11/04/2026
🏭 โรงงานปุ๋ย ร้านขายปุ๋ย ไม่ขายปุ๋ยยูเรีย ในสภาวะปุ๋ยแพงมันกักตุนแน่นอน
คนส่วนใหญ่คิดแบบนี้
🚢 การค้าขายนำเข้าแม่ปุ๋ยในประเทศไทยเนี่ย มันจะมีรูปแบบนี้นะ คือ
🏢 ผู้นำเข้ารายใหญ่ (Importers / Major Traders)
🌍 กลุ่มนี้คือบริษัทข้ามชาติหรือกลุ่มทุนไทยรายใหญ่ที่มีสายป่านยาวและมีคอนเนคชันกับผู้ผลิตในต่างประเทศ การซื้อขายจะเป็นสเกลใหญ่ระดับเหมาลำเรือ (Vessel) นำเข้าแม่ปุ๋ยหลัก เช่น ยูเรีย (46-0-0) จากตะวันออกกลางหรือมาเลเซีย, แดป (18-46-0) จากจีน และ ม็อป (0-0-60) จาก แคนาดา ลาวหรือรัสเซีย เป็นต้น
📦 ผู้นำเข้าจะบริหารสต็อกเพื่อกระจายสินค้า 2 ทางหลัก คือ
⚙️ ป้อนเข้าโรงงานของตนเองเพื่อผลิตปุ๋ยผสม (Bulk Blending) หรือปุ๋ยคอมปาวด์และขายส่งตัดลอตขายให้กับโรงงานผลิตปุ๋ยอิสระ
⚓ แม่ปุ๋ยเรือใหญ่ๆ ที่นำเข้ามา จะถูกกันโควตาหลักไว้เพื่อป้อนเข้าโรงงานผลิตเป็นปุ๋ยสูตรแบรนด์ของตัวเองก่อน ส่วนแม่ปุ๋ยที่เหลือหรือส่วนที่ตั้งใจนำเข้ามาเพื่อการค้า ถึงจะถูกเปิดออร์เดอร์ตัดลอตขายส่งให้กับโรงงานผสมปุ๋ยอิสระ หรือเจ้าของแบรนด์อื่นๆ ในตลาด
🏭 2. โรงงานผสมปุ๋ยและเจ้าของแบรนด์ (Formulators / Local Brands)
👨🔬 เป็นส่วนที่ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีบทบาทมากที่สุด โดยจะรับซื้อแม่ปุ๋ยจากผู้นำเข้าหรืออาจนำเข้าเองบางส่วนหากวอลลุ่มถึง เพื่อนำมาเบลนด์เป็นปุ๋ยสูตรต่างๆ ขายในแบรนด์ของตัวเอง
🏪 3. ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว และร้านเคมีเกษตร ( Dealers & Retailers)
🚚 คือด่านหน้าที่กระจายสินค้าลงสู่ระดับภูมิภาคและตัวเกษตรกรโดยตรง
💵 มีทั้งระบบซื้อขาดด้วยเงินสดและระบบเครดิต (เทอมการจ่ายเงิน 30, 60 หรือ 90 วัน) การแข่งขันในระดับนี้ดุเดือดมากร้านค้ามักจะต้องบริหารจัดการทั้งเรื่องราคาขายหน้าร้านและการปล่อยเครดิตให้เกษตรกร
⚔️ สถานการณ์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ผู้นำเข้ารายใหญ่ซื้อแม่ปุ๋ยยูเรียเป็นหลักส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและราคาขายในบ้านเราครับ สถานการณ์ความตึงเครียดการปะทะกันในภูมิภาคนี้ ได้สร้างผลกระทบลูกโซ่ 2 เด้งคือ ค่าระวางเรือและประกันภัยพุ่งกระฉูดการโจมตีหรือการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือสำคัญ ทำให้เรือบรรทุกสินค้าต้องอ้อมเส้นทาง หรือต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงสงครามที่แพงลิ่ว ต้นทุนค่าขนส่ง (Freight Rate) จึงบวกเพิ่มเข้าไปในราคาหน้าตั๋วปุ๋ยทันทีและความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติก๊าซธรรมชาติคือวัตถุดิบหลัก (Feedstock) ในการผลิตแอมโมเนียและยูเรีย เมื่อมีความขัดแย้งในแหล่งผลิตพลังงานของโลก ต้นทุนการผลิตยูเรียหน้าโรงงานในตะวันออกกลางจึงดีดตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
🇨🇳 และประเทศจีนระงับการส่งออก
🛑 จีนคือหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรวมถึงฟอสเฟต รายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อรัฐบาลจีนประกาศนโยบายชะลอ หรืองดการปล่อยโควตาส่งออกปุ๋ย เพื่อตรึงราคาในประเทศและปกป้องความมั่นคงทางอาหารของตัวเองสิ่งที่เกิดขึ้นคือซัพพลายจำนวนมหาศาลระเหยหายไปจากตลาดโลกอย่างฉับพลัน ทำให้ประเทศผู้นำเข้าที่เคยพึ่งพาจีนต้องหันไปแย่งกันซื้อจากแหล่งอื่น
📝 อันนี้คือเขียนที่มาที่ไปให้เข้าใจก่อน และมาต่อกับสิ่งที่เกษตรกรหลายๆคนที่กำลังคิดว่าบริษัทกักตุนปุ๋ยไว้ไม่ขายปุ๋ยเพราะจะฟันกำไรเกษตรกร
โดยเฉพาะปุ่ยยูเรียที่บางบริษัท
งดขายหรือแจ้งว่าของขาด
🤔 เค้าจะกักตุนใช่ไหม ?
❌ คำตอบคือ ไม่ใช่
🔒 สถานการณ์ตอนนี้ผู้นำเข้ารายใหญ่เลือกที่จะไม่ปล่อยแม่ปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียก็เพราะ.........
🧪 จะเอาไว้ใช้กับโรงงานและแบรนด์ของตัวเองในการทำปุ๋ยสูตร โดยไม่ขายเป็นแม่ปุ๋ยเพราะตอนนี้สถานการณ์ไม่แน่นอนมีความผันผวน เรือยังมายาก ของจากแหล่งอื่นน้อยและราคาพุ่งสูงขึ้น ผู้นำเข้าซึ่งส่วนใหญ่ก็มีแบรนด์ของตัวเองทุกเจ้าจึงเลือกเก็บไว้เพื่อทำปุ๋ยสูตรขาย เพื่อไม่ให้ปุ๋ยขาดแคลน เช่นเอามาทำสูตรไนโตรเจนต่ำ อย่าง 25-0-0 , 30-0-0 โดยการเอามาผสมกับฟิลเลอร์เพื่อลดการใช้ปุ่ยไนโตรเจนลง ให้ของพอที่จะผลิตเอามาขายให้ร้านค้า เกษตรกร ได้ ไม่อย่างงั้นถ้าขายแต่ยูเรียอย่างเดียวของไม่พอแน่ๆ
💥 ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้โรงงานผสมปุ๋ยแบรนด์เล็กๆได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อรายใหญ่ปิดการขายส่งแม่ปุ๋ย แบรนด์อิสระเหล่านี้จะประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ หรือหากหาซื้อได้ก็ต้องแบกรับต้นทุนที่แพงจนไม่สามารถทำราคาขายได้ สถานการณ์นี้จะทำให้แบรนด์ระดับรองต้องชะลอการผลิต หรืองดขายพวกแม่ปุ๋ยยูเรีย เพื่อเอามาผลิตเป็นปุ๋ยสูตรขายก่อน เพื่อเลี้ยงลูกค้าและเกษตรกรยังมีปุ๋ยใช้
🛒 ตอนนี้เราจึงเห็นตามร้านปุ๋ยจะพบว่าหลายๆยี่ห้อ ไม่มีขายปุ๋ยยูเรีย หรือ ถ้ามีของก็แพงขึ้นกว่าเดิมเยอะเพราะของเข้ามาน้อย ราคาจากแหล่งผลิต ค่าเรือ ค่าการจัดการแพงขึ้น
🧠 ส่วนคนที่คิดว่าโรงงานกักตุน อันนี้ก็บอกได้เลยว่าโรงงานไม่ได้กักตุนแต่เค้าต้องบริหารของให้พอ เพราะตอนนี้ของแต่ละรอบที่จะเข้ามามันใช้เวลานานและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมากๆ
👷♂️ จริงๆราคาปุ๋ยถ้าโรงงานขายกันตามราคาตลาดจริง ณ วันนี้ ราคาปุ๋ยยูเรียน่าจะทะลุกระสอบละ 1,500 บาทไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ทุกบริษัทยังคงพอมีของเก่าที่เอามาบริหารสต๊อกทำเป็นปุ๋ยสูตรขาย หรือสูตรที่ใช้ยูเรียน้อยลงเพื่อเอามาขายในราคาที่ไม่ได้แพงมากจนเกษตรกรซื้อไม่ได้
💰 อย่างราคายูเรียเดือน มีนาคม ที่ผ่านมาราคาต้นทางยังไม่รวมค่าเรือ ค่าขนส่ง ยังเปิดราคามาตันนึงประมาณ 23,000 - 25,000 บาท เฉลี่ย 50 กิโลกรัม 1,250 - 1,300 บาท แต่ตอนนี้ราคายูเรียหลายๆที่ยังไม่ถึง 1,200 บาท เพราะบริษัททั้งผู้นำเข้า โรงงานแบรนด์เล็ก ยังตรึงราคาของเก่าถัวกับของใหม่ที่ต้องซื้อเข้าไว้ให้อยู่ เพื่อไม่ให้กระทบกับเกษตรกร
👨🌾 อีกอย่างคนที่ตุนปุ๋ยตอนนี้ไม่ใช่โรงงาน เจ้าของร้านปุ๋ย นะที่ตุนเยอะ เกษตรกรที่มีทุนและต้องใช้ปุ๋ย เช่น สวนปาล์ม สวนทุเรียน เค้าก็ตุนเอาไว้ใช้เองก็ไม่น้อย ร้านค้าเองถ้าไม่ใช่ร้านใหญ่ระดับมีเงินนอนเย็นๆ 10-20 ล้าน การตุนปุ๋ยตอนนี้ที่ต้องซื้อเงินสด โอนเงินก่อนขน เพื่อมาขายเอากำไรกระสอบ 20-50 บาท คิดว่าคงไม่มีใครตุน หลายๆร้านค้ายังขอเก็บเงินเจ้าที่สั่งเยอะๆ มารวมเพื่อสั่งของให้ก่อนเลยด้วยซ้ำ
