28/08/2026
#พินัยกรรมชีวิต
#ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์
จากข่าวคนมีชื่อเสียงหลายคนที่จากไปอย่างกระทันหัน น่าจะมีส่วนทำให้หลายๆ คนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และมีความตื่นตัวเรื่องการทำ #พินัยกรรมชีวิต (Living Will) มากขึ้น
จากสถิติพบว่า ยอดคนไทยทำพินัยกรรมชีวิต หรือ 'พินัยกรรมขอตายดี' ผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า จากราว 8,000 รายเป็นเกือบ 1 แสนราย
พินัยกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะไม่รับการรักษาที่มุ่งยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อลดความทุกข์ทรมานและจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ
โดยเมื่อทำแล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดูและให้การรักษาตามเจตนา โดยไม่เป็นภาระกับญาติที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร
- - -
นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า
“คนในสังคมไทยมีความตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง ก็มีการพยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่
แต่ให้เห็นว่าการเตรียมตัวก่อนตายนี้ เป็นการช่วยเหลือทุกๆคนทั้งตัวเอง ลูกหลานและสังคม ที่สำคัญ ผู้ทำนั้นไม่ได้มีเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มมีทุกช่วงอายุที่ต่ำลงเรื่อยๆมากขึ้นเช่นกัน
- - -
ข้อควรทราบ
1. การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ มีช่วงเวลาความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด ไม่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
2. Living Will ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องรักษา”
ถ้าเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่แพทย์ยังเห็นว่ามีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ การรักษาเพื่อช่วยชีวิตก็ยังทำได้ตามความเหมาะสม
3. การทำ Living Will ช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากการรักษาที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งปลดล็อกภาระทางจิตใจ ค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของครอบครัว และช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตที่ไร้ประโยชน์
- การอยู่ในห้องไอซียู( ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ แม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม
- ภาระของโรงพยาบาล เตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัด และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว
- ภาระของครอบครัว ลูกหลานหลายคนต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากนี้ ยังมีภาระทางใจจากการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อ
- ค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องนอนในโรงพยาบาลเอกชน หรือใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพง อาจสูงถึงหลักล้านบาท หรือกระทั่งสิบล้านบาทได้ในเวลาอันสั้น
ต่างประเทศมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึง ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต
3. เพราะ “ความตาย” ไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ การเตรียมพร้อมในเรื่อง “ตายดี” จึงสำคัญอย่างมาก
พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 จึงให้สิทธิประชาชนในการแสดงเจตนาล่วงหน้า “ในการที่จะไม่รับบริการสาธารณสุขที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต” เรียกว่า การทำ “พินัยกรรมชีวิต (Living Will)” หรือ “พินัยกรรมขอตายดี” สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ
- - -
กลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด ส่วนมากคือ Gen X เริ่มมี Gen Y บางส่วน
เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
เพศหญิง อายุ 45 – 59 ปี
เพศชาย อายุ 60 ปีขึ้นไป
เพศหญิง อายุ 30-44 ปี *
เพศชาย 45- 59 ปี
จังหวัดที่มีจำนวนคนทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก
1. นครราชสีมา 18,766 คน
2. สุโขทัย 13,345 คน
3. นครศรีธรรมราช 11,176 คน
4. พิษณุโลก 11,053 คน
5. อุบลราชธานี 10,816 คน
- - - -
#ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์
1. เข้าระบบที่เว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th ดูคำอธิบายการเขียนได้ที่ https://www.nationalhealth.or.th/elivingwill
2. สมัครเป็นผู้ใช้ระบบ โดยการสร้างบัญชีการใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
3.จัดทำหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการ โดยท่านที่มีหนังสือเดิมอยู่แล้วสามารถเลือกทำในรูปแบบการแนบไฟล์ หรือ "ทำใหม่"ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
4. หนังสือแสดงเจตนาฯ จะถูกจัดเก็บในระบบ สามารถเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทน ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง
5. สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดู และสถานพยาบาลให้การรักษาตามเจตนา
- - -
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ หรือ มาร์ท ชายหนุ่มรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการรับมือกับความตายตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เมื่อเขาต้องรับหน้าที่หลักในการดูแล “ม่า” ที่ต้องเข้าออกห้องไอซียูจนถึงวาระสุดท้าย
“ไม่มีใครรู้เลยว่าจะทำยังไงกับม่าที่กำลังจะตาย พ่อให้ผมไปเฝ้าไข้ เวลาเจอกับม่าร้องทุรนทุราย บอกว่ารำคาญสายยางที่หมอใส่ให้ ผมไม่รู้จะถอดตามใจม่าหรือต้องทำยังไง มันเป็นโจทย์ว่า ถ้าเราไม่รู้จักตรงนี้มากขึ้น เราก็จะไม่รู้ต่อไป”
การจากไปของอาม่าทำให้มาร์ทสนใจค้นหาคำตอบเพื่อรับมือกับความตายอย่างจริงจัง เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทและทำวิทยานิพนธ์เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการตายในสังคมไทยให้มากขึ้น
เขาพบว่า บางเคสคนไข้จะขอถอดสายออกซิเจนเพื่อกลับไปตายที่บ้านตนเอง แต่แพทย์และญาติไม่กล้า “ตามใจ” ผู้ป่วย
ถ้าไม่ยื้อลมหายใจผู้ป่วยไว้ คนแรกที่รู้สึกผิดคือหมอ คนต่อมาคือญาติพี่น้อง แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่า ถึงอย่างไรก็ไม่รอด แต่ก็ไม่มีใครยอมทำตามความต้องการครั้งสุดท้ายของผู้ป่วย
เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสุดท้าย ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะพูดได้ ถึงตอนนั้นญาติกับหมอก็จะตัดสินใจบนพื้นฐานการแพทย์กระแสหลัก ยื้อลมหายใจจนถึงนาทีสุดท้ายบนเตียงโรงพยาบาล
เช่นเดียวกับกรณีที่คนไข้ป่วยด้วยโรคร้ายไม่มีทางรักษา เหลือเวลาบนโลกใบนี้อีกไม่นาน ญาติพี่น้องมักเลือก “ปกปิด” แทนการพูดความจริง ด้วยความเชื่อว่า “ความตายเป็นสิ่งอัปมงคล” กลัวคนไข้ยอมรับความจริงไม่ได้จนทำให้อาการป่วยทรุดหนักเร็วขึ้น
หรือมิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะสื่อสารเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างไร ทั้งคนป่วยและญาติจึงใช้เวลาช่วงสุดท้ายที่เหลืออยู่ด้วยกันแบบ “ไม่มีความสุข” จนถึงเวลาพลัดพรากจากกัน
บนเส้นทางของความตายสีดำและความเศร้าหมอง ชายหนุ่มเริ่มต้นหยิบ “พู่กัน” มาร่วมแต่งแต้มสีสันใหม่ในหัวใจใครหลายคนให้กล้าเผชิญหน้ายอมรับความจริงที่มนุษย์ทุกคนต้องได้พบเจอ…ไม่ช้าก็เร็ว
ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน หลานชายอาม่าได้ร่วมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินเพจ Peaceful Death จัดทำโครงการความตายพูดได้ เปลี่ยนมุมมองต่อความตายจาก “สีดำ” เป็น “สีขาว” นำพาผู้คนก้าวพ้นความหวาดกลัวในใจลุกขึ้นมาเขียน “สมุดเบาใจ” หรือพินัยกรรมของตนเอง รวมทั้งชวนให้คนกล้าร้องเพลง “Happy Deathday” เพื่อรับมือความตาย
อ่านต่อได้ที่ https://www.happinessisthailand.com/2018/02/24/happydeathday/