่ยง” ที่เจ้าของธุรกิจเจอกันเยอะมาก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องภาษี…แต่มันกระทบ ราคา / กำไร / ความน่าเชื่อถือ / เอกสาร / โอกาสได้ลูกค้าองค์กร ทั้งหมด
วันนี้เราคุยกันแบบ “คนทำธุรกิจคุยกับคนทำบัญชี” นะคะ

ฉันจะเล่าในมุมที่คุณอยากรู้จริง ๆ ว่า…
✅ เกิน 1.8 ล้าน “แปลว่าอะไร” (เกินเมื่อไหร่ นับยังไง)
✅ ถ้าเกินแล้ว “ต้องทำภายในกี่วัน”
✅ ถ้ายังไม่จด “เสี่ยงอะไรบ้าง” (แบบที่คนส่วนใหญ่เพิ่งรู้ตอนโดน)
✅ จดแล้วต้องทำอะไรเพิ่มทุกเดือน (จะเหนื่อยขึ้นไหม)
✅ จด VAT แล้ว “ดีตรงไหน” (บางธุรกิจจดแล้วคุ้มมาก)
✅ วิธีตัดสินใจแบบคนทำธุรกิจ: “ควรจดตอนนี้ไหม”
✅ checklist ที่ทำให้จดผ่านไว ไม่โดนตีกลับ
________________________________________
1) เกณฑ์ 1.8 ล้าน/ปี คืออะไร (พูดง่าย ๆ)
หลักของ VAT คือ…
ถ้าคุณ ขายสินค้า/ให้บริการในไทยเป็นประจำ และ รายได้ทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท คุณจะเข้าข่าย “ต้องจดทะเบียน VAT” ค่ะ
แล้วคำว่า “ต้องจด” ไม่ใช่แค่คำแนะนำสวย ๆ นะคะ
เพราะกรมสรรพากรระบุไว้ชัดว่า หากรายรับเกินเกณฑ์ ต้องยื่นคำขอจด VAT (ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกิน
สรุปเป็นประโยคเดียว:
เกิน 1.8 ล้านเมื่อไหร่ → เริ่มนับ 30 วัน → ต้องยื่นจด VAT
________________________________________
2) คำถามยอดฮิต: “นับรายได้ยังไง” (นี่แหละที่พลาดกันบ่อย)
อันนี้คือสิ่งที่เจ้าของธุรกิจอยากรู้ที่สุด และเป็นจุดที่คน “เผลอ” จนเกินแบบไม่ตั้งใจ
รายได้ที่ใช้ดูเกณฑ์ 1.8 ล้าน โดยหลักคือ “ยอดขาย/ค่าบริการ” ของกิจการ
•ถ้าคุณขายของ = ยอดขายรวม
•ถ้าคุณให้บริการ = ค่าบริการรวม
•ถ้าคุณมีหลายช่องทาง = รวมทุกช่องทาง (หน้าร้าน + ออนไลน์ + ออกบิล + โอน)

กับดักที่เจอบ่อย
1.เห็นเงินเข้าบัญชีไม่เท่ายอดขาย (โดนหักค่าธรรมเนียม/แพลตฟอร์ม/GP) เลยคิดว่า “ยังไม่ถึง”
2.มีรายได้หลายบัญชี/หลายเพจ แต่เจ้าของนับแค่บัญชีหลัก
3.มีทั้งเงินสด + โอน + QR แล้วนับไม่ครบ
4.คิดว่า “กำไร” เป็นตัววัด จริง ๆ เกณฑ์นี้ดูที่ “รายได้” เป็นหลักค่ะ
ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้แล้วเริ่มไม่มั่นใจ…ไม่เป็นไรนะคะ
สิ่งที่ควรทำคือ “ทำยอดรวมให้ชัดก่อน” (ใช้สเตทเมนต์ธนาคาร + รายงานยอดขาย + ใบเสร็จ/บิลที่ออก) แล้วค่อยตัดสินใจ
________________________________________
3) ถ้า “เกินแล้วไม่จด” จะเกิดอะไรขึ้น (ข้อนี้คือเหตุผลที่คนรีบแก้)
ขอพูดแบบตรง ๆ นะคะ
ความเสี่ยงมันไม่ได้จบที่ “โดนว่า” แต่มันไปถึงเรื่องเงินจริง + เวลา + โอกาสทางธุรกิจ

(ก) เสี่ยงโดน “เรียกย้อนหลัง” และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
กรมสรรพากรมีเอกสารเกี่ยวกับ โทษ/บทลงโทษ ในเรื่อง VAT และมีบทกำหนดโทษในประมวลรัษฎากรหมวด VAT (ทั้งโทษปรับ/อาญาในบางกรณี)
ภาษาคนทำธุรกิจคือ:
ถ้าถูกตรวจแล้วพบว่า “ควรจดแต่ไม่จด” เรื่องจะยาว และมักจบด้วย “ต้องเคลียร์ย้อนหลังให้จบ”

(ข) เสี่ยงเสียลูกค้าองค์กรทันที (เพราะเขาขอใบกำกับภาษี)
ลูกค้าบริษัทจำนวนมากต้องการ ใบกำกับภาษี เพื่อเอาไปเครดิตภาษีซื้อ
ถ้าคุณยังไม่จด VAT คุณออกเอกสารแบบ VAT ไม่ได้ → ลูกค้าองค์กรบางกลุ่มจะตัดคุณออกตั้งแต่ยังไม่เริ่มคุยราคา

(ค) เสี่ยง “ราคาพัง” ตอนต้องจดทีหลัง
หลายคนขายราคา “รวมทุกอย่าง” มานาน พอถึงเวลาต้องจด VAT จริง ๆ
ถ้าไม่วางแผน = คุณอาจต้อง “แบก VAT 7% เอง” เพราะขึ้นราคาทันทีไม่ได้
แปลว่ากำไรหายทันตาเห็น
________________________________________
4) จด VAT แล้วต้องทำอะไรเพิ่ม? (คำตอบจริง ๆ คือ “เพิ่ม” แต่ไม่ได้น่ากลัว ถ้าจัดระบบถูก)
อันนี้คือความกลัวอันดับ 1 ของเจ้าของธุรกิจเลยค่ะ:
“จดแล้วงานจะเพิ่มไหม?”
คำตอบคือ: เพิ่มค่ะ แต่เพิ่มแบบควบคุมได้
หัวใจมี 3 เรื่อง
1.ออกเอกสารให้ถูก (โดยเฉพาะใบกำกับภาษี/ใบเสร็จ)
2.แยก “ภาษีขาย” กับ “ภาษีซื้อ” ให้ชัด
3.ยื่นแบบ VAT เป็นรอบ (ส่วนใหญ่รายเดือน)
ถ้าคุณทำ 3 เรื่องนี้เป็นระบบตั้งแต่เดือนแรก
งานจะไม่บานปลาย และที่สำคัญคือ “ไม่เสี่ยงโดนตีกลับ”
ช่วงนี้อัตรา VAT ที่จัดเก็บ “ยังเป็น 7%” (มีประกาศขยายเวลาไปถึง 30 ก.ย. 2569)
________________________________________
5) แล้วจด VAT “ดีตรงไหน” (บางธุรกิจจดแล้วคุ้มมาก)
ข้อนี้คนไม่ค่อยพูดกัน เพราะมัวแต่กลัว “ต้องชาร์จ 7% เพิ่ม”
แต่ความจริงคือ…ถ้าธุรกิจคุณมีต้นทุนที่จ่าย VAT เยอะ จดแล้วมีสิทธิประโยชน์

ข้อดีที่เจ้าของธุรกิจชอบที่สุด
✅ นำภาษีซื้อมาเครดิต/ขอคืนได้ (ในกรณีเข้าเงื่อนไข)
✅ ดูเป็นมืออาชีพขึ้น ลูกค้าองค์กรเชื่อถือ
✅ ขยายตลาดได้ เพราะออกเอกสาร VAT ได้
✅ ระบบบัญชีแน่นขึ้น ทำให้รู้กำไรจริงไวขึ้น

หลายธุรกิจจด VAT แล้วกลับมาพูดเหมือนกันว่า
“น่าจะทำให้เร็ว เพราะพอมีระบบ…รู้เลยว่ากำไรจริงอยู่ตรงไหน”
________________________________________
6) “ควรจดตอนนี้ไหม?” วิธีคิดแบบเจ้าของธุรกิจ (ไม่ใช่ทฤษฎี)
ให้คุณดู 4 ข้อนี้ แล้วจะตัดสินใจง่ายขึ้นค่ะ
A) รายได้ “ใกล้” 1.8 ล้านแล้ว และโตต่อเนื่อง
ถ้าคุณเห็นแนวโน้มชัดว่าอีกไม่นานเกินแน่ ๆ
การเตรียมจด “ก่อนถึง” หรือ “พอแตะแล้วรีบยื่น” จะปลอดภัยกว่า
เพราะกฎกำหนดให้ยื่นภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกิน

B) ลูกค้าคุณเป็นบริษัท/องค์กร
ถ้าลูกค้าต้องการใบกำกับภาษี
คุณจด VAT = โอกาสปิดงานเพิ่มขึ้นแบบเห็นภาพ

C) คุณมีต้นทุนที่จ่าย VAT เยอะ (วัตถุดิบ/อุปกรณ์/ค่าเช่าแบบมี VAT)
จด VAT อาจช่วยให้คุณเอาภาษีซื้อมาจัดการได้ดีขึ้น
บางเคส “คุ้มกว่า” ที่คิด

D) คุณกลัวงานเอกสาร
ถ้ากลัวเอกสาร…อย่ารอให้เกินแล้วค่อยแก้ย้อนหลังค่ะ
ให้เริ่มจัดระบบแบบเบา ๆ ตั้งแต่ตอนนี้
เพราะการจด VAT ไม่ได้น่ากลัวเท่า “แก้เอกสารย้อนหลังตอนโดนตรวจ”
________________________________________
7) ขั้นตอนจด VAT จริง ๆ ทำยังไง (ให้จบแบบไม่สะดุด)
คุณมี 2 ทางหลัก ๆ ตามที่กรมสรรพากรแจ้งไว้คือ
•หรือยื่นกระดาษที่หน่วยจดทะเบียนตามที่ตั้งสถานประกอบการ
โดยทั่วไปจะเป็นการยื่นแบบคำขอ ภ.พ.01 และเอกสารประกอบตามประเภทกิจการ/สถานประกอบการ
“เอกสาร/ข้อมูล” ที่คนมักติด (ฉันสรุปเป็นภาษาคนทำธุรกิจนะคะ)
•ข้อมูลกิจการ/สถานที่ประกอบการต้องชัด
•เอกสารยืนยันตัวตน/นิติบุคคลครบ
•รูป/หลักฐานสถานประกอบการ (บางเคส)
•ความสอดคล้องของ “รายได้” กับ “การดำเนินธุรกิจจริง”
จุดที่ทำให้ผ่านไวที่สุดคือ “เตรียมข้อมูลให้เป็นชุด”
ไม่ใช่ส่งทีละชิ้น แล้วค่อยตามแก้
________________________________________
FAQ แบบสั้น ๆ (คำถามที่คนทักมาถามจริง)
Q1: ถ้ารายได้เพิ่งเกิน…ต้องทำภายในกี่วัน?
A: โดยหลักให้ยื่นจด VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกิน

Q2: ถ้าจดแล้วต้องขึ้นราคาเลยไหม?
A: ไม่จำเป็นต้อง “ขึ้นแบบห้วน ๆ” แต่ต้อง “วางโครงราคา” ให้ดี เช่น
•ราคาไม่รวม VAT + ออกใบกำกับภาษีเพิ่ม
•หรือราคา “รวม VAT” (แต่ต้องคุมกำไรให้ได้)

Q3: จด VAT แล้วเหนื่อยขึ้นเยอะไหม?
A: ถ้ามีระบบเอกสารและบัญชีรายเดือนที่ดี “ไม่เหนื่อย” เท่าการแก้ย้อนหลังค่ะ

Q4: VAT ตอนนี้กี่เปอร์เซ็นต์?
A: ช่วงนี้ยังเก็บที่ 7% และมีประกาศขยายไปถึง 30 ก.ย. 2569
________________________________________
8) สรุปให้แบบคนทำธุรกิจ (อ่านตรงนี้จบแล้วตัดสินใจได้เลย)
ถ้าคุณเริ่มเข้าโซน “ใกล้ 1.8 ล้าน” หรือ “เกินแล้วแต่ยังไม่มั่นใจ”
อย่าทำให้ตัวเองเสี่ยงด้วยการเดาเอาค่ะ

สิ่งที่ปลอดภัยที่สุดคือ
1.สรุปยอดรายได้รวมให้ชัด
2.เช็คว่าเกินแล้วหรือยัง + วันไหนที่เกิน (เพื่อคุมกรอบ 30 วัน)
3.วางแผนราคา/เอกสาร ก่อนจด
4.แล้วค่อย “ยื่นจดให้ถูก” ตั้งแต่รอบแรก
เพราะ VAT ไม่ได้น่ากลัว…
แต่ “ความไม่ชัด” น่ากลัวที่สุดค่ะ
มันทำให้คุณเสี่ยงโดนย้อนหลัง เสียเวลา เสียกำไร และเสียโอกาสลูกค้าดี ๆ แบบไม่จำเป็น

ถ้าคุณเป็นคนทำงานหนัก ขายเก่ง ทำทุกอย่างเองมาตลอด…ฉันอยากให้คุณได้ “ทำธุรกิจแบบสบายใจ” มากขึ้นค่ะ เรื่อง VAT เป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าของกิจการเครียด เพราะมันมีเดดไลน์ มีเอกสาร และมีความเสี่ยงถ้าพลาด แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีคนช่วยจัดระบบให้ตั้งแต่ต้น คุณจะรู้สึกเลยว่า ธุรกิจโตขึ้นได้แบบไม่ต้องกลัวสรรพากร และที่สำคัญ…คุณจะเห็นกำไรจริงชัดขึ้นกว่าที่เคย
________________________________________
Package A — VAT Start (เหมาะกับธุรกิจเริ่มเข้าเกณฑ์)
•ตรวจเคส + เช็คลิสต์เอกสาร + ยื่นจด VAT + ติดตามจนจบ
ราคา: 8,900 บาท (*กรุงเทพฯและปริมณทล*)
________________________________________
เราจะช่วยเช็ค “คุณเข้าข่ายจดหรือยัง” + วางแผนเอกสาร/ราคาให้เหมาะกับธุรกิจคุณค่ะ
ติดต่อทีม PMP Serve (Thailand)
• LINE:
• โทร: 065-535-7744 / 091-666-7727
• Website: www.pmpservethailand.com
________________________________________
#ภาษีมูลค่าเพิ่ม #รายได้เกิน18ล้าน #บัญชีธุรกิจ #ปิดงบ #วางระบบบัญชี #สรรพากร #ใบกำกับภาษี

📌 บริษัทจำกัด “ไม่ประกอบการ” ก็ต้องทำงบ/สอบบัญชีให้ถูกนะคะหลายบริษัทคิดว่า “ปีนี้ไม่ได้ขาย ไม่มีรายได้” เลยปล่อยเอกสารหล...
18/02/2026

📌 บริษัทจำกัด “ไม่ประกอบการ” ก็ต้องทำงบ/สอบบัญชีให้ถูกนะคะ
หลายบริษัทคิดว่า “ปีนี้ไม่ได้ขาย ไม่มีรายได้” เลยปล่อยเอกสารหลุด ๆ ไป…
แต่พอถึงเวลายื่นงบจริง มักติดปัญหาแบบนี้ค่ะ 😥
❌ ไม่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายพื้นฐาน (ค่าธรรมเนียม/บัญชีธนาคาร/ค่าใช้จ่ายบริษัท)
❌ เงินเข้า–ออกบัญชีไม่ชัด (กรรมการโอน/เบิกจ่าย)
❌ เอกสารประกอบไม่ครบ → ถูกท้วง/ต้องแก้ และเสียเวลาวนหลายรอบ
✅ ปีนี้ทำให้ “จบแบบถูกต้อง” ตั้งแต่ต้น จะยื่นได้สบายใจค่ะ

https://lin.ee/DzUIJ4y
065-535-7744 (คุณจี๋) ผู้จัดการอวุโส
________________________________________
✅ ขอบเขตงานที่ PMP Audit Group ดำเนินการให้ (ครบ จบ พร้อมยื่น)
เพื่อให้ลูกค้า “ยื่นงบได้จริง” แบบไม่ต้องวิ่งหลายที่ เราดูแลการนำส่งเอกสารในระบบออนไลน์ให้ครบทั้ง DBD และ กรมสรรพากร (RD) ตามขั้นตอนที่ถูกต้องค่ะ 📌

🏢 1) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) — ระบบ e-Filing

✅ เราดำเนินการยื่นเอกสารให้ครบในระบบ e-Filing ได้แก่
1. นำส่งงบการเงิน + รายงานผู้สอบบัญชี ผ่านระบบ e-Filing
2. อัปเดตบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย ผ่านระบบ e-Filing
📌 ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องรูปแบบไฟล์/ลำดับเอกสาร/ขั้นตอนในระบบ เราจัดให้ถูกต้องครบชุดค่ะ
________________________________________
🧾 2) กรมสรรพากร (RD) — ระบบยื่นออนไลน์

✅ เราดำเนินการนำส่งเอกสารให้ครบในระบบกรมสรรพากร ได้แก่
1. งบการเงิน + รายงานผู้สอบบัญชี
2. แบบ ภ.ง.ด.50 (แนบพร้อมการนำส่งตามระบบ)
📌 เพื่อให้การยื่นภาษีและเอกสารประกอบ “สอดคล้องกัน” ลดความเสี่ยงการถูกสอบถามหรือให้แก้ไขภายหลัง
________________________________________
⭐ PMP Audit Group ดูแลสอบบัญชี “บริษัทจำกัดไม่ประกอบการ” แบบเป็นระบบ
เพื่อให้คุณได้ งบการเงินถูกต้อง โปร่งใส พร้อมยื่น 📄✨

✅ ยื่นงบครบ “ทั้ง DBD + RD” ไม่ต้องทำเองหลายระบบ
✅ เอกสารถูกต้องตามแบบ/ลำดับที่หน่วยงานต้องการ
✅ ลดความเสี่ยงโดนท้วง → ลดการแก้ซ้ำ → ประหยัดเวลา
✅ ได้งานแบบ ครบ จบ จนยื่นสำเร็จ และมีไฟล์ไว้เก็บอ้างอิง
💰 ค่าสอบบัญชี บริษัทไม่ประกอบการ เริ่มต้น 8,500 บาท
________________________________________
⏳ คิวงานสอบบัญชีมีจำกัดต่อรอบนะคะ
ถ้าต้องการให้เราประเมินเคสให้เร็วและส่ง Checklist เอกสาร (ฟรี) ✅
พิมพ์คำว่า “ไม่ประกอบการ” แล้วส่ง 4 ข้อนี้มาได้เลยค่ะ
1. ชื่อบริษัท + เลขนิติบุคคล
2. ปีบัญชีที่จะยื่น (ปี 2568 ใช่ไหมคะ)
3. มีบัญชีธนาคารกี่บัญชี + มีเงินเข้าออกไหม (แม้ไม่มีรายได้ก็แจ้งได้ค่ะ)
4. มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างโดยประมาณ (เช่น ค่าธรรมเนียม/ค่าบัญชี/ค่าเช่า/ค่าโทร)

💬 ทักมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวทีมตอบกลับพร้อมแนวทาง + รายการเอกสารที่ต้องเตรียมให้ทันที 😊✅

พิมพ์คำว่า “ปิดงบเปล่า”
เดี๋ยวฉันส่งเช็กลิสต์เอกสาร + ขั้นตอนให้ทันทีค่ะ
https://lin.ee/DzUIJ4y

065-535-7744 (คุณจี๋) ผู้จัดการอวุโส
pmpservethailand.com
________________________________________
#ปิดงบการเงิน #งบเปล่า #ไม่ประกอบการ #ปิดงบให้จบ #ยื่นE-Filing #อบจ5 #ลดความเสี่ยงเอกสาร

17/02/2026
ตารางนำส่งประกันสังคม ปี 2569ในระบบ e-Payment
16/02/2026

ตารางนำส่งประกันสังคม ปี 2569
ในระบบ e-Payment

📌 ปีนี้ “ไม่ประกอบการ” ก็ต้องปิดงบ…และต้องทำให้ “ถูก” ด้วยนะคะ💼 บริการปิดงบการเงิน “งบเปล่า/ไม่ประกอบการ” — จบครบ 2 กระท...
09/02/2026

📌 ปีนี้ “ไม่ประกอบการ” ก็ต้องปิดงบ…และต้องทำให้ “ถูก” ด้วยนะคะ
💼 บริการปิดงบการเงิน “งบเปล่า/ไม่ประกอบการ”
— จบครบ 2 กระทรวง + ปรับ อบจ.5 ใน e-Filing

💰 ค่าบริการรวม 8,500 บาท

เดี๋ยวฉันส่งเช็กลิสต์เอกสาร + ขั้นตอนให้ทันทีค่ะ 😊
https://lin.ee/DzUIJ4y

065-535-7744 (คุณจี๋) ผู้จัดการอวุโส

หลายคนเข้าใจว่า…
✅ “ไม่ขาย ไม่มียอด ไม่ได้ทำกิจกรรมทางธุรกิจ” = ไม่ต้องทำบัญชี
แต่ในโลกความจริงของงานเอกสารและงานระบบ… คำว่า “ไม่ประกอบการ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องทำอะไร” ค่ะ
เพราะสิ่งที่หน่วยงานต้องการ คือ “ความถูกต้องตามรูปแบบ” และ “การยื่นให้ตรงระบบ”
ถ้าเราปล่อยผ่าน หรือทำแบบง่าย ๆ แต่ ข้อมูลไม่ครบ / รูปแบบไม่ตรง / ยื่นผิดช่อง / ลืมอัปเดตแบบใน e-Filing
สุดท้ายจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้…
📍 ถูกตีกลับเอกสาร ต้องแก้ซ้ำ เสียเวลา
📍 ถูกเรียกชี้แจง เพราะระบบเห็นว่าไม่ส่ง/ส่งไม่ถูก
📍 งานสะสมไปปีหน้า แล้วค่อยแก้ทีเดียว กลายเป็นงานยากขึ้น
📍 บางเคสกระทบความน่าเชื่อถือ เมื่อจำเป็นต้องใช้เอกสารต่อหน่วยงาน/ธนาคาร
________________________________________
✅ “งบเปล่า/ไม่ประกอบการ” คืออะไร? ทำไมต้องทำให้ถูก
งบเปล่าหรือไม่ประกอบการ คือ “งบการเงินที่สะท้อนว่าในรอบปีนั้นกิจการไม่มีความเคลื่อนไหวทางธุรกิจ”
เช่น ไม่มีรายได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน ไม่มีการซื้อขาย ไม่มีการให้บริการ ฯลฯ
แต่ถึงจะ “เปล่า” ก็ยังต้องมี การจัดทำและการยื่นในรูปแบบที่ถูกต้อง
เพื่อยืนยันสถานะของกิจการและให้เอกสาร “รับได้จริง” ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
พูดง่าย ๆ คือ…

📌 เราต้องทำให้ระบบเชื่อ และหน่วยงานรับ ว่าสถานะ “ไม่ประกอบการ” เป็นจริง และยื่นถูกช่องทางค่ะ
________________________________________
⚠️ ขอเล่าแบบตรงไปตรงมานะคะ เพราะเป็นเรื่องที่เจอบ่อยมาก
1.😓 คิดว่าไม่ต้องปิดงบ → ปล่อยผ่านไปเลย
พอถึงเวลาต้องใช้เอกสารกับหน่วยงาน/ทำธุรกรรม/ต่อเรื่องสำคัญ กลายเป็นต้องย้อนกลับมาทำ “ย้อนหลัง” ซึ่งยุ่งกว่าเดิม
2.😵‍💫 ทำเองแต่รูปแบบไม่ตรง
งบเปล่ามีรายละเอียดด้านรูปแบบและการแสดงรายการ ถ้าทำไม่ตรง…สุดท้าย โดนตีกลับ แล้วต้องแก้หลายรอบ
3.🧩 ระบบ e-Filing ต้องปรับแบบ/ข้อมูลให้สอดคล้อง
หลายเคส “เอกสารถูกแล้ว” แต่ในระบบยังไม่อัปเดตบางส่วน โดยเฉพาะเรื่อง อบจ.5 ทำให้ข้อมูลไม่ตรงกัน
4.⏳ เสียเวลา เสียพลังงาน
งานเอกสารไม่ยากเพราะเนื้อหา แต่ยากเพราะ “ความละเอียด” และ “ต้องตรงระบบ” ค่ะ
________________________________________
🎯 ถ้าคุณต้องการ “ความสบายใจ” ว่าปีนี้กิจการไม่ประกอบการ แต่เอกสารต้องถูกต้องและยื่นผ่าน
บริการนี้ออกแบบมาให้ “จบเป็นระบบ” ค่ะ ✅

✨ บริการปิดงบการเงิน งบเปล่า/ไม่ประกอบการ
เราดูแลให้ครบตามขอบเขตงานดังนี้
✅ ตรวจข้อมูล/เอกสาร และยืนยันแนวทางงบ “ไม่ประกอบการ”
✅ จัดทำงบการเงินให้ถูกต้องตามรูปแบบ
✅ ดำเนินการยื่น/ติดตามงาน ครอบคลุม 2 กระทรวง (ตามขอบเขตบริการ)
✅ ปรับ/อัปเดต อบจ.5 ในระบบ e-Filing
✅ ติดตามจนงาน “จบจริง” ลดโอกาสโดนตีกลับ/เรียกแก้ซ้ำ
________________________________________
🧭 โครงสร้างช่วงเวลาการทำงาน— ทำเป็น 5 Phase เพื่อให้ลูกค้าเตรียมตัวได้ง่าย
เพราะงานเอกสารที่ดี ต้องทำให้ลูกค้า “เห็นภาพ” ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในแต่ละช่วง
PMP Audit Group จึงแบ่งการทำงานเป็น 5 ช่วง (ใช้กับงานที่เกี่ยวข้องกับงบ/การตรวจสอบ/การส่งมอบเอกสารอย่างเป็นระบบ) เพื่อให้คุณวางแผนและเตรียมเอกสารได้แบบไม่วุ่นวายค่ะ
✅ Phase 1: Pre-Audit Preparation (1–2 สัปดาห์)
•งาน (Work): วางแผน, แจ้ง Checklist, ประเมินความเสี่ยง
•Value: ทราบรายการเอกสารล่วงหน้า ลดปัญหาเอกสารไม่ครบ

✅ Phase 2: Fieldwork (3–10 วันทำการ)
•งาน (Work): ตรวจหลักฐานจริงและทดสอบรายการสำคัญ
•Value: งบการเงินน่าเชื่อถือด้วยหลักฐานที่ตรวจสอบได้

✅ Phase 3: Review & Adjustment (1–2 สัปดาห์)
•งาน (Work): สรุปข้อสังเกตและแจ้งปรับปรุงบัญชี
•Value: แก้ไขประเด็นสำคัญให้ถูกต้องก่อนออกงบจริง

✅ Phase 4: Finalization & Report Issuance (3–5 วันทำการ)
•งาน (Work): ทบทวนงบสุดท้าย, ลงนาม CPA และส่งมอบรายงาน
•Value: ได้รับรายงานผู้สอบบัญชีและงบฉบับสมบูรณ์พร้อมยื่น

✅ Phase 5: Post-Audit Support
•งาน (Work): ให้คำชี้แจงการใช้งบต่อหน่วยงานหรือธนาคาร
•Value: มีที่ปรึกษาช่วยสนับสนุนหลังจบงาน

🔎 สำหรับงาน “ปิดงบเปล่า/ไม่ประกอบการ” เราจะย่อให้เหมาะกับขอบเขตบริการ แต่ยังคง “แนวคิด 5 Phase” เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าเราทำงานเป็นระบบและจบแบบมืออาชีพค่ะ
________________________________________
📦 เอกสารและผลส่งมอบ— ลูกค้าได้ “ชุดเอกสารพร้อมใช้งานจริง”
ผลส่งมอบของ PMP Audit Group คือชุดเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย และ “พร้อมใช้งานจริง” ไม่ใช่แค่ไฟล์สวย ๆ ค่ะ

✅รายงานผู้สอบบัญชี (Auditor’s Report)
เอกสารหลักแสดงความเห็นทางวิชาชีพเพื่อยื่นหน่วยงานและธนาคาร
✅งบการเงินฉบับสมบูรณ์ (Audited Financial Statements)
งบการเงินพร้อมหมายเหตุประกอบงบ เปิดเผยข้อมูลครบถ้วน
✅ชุดเอกสารสำหรับยื่นหน่วยงาน (Regulatory Filing Package)
ชุดเอกสารในรูปแบบที่ DBD และกรมสรรพากรกำหนด
✅รายงานข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ (Management Letter)
สรุปจุดเสี่ยงและแนวทางพัฒนาระบบการเงิน
✅สรุปปิดงาน/ประชุมสรุป (Audit Completion Summary)
สรุปประเด็นสำคัญและสิ่งที่ต้องจัดการในปีถัดไป
✅ไฟล์ดิจิทัล (Digital Copies)
ไฟล์ PDF ทางการและไฟล์สำหรับจัดเก็บอ้างอิง
✅สำหรับบริการ “ปิดงบเปล่า/ไม่ประกอบการ” เราจะส่งมอบเอกสาร “ตามขอบเขตงานบริการ” และจัดรูปแบบให้พร้อมใช้งาน/พร้อมยื่น โดยอิงแนวคิดเดียวกันคือ “ลูกค้าต้องเอาไปใช้ต่อได้จริง” ค่ะ
________________________________________

💵 ค่าบริการรวม 8,500 บาท (All-in 8,500 THB)
รวมงาน ปิดงบงบเปล่า/ไม่ประกอบการ + ยื่น/ติดตาม 2 กระทรวง + ปรับ อบจ.5 ใน e-Filing

📌 เหมาะกับ: บริษัท/กิจการที่ “เปิดไว้” แต่ปีนี้ไม่มีการดำเนินงาน และอยากให้เอกสารถูกต้อง 100% แบบไม่ต้องมานั่งแก้ซ้ำ
________________________________________
✅ ทำไมควรทำ “ตอนนี้” ไม่ใช่ค่อยทำทีหลัง
“งบเปล่า” ถ้าทำให้ถูกตั้งแต่ปีนั้น ๆ จะง่ายมาก
แต่ถ้าปล่อยให้ข้ามปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น เช่น
• ต้องไล่เช็กย้อนหลัง
• แบบฟอร์ม/ระบบเปลี่ยน
• ต้องชี้แจงเหตุผลที่ไม่ยื่น/ยื่นไม่ครบ
📌 สรุปคือ ทำตอนนี้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า และปลอดภัยกว่า ค่ะ
________________________________________
บางครั้งสิ่งที่ทำให้เจ้าของกิจการเครียด ไม่ใช่การขายหรือบริหารทีม แต่คือ “เอกสาร” ที่เหมือนเล็กน้อย…แต่ถ้าพลาดขึ้นมา จะกลายเป็นงานแก้ที่เสียทั้งเวลาและพลังใจ งบเปล่าถ้าทำให้ถูกตั้งแต่วันนี้ คุณจะได้ความสบายใจว่า “กิจการสะอาด เอกสารถูก ระบบพร้อม” วันไหนต้องใช้เอกสารกับหน่วยงานหรือธนาคาร คุณไม่ต้องย้อนกลับไปแก้ความเสี่ยงทีหลังค่ะ
________________________________________
✅ พิมพ์คำว่า “ปิดงบเปล่า”
เดี๋ยวฉันส่งเช็กลิสต์เอกสาร + ขั้นตอนให้ทันทีค่ะ 😊
https://lin.ee/DzUIJ4y

065-535-7744 (คุณจี๋) ผู้จัดการอวุโส
pmpservethailand.com
________________________________________
#ปิดงบการเงิน #งบเปล่า #ไม่ประกอบการ #ปิดงบให้จบ #ยื่นE-Filing #อบจ5 #ลดความเสี่ยงเอกสาร

“คุณจี๋ครับ…ร้านผมรายได้เริ่มใกล้ 1.8 ล้านแล้วครับ 🍜📈ต้องจด VAT เมื่อไหร่? แล้วถ้าจดช้า ‘เสี่ยงอะไร’ บ้างครับ?” 😵‍💫🧾ถ้าค...
08/02/2026

“คุณจี๋ครับ…ร้านผมรายได้เริ่มใกล้ 1.8 ล้านแล้วครับ 🍜📈
ต้องจด VAT เมื่อไหร่? แล้วถ้าจดช้า ‘เสี่ยงอะไร’ บ้างครับ?” 😵‍💫🧾

ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร/เดลิเวอรี่ แล้วอยู่ในช่วงยอดโตขึ้นแบบนี้…
“ใกล้เกณฑ์ VAT” เป็นช่วงที่ร้านส่วนใหญ่พลาดกันมากที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่เก่งนะคะ แต่เพราะธุรกิจร้านอาหารตัวเลขมัน “ซับซ้อน” กว่าที่คิด โดยเฉพาะเดลิเวอรี่ที่

•เงินเข้าเป็นรอบ
•โดนหัก GP/ค่าธรรมเนียม/โปรฯ
•มีคืนเงิน/ยกเลิก/ปรับยอด

ทำให้เจ้าของร้านจำนวนมาก “ประเมินรายรับผิด” และไม่รู้ว่าตอนนี้ถึงเกณฑ์จริงหรือยังค่ะ
วันนี้ฉันจะสรุปให้แบบเจ้าของร้านอ่านแล้วเข้าใจทันทีว่า
✅ ต้องดูอะไรเพื่อเช็คว่าเข้าเกณฑ์แล้วหรือยัง
✅ ทำไมต้องรีบจัดระบบก่อนจด
✅ ถ้าจดช้าจะเสี่ยงอะไร
และปิดด้วยขั้นตอนทักคำเดียวให้จี๋ช่วยประเมินเคสให้ฟรีค่ะ 😊
________________________________________
•รายได้โตขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี่ 📈
•ลูกค้าองค์กรเริ่มขอใบกำกับ VAT บ่อยขึ้น 🧾
•คุณเริ่มได้ยินคำว่า “1.8 ล้าน” จนใจสั่น 😅
•แต่พอจะนับรายได้จริง…กลับงง เพราะเดลิเวอรี่มีรายการหักเยอะ เงินเข้าไม่เท่ายอดขาย
•กลัวจดช้าแล้วโดนเสี่ยง แต่ก็กลัวจดเร็วแล้วต้องยื่นรายเดือนแบบทำไม่ทัน
ถ้าใช่…คุณไม่ได้คนเดียวค่ะ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “ต้องเช็คให้ชัดก่อน” นะคะ ✅
________________________________________
🧾 เสี่ยงทางภาษี ถ้าควรจดแล้วแต่ยังไม่จด
เพราะเมื่อเข้าเกณฑ์แล้ว การไม่จดจะทำให้คุณอยู่ในโซนเสี่ยงที่ต้องตามแก้เอกสาร/การยื่นในภายหลัง

⏳ จดแล้วต้องยื่นรายเดือน ถ้าเอกสารไม่พร้อม = เครียดทุกเดือน
VAT ไม่ใช่จดแล้วจบค่ะ จดแล้วต้องยื่นรายเดือน ถ้ายอดขาย/เงินเข้า/ภาษีซื้อไม่เป็นระบบ จะยิ่งเสี่ยงผิด

💸 กำไรเพี้ยน ตัดสินใจผิดเรื่องราคา/โปรฯ
ร้านเดลิเวอรี่ยอดขายไม่เท่าเงินเข้า ถ้าไม่แยก “ยอดขาย–รายการหัก–เงินเข้า” ให้ชัด คุณจะวางแผนกำไรและภาษีผิดได้ง่ายมากค่ะ
________________________________________
1.เกณฑ์ VAT ต้องประเมินจาก “รายรับจริงของกิจการ” และต้องดูให้ถูกว่าอะไรเป็นรายรับของร้านจริง โดยเฉพาะกรณีเดลิเวอรี่ที่มีรายการหัก
2.ถ้าเข้าเกณฑ์แล้ว ควรวางแผนจดให้ทัน เพราะจดแล้วต้องยื่นรายเดือนและต้องมีเอกสารรองรับ (ภาษีขาย/ภาษีซื้อ)
3.ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือให้ทีมช่วย “เช็คตัวเลข + จัดระบบเอกสาร” ก่อน เพื่อจดและยื่นได้ถูกต้อง ไม่เสี่ยงค่ะ ✅
________________________________________
✅ เพื่อให้รู้ว่า “ถึงเกณฑ์จริงไหม” และ “ต้องทำอะไรต่อ” ให้เช็ค 5 ข้อนี้ก่อนนะคะ 📝
1) รวมรายรับทุกช่องทางให้ครบ
•หน้าร้าน
•เดลิเวอรี่ (Grab/LINE MAN ฯลฯ)
•งานจัดเลี้ยง/รับออเดอร์องค์กร (ถ้ามี)
📌 ห้ามนับเฉพาะช่องทางใดช่องทางหนึ่ง เพราะจะทำให้ประเมินผิดค่ะ

2) แยกยอดขาย vs เงินเข้า (สำคัญมากสำหรับเดลิเวอรี่)
ยอดขายในแอปไม่เท่าเงินเข้าธนาคาร เพราะมี GP/ค่าธรรมเนียม/โปรฯ/คืนเงิน และรอบโอน
📌 ถ้าคุณเอาเงินเข้าไปเป็นยอดขาย หรือเอายอดขายไปคิดว่าเป็นเงินเข้า ตัวเลขจะเพี้ยนค่ะ

3) เก็บรายงานเดลิเวอรี่ 3 อย่างให้ครบ
•ยอดขาย (gross)
•รายการหัก (GP/ค่าธรรมเนียม/โปรฯ/คืนเงิน/ปรับยอด)
•รอบโอนเงิน (payout/settlement)
📌 3 อย่างนี้ทำให้ “พิสูจน์รายรับ” ได้จริงนะคะ

4) ดูความพร้อมของ “ภาษีซื้อ”
ถ้าจด VAT แล้ว ภาษีซื้อช่วยลดภาษีขายได้ แต่ต้องเป็นใบกำกับที่ใช้ได้จริง
📌 ถ้าภาษีซื้อไม่พร้อม คุณจะเสียสิทธิไปฟรี ๆ

5) ระบบเอกสารพร้อมยื่นรายเดือนไหม
จด VAT แล้วต้องยื่นทุกเดือน
📌 ถ้าเอกสารยังมั่ว → ต้องจัดระบบก่อนหรือพร้อม ๆ กัน เพื่อไม่ให้ยื่นแล้วเสี่ยงค่ะ
________________________________________
🧩 เคสจริงร้านอาหารเดลิเวอรี่
ร้านอาหารเดลิเวอรี่ร้านหนึ่งยอดขายในแอปโตมาก เจ้าของคิดว่ายังไม่ถึง 1.8 ล้าน เพราะดูจาก “เงินเข้าจริง”
แต่พอทีมช่วยเช็คจากรายงานยอดขาย + รายการหัก + รอบโอน
พบว่ารายรับจริงของกิจการ “ใกล้เกณฑ์มาก” แล้ว และลูกค้าองค์กรก็เริ่มขอใบกำกับ
พอเราช่วยวางระบบเอกสารและภาษีซื้อให้พร้อม ร้านจด VAT ได้อย่างมั่นใจ และยื่นรายเดือนได้ไม่เครียดค่ะ ✅
________________________________________
✅ ทีม PMP ช่วยได้ค่ะ
•ช่วยเช็คว่าเข้าเกณฑ์ VAT หรือยังจากข้อมูลจริง (ไม่เดา)
•ช่วยจัดระบบเอกสารขาย/ซื้อให้พร้อมยื่นรายเดือน ลดเสี่ยงผิดพลาด
•ช่วยทำให้คุณตอบลูกค้าองค์กรได้มั่นใจ และธุรกิจเดินต่อได้แบบไม่สะดุดค่ะ ✅
________________________________________
💼 Package / Offer (บริการ VAT ด่วน / วางระบบ VAT)
✅ ประเมินเคส + สรุปว่าควรจดเมื่อไหร่ → “ตัดสินใจได้ทันที ไม่เดา”
✅ จัดระบบเอกสาร VAT ให้พร้อมยื่นรายเดือน → “ยื่นง่าย ลดเสี่ยง”
✅ ดูแลขั้นตอนจด/ยื่น/ติดตามให้ครบ → “ไม่ต้องวิ่งเอง ไม่เสียรอบ”
________________________________________
⏰ ใกล้เกณฑ์ VAT แล้ว “อย่ารอให้เกินแล้วค่อยวิ่ง” เพราะต้องจัดเอกสารรายเดือนและอาจเสี่ยงตามแก้ทีหลังนะค้า 🥲
________________________________________
✨ สนใจให้จี๋ช่วยดูเคสให้ตรงจุดไหมคะ?
พิมพ์คำว่า “VAT” แล้วส่ง ช่องทางขาย + ยอดขายคร่าว ๆ + มีเดลิเวอรี่แอปอะไรบ้าง มาได้เลยค่ะ 😊
สายด่วน (โทรได้เลยค่ะ)
📞 065-535-7744 (คุณจี๋) ผู้จัดการอาวุโส
📞 088-999-7627
แชทง่ายที่สุด
💬 LINE:
🔗 https://lin.ee/DzUIJ4y
🌐 Website: www.pmpservethailand.com
✉️ Email: [email protected]
________________________________________
✅ทีม PMP ดูแลเคสร้านอาหาร/เดลิเวอรี่จริงทุกวันค่ะ เราช่วยเช็ค “รายรับจริง” ให้ชัด และวางระบบให้ยื่น VAT ได้จริงแบบไม่เสี่ยงนะค้า
#ภาษีมูลค่าเพิ่ม #ร้านอาหารเดลิเวอรี่ #เดลิเวอรี่ #ใบกำกับภาษี #ภาษีธุรกิจ #ทักคำว่าVAT

07/02/2026

ขายดีทุกวัน…แต่เงินไม่เหลือ?
คาเฟ่หลายร้านเจ็บตรงนี้เหมือนกันเลยจ้า…
ยอดใน POS สวย เดลิเวอรี่เด้งรัว ๆ แต่พอถึงตอนจ่ายบิล…เงินหายไปไหนก็ไม่รู้ 😥
5 จุดรั่วที่ทำให้ “ขายดีแต่ไม่เหลือ”
สาเหตุหลัก ๆ มี 5 อย่างนะค้า
1. ต้นทุนต่อแก้วเดาเอา เพราะสูตรไม่คงที่
2. เงินสด/QR ไม่ตรง ปล่อยข้ามวันคือไล่ไม่เจอ
3. เดลิเวอรี่คิดเงินเข้า “ผิด” เพราะยังไม่หัก GP
4. เอกสารกระจัดกระจาย เสี่ยงภาษีย้อนหลัง
5. ทีมทำงานไม่ตามมาตรฐาน ส่วนลด/ของแถม/void กลายเป็นรูรั่วจ้า
แก้ให้จบ = ทำระบบหลังบ้าน
ทีม PMP ทำให้ร้านเห็น “กำไรจริง” แบบทำตามได้เลยจ้า
เราช่วยคุม 3 เรื่องหลัก ๆ
✅ ต้นทุนต่อแก้วให้ชัด (รวมแพ็ก+ของเสีย)
✅ กระทบยอด Cash/QR/Delivery ให้ตรง
✅ สรุปยอดขายแยกช่องทาง + จัดเอกสารให้ส่งง่าย ลดเสี่ยงภาษี

แพ็กบัญชีคาเฟ่ 5,000/เดือน
✅ ไม่ลิมิตเอกสาร
ถ้าคุณอยาก “คุมงบ • บัญชีจบ • ลดเสี่ยงภาษี”

ทักคำว่า “5000” ได้เลยนะค้า
📞 088-999-7627 / 065-535-7744
💬 LINE:

07/02/2026

“ราคา 45/55/65/75 ต้นทุนเท่าไหร่ถึงไม่เจ๊ง?”
กาแฟที่ขมที่สุด…ไม่ใช่รสชาติค่ะ แต่คือตอน “จ่ายบิล” 😅
ถ้าคุณขายกาแฟหน้าร้าน 45/55/65/75
แล้วเดลิเวอรี่ 55/65/75/85
ถามตรง ๆ นะค้า…คุณรู้ไหมว่า “เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง” ไม่ใช่ยอดบนแอป?
สูตรจำง่ายมากจ้า ✅
เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง = ราคา × (1 − GP)
ถ้า GP 35% ก็ ×0.65
เดลิเวอรี่ 75 เงินเข้าแค่ 48.75 นะค้า
ไม่ใช่ 75 จ้า
-----
และต้นทุนต่อแก้วต้องคิด “ครบ” ด้วยนะคะ
วัตถุดิบ + แพ็ก + Waste
ไม่ใช่คิดแค่เมล็ดกาแฟอย่างเดียว
หลุดแค่ +5 บาท/แก้ว
ขายเดือนละ 4,500 แก้ว = เงินหาย 22,500/เดือน ทันทีจ้า
พี่สรุปให้เลยนะค้า:
• ราคา 45/55 ต้นทุนต้องต่ำมาก ไม่งั้นตึงเร็ว
• ราคา 65/75 คือโซนที่ร้านส่วนใหญ่ “ไปถึงกำไรจริง” ได้ง่ายกว่า
เพราะมีพื้นที่ให้ต้นทุนและระบบหายใจจ้า
-----
ถ้าคุณอยากให้ทีม PMP ช่วยคำนวณ “ต้นทุนจริง/แก้ว + จุดคุ้มทุน + เดลิเวอรี่หลังหัก GP” แบบมืออาชีพ
พิมพ์คำว่า “5000” หรือทักมาได้เลยนะค้า ✅
📞 088-999-7627 / 065-535-7744 | LINE:

☕️ ขายกาแฟแก้วละ 45/55/65/75 ให้ “ไม่เจ๊ง” ต้นทุนต้องเท่าไหร่? และต้องขายวันละกี่แก้วถึงเริ่มมีกำไร (คำนวณให้ดูจ้า)พี่ขอ...
07/02/2026

☕️ ขายกาแฟแก้วละ 45/55/65/75 ให้ “ไม่เจ๊ง” ต้นทุนต้องเท่าไหร่?
และต้องขายวันละกี่แก้วถึงเริ่มมีกำไร (คำนวณให้ดูจ้า)

พี่ขอคุยตรง ๆ แบบคนทำร้านกับคนทำร้านนะค้า 😊
คาเฟ่จำนวนมาก “ไม่ได้พังเพราะกาแฟไม่อร่อย” จ้า
แต่พังเพราะ ขายดีแต่กำไรไม่พอจ่ายบิล แล้วมันไปตึงตรง “ค่าเช่า-เงินเดือน-ค่าวัตถุดิบ-หนี้หมุน” แบบเงียบ ๆ
และที่พี่เจอบ่อยมากคือ…เจ้าของร้านตั้งราคาแบบนี้ (ซึ่งสมจริงมากนะคะ)
• หน้าร้าน 45 | เดลิเวอรี่ 55
• หน้าร้าน 55 | เดลิเวอรี่ 65
• หน้าร้าน 65 | เดลิเวอรี่ 75
• หน้าร้าน 75 | เดลิเวอรี่ 85

แล้วถามพี่ว่า… “พี่ ราคาแบบนี้รอดไหม?”
คำตอบคือ รอดได้ค่ะ แต่ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า
ต้นทุนต่อแก้วจริงของเราเท่าไหร่ และเดลิเวอรี่เราคิด “เงินเข้า” หลังหัก GP แล้วหรือยังนะค้า ✅
วันนี้พี่จะทำให้เห็น “เป็นตัวเลข” แบบไม่เดาเลยจ้า
อ่านจบคุณจะรู้เลยว่า
1. ต้นทุนต่อแก้วควรอยู่ระดับไหนถึง “ไม่เจ๊ง”
2. ถ้าอยาก “เริ่มมีกำไร” ต้องขายวันละกี่แก้ว
3. ทำไมเดลิเวอรี่ยอดดี แต่เงินหายได้ง่ายมาก
4. แล้วทีม PMP ทำให้ร้านเห็นภาพและคุมระบบได้ยังไงแบบมืออาชีพจ้า
________________________________________
ส่วนที่ 1: ตั้งสมมติฐานให้เหมือนร้านจริงก่อนนะค้า (เพื่อคำนวณให้เห็นภาพชัด)
พี่ขอใช้โมเดล “ร้านเครื่องดื่มอย่างเดียว” ที่เจอบ่อยในชีวิตจริงจ้า
ถ้าร้านคุณต่างจากนี้ คุณก็ปรับตามได้เลยนะคะ
สมมติฐานร้าน (เพื่อคำนวณตัวอย่างทั้งหมดในบทความนี้)
• ขายเฉลี่ย 150 แก้ว/วัน
• เดือนหนึ่งคิด 30 วัน → 4,500 แก้ว/เดือน
• สัดส่วนยอดขาย: หน้าร้าน 60% = 2,700 แก้ว / เดลิเวอรี่ 40% = 1,800 แก้ว
• ค่าใช้จ่ายคงที่/เดือน (Fixed Cost) = 125,000 บาท
(ค่าเช่า+เงินเดือน+ค่าน้ำไฟ+เน็ต+จิปาถะ)
• GP เดลิเวอรี่ (แพลตฟอร์ม) = 35%
• แพ็กเกจจิ้งหน้าร้าน (แก้ว/ฝา/หลอด/สติ๊กเกอร์/ทิชชู่) เฉลี่ย = 3 บาท/แก้ว
• แพ็กเดลิเวอรี่เพิ่ม (ถุง/ซีล/กันหก) เฉลี่ย = +3 บาท/แก้ว
บอกก่อนนะค้า: “ตัวเลขแพ็ก 3 บาท/3 บาท” เป็นค่าเฉลี่ยที่ร้านทำได้จริงจ้า
ร้านที่ใช้แก้วหนา+ซีลดีมาก ตัวเลขอาจสูงขึ้นได้ (และยิ่งต้องคุมต้นทุนให้แม่นขึ้นด้วยนะคะ)
________________________________________
ส่วนที่ 2: สูตรที่ต้องจำให้ขึ้นใจ (นี่คือเส้นแบ่งร้านรอดกับร้านเหนื่อยฟรี) ✅
1) สูตรต้นทุนต่อแก้ว (Unit Cost)
ต้นทุนหน้าร้าน/แก้ว = ต้นทุนวัตถุดิบ/แก้ว + แพ็กหน้าร้าน/แก้ว + Waste/แก้ว
ต้นทุนเดลิเวอรี่/แก้ว = ต้นทุนหน้าร้าน/แก้ว + แพ็กเดลิเวอรี่เพิ่ม/แก้ว

2) สูตรเงินเข้าเดลิเวอรี่ “ต้องคิดหลังหัก GP”
เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง/แก้ว = ราคาเดลิเวอรี่ × (1 − GP%)
GP 35% → คูณ 0.65

3) สูตรกำไรต่อแก้ว (แบบถูกต้อง)
กำไรหน้าร้าน/แก้ว = ราคาหน้าร้าน − ต้นทุนหน้าร้าน/แก้ว
กำไรเดลิเวอรี่/แก้ว = เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง − ต้นทุนเดลิเวอรี่/แก้ว
พอคุณมี 3 สูตรนี้นะค้า…คุณจะหยุด “เดา” แล้วเริ่ม “คุม” ได้จริงจ้า
________________________________________
ส่วนที่ 3: ทำไมเดลิเวอรี่ทำให้ร้าน “คิดกำไรเกินจริง” ง่ายมาก
พี่ขอให้คุณดูตัวเลขเงินเข้าเดลิเวอรี่ “จริง” ของราคาที่คุณตั้งนะค้า
(คิด GP 35% ตามสมมติฐาน)
• เดลิเวอรี่ 55 → เงินเข้า = 55×0.65 = 35.75
• เดลิเวอรี่ 65 → เงินเข้า = 65×0.65 = 42.25
• เดลิเวอรี่ 75 → เงินเข้า = 75×0.65 = 48.75
• เดลิเวอรี่ 85 → เงินเข้า = 85×0.65 = 55.25
นี่แหละจ้า…เหตุผลที่ร้านจำนวนมาก “ยอดบนแอปสวยมาก” แต่เงินเข้าบัญชีจริงไม่เท่าที่คิด
เพราะถ้าคุณเผลอคิดว่า “ขาย 75 ได้เงิน 75” คุณกำลังคิดเกินจริงอยู่ 26.25 บาท/แก้ว เลยนะค้า 😥
________________________________________
ส่วนที่ 4: คำนวณให้ดูครบ 4 ระดับราคา — ต้นทุนเท่าไหร่ถึง “ไม่เจ๊ง” และต้องขายวันละกี่แก้วถึงเริ่มมีกำไร
ตรงนี้คือแกนหลักของโพสต์นี้เลยจ้า
พี่จะคำนวณ 2 แบบให้คุณเห็นชัด ๆ นะคะ
1. ต้นทุนสูงสุดที่ยัง “คุ้มทุน” (กำไร=0) → ถ้าต้นทุนเกินนี้ ร้านมีโอกาสเจ็บแน่นอน
2. จำนวนแก้ว/วันที่ต้องขายเพื่อเริ่ม “มีกำไร” (พี่ให้ทั้งระดับกำไร 0 และกำไรนิดหน่อยเพื่อเริ่มหายใจได้ด้วยจ้า)
________________________________________
4.1 ขั้นตอนคำนวณ “แบบร้านจริง” (พี่จะทำซ้ำให้ครบทุกระดับราคา)
เรามีจำนวนแก้วต่อเดือน:
• หน้าร้าน = 2,700 แก้ว
• เดลิเวอรี่ = 1,800 แก้ว
ค่าใช้จ่ายคงที่ = 125,000 บาท
ให้ “ต้นทุนหน้าร้าน/แก้ว” = C
ดังนั้น “ต้นทุนเดลิเวอรี่/แก้ว” = C + 3
รายได้หน้าร้าน/เดือน = 2,700 × ราคาหน้าร้าน
เงินเข้าเดลิเวอรี่/เดือน = 1,800 × (ราคาเดลิเวอรี่ × 0.65)
กำไรขั้นต้น/เดือน (ก่อนหัก Fixed) =
2,700×(ราคาหน้าร้าน − C) + 1,800×(เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง − (C+3))
จากนั้น
กำไรสุทธิ/เดือน = กำไรขั้นต้น − 125,000
จุดคุ้มทุน (Break-even) คือกำไรสุทธิ = 0
เราจะหา C ที่ทำให้กำไรสุทธิ = 0 นะค้า
________________________________________
ระดับราคา A: หน้าร้าน 45 | เดลิเวอรี่ 55
เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง/แก้ว = 55×0.65 = 35.75
กำไรขั้นต้น/เดือน =
2,700×(45 − C) + 1,800×(35.75 − (C+3))
= 2,700×(45 − C) + 1,800×(32.75 − C)
คำนวณทีละก้อนนะค้า
2,700×45 = 121,500
1,800×32.75 = 58,950
รวม = 180,450
ดังนั้นกำไรขั้นต้น = 180,450 − (2,700C + 1,800C)
= 180,450 − 4,500C
กำไรสุทธิ = (180,450 − 4,500C) − 125,000
= 55,450 − 4,500C
จุดคุ้มทุน = 0
0 = 55,450 − 4,500C
C = 55,450 ÷ 4,500 = 12.32 บาท/แก้ว

✅ สรุปแบบคนทำร้านนะค้า
ถ้าคุณตั้งราคา 45/55 ต้นทุนหน้าร้านต้องไม่เกิน 12.32 ถึงจะไม่เจ๊ง
ซึ่งพูดตรง ๆ… “โหดมาก” จ้า
ถ้าคุณขายกาแฟคุณภาพกลาง ๆ ขึ้นไป + มีแพ็ก + มี waste ส่วนใหญ่ต้นทุนจะเกินตัวนี้ง่ายมาก
เพราะแค่เมล็ดกาแฟก็อาจเกือบแตะ 12 แล้วนะค้า 😅
แล้วถ้าถามว่า “ต้องขายวันละกี่แก้วถึงคุ้มทุน?”
หลักคิดง่าย ๆ คือ…
กำไรสุทธิ = (กำไรต่อแก้วเฉลี่ย × จำนวนแก้ว) − Fixed
ถ้าจะคุ้มทุน ต้องทำให้ “กำไรต่อแก้วเฉลี่ย” มากพอที่จะครอบ 125,000 นะคะ
แต่ในชุดราคา 45/55 นี่…มันจะคุ้มทุนได้ก็ต่อเมื่อคุณคุม C ต่ำมากจริง ๆ จ้า
ถ้า C ขยับเกิน 12.32 นิดเดียว จำนวนแก้วที่ต้องขายจะพุ่งแบบน่าตกใจเลย
________________________________________
ระดับราคา B: หน้าร้าน 55 | เดลิเวอรี่ 65
เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง/แก้ว = 65×0.65 = 42.25
กำไรขั้นต้น/เดือน =
2,700×(55 − C) + 1,800×(42.25 − (C+3))
= 2,700×(55 − C) + 1,800×(39.25 − C)
คำนวณก้อนตัวเลข
2,700×55 = 148,500
1,800×39.25 = 70,650
รวม = 219,150
กำไรขั้นต้น = 219,150 − 4,500C
กำไรสุทธิ = (219,150 − 4,500C) − 125,000
= 94,150 − 4,500C
จุดคุ้มทุน
0 = 94,150 − 4,500C
C = 94,150 ÷ 4,500 = 20.92 บาท/แก้ว

✅ สรุปนะค้า
ราคา 55/65 ต้นทุนหน้าร้านต้องไม่เกิน 20.92 ถึงจะไม่เจ๊ง
อันนี้เริ่ม “สมจริง” ขึ้น เพราะหลายร้านทำได้
แต่ก็ยังต้องคุมสูตรให้แม่นนะคะ เพราะถ้าหลุด +3/+5 บาท ร้านจะเริ่มตึงเร็วเลยจ้า
________________________________________
ระดับราคา C: หน้าร้าน 65 | เดลิเวอรี่ 75
เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง/แก้ว = 75×0.65 = 48.75
กำไรขั้นต้น/เดือน =
2,700×(65 − C) + 1,800×(48.75 − (C+3))
= 2,700×(65 − C) + 1,800×(45.75 − C)
คำนวณก้อนตัวเลข
2,700×65 = 175,500
1,800×45.75 = 82,350
รวม = 257,850
กำไรขั้นต้น = 257,850 − 4,500C
กำไรสุทธิ = (257,850 − 4,500C) − 125,000
= 132,850 − 4,500C
จุดคุ้มทุน
0 = 132,850 − 4,500C
C = 132,850 ÷ 4,500 = 29.52 บาท/แก้ว

✅ สรุปแบบชัด ๆ
ราคา 65/75 ต้นทุนหน้าร้าน “คุ้มทุน” ได้ถึง 29.52 จ้า
และที่สำคัญคือ…นี่คือโซนที่ร้านส่วนใหญ่ “ไปถึงกำไรจริง” ได้ง่ายกว่า เพราะมีพื้นที่ให้ต้นทุนและระบบหายใจจ้า
________________________________________
ระดับราคา D: หน้าร้าน 75 | เดลิเวอรี่ 85
เงินเข้าเดลิเวอรี่จริง/แก้ว = 85×0.65 = 55.25
กำไรขั้นต้น/เดือน =
2,700×(75 − C) + 1,800×(55.25 − (C+3))
= 2,700×(75 − C) + 1,800×(52.25 − C)
คำนวณก้อนตัวเลข
2,700×75 = 202,500
1,800×52.25 = 94,050
รวม = 296,550
กำไรขั้นต้น = 296,550 − 4,500C
กำไรสุทธิ = (296,550 − 4,500C) − 125,000
= 171,550 − 4,500C
จุดคุ้มทุน
0 = 171,550 − 4,500C
C = 171,550 ÷ 4,500 = 38.12 บาท/แก้ว

✅ สรุปนะค้า
ราคา 75/85 คุ้มทุนได้ถึงต้นทุนหน้าร้าน 38.12 จ้า
พื้นที่เยอะขึ้นจริง แต่ต้องระวังยอดตก/การแข่งขัน และต้องคุมเดลิเวอรี่ให้ไม่เจ็บกำไรเหมือนกันนะคะ
________________________________________
ส่วนที่ 5: สรุป “ต้นทุนควรเป็นเท่าไหร่” ถ้าคุณอยาก “ไม่ใช่แค่คุ้มทุน แต่สำเร็จจริง”

คุ้มทุน = ไม่เจ๊ง
แต่ “สำเร็จ” คือ มีเงินเหลือเก็บ มีเงินสำรอง มีเงินขยายร้านได้ จ้า
พี่ขอให้เป้าหมายง่าย ๆ ก่อนนะค้า
อยากให้ร้านเหลือกำไรสุทธิอย่างน้อย 30,000 บาท/เดือน
(ถือว่าเริ่มหายใจได้จริง ไม่ตึงทุกเดือนจ้า)
จากการคำนวณ (ตามโมเดลเดียวกัน) จะได้ว่า “ต้นทุนหน้าร้านที่ควรคุม” เพื่อให้เหลือ ~30,000/เดือน คือประมาณนี้จ้า
• ราคา 45/55 → ต้นทุนต้องต่ำมากแบบแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับกาแฟจริง
• ราคา 55/65 → ต้นทุนควรอยู่แถว 14–18 ถึงจะเหลือเงินจริง
• ราคา 65/75 → ต้นทุนควรอยู่แถว 22–23 (โซนแนะนำที่สุดจ้า)
• ราคา 75/85 → ต้นทุนควรอยู่แถว 31–32 ก็ยังเหลือเงินจริงได้
ถ้าคุณถามพี่ว่า “ถ้าให้เลือก 1 โซนที่สมจริงและโตได้”
พี่ตอบเลยว่า 65/75 + คุมต้นทุนหน้าร้านประมาณ 22–23 บาท/แก้ว จ้า ✅
เพราะมันบาลานซ์ทั้งยอดขาย ความรู้สึกลูกค้า และพื้นที่กำไรที่ทำให้ร้าน “มีเงินเหลือ” จริง
________________________________________
ส่วนที่ 6: ผลกระทบ Cashflow 3 เดือน / 6 เดือน (นี่คือจุดที่เจ้าของร้านร้อง “อ๋อ!”)
พี่จะทำให้เห็น 2 แบบที่พังจริงบ่อยมากนะค้า

6.1 ต้นทุนหลุด +5 บาท/แก้ว (สูตรไม่คงที่ + ไม่รวม waste + เทเกิน)
ขาย 4,500 แก้ว/เดือน
เงินรั่ว = 4,500×5 = 22,500 บาท/เดือน
สะสม
• 3 เดือน = 67,500
• 6 เดือน = 135,000
นี่คือเงินที่คุณจะรู้สึกว่า “ทำไมไม่มีเงินเหลือ”
ทั้งที่ลูกค้าเยอะ ยอดดูดีนะค้า

6.2 คิดเงินเข้าเดลิเวอรี่ผิด (คิดตามยอดบนแอป ไม่หัก GP)
ยกตัวอย่างเดลิเวอรี่ราคา 75
เงินเข้าไม่ใช่ 75 แต่เป็น 48.75
ต่างกัน 26.25 บาท/แก้ว
ถ้าคุณขายเดลิเวอรี่ 1,800 แก้ว/เดือน
เงินที่คุณ “คิดเกินจริง” = 26.25×1,800 = 47,250 บาท/เดือน
สะสม
• 3 เดือน = 141,750
• 6 เดือน = 283,500
นี่แหละจ้า…เหตุผลที่เจ้าของร้านหลายคน “ตัดสินใจผิด”
เช่น ซื้อของเพิ่ม ทำโปรหนักขึ้น จ้างเพิ่ม ซื้อเครื่องเพิ่ม
เพราะคิดว่ากำไรเยอะ ทั้งที่เงินจริงมันยังไม่ถึงจ้า 😥
________________________________________
ส่วนที่ 7: แล้วทีม PMP ทำอะไรให้ร้าน “มืออาชีพ” ต่างจากแค่ทำบัญชีปลายเดือนยังไง?
พี่ขอพูดแบบจริงใจนะค้า
ร้านไม่ได้ต้องการ “คนลงบัญชี” เพิ่มอีกคน
ร้านต้องการ ระบบที่ทำให้เห็นกำไรจริง และทำให้ทีมทำตามได้จริงจ้า
สิ่งที่ PMP ทำให้ร้านเห็นเป็นขั้น ๆ คือ
1. ล็อกสูตรมาตรฐาน (กรัม/ml ชัด ๆ) → ลดต้นทุนหลุด
2. คำนวณต้นทุนต่อแก้ว “รวมครบ” (วัตถุดิบ+แพ็ก+waste+เดลิเวอรี่เพิ่ม)
3. แยกเงินเข้าให้ถูกช่องทาง (Cash/QR/Delivery) และ “ปิดกะทุกวัน” ให้ยอดตรง
4. เดลิเวอรี่คิดเป็น “เงินเข้า” หลังหัก GP เสมอ → ทำโปรได้แบบไม่เจ็บกำไร
5. จัดเอกสารให้ส่งง่าย ลดเสี่ยงภาษีย้อนหลัง และทำมาตรฐานทีม (ส่วนลด/void ต้องมีระบบ)
พูดง่าย ๆ คือ…
เราช่วยให้คุณหยุดเดา และเริ่ม “คุมกำไร” ได้จริงจ้า ✅
________________________________________
ถ้าคุณอยากขายราคา 45/55/65/75 ให้รอดและสำเร็จ
คุณต้องตอบให้ได้ก่อน 2 ข้อนี้เสมอจ้า
1. ต้นทุนต่อแก้วจริงเท่าไหร่ (รวมแพ็ก + waste แล้วไหม?)
2. เดลิเวอรี่เงินเข้าเท่าไหร่ (หลังหัก GP แล้วไหม?)
ถ้าคุณทำ 2 ข้อนี้ได้
คุณจะรู้ทันทีว่า “ราคาที่ตั้งอยู่ได้จริงไหม”
และต้องขายวันละกี่แก้วถึงเริ่มมีกำไรจ้า
________________________________________
✅ ถ้าคุณอยากให้ทีม PMP ช่วยจัดระบบหลังบ้านให้ “คลิ๊ก” แบบทำตามได้จริง
ไม่ใช่แค่เอกสารสวย แต่เป็น กำไรจริง + เงินเข้าจริง + ลดเสี่ยงภาษี นะค้า

📌 บัญชีคาเฟ่ + เดลิเวอรี่ เหมาจ่าย 5,000/เดือน
✅ ไม่ลิมิตเอกสาร
✅ คุมงบ • บัญชีจบ • ลดเสี่ยงภาษี

ทักมาได้เลยจ้า ทีมจะส่งรายละเอียด + แนวทางเริ่มงานให้ทันทีนะค้า ✅
📞 088-999-7627 / 065-535-7744
💬 LINE:
🌐 www.pmpservethailand.com
✉️ [email protected]
________________________________________
#ต้นทุนต่อแก้ว #คำนวณต้นทุนกาแฟ #ตั้งราคากาแฟ #จุดคุ้มทุน #ขายกาแฟหน้าร้าน #คาเฟ่เดลิเวอรี่ #หักGP #เงินเข้าเดลิเวอรี่ #กระแสเงินสด #คุมต้นทุน #คุมกำไร #บัญชีคาเฟ่

ที่อยู่

80/49 Senanikom1 Road , Chorakaebua , Ladprao
Bangkok
10230

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+66655357744

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ PMP Serve Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์