📊 เพราะฉนั้นจริงๆ ตอนนี้คงไม่มีใครตุนปุ๋ย แต่เป็นการบริการจัดการสต๊อกของตัวเองเพื่อให้พอมีปุ๋ยขายในช่วงนี้ที่ใกล้เข้าฤดูกาลเพาะปลูกของครอปใหญ่ๆ เช่น นาข้าว ไร่อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง
⚠️ เพราะถ้าขายแต่ยูเรียหมด ไม่มีเอามาทำปุ๋ยสุตรขาย ถึงบางคนจะบอกว่าก็ใช้แอมโมเนียมแทนได้แต่ค่าไนโตรเจนมันต่ำกว่าก็ต้องใช้มากกว่าเช่นกัน
😱 คราวนี้แหละ ปุ๋ยขาดแคลนของจริงเลย
🛡️ การเก็บสต็อกแม่ปุ๋ยไว้กับตัวของผู้นำเข้าคือการบริหารความเสี่ยงปล่อยขายไปจนหมด แล้วถ้าเดือนหน้าประเทศต้นทางสั่งระงับการส่งออก หรือค่าระวางเรือพุ่งสูงจนนำเข้าลอตใหม่ไม่ได้ โรงงานของตัวเองจะเดือดร้อนหนักที่สุด การมีวัตถุดิบไว้คือการการันตีว่า แบรนด์ของบริษัทจะมีสินค้าป้อนตลาดอย่างต่อเนื่อง สร้างความน่าเชื่อถือในฐานะ "แบรนด์ที่มีของตลอด" ในสายตาตัวแทนจำหน่าย และยังทำให้เกษตรกรมีปุ๋ยใช้กันโดยที่ไม่เจอสภาวะปุ๋ยขาดแคลน
⏳ ช่วงก่อนเกิดสงครามโดยปรกติช่วงปลายฤดูหรือยังไม่ใช่ช่วงเข้าฤดู ร้านค้าปุ๋ยจะยังไม่ซื้อปุ๋ยเข้าเป็นล็อตใหญ่ อาจจะมีติดไว้นิดหน่อยเพราะยังไม่ใช่ช่วงฤดู ทีนี้สงครามเริ่มเดือนกุมภาพันธ์ ร้านค้าปุ๋ยก็เริ่มไล่เอาปุ๋ยเข้าซึ่งทุกร้านบอกตรงๆว่าคงไม่คิดว่ามันจะรบกันรุนแรง เพราะราคาเริ่มขึ้นแบบรายวัน บางร้านเงินน้อยก็ซื้อได้น้อย บางร้านเงินเยอะก็ซื้อได้เร็วหน่อยโดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้เห็นปรากฎการณ์รถขนปุ๋ยไปนอนรอที่โรงงานกันข้ามวันข้ามคืน พอราคาปุ๋ยเริ่มขึ้น ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งขึ้น ค่าคนลงขึ้น จากปุ๋ยยูเรียตันละ 15,000 - 17,000 บาท ขยับขึ้นไป 20,000 ++
🧮 คิดง่ายๆนะ ร้านค้าร้านไหนจะกักตุนปุ๋ยเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปุ๋ยยูเรีย ราคาปุ๋ยตันละ 22,2000 - 24,000 บาท ต้นทุน 1 กระสอบ 1,100 - 1,250 บาทแล้วนะ ซื้อปุ๋ยยูเรีย 1 พ่วง 33 ตัน ต้องใช้เงินเกือบ 800,000 บาท เพื่อมาขายเอากำไรกระสอบ 20-30 บาท และบางบริษัทยังไม่ขายหรือถ้าเอายูเรียต้องซื้อพ่วงสูตรอื่นแบบ 1 ต่อ 1 ด้วย หรือหนักสุดคือไม่ปล่อยยูเรียขายเลย เพราะเอาไว้ทำปุ๋ยสูตร ร้านค้าเองหาเงินซื้อปุ๋ยมาขายกันหนักหน่วงเลยช่วงเดือนนี้
📈 และราคายูเรียเดือนเมษายน ราคาเทกองยังไม่บรรจุกระสอบยังขายกัน 24,000-25,000 บาท นี่คือล็อตเรือที่เพิ่งมาถึงปลายๆเดือนมีนาคม
เกษตรกรจึงจำเป็นต้องหาตัวช่วยเพื่อลดต้นทุนกันนะคะในช่วงนี้
แนะนำ #ฟู๊ดซอยส์เพนกวิน
ของเราเลยคะ
ใช้ทดแทนกันได้
ใช้สลับช่วงใช้กับปุ๋ยเคมีได้