GetGuest - Revenue Management for Small & Boutique Hotels

GetGuest - Revenue Management for Small & Boutique Hotels GetGuest helps small and boutique hotels in Thailand improve pricing, boost OTA performance, and grow revenue.

🏨 ห้องเต็มทุกวัน ไม่ได้แปลว่าโรงแรมกำลังทำกำไรสูงสุดเสมอไปหนึ่งใน Revenue Leak ที่เกิดขึ้นบ่อยใน โรงแรม Boutique คือการโ...
28/05/2026

🏨 ห้องเต็มทุกวัน ไม่ได้แปลว่าโรงแรมกำลังทำกำไรสูงสุดเสมอไป

หนึ่งใน Revenue Leak ที่เกิดขึ้นบ่อยใน โรงแรม Boutique คือการโฟกัสแค่ Occupancy โดยไม่ได้วิเคราะห์ “คุณภาพของรายได้” ร่วมด้วย

โรงแรมจำนวนมากใช้ราคาเดียวตลอดทั้งปี หรือปรับราคาช้ากว่าความต้องการของตลาด ส่งผลให้ช่วง High Demand ยังขายในราคาที่ต่ำกว่าศักยภาพจริง

📉 ในหลายกรณี การที่ห้องถูกจองเต็มล่วงหน้าเร็วเกินไป อาจไม่ใช่ข่าวดีเสมอไป เพราะนั่นอาจสะท้อนว่าโรงแรมกำลังตั้งราคาต่ำเกินกว่าที่ตลาดยอมจ่าย

โรงแรมที่ทำ Revenue ได้ดีจริง จะไม่ได้ดูแค่จำนวนห้องที่ขายได้ แต่จะดูร่วมกันทั้ง:
📊 ADR (ราคาขายเฉลี่ย)
📈 RevPAR (รายได้ต่อห้อง)
📅 Booking Pace (ความเร็วหรือช้าของการจอง)
📍 Market Demand (ความต้องการของตลาด)
🏷️ Competitor Pricing (ราคาคู่แข่ง)

Revenue Management จึงไม่ใช่แค่การ “ขายห้องให้เต็ม” แต่คือการขายใน “ราคาที่เหมาะสม กับช่วงเวลาที่เหมาะสม” โดยเฉพาะสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก ที่ทุกห้องส่งผลต่อกำไรโดยตรง การตั้งราคาที่แม่นยำสามารถสร้างผลต่างของรายได้ ได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

💬 แล้วคุณละ
คุณให้ความสำคัญกับอะไรระหว่าง
“Occupancy สูงสุด”
หรือ
“Revenue สูงสุด”?


🚀 หากโรงแรมของคุณต้องการเพิ่ม Revenue โดยไม่ต้องเพิ่มภาระงานหลังบ้าน ทีม GetGuest พร้อมช่วยดูแลทั้งด้าน Pricing Strategy, OTA Optimisation และระบบบริหารโรงแรมแบบครบวงจร

💬 LINE Official:
📞 โทร: 086-165-2699
🌐 เว็บไซต์: www.getguest.co

GetGuest — Serve More Guests, Save More Time, and Make More Revenue 🚀












ความภาคภูมิใจของเรา ขอแสดงความยินดีกับ Horange Phuket Town 🛏หนึ่งในโรงแรมภายใต้การบริหาร Revenue Management ของ GetGuest...
22/05/2026

ความภาคภูมิใจของเรา ขอแสดงความยินดีกับ Horange Phuket Town 🛏
หนึ่งในโรงแรมภายใต้การบริหาร Revenue Management ของ GetGuest
คว้ารางวัล ⭐️ Rising Star Award 2025 จาก Trip.com

รางวัลที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างโดดเด่น
ในด้านผลการดำเนินงานและคุณภาพการให้บริการตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา

ด้วยผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ทั้งในด้านการวางกลยุทธ์ Dynamic Pricing การจัดการ OTA อย่างมีประสิทธิภาพ และการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณ Horange Boutique Room Phuket ที่ให้ความไว้วางใจ GetGuest เป็น Revenue Partner ร่วมกันมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกท่าน 🤝

หากคุณกำลังมองหาพันธมิตรที่ช่วยเพิ่ม Occupancy, ADR และ Revenue ให้กับโรงแรมของคุณอย่างเป็นระบบ เราพร้อมให้คำปรึกษาค่ะ

💬 LINE Official:
📞 โทร: 086-165-2699
🌐 เว็บไซต์: www.getguest.co

GetGuest — Serve More Guests, Save More Time, and Make More Revenue 🚀

คำถามที่เจอบ่อยจากเจ้าของโรงแรม:"Dynamic Pricing ต้องเริ่มยังไง?"เราเขียนบทความให้ STAAH อธิบายการทำ Dynamic Pricing แบบ...
12/04/2026

คำถามที่เจอบ่อยจากเจ้าของโรงแรม:
"Dynamic Pricing ต้องเริ่มยังไง?"

เราเขียนบทความให้ STAAH อธิบายการทำ Dynamic Pricing แบบ 4 ระดับ

ตั้งแต่ Basic ถึง Advance

อ่านฉบับเต็มได้ในคอมเม้นครับ 👇🏻

น้ำมันแพง ≠ แค่ค่าน้ำมันขึ้นสำหรับโรงแรม มันคือกำไรที่หายสถานการณ์ช่องแคบ Hormuz ตอนนี้ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศแล้วน้ำมัน...
06/04/2026

น้ำมันแพง ≠ แค่ค่าน้ำมันขึ้น
สำหรับโรงแรม มันคือกำไรที่หาย

สถานการณ์ช่องแคบ Hormuz ตอนนี้ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศแล้ว

น้ำมันกว่า 80% ที่ผ่านจุดนี้มุ่งหน้ามาเอเชีย
ก๊าซธรรมชาติกว่า 90% ก็เช่นกัน
ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 38 วัน

ฟังดูไม่น่ากลัว

แต่สิ่งที่โรงแรมต้องระวังคือ “ของแพงแบบเงียบๆ”

📌 สิ่งที่จะกระทบโรงแรมโดยตรง
→ ค่าซักรีด ค่าแก๊สครัว ค่าขนส่งวัตถุดิบ ขยับขึ้นในขณะที่ราคาห้องปรับลง
→ ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น นักท่องเที่ยว short-haul จากเอเชีย (จีน, มาเล, อินเดีย) อาจลดลง
→ ค่าอาหาร F&B โดนเต็ม ๆ เพราะปุ๋ย 1 ใน 3 ของโลกผ่าน Hormuz เช่นกัน
→ เงินบาทอ่อน อาจดึงนักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปเข้ามามากขึ้น แต่ตลาดเอเชียอาจหดตัว

📌 เจ้าของโรงแรมควรเริ่มทำอะไรตอนนี้
→ หันมาดูต้นทุนและค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แค่ occupancy กับ ADR แล้ว
→ ถ้ามี F&B เป็นรายได้หลัก เตรียมรับกำไรที่จะโดนบีบลงอีก
→ ปรับราคาห้องให้สะท้อนต่อ demand จริง อย่ารอจนสาย
→ ดู source market ดี ๆ ว่าตลาดไหนจะโตหรือหดในช่วงนี้

นี่ไม่ใช่วิกฤต
แต่เป็นช่วงที่ “ต้นทุนขยับขึ้น รายได้ขยับลง”

โรงแรมที่รู้ทัน ปรับเร็ว จะรอดได้ดีกว่าโรงแรมที่รอจนโดนผลกระทบ



GetGuest ช่วยโรงแรมบูติกในภาคใต้วางแผนราคาและจัดการรายได้ให้ทันสถานการณ์

อยากคุยเรื่องการปรับกลยุทธ์ราคาช่วงนี้ ทักมาได้เลยครับ

เมื่อคืนหลังวางสาย conference call กับทีมยุโรป ฉันไม่ได้ลุกไปไหนเลยนะ

นั่งนิ่งอยู่หน้าจอ ลืมเข้าห้องน้ำไปเลยด้วย
เพราะมันเป็นหนึ่งใน call ที่คุณรู้สึกได้เลยว่า
“เกมมันเริ่มเปลี่ยนจริง ๆ แล้ว”

ปกติเราคุยกันเรื่อง positioning
sector ไหน outperform
rotation ไปไหน

แต่เมื่อคืน

ทุกคนคุยเหมือนกำลังจับชีพจรโลก

แล้ว analyst ฝั่ง energy พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง

เขาบอกว่า

“This is not a Middle East war anymore
This is an Asian problem now”

ฉันได้ยินแล้วรู้เลยว่า
อันนี้ต้องเอามาเล่าให้คุณฟัง

เพราะถ้าคุณอยู่ไทย
คุณอยู่ “กลางเรื่องนี้” เต็ม ๆ

ฉันจะเล่าให้คุณฟังแบบในห้องประชุมเลยนะ

มีคนเปิด slide ขึ้นมา
แล้วชี้ไปที่ Hormuz

เขาบอก

น้ำมันที่ผ่านตรงนี้
ประมาณ 80% ไปเอเชีย

ก๊าซ
ประมาณ 90% ไปเอเชีย

เขาหันมาถามในห้องว่า

“So who gets hit first?”

ไม่มีใครตอบ

แต่ทุกคนรู้คำตอบ

เอเชีย

แล้วเขาไม่หยุดแค่นั้น

เขา zoom เข้าไปอีก

ฟิลิปปินส์
นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง
มากกว่า 90%

อินเดีย
บังกลาเทศ
ปากีสถาน

LNG เกือบสองในสาม
ผ่าน Hormuz

แล้วเขาพูดประโยคหนึ่ง

“Poor countries don’t have time to adjust
They just absorb the shock”

ฉันนั่งฟังแล้ว
นึกถึงไทยทันที

ฉันเลยถามในห้องตรง ๆ

“What about Southeast Asia?”

เขาเปิดอีก slide

แล้วพูดช้า ๆ

“Some countries have about 3 weeks of oil onshore”

แล้วเขาก็ไล่ชื่อ

Philippines
Vietnam
Thailand

ฉันหยุดจดเลย

เพราะนี่ไม่ใช่ headline ที่คนไทยเห็นในข่าว

ฉันขอแปลให้คุณเข้าใจแบบง่ายมากนะ

ประเทศไทย

มีน้ำมันสำรองจริง
ประมาณ 38 วัน

ถ้านับของที่กำลังขนส่ง
ประมาณ 60 วัน

ฟังดูโอเคใช่ไหม

แต่ในห้องนั้นไม่มีใครพูดคำว่า “โอเค” เลยค่ะคุณ

เขาพูดคำว่า

“tight”

เพราะโลกนี้
ไม่ได้พังเพราะของหมด

มันพังเพราะ “ของเริ่มตึง”

แล้ว discussion ในห้องเริ่มลึกขึ้น

เขาบอกว่า

คนส่วนใหญ่กำลังมองผิดจุด

ทุกคนจ้องแต่น้ำมัน

ว่าโอเค มันขึ้นไป 100 ดอลลาร์แล้ว

แล้วไง

แต่สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ

ไม่ใช่น้ำมัน

มันคือ “สิ่งที่ติดอยู่หลังน้ำมัน”

เขาอธิบายต่อ

พอน้ำมันตึง

ขนส่งตึง

พอขนส่งตึง

ทุกอย่างตึง

อาหาร
สินค้า
logistics

แล้วเขาพูดคำหนึ่งที่ฉันชอบมาก

“This is a supply chain squeeze, not just an oil shock”

ฉันหันมาคิดในหัวเลย

ถ้าเป็นไทย

มันแปลว่าอะไร

มันแปลว่า

นอกจากเห็นน้ำมันขึ้นแรง

เพราะรัฐอุ้มไม่ไหวแล้ว

และคุณจะเริ่มเห็น

ค่าของแพงขึ้นทีละนิด

แบบที่อธิบายไม่ค่อยถูก

แล้วในห้องมีคนโยนประเด็นเรื่อง inflation ขึ้นมา

เขาบอกว่า

เอเชียกำลังจะเจอของจริง

เพราะ

ปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลก
ต้องผ่าน Hormuz

ถ้ามันติด

ผลผลิตเกษตรจะโดน

แล้วราคาข้าว
ราคาขนมปัง
จะเริ่มขยับ

ฉันนั่งฟังแล้วรู้สึกเลยว่า

นี่มันไม่ใช่เรื่อง macro แล้ว

มันคือเรื่องโต๊ะกินข้าวของคนธรรมดา

แล้วมีอีกคนเสริมขึ้นมา

เรื่องที่คนไม่ค่อยพูด

คือ

“government balance sheet”

เขาบอก

หลายประเทศในเอเชีย
ต้องอุ้มราคาน้ำมัน

เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

แต่การอุ้ม

แปลว่า

รัฐต้องจ่าย

อินโดนีเซียเสี่ยงหลุด fiscal cap

อินเดียต้องลดภาษี

เกาหลีต้องคุมราคา

ปากีสถานไม่มีเงิน

ก็ต้องปล่อยให้ราคาขึ้น

ฉันนั่งฟังแล้วคิดเลยว่า

ไทยอยู่ตรงกลาง

รัฐตัดสินใจอุ้มได้ … แป้บนึงเท่านั้นแหละ

คุณต้องรู้ว่า ไม่ได้อุ้มได้ตลอดหรอกนะ

แล้วบทสนทนามันพีคตอนท้าย

มี analyst คนหนึ่งพูดขึ้นมา

แล้วทั้งห้องเงียบ

เขาบอกว่า

“The shock is not the dangerous part
The slow bleed is”

ฉันอยากแปลให้คุณฟังแบบตรง ๆ

สิ่งที่น่ากลัว

ไม่ใช่วันที่ข่าวออก

แต่คือ

สิ่งที่มันจะค่อย ๆ ไหลเข้ามาในชีวิตคุณ

แบบที่คุณไม่รู้ตัว

สำหรับคนไทย

ฉันอยากให้คุณคิดแบบนี้

ตอนนี้

เราไม่ได้อยู่ในวิกฤต

แต่เราอยู่ใน … ฉันจะเรียกว่าอะไรดีนะคุณ

……

……….

“ช่วงก่อนวิกฤตจะรู้สึก” เออใช่ คำนี้แหละ

ทีนี้คุณควรเริ่มสังเกต

ค่าครองชีพ
ค่าเดินทาง
ค่าอาหาร

มันจะไม่ขึ้นทีเดียว

แต่มันจะ “ขึ้นแบบเงียบ”

ถ้าคุณทำธุรกิจ

นี่คือช่วงที่ต้องระวัง margin

เพราะต้นทุนจะขยับก่อนรายได้

ถ้าคุณลงทุน

อย่ามองแค่ตลาดขึ้นลง

ให้มองว่า

พอร์ตคุณ
ทน “พลังงานแพง” ได้แค่ไหน

และที่สำคัญที่สุด

อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัว

เพราะในห้องประชุมเมื่อคืน

ไม่มีใครพูดถึงคำว่า “สงคราม” เยอะเท่าคำว่า

“flow”

“cost”

“pressure”

ฉันอยากทิ้งคุณไว้ด้วยประโยคเดียว

ที่ฉันพูดใน call แล้วทุกคนพยักหน้า

“สงครามนี้ไม่ได้กำลังเดินมาหาไทย
แต่มันกำลังไหลเข้ามาในต้นทุนของเราแล้ว”

คุณไม่ต้องกลัว

แต่คุณต้อง “รู้ทัน”

เพราะเกมนี้

คนที่เสียเปรียบที่สุด

ไม่ใช่คนที่ไม่มีเงิน

แต่คือคนที่ไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

คุณเตรียมตัวกันพร้อมรึยัง?

ออ นอ บอ
06.04.2026

ขอขอบคุณทีม Cloudbeds และ Trip.com ที่เชิญ GetGuest ร่วมงานและอัพเดทเทรนด์การท่องเที่ยวปี 2026 นี้นะครับเราดีใจมากๆ ที่ไ...
10/03/2026

ขอขอบคุณทีม Cloudbeds และ Trip.com ที่เชิญ GetGuest ร่วมงานและอัพเดทเทรนด์การท่องเที่ยวปี 2026 นี้นะครับ

เราดีใจมากๆ ที่ได้แชร์ประสบการณ์และความคิดเห็นของเราในการทำ Revenue Management และการจัดการ OTAs สำหรับโรงแรมบูติกและที่พักขนาดเล็ก
-----
โน้ตที่จดในงาน
[1] การใช้จ่ายของนทท. เพิ่มขึ้นมากกว่าจำนวนนทท.
→ โฟกัสการสร้าง value เพื่อให้นทท. ใช้จ่ายในที่พักเรามากขึ้น
[2] ทำความเข้าใจ Guest Journey (Discovery > Pre-arrival > Arrival > In-stay > Post-stay)
→ หาจุดเพิ่มโอกาสการจอง สร้างความประทับใจ Upsell และขอรีวิว
[3] Solotravelers กำลังมาแรง + Wellness ยังคงเป็น Mega trend
→ หาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของนทท. แต่ละกลุ่ม
[4] การปรับตัวในยุค AI
→ OTAs สามารถแสดงโรงแรมใน LLMs อย่าง ChatGPT ได้ หรือนำภาพมาสร้างเป็น video ให้กับโรงแรม
→ AI โรงแรมหลากหลายมากขึ้น ยิงแอด ตอบคำถามนทท. ปรับราคาห้อง สร้างรายได้เสริมด้วย Upsell สร้างแคมเปญอีเมล ตอบรีวิว
[5] ตัวแปรสำคัญสำหรับที่พักขนาดเล็กใน OTA
→ 2 สิ่งที่เปลี่ยนได้ยาก: Location และ Product
→ 3 สิ่งที่เราควบคุมได้: ราคาขายที่เหมาะสม รูปภาพที่น่าดึงดูด คะแนนรีวิวที่สร้างความมั่นใจ
หากมีข้อสงสัยหรืออยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มรายได้ให้โรงแรมของคุณ สามารถทักมาปรึกษาทางเราได้เลยนะครับ

✈️
11/08/2025

✈️

ทำไมหุ้น Booking ขึ้นมา 3 เท่า แต่หุ้น Airbnb กลับไม่ไปไหนเลยใน 5 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ทั้ง Booking Holdings และ Airbnb ต่างถูกพูดถึงในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก แต่เส้นทางของทั้งสองกลับแตกต่างอย่างชัดเจน

ราคาหุ้น Booking พุ่งขึ้นมากว่า 3 เท่าสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้น ขณะที่ Airbnb กลับเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแทบไม่ไปไหน เหตุผลของความต่างนี้อยู่ที่โครงสร้างธุรกิจ กลยุทธ์ และวินัยทางการเงิน

Booking Holdings คือเจ้าของ Booking.com, Agoda, Priceline, Kayak และ OpenTable ที่ครอบคลุมทั้งโรงแรม ที่พักทางเลือก ตั๋วเครื่องบิน รถเช่า และกิจกรรมท่องเที่ยว เป้าหมายของ Booking คือการเป็น Connected Trip หรือการให้บริการทุกอย่างในทริปเดียวกันบนแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งช่วยให้ลูกค้าใช้จ่ายมากขึ้นต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง พร้อมสร้างความภักดีผ่านโปรแกรม Genius ที่ให้สิทธิพิเศษและส่วนลดแก่สมาชิก

กลยุทธ์นี้ทำให้ Booking สามารถขายบริการที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มมูลค่าต่อผู้ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มุ่งเพิ่มสัดส่วนการจองตรงผ่านมือถือ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นกว่าครึ่งของยอดจองทั้งหมด ลดค่าใช้จ่ายการพึ่งพาการซื้อโฆษณาจากช่องทางภายนอก

Booking ยังมองไกลเกินกว่าตลาดโรงแรม ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งดั้งเดิม บริษัทผลักดันการเติบโตของที่พักทางเลือกมานาน เช่นที่พักของเราที่อยากปล่อยเช่า ปัจจุบัน Booking มีที่พักทางเลือกกว่า 8.4 ล้านรายการ และจำนวนคืนที่จองในกลุ่มนี้โตเร็วกว่าธุรกิจโรงแรม สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 37% ของทั้งหมด ทำให้ Booking สามารถแข่งขันในตลาดเดียวกับ Airbnb ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจหลักของตัวเอง

อีกหนึ่งหัวใจคือโปรแกรม Genius ที่ไม่ใช่เพียงการลดราคา กลับเป็นเครื่องมือสร้างความภักดีอย่างแท้จริง สมาชิกระดับสูงของ Genius จองบ่อยกว่าและตรงผ่านแพลตฟอร์มมากกว่า ซึ่งช่วยลดต้นทุนการตลาดจากการพึ่งพา Google หรือ OTA อื่น ๆ โปรแกรมนี้ยังถูกขยายไปยังบริการอื่น เช่น รถเช่า ตั๋วเครื่องบิน และร้านอาหาร ทำให้ลูกค้าได้รับสิทธิพิเศษต่อเนื่องและมีแรงจูงใจสูงที่จะใช้ Booking เป็นจุดเริ่มต้นทุกครั้งที่วางแผนเดินทาง

Booking ยังลงทุนหนักในเทคโนโลยีและ AI ทั้งเพื่อปรับประสบการณ์ผู้ใช้ให้เป็นส่วนตัว (personalization) และเพิ่ม conversion rate รวมถึงการใช้ AI ลดภาระงานฝ่ายบริการลูกค้า เช่น การตอบคำถามอัตโนมัติที่รวดเร็วและแม่นยำ การจัดการข้อมูลการจองแบบ real-time และการช่วยผู้ให้บริการ (host/hotel) จัดการที่พักได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้เพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้ ซึ่งแปลตรงไปที่ยอดจองและกำไร

ผลประกอบการ Q2 2025 สะท้อนศักยภาพนี้ได้ชัดเจน รายได้เพิ่มขึ้น 16% เป็น 6.8 พันล้านดอลลาร์ EPS พุ่ง 32% เป็น $55.40 และมีกระแสเงินสดอิสระสูงถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว ปริมาณห้องพักที่จอง (room nights) โต 8% โดยที่พักทางเลือกโตเร็วกว่าธุรกิจหลัก และยังขยายธุรกิจตั๋วเครื่องบินโต 44% และตั๋วกิจกรรมระหว่างท่องเที่ยวเติบโตมากกว่าเท่าตัว การกระจายรายได้เช่นนี้ทำให้ Booking มีความยืดหยุ่นและสามารถรักษาการเติบโตแม้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

ตรงข้ามกับ Airbnb ที่แม้จะเป็นผู้นำตลาด home sharing และมีฐานผู้ใช้แข็งแกร่ง รายได้กว่า 90% ยังคงมาจากการให้เช่าที่พักทางเลือกเพียงประเภทเดียว แม้ใน Q2 2025 จะทำรายได้เพิ่มขึ้น 13% YoY เป็น 3.1 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น +20% YoY เป็น $1.03 ต่อหุ้น แต่ปริมาณคืนที่จองโตเพียง 7% และการเติบโตในตลาดหลักอย่างอเมริกาอยู่แค่ single digit บริษัทพยายามขยายสู่บริการใหม่อย่าง Airbnb Services และ Experiences โดยลงทุนถึง 200 ล้านดอลลาร์ แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังไม่สร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญ

Airbnb ต้องเผชิญความท้าทายในหลายๆด้าน เนื่องจากกว่า 90% ของรายได้ Airbnb ยังมาจากการให้เช่าที่พักระยะสั้นเพียงแบบเดียว แม้บริษัทจะเริ่มขยายไปยัง Airbnb Experiences และล่าสุดเพิ่ม Airbnb Services แต่ธุรกิจใหม่เหล่านี้ยังอยู่ในระยะตั้งไข่และไม่สร้างรายได้เป็นสัดส่วนมากพอ การที่พอร์ตบริการไม่หลากหลายทำให้บริษัทเสี่ยงต่อการชะลอตัวของตลาดหลัก เช่น ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเมื่อมีกฎระเบียบใหม่ที่กระทบ home sharing

Booking ได้เปรียบในเรื่องความหลากหลายทั้งภูมิศาสตร์และประเภทบริการ เอเชียซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดกำลังเป็นแหล่งขยายตัวสำคัญ ขณะที่ธุรกิจหลาย vertical ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ประเภทเดียว ในทางกลับกัน Airbnb ยังคงเผชิญความท้าทายในการเพิ่ม supply ที่มีคุณภาพ การแข่งขันจาก OTA รายใหญ่ และข้อจำกัดเชิงกฎระเบียบในหลายประเทศ

อีกจุดที่ต่างกันคือกำไรและกระแสเงินสด Booking มี margin สูงและขยายได้ต่อเนื่อง ทำให้สามารถซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ นักลงทุนจึงมอง Booking เป็นเครื่องจักสร้างกระแสเงินสด ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ส่วน Airbnb แม้จะทำการซื้อหุ้นคืนบ้าง ในแง่ของกระแสเงินสดและกำไรยังไม่ถึงระดับที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่าโมเดลธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนในหลากหลายทิศทาง

ตลาดจึงให้ราคากับ Booking มากกว่าเพราะเห็นการเติบโตที่สม่ำเสมอ กระจายความเสี่ยงได้ดี และมีศักยภาพสร้างกำไรต่อเนื่อง ขณะที่ Airbnb ยังคงถูกมองว่าเป็นหุ้นเติบโตที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกระยะหนึ่ง การจะปลดล็อกมูลค่าจำเป็นต้องขยายรายได้จากหลายช่องทางให้ได้จริง และลดการพึ่งพาเพียงตลาด home sharing

สุดท้ายแล้วหุ้นที่ราคาวิ่งแรงและยืนระยะได้ในระยะยาว มักเป็นหุ้นของธุรกิจที่มีความหลากหลาย สร้างกระแสเงินสดมหาศาล และนำเงินสดกลับไปสร้างการเติบโตต่อเนื่องอย่างมีวินัย ซึ่ง Booking แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ Airbnb ยังคงต้องดิ้นรนเพื่อไปถึงจุดนั้นให้ได้ครับ #กระแสเงินสด

📉 โรงแรมในตัวเมืองภูเก็ต (Phuket Town) มีรายได้ต่อห้อง (RevPAR) หดตัวอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 (เมษายน–มิถ...
01/08/2025

📉 โรงแรมในตัวเมืองภูเก็ต (Phuket Town) มีรายได้ต่อห้อง (RevPAR) หดตัวอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 (เมษายน–มิถุนายน)

📅 ตัวเลขการเปลี่ยนแปลง RevPAR เทียบกับปี 2024:
→ เมษายน 2025: -9.9%
→ พฤษภาคม 2025: -21.1%
→ มิถุนายน 2025: -16.8%

📊 กลุ่มโรงแรมตัวอย่างในเมืองภูเก็ตที่ใช้ในการวิเคราะห์ มีทั้งหมด 1,050 ห้อง จาก 6 โรงแรม ได้แก่:
• Travelodge Phuket Town — 165 ห้อง
• Ratri Hotel Phuket Old Town — 50 ห้อง
• Ramada Plaza By Wyndham Chao Fah — 270 ห้อง
• Courtyard Phuket Town — 248 ห้อง
• ibis Styles Phuket City — 137 ห้อง
• Novotel Phuket City Phokeethra — 180 ห้อง

👀 แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของโรงแรมในช่วงโลว์ซีซัน ซึ่งควรวางแผนรับมือด้วยกลยุทธ์ด้าน Revenue Management ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น

💡 โรงแรมสามารถนำข้อมูลนี้มาเปรียบเทียบกับตัวเองได้ว่าโรงแรมเราสามารถสร้าง RevPAR ให้มากกว่าค่าเฉลี่ยหรือไม่

✅ โรงแรมถือว่าประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่า RevPAR จะต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่ยังสูงกว่าตลาด!

ข้อมูลจาก CoStar บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลโรงแรมระดับโลก

🚩 5 ข้อผิดพลาดบน OTA ที่อาจทำให้โรงแรมของคุณสูญเสียรายได้นับล้าน (พร้อมวิธีแก้) — pt. 2พาร์ทที่แล้วพูดถึงเรื่องโปรซ้อน (...
24/07/2025

🚩 5 ข้อผิดพลาดบน OTA ที่อาจทำให้โรงแรมของคุณสูญเสียรายได้นับล้าน (พร้อมวิธีแก้) — pt. 2

พาร์ทที่แล้วพูดถึงเรื่องโปรซ้อน (stack promotion) ที่อาจทำให้โรงแรมเสียรายได้ไปโดยไม่รู้ตัว

แต่พาร์ทนี้เราลองถอยมาดูเรื่องที่พื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำกันได้ทันทีเลยกัน

ข้อผิดพลาดที่ 2 — Content ที่ไม่ครบถ้วนและผิด 👇🏻

❌ รูปภาพห้องพักเก่า ไม่ชัด หรือไม่เป็นมืออาชีพ
↳ ด่านแรกบนเว็ปไซต์ OTA คือรูปภาพที่เราใส่ไป หากรูปภาพไม่น่าดึงดูด ลูกค้าอาจจะเลื่อนผ่านโรงแรมคุณไปเลย และเสียลูกค้าไปก่อนจะคลิกเข้ามาดูรายละเอียดอื่น ๆ

❌ ข้อมูลและคำบรรยายไม่ครบถ้วนหรือขาดหาย
↳ OTA ใช้ข้อมูลที่เราตั้งไว้ใน extranet มาแสดงบนหน้าเว็ปไซต์ หากโรงแรมใส่ข้อมูลไม่ครบถ้วน ลูกค้าอาจหาคุณไม่เจอจากการใช้ฟิลเตอร์ในหน้าเว็ป (เช่น มี Wi-Fi, มีอาหารเช้า, มีสระว่ายน้ำ หรือโรงแรมติดหาด)

❌ ปักหมุดแผนที่ผิดหรือคลาดเคลื่อน (มีโรงแรมที่ปักหมุดผิดจริงๆ!)
↳ การปักหมุดแผนที่ผิดอาจทำให้ลูกค้าสับสน และอาจเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ เช่น ลูกค้าหลงทาง เข้าเช็คอินช้า หรือยกเลิกการจอง เพราะโรงแรมอยู่ไม่ตรงตำแหน่งที่ระบุไว้บน OTA.

แล้วโรงแรมควรแก้ไขอย่างไรดี? 🤔

1️⃣ ลงทุนถ่ายภาพโดยช่างภาพมืออาชีพ
↳ ลงทุนครั้งเดียว แต่คุ้มสุดๆ

2️⃣ ใส่ข้อมูลและคำบรรยายให้ครบถ้วนและน่าสนใจ
↳ โดยเฉพาะ Popular filters บน OTA

3️⃣ ปักหมุด location ให้ถูกต้องและแม่นยำ
↳ อย่าลืมเช็ค Google Maps ด้วย

4️⃣ ตรวจสอบและอัปเดตข้อมูล OTA อย่างสม่ำเสมอ
↳ ตั้งเป็น to-do ทุกๆ 3-6 เดือนเลยก็ได้

📌 การมีข้อมูลครบ ภาพชัดเจน และคำอธิบายที่ดี เป็นพื้นฐานที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มการจอง
และยังช่วยให้โรงแรมคุณเพิ่มการมองเห็นอีกด้วยครับ

👀 ลองเช็กดูตอนนี้เลย — OTA ของโรงแรมคุณมีอะไรที่ยัง "ไม่ครบ" อยู่หรือเปล่า?

#การตลาดโรงแรม #เพิ่มยอดจอง #โรงแรมขนาดกลาง

📌 5 ข้อผิดพลาดบน OTA ที่อาจทำให้โรงแรมของคุณสูญเสียรายได้นับล้าน (พร้อมวิธีแก้) — pt. 1ทุกวันนี้โรงแรมขนาดเล็กและกลางส่ว...
19/07/2025

📌 5 ข้อผิดพลาดบน OTA ที่อาจทำให้โรงแรมของคุณสูญเสียรายได้นับล้าน (พร้อมวิธีแก้) — pt. 1

ทุกวันนี้โรงแรมขนาดเล็กและกลางส่วนใหญ่พึ่งพา OTA อย่าง Booking และ Agoda เพื่อให้โรงแรมถูกค้นเจอง่ายและขายห้องได้มากขึ้น.

แต่รู้ไหมว่า การจัดการ OTA ที่ผิดพลาดเล็กน้อย อาจทำให้รายได้โรงแรมคุณรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว.

นี้เป็นข้อแรก และข้อที่เราเห็นโรงแรมทำพลาดเยอะที่สุด!

❌ 1. ใส่โปรโมชั่นเยอะ และทับซ้อนกันหลายชั้น (stack) จนโรงแรมเสียกำไรโดยไม่รู้ตัว

คุณอาจเคยใส่โปรเหล่านี้อยู่:
- โปรโมชั่เฉพาะกลุ่มอย่าง mobile หรือ country rate
- ให้ส่วนลดสมาชิก ของ OTA
- ซ้อนด้วยแคมเปญเทศกาลต่างๆ ในแต่ละช่วงอีก

แต่รู้ไหมว่าโปรโมชั่นเหล่านี้มีการ stack ส่วนลดในแต่ละ OTA ที่แตกต่างกัน

ยิ่งกว่านั้นคือ อาจมีส่วนลดบางประเภทที่ไม่แสดงให้คุณเห็น หรือซ่อนไว้อีกที่นึงด้วยซ้ำ

และคุณอาจเคยรับสายทีมงาน OTA ที่แจ้งว่าราคาโรงแรมคุณขายถูกกว่าใน OTA เจ้าอื่น เลยอยากแนะนำให้คุณเข้าร่วมแคมเปญให้ส่วนลดเพิ่ม เพื่อที่จะคุณจะได้เพิ่มการมองเห็นด้วย

⚠️ ผลคือ คุณอาจจะควบคุมราคาไม่ได้เลย และลดราคาให้กับ OTA ไปแล้ว 60-80% โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

แล้วเราควรหาวิธีแก้ไขยังไงล่ะ?

1️⃣ ตั้งราคาก่อนส่วนลดต่างๆ หรือ BAR (Best Available Rate) ให้เท่ากันก่อนทุกช่องทาง เพื่อให้เป็นราคาพื้นฐานบนทุก OTA ด้วยเรื่องมืออย่าง Channel Manager

2️⃣ ทำความเข้าใจโปรโมชั่น และกฏการ stack ส่วนลดของแต่ละ OTA ก่อน

3️⃣ คำนวณว่าควรใส่ส่วนลดเท่าไหร่ในแต่ละโปรโมชั่นสำหรับแต่ละ OTA เพื่อที่ราคาขายจะได้เท่ากัน หรือใกล้เคียงที่สุดทุกเจ้า

4️⃣ ลองตรวจสอบราคาหลังส่วนลดบน OTA และลองทำการทดลองจอง (test booking) เพื่อดูราคาสุดท้ายที่แสดงให้ลูกค้าเห็น และราคา net หลังหักค่าคอมมิชชั่นที่โรงแรมได้ว่าถูกต้องตามที่เราคำนวณหรือไม่

การจัดการ OTA อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโรงแรมขนาดเล็กและกลาง โดยเฉพาะโรงแรมที่มีสัดส่วนการขายจาก OTA มากกว่า 70%

เจ้าของโรงแรมและผู้จัดการควรทบทวนราคาและส่วนลดที่ใส่ในแต่ละ OTA เพื่อป้องกันไม่ให้มีความเสียหาย และเพิ่มโอกาสการขายบนช่องทางออนไลน์ในแต่ละแพลตฟอร์ม

28/06/2025

รวม แบรนด์โรงแรมต่าง ๆ ภายใต้เชนโรงแรม ยักษ์ใหญ่ของโลก

#ลงทุนแมน

นี่เป็นอีก 1 บทความที่เราตั้งใจเขียนให้กับทาง STAAH เมื่อปีที่แล้ว และมีการแชร์จากเพื่อนๆ ในวงการโรงแรมทั่วโลกในบทความพู...
19/06/2025

นี่เป็นอีก 1 บทความที่เราตั้งใจเขียนให้กับทาง STAAH เมื่อปีที่แล้ว และมีการแชร์จากเพื่อนๆ ในวงการโรงแรมทั่วโลก

ในบทความพูดถึงความสำคัญของ Dynamic Pricing และ วิธีการตั้งราคาแบบไดนามิกสำหรับโรงแรมที่ยังไม่ได้ใช้ระบบ AI เข้ามาช่วย

บทความยาวหน่อยแต่อ่านจบแล้ว เป็นประโยชน์แน่นอนครับ 💜

Unlike static pricing models, which maintain fixed rates regardless of fluctuating demand. Dynamic pricing in the hotel industry refers to the practice of

ที่อยู่

998 Moo 8 Vichit, Muang
Changwat Phuket
83000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ GetGuest - Revenue Management for Small & Boutique Hotelsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง GetGuest - Revenue Management for Small & Boutique Hotels:

แชร์