17/07/2026
DUI เรื่องใหญ่กว่าที่คิด นำเข้า-ส่งออก อย่าลืมศึกษาให้ดีก่อนนะคะ เพื่อไม่ให้ติดปัญหาที่หน้างาน
https://www.facebook.com/share/p/1Da8AY1evs/
ประเด็นเรื่อง DUI (Dual-Use Items) หรือ สินค้าที่ใช้ได้สองทาง ภายใต้ พ.ร.บ. TCWMD (การควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง) ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความปวดหัวให้กับชิปปิ้งและตัวแทนออกของมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะถ้าพลาดขึ้นมาไม่ใช่แค่สินค้าติดใบขนฯ แต่มีโทษปรับและโทษทางอาญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ความแตกต่างในทางปฏิบัติระหว่าง บัญชี 1 และ บัญชี 2 เพื่อให้คุณทำงานในฐานะตัวแทนออกของได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยครับ
1.สินค้าใช้ได้สองทาง (DUI) คืออะไร
สินค้าประเภทนี้คือ สินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในภาคพลเรือนหรืออุตสาหกรรมทั่วไป แต่ดันมีคุณสมบัติ (Specification) ที่สูงพอ หรือสารเคมีที่เข้มข้นพอที่จะถูกดัดแปลงไปใช้เป็นอาวุธสงครามหรืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) ได้ เช่น
คาร์บอนไฟเบอร์เกรดสูง ใช้ทำไม้กอล์ฟหรือชิ้นส่วนรถยนต์ได้ แต่ก็เอาไปทำท่อเหวี่ยงสารยูเรเนียมหรือชิ้นส่วนขีปนาวุธได้เช่นกัน
สารเคมีบางชนิด ใช้ทำปุ๋ยหรือน้ำยาทำความสะอาด แต่อาจนำไปสกัดเป็นแก๊สพิษหรือระเบิดได้
2.ความแตกต่างในทางปฏิบัติ บัญชี 1 vs บัญชี 2
กระทรวงพาณิชย์ (โดยกรมการค้าต่างประเทศ) ได้จำแนกมาตรการควบคุมออกเป็น 2 บัญชีหลักๆ ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ครับ
บัญชี 1 สินค้าควบคุมตามพิกัดและคุณสมบัติ (ต้องขอใบอนุญาต - e-Licensing)
สินค้าในบัญชี 1 จะยึดตาม รหัสควบคุมสินค้า (ECCN - Export Control Classification Number) ที่อ้างอิงตามมาตรฐานสากล (เช่น สหภาพยุโรป) แบ่งออกเป็น 10 หมวดหลัก (ตั้งแต่หมวด 0 สารนิวเคลียร์ ไปจนถึงหมวด 9 อวกาศและการบิน)
วิธีพิจารณา ดูที่ HS Code (พิกัดศุลกากร) ควบคู่กับ Technical Specification (สเปคทางเทคนิค)
สิ่งที่ต้องทำในทางปฏิบัติ (หน้าที่ชิปปิ้ง/ผู้ส่งออก)
นำสเปคสินค้าไป Check Classification ในระบบ e-TCWMD ของกรมการค้าต่างประเทศ
ถ้าเช็กแล้วตรงทั้งพิกัดและสเปคถึงเกณฑ์ควบคุม ต้องขอใบอนุญาตส่งออก/ส่งผ่าน/ถ่ายลำ ก่อนทำพิธีการศุลกากรเสมอ
นำเลขใบอนุญาตไปสำแดงในใบขนสินค้าขาออก
บัญชี 2 มาตรการจัดระเบียบ / การรับรองตนเอง (Self-Certification) สินค้าในบัญชีนี้อาจจะไม่ได้มีสเปคที่สูงปรี๊ดจนน่ากลัวแบบบัญชี 1 หรือเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงรองลงมา แต่โครงสร้างพิกัดศุลกากร (HS Code) ดันไปคล้ายหรือทับซ้อนกับกลุ่มสินค้าเสี่ยง
วิธีพิจารณา ยึดตามพิกัดศุลกากรเป็นหลัก แต่สเปคไม่ถึงเกณฑ์ขั้นรุนแรงของบัญชี 1
สิ่งที่ต้องทำในทางปฏิบัติ (หน้าที่ชิปปิ้ง/ผู้ส่งออก)
ตรวจสอบว่าพิกัดสินค้าติดเงื่อนไขการควบคุมของบัญชี 2 หรือไม่
หากสเปคสินค้าเป็นเกณฑ์พลเรือนทั่วไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาวุธ ไม่ต้องขอใบอนุญาต
กรมการค้าต่างประเทศ
แต่ต้องทำการ รับรองตนเอง (Self-Certification / End-User Statement) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยืนยันว่าสินค้าตัวนี้ไม่ได้นำไปใช้ในวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทหารหรือ WMD
เมื่อระบบอนุมัติหรือออกเอกสารรับรอง ก็นำข้อมูลนั้นมาสำแดงในขั้นตอนออกของ
เปรียบเทียบหน้างาน (ชิปปิ้งต้องจำ)
ประเด็น บัญชี 1 (e-Licensing) บัญชี 2 (Self-Certification)
ความเข้มงวด สูงมาก (จับตามองระดับสากล) ปานกลาง (เน้นการตรวจสอบปลายทาง)
เกณฑ์การดู พิกัดศุลกากร + สเปคเทคนิคเชิงลึก พิกัดศุลกากร เป็นหลัก
สิ่งที่ต้องขอ ใบอนุญาตส่งออก (License) การรับรองตนเอง / วัตถุประสงค์การใช้
ผลกระทบ ไม่มีใบอนุญาต = ส่งออกไม่ได้ / ผิดกฎหมาย ไม่ทำรับรอง = ใบขนติดสิทธิ/ติดเงื่อนไข
3.ในฐานะ ตัวแทนออกของ
อย่าดูแค่ HS Code อย่างเดียว สินค้าบางอย่างพิกัดเดียวกันเป๊ะ ตัวหนึ่งต้องขอใบอนุญาต (บัญชี 1) แต่อีกตัวแค่รับรองตนเอง (บัญชี 2) หรือบางตัวไม่ติดเลย ขึ้นอยู่กับ ความเร็ว ความดัน ความบริสุทธิ์ หรือวัสดุ (Specification) ชิปปิ้งต้องขอใบสเปค (Technical Data Sheet) จากผู้นำเข้า/ส่งออกมาเช็กเสมอ
ระบบการคัดกรองผู้ใช้ปลายทาง (Catch-All Control) แม้สินค้าจะไม่ติดทั้งบัญชี 1 และ 2 แต่ถ้าปลายทาง (Consignee) มีชื่ออยู่ในบัญชีดำกลุ่มเสี่ยงก่อการร้าย หรือระบุชัดว่าจะเอาไปทำโรงงานนิวเคลียร์/อาวุธ ชิปปิ้งและผู้ส่งออกก็มีหน้าที่ต้องระงับการส่งออก
ตรวจสอบระบบ e-TCWMD และ DFT Smart I ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์บังคับใช้ระบบ e-Licensing อย่างเต็มรูปแบบ ก่อนรับงานส่งออกสินค้ากลุ่มเครื่องจักร สารเคมี อิเล็กทรอนิกส์ หรือโลหะเกรดพิเศษ ควรให้ลูกค้าลงทะเบียนในระบบให้เรียบร้อยก่อนเนิ่นๆ ครับ
การแม่นยำในกฎหมาย DUI นี้ นอกจากจะช่วยให้พิธีการศุลกากรราบรื่นแล้ว ยังเป็นการปกป้องบริษัทชิปปิ้งของคุณไม่ให้เข้าไปพัวพันกับคดีความมั่นคงระดับระหว่างประเทศด้วยครับ
_________________________________
การเช็กรหัส ECCN (Export Control Classification Number) เพื่อจัดกลุ่มสินค้าว่าเข้าข่ายสินค้าใช้ได้สองทาง (DUI) หรือไม่ ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญมากของชิปปิ้ง เพราะหากกรอกข้อมูลพลาด เอกสารเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยนทันที
ปัจจุบันระบบ e-TCWMD ของกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ได้พัฒนาเครื่องมือให้เราสามารถเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นได้เองแบบออนไลน์ นี่คือขั้นตอนการปฏิบัติหน้างานจริงที่คุณและทีมงานสามารถทำตามได้ทันทีครับ
4.ขั้นตอนการเช็ก ECCN ในระบบ e-TCWMD ก่อนเริ่มเข้าหน้าเว็บ สิ่งสำคัญที่สุดที่ชิปปิ้งต้องขอจากผู้นำเข้า/ส่งออก (Exporter) คือ Technical Data Sheet (ใบสเปคเทคนิค) Material Safety Data Sheet (MSDS) หรือ Catalog ของสินค้าชิ้นนั้นๆ เพราะเราจะไม่สามารถเช็กได้เลยถ้ามีแค่ชื่อสินค้าทั่วไปครับ
ขั้นตอนที่ 1 เข้าสู่หน้าบริการค้นหา ไปที่เว็บไซต์หลักของระบบ e-TCWMD ของกรมการค้าต่างประเทศ (หรือเข้าผ่านหน้าเว็บ dft.go.th)
มองหาเมนู บริการค้นหารายการสินค้าควบคุม (Classification / Search) หรือเครื่องมือช่วยจำแนกพิกัดสินค้า (Product Classification Tool)
ข้อดี ระบบส่วนนี้เปิดให้บุคคลทั่วไปหรือชิปปิ้งเข้าเช็กเบื้องต้นได้ โดยบางฟังก์ชันอาจยังไม่ต้องล็อกอินเข้าระบบผู้ประกอบการ
ขั้นตอนที่ 2 ค้นหาด้วย พิกัดศุลกากร (HS Code) ระบบจะเปิดช่องให้คุณค้นหาได้ 2 วิธีหลักๆ แนะนำให้เริ่มจากวิธีนี้ก่อน
ใส่รหัสพิกัดศุลกากร HS Code 8 หลัก (หรือ 11 หลักตามรหัสสถิติ) ของสินค้าลงไป
กดค้นหา ระบบจะดึงข้อมูลในฐานข้อมูลออกมาโชว์ว่า พิกัดนี้ มีความเกี่ยวเนื่องหรือเชื่อมโยงกับรหัส ECCN หมวดไหนบ้าง
⚠️ พิกัดศุลกากร 1 พิกัด อาจจะไปตรงกับรหัส ECCN ได้หลายหมวด หรืออาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ เพราะ HS Code จำแนกตาม ประเภทและการใช้งานปกติ แต่ ECCN จำแนกตาม ขีดความสามารถทางเทคนิค
ขั้นตอนที่ 3 ค้นหาด้วย คำสำคัญ (Keywords / สเปคสินค้า) หากใส่พิกัดแล้วเจอ ECCN ขึ้นมาหลายตัว หรือต้องการความแม่นยำเพิ่มขึ้น
ให้พิมพ์ คำสำคัญภาษาอังกฤษ ที่เป็นสเปคเฉพาะของสินค้า (ระบุใน Data Sheet) เช่น Carbon fiber, Frequency changer, Pump, Aluminum alloy
ระบบจะแสดงรหัส ECCN ที่มีคำคำนั้นประกอบอยู่ พร้อมคำอธิบายคุณสมบัติ (Technical Descriptions)
ขั้นตอนที่ 4 การเทียบโครงสร้าง ECCN (จุดตัดตัดสินใจ) เมื่อระบบแสดงรหัส ECCN ขึ้นมา (เช่น 1A002 หรือ 3A225) ให้ชิปปิ้งนำข้อมูลจาก Data Sheet มาไล่เช็กตามโครงสร้าง 5 หลักของ ECCN ดังนี้
หลักที่ 1 (หมวดหลัก - Categories) ดูว่าตรงหมวดไหม เช่น เลข 1 (วัสดุ สารเคมี จุลชีพ), เลข 3 (อิเล็กทรอนิกส์), เลข 2 (การแปรรูปวัสดุ)
หลักที่ 2 (ประเภทกลุ่ม - Product Group) เช่น A (ระบบ อุปกรณ์ ส่วนประกอบ), B (เครื่องมือทดสอบ ผลิต ตรวจสอบ), D (ซอฟต์แวร์)
หลักที่ 3-5 (เหตุผลการควบคุมและลำดับ) ระบบจะมีคำอธิบายสเปคแบบละเอียด (เช่น มีสารนิกเกิลผสมมากกว่า 25% โดยน้ำหนัก และทนการกัดกร่อน)
หน้าที่ชิปปิ้ง ให้เอาตัวเลขสเปคในมือ ไปยันกับข้อความอธิบายในระบบ e-TCWMD
ถ้า ตรงกันทุกข้อ = สินค้าชิ้นนั้นติด บัญชี 1 ทันที ต้องแจ้งลูกค้าให้ยื่นขอใบอนุญาต (e-Licensing)
ถ้าสเปคต่ำกว่าเกณฑ์ = อาจจะตกไปอยู่ บัญชี 2 (ทำการรับรองตนเอง) หรือหลุดเกณฑ์การควบคุมไปเลย
สำหรับชิปปิ้งหน้างาน
จัดเก็บหลักฐานการเช็กเสมอ เมื่อทำการค้นหาในระบบ e-TCWMD แล้ว แนะนำให้กด พิมพ์/เซฟหน้าจอผลการค้นหา (Screen Capture) เก็บเข้าแฟ้มงานไว้คู่กับสเปคสินค้า เพื่อเป็นหลักฐานยันกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรตอนตรวจปล่อยว่าเราได้ทำการตรวจสอบตามระบบทวนสอบอย่างถูกต้องแล้ว
ใช้ปุ่ม ขอผลวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ หากสเปคสินค้าก้ำกึ่งมาก (เช่น ค่าความแม่นยำ หรือค่าความบริสุทธิ์ของสารเคมีอยู่ตรงเส้นแบ่งพอดี) และเราไม่มั่นใจที่จะตัดสินใจเอง ให้ใช้บริการ ยื่นคำร้องขอผลการวินิจฉัย (Official Classification Request) ผ่านระบบ โดยแนบเอกสาร Data Sheet ให้เจ้าหน้าที่กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้รีวิวและออกเอกสารยืนยัน ซึ่งผลวินิจฉัยนี้จะใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางกฎหมายได้ 100% ครับ
เพื่อประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดในการทำงาน
__________________________________
ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอผลวินิจฉัยพิกัด DUI อย่างเป็นทางการจากกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างและใช้เวลากี่วัน
เมื่อชิปปิ้งเจองานหินที่สเปคสินค้าก้ำกึ่งมาก หรือลูกค้าต้องการความมั่นใจ 100% ว่าสินค้าของตนเองไม่ติด พ.ร.บ. TCWMD เพื่อป้องกันปัญหาชิปปิ้งโดนกักของที่ท่าเรือ การยื่น คำร้องขอผลวินิจฉัยสินค้าใช้ได้สองทาง (DUI) อย่างเป็นทางการ จากกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) คือคำตอบที่ดีที่สุดครับ เพราะเอกสารที่ได้สามารถใช้อ้างอิงทางกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้โดยตรง
รายละเอียดขั้นตอน เอกสารที่ต้องใช้ และระยะเวลาการดำเนินการในทางปฏิบัติ มีดังนี้ครับ
1.เอกสารที่ต้องจัดเตรียม (หัวใจสำคัญคือสเปค)
ความเร็วในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสารในขั้นตอนนี้เลยครับ เอกสารหลักๆ ที่ต้องเตรียมเข้าระบบ ได้แก่
Technical Data Sheet / Specification (ใบสเปคเทคนิค) เอกสารจากผู้ผลิตที่ระบุคุณสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี หรือขีดความสามารถในการทำงานของสินค้าอย่างละเอียด (ห้ามใช้แค่โบรชัวร์โฆษณาขายของทั่วไป)
Material Safety Data Sheet (MSDS / SDS) จำเป็นมากสำหรับสินค้ากลุ่มสารเคมี สารผสม หรือโลหะเจดพิเศษ
รายละเอียดฟังก์ชันการใช้งาน (Intended Use) เอกสารอธิบายว่า ผู้นำเข้า/ส่งออก นำสินค้านี้ไปใช้ทำอะไร ในอุตสาหกรรมไหน
รูปถ่ายสินค้าจริง หรือแบบแปลน (Drawing) (ถ้ามี) สำหรับกลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
หนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) ในกรณีที่บริษัทผู้ส่งออกมอบหมายให้ชิปปิ้ง/ตัวแทนออกของ เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องแทนในระบบ
2.ขั้นตอนการยื่นคำร้องผ่านระบบ e-TCWMD
ปัจจุบันไม่ต้องเดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์แล้ว สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ทั้งหมดตามกระบวนการนี้ครับ
1.ลงทะเบียนและล็อกอิน
ทำครั้งแรกครั้งเดียว ผู้ประกอบการ (หรือชิปปิ้งที่ได้รับมอบอำนาจ) ล็อกอินเข้าสู่ระบบ e-TCWMD ของกรมการค้าต่างประเทศด้วยบัญชีผู้ใช้งานที่ยืนยันตัวตนแล้ว
2.สร้างคำร้องวินิจฉัยสินค้า
คำร้องแบบเป็นทางการ เลือกเมนู ขอผลวินิจฉัยคำจำแนกประเภทสินค้า (Official Classification Request) จากนั้นกรอกข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อสินค้า พิกัดศุลกากร (HS Code) 8 หลัก และวัตถุประสงค์การใช้งาน
3.อัปโหลดเอกสารเทคนิค
เน้นไฟล์ PDF ที่ชัดเจน
แนบไฟล์ Technical Data Sheet, MSDS หรือแบบ Drawing ที่เตรียมไว้เข้าสู่ระบบ โดยไฮไลต์หรือระบุจุดสำคัญที่ตรงกับข้อสงสัย
4.กดส่งคำร้องและติดตามสถานะ ตรวจสถานะออนไลน์
ตรวจสอบความถูกต้องแล้วกดส่งคำร้อง เจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะเข้ามาตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร หากเอกสารไม่ชัดเจน ระบบจะแจ้งเตือนให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม (Modify)
3.ใช้เวลากี่วัน (ระยะเวลาดำเนินการ) ระยะเวลาในการพิจารณาผลวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี ตามความยากง่ายของสินค้าครับ
กรณีสินค้าทั่วไป / สเปคชัดเจน ใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 7 วันทำการ
หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง (ไม่รวมเวลาที่ต้องรอผู้ประกอบการส่งเอกสารเพิ่ม)
กรณีสินค้าซับซ้อนสูง / ต้องเข้าคณะกรรมการ ใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 30 วันทำการ
หากเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง สารเคมีชนิดใหม่ หรือชิ้นส่วนเครื่องจักรเฉพาะทางที่เจ้าหน้าที่ต้องส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เช่น สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หรือสถาบันวิจัยต่างๆ) ร่วมประเมิน
สำหรับหน้างานชิปปิ้ง เอกสารผลวินิจฉัยที่ได้จากระบบจะมี ตราประทับและลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ของกรมการค้าต่างประเทศ ระบุชัดเจนว่า สินค้าดังกล่าวเป็น DUI บัญชี 1, บัญชี 2 หรือ ไม่เข้าข่ายควบคุม
ควรเผื่อเวลาล่วงหน้าก่อนวันเรือออกอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ในการขอผลวินิจฉัยนี้ อย่ารอให้ตู้คอนเทนเนอร์ไปถึงท่าเรือแล้วโดนล็อกใบขนฯ เพราะค่า Demurrage/Detention (ค่าคืนตู้และฝากตู้) ช่วงที่รอผลวินิจฉัยอาจจะไม่คุ้มกันครับ