เริ่มซักที

เริ่มซักที ไม่ว่าจะทำอะไร "เริ่มซักที"

ถ้าคุณยังไม่เริ่มเพจนี้จะปลุกให้คุณเริ่มทำสักที

วันนี้มีโอกาสได้เจอกับตารางในภาพนี้เป็นตารางที่เนืองแน่นไปด้วยตัวเลข แต่เมื่อได้กวาดสายตามองอย่างละเอียดแล้วมันทำให้ได้น...
01/07/2026

วันนี้มีโอกาสได้เจอกับตารางในภาพนี้
เป็นตารางที่เนืองแน่นไปด้วยตัวเลข
แต่เมื่อได้กวาดสายตามองอย่างละเอียดแล้ว
มันทำให้ได้นึกถึงอดีตที่ผ่านมา
ทันใดนั้นความคิดก็วิ่งผ่านตัวไป
และพุ่งตรงไปยังเป้าหมายในอนาคต
นี่เราใช้ชีวิตมาเกือบหมื่นวันแล้วเหรอ?
ที่ผ่านมาอะไรที่ทำให้เรามายืนอยู่ตรงนี้ได้
มันคือสิ่งที่เราได้คาดหวังไว้ไหมในอดีต
ตัวเราในวันนี้คือผลผลิตจากความคิดของเราในอดีตไหม
คำตอบคือ คาดหวังสิ่งต่างๆจากตัวเองน้อยมาก
ในช่วงอายุเท่านี้ หลังจากที่ดูตารางนี้
ด้วยความอยากรู้จึงรีบกลับมาเปิดหลักฐานชิ้นสำคัญ
มันคือ ไดอารี่
หลักฐานชิ้นนี้ผมมักบันทึกความคิดทั้งที่เจอมา
และคาดหวังว่าจะเจอ ผมกลับพบว่า และประโยคที่ว่า
ผมคาดหวังสิ่งต่างๆจากเวลาที่ผ่านมาน้อยมาก
"ชีวิตคือโรงละคร"
หากชีวิตคือโรงละคร ช่วงเวลาที่ผ่านมา
ผมไม่เคยที่จะมีบทให้ตัวเองเลย
เป็นเพียงคนที่คิดว่าชีวิตแล้วแต่โชคชะตาลิขิต
แต่ไม่เคยรู้ว่าโชคชะตานั้นใครเป็นคนกำหนด
เมื่อมองลึกหาคำนิยามลงไป ใครเล่าเป็นคนกำหนดชีวิตเรา
พรที่เราขอ? สังคมที่เราอยู่? คนรอบข้างเรา?
ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้น เราล้วนเลือกเองทั้งสิ้น
เราเลือกที่จะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น
และถึงแม้จะมีใครกำหนดมาจริงๆ
ก็มีเพียงตัวเราที่ตัดสินใจเลือก
เรายินดีไหมกับชีวิตในอีก สองหมื่นวันที่กำลังย่างกรายเข้ามา
ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในรูปแบบนี้ เราคาดหวังการพัฒนาจากอะไร
เราจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองไหม เราจะพัฒนาตัวเองเพื่อสิ่งใด
ถ้าไม่พอใจเราจะให้ชีวิตดำเนินไปแบบไหน
"อะไรคือเป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ"
หรือที่จริงแล้วเราอยากมาโลดแล่นในโรงละครชีวิตแห่งนี้
ในฐานะ เรือกระดาษน้อยที่ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายและรอวันจมดิ่งลง
นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผิดถ้าที่สุดแล้ว
การมาของเราคือการมาผจญภัยและหวังว่าชีวิตในชาติหน้าจะดีขึ้นด้วยการหมั่นสะสมบุญ
แต่อยากให้ลองนึกสักนิดกับชีวิตที่ไร้ความหวังในชาตินี้
ว่าที่เราสะสมบุญไปใช้ในชาติหน้านั้น
เราอยากเป็นแบบไหน
สิ่งนั้นอาจเป็นเป้าหมายหลักของชีวิต
ดึงมันมาทำให้เกิดขึ้นในชาตินี้
เพราะสิ่งที่เรากำลังมีคือวันเวลาตั้งสองหมื่นวัน
ชาติหน้าไม่มีใครรู้ แต่ชาตินี้เราอยู่ที่นี่แล้ว
เรากำลังมีวันนี้ มีเวลานี้
ทำไมจึงไม่ทำให้ชีวิตเราได้เป็นคนคนนั้นที่เราอยากเป็นในชาติหน้า
สำหรับคนที่มีเป้าหมายแล้ว
"ชีวิตจะมีเหลือแค่สองหมื่นวัน"
แต่สำหรับคนที่ไร้ซึ่งเป้าหมาย
"ชีวิตจะมีเหลือตั้งสองหมื่นวัน"
กอดคนที่อยากกอด รักคนที่อยากรัก
ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ควรได้รับเวลาสองหมื่นวันของเรา
และเราจะเป็นในสิ่งที่เราคิดเสมอ
การลงทุนด้วยเงินตรา ขาดทุน ยังหากลับมาใหม่ๆ
แต่การลงทุนด้วยเวลา ขาดทุนแล้ว ไม่มีใครเคยเอากลับมาได้
แต่เรากลับยินยอมที่จะลงทุนด้วยเวลาไปโดยเต็มใจที่จะขาดทุน
ผมคงไม่ได้อยากจะมาเตือนใคร
เพียงแต่หวังว่าสิ่งที่ได้พิมพ์ไปทั้งหมดนี้
จะย้อนกลับมาถามตัวผมเองว่า
"เป้าหมายของผมคืออะไร"

ถ้าเลือกหนังสืออ่านได้เล่มเดียวจะเลือกอ่านเล่มไหนกันครับ?ยุคนี้มีหนังสือพัฒนาตัวเองค่อนข้างเยอะเลยเยอะชนิดที่ว่าผมเองยัง...
17/06/2026

ถ้าเลือกหนังสืออ่านได้เล่มเดียว
จะเลือกอ่านเล่มไหนกันครับ?

ยุคนี้มีหนังสือพัฒนาตัวเองค่อนข้างเยอะเลย
เยอะชนิดที่ว่าผมเองยังตามอ่านไม่ทัน
บางเล่มกลายเป็นกองดองไปแล้ว
แต่หลายๆเล่มก็นับว่าเป็นหนังสือที่เปิดมุมมองใหม่ๆได้ดีเลย

จนสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นกระทู้คำถามในหลายกลุ่ม
ถามว่า "ถ้าเลือกอ่านอ่านได้เล่มเดียว จะเลือกเล่มไหนกัน"

สำหรับผมก็ยังคงเป็น
How to win friends and influence people
หรือ "วิธีชนะมิตรและจูงใจคน"
โดย คุณ เดล คาร์เนกี้

เป็นหนังสือในตำนานที่ผมบังเอิญเจอเมื่อหลายปีที่แล้ว
ชื่อเรื่องอาจจะขัดหูไปนิดนึง (ความเห็นส่วนตัว)
ขัดหูแบบ ทำไมต้องเอาชนะเพื่อน ทำไมต้องไปจูงใจคน ด้วย

แต่เนื้อหาจริงๆแล้ว
มันคือการเข้าใจมนุษย์ เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์

ช่วงที่อ่านแรกๆ จากเป็นคนเก็บตัวอยู่ในห้อง
ไม่ชอบสุงสิงกับใคร รู้ตัวว่าชอบคุยกับคน
แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นคุยยังไง กลัวทำผิด พูดไม่ถูกใจ
ก็เริ่มกลายเป็นคนที่อยากออกไปพบปะผู้คนมากขึ้น
เริ่มเข้าใจคนมากขึ้น ทำให้เริ่มได้รู้จักคนจากหลายแวดวง
ได้รับโอกาสมากขึ้นตามมา

ถ้าพูดถึงเล่มนี้คงขาดช่วงที่ผมต้องสัมภาษณ์เข้างานไม่ได้
เล่มนี้เป็นหนังสือที่ทำให้ผมมั่นใจมากทุกครั้งที่สัมภาษณ์งาน
ช่วงที่เรียนจบมาไม่กี่ปีต้องสัมภาษณ์งาน
ด้วยหลักการในหนังสือเล่มนี้แหละ
ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ค้นหาความต้องการของกรรมการสัมภาษณ์
ไม่ได้เป็นแค่คนที่ถูกสัมภาษณ์
มันลดความประหม่าไปได้เยอะเลย

จะว่าไปแล้ว เนื้อหาในเล่มไม่ได้แนะนำแค่เรื่องการสนทนา
อย่างเรื่องการนึกถึงแต่สิ่งดีๆ ก่อนจะลงมือทำงานอะไร
หมั่นยิ้มเข้าไว้ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ไหน
เป็นการบังคับร่างกายให้เต็มไปด้วยพลังงานดีๆ
แล้วใช้พลังงานดีๆนี้แหละไปสร้างชีวิตต่อ

หนังสือเล่มนี้ยังคงเป็น Best of all books ที่ผมคิดถึง
และทุกวันนี้ยังคงหยิบมาอ่านอยู่เสมอ

อย่างน้อยถ้าคนอ่านไม่ชอบที่จะพูดคุยกับคน
เล่มนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ และเข้าใจคนได้มากขึ้น

ปล.ผมชอบปก Edition นี้เป็นพิเศษ
มันดูขลังดี อยากให้สำนักพิมพ์ออกปกนี้มาอีก

เลือกซื้ออ่านต่อได้ที่นี่เลยครับ
https://s.shopee.co.th/AAEqNPenic

ทุกวันนี้เราลงทุนกันไปทำไม?เป็นคำถามที่ผมถามกับตัวเองและถามมุมมองจากลูกค้าตลอดเวลาที่อยู่ในอาชีพตัวแทนประกันและผู้แนะนำก...
15/06/2026

ทุกวันนี้เราลงทุนกันไปทำไม?
เป็นคำถามที่ผมถามกับตัวเอง
และถามมุมมองจากลูกค้าตลอดเวลาที่อยู่ในอาชีพตัวแทนประกันและผู้แนะนำการลงทุน
ซึ่งในแทบจะทุกเคสจะคุยเรื่องแผนการเงินของลูกค้าก่อนเสมอ

หนึ่งคำถามที่ผมมักจะถามเพื่อช่วยให้ลูกค้าเห็นเป้าหมายตัวเองอย่างชัดเจน
และเพื่อเป็นแนวทางความคิดให้กับตัวเอง ก็คือ

"ทุกวันนี้เราลงทุนกันไปทำไม"

คำถามเรียบง่าย แต่พอได้ลงลึกหาคำตอบกันจริงๆ
มันทำให้เห็นอนาคต จนย้อนกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า
เป้าหมายที่เรากำลังต้องการนี้มันใช่จริงๆใช่มั้ย

คำตอบส่วนใหญ่คือ
"ดีกว่าเก็บไว้ในธนาคารเฉยๆ"
"วางเงินไว้ในที่ที่ควรจะสร้างกำไร"

คำถามต่อมาก็คือ "แล้วกำไรที่เราควรจะได้ต้องเป็นเท่าไหร่"
คำตอบคือ "เน้นให้ได้มากที่สุด ขอมีปันผลด้วยยิ่งดี"

ความเป็นจริง "High Risk High Return"
ยิ่งผลตอบแทนมาก ความเสี่ยงที่จะเสียเงินต้นก็มีโอกาสเกิดได้มากตาม

สิ่งที่เราไม่ค่อยให้ความสำคัญคือ
แล้วความเสี่ยงที่เหมาะสมสำหรับเราคือเท่าไหร่

สิ่งที่ผมคิดต่อคือ
โอเค ต่อให้มีความเสี่ยง
แต่ถ้าเราได้กำไรตามเป้าแล้ว เราจะเอาเงินนี้ไปทำอะไรต่อ

เพื่อเกษียณ/เพื่อสร้างกระแสรายรับ/เพื่อครอบครัว/เพื่อความฝัน?

1. เพื่อการเกษียณ
ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ ถึงจะใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างอุ่นใจและเพียงพอ

2. เพื่อเป็นเบาะรองรับความเสี่ยง
ถ้าวันหนึ่งล้มป่วย ขาดรายได้ สวัสดิการและค่ารักษาพยาบาลที่มีอยู่ครอบคลุมแล้วหรือยัง?
(อย่าลืมว่าเราทำงานหนักหาเงิน เพื่อมาตอบสนองปัจจัย 4 ไม่ใช่เพื่อหามาจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด)

3. เพื่อส่งต่อความมั่นคงให้ครอบครัว
หากวันหนึ่งไม่สามารถอยู่ดูแลคนที่รักได้อีกต่อไป พวกเขาจะก้าวเดินต่อไปยังไง

4. เพื่อเป็นรายได้สำรองยามฉุกเฉิน
ถ้าความสามารถในการหารายได้หยุดชะงัก พอร์ตการลงทุนที่มีจะต้องสร้างผลตอบแทนได้เท่าไหร่ ชีวิตถึงจะเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

ชีวิตหลังจากหาตอบคำถามได้
มันทำให้ทุกวันของผม เป็นไปด้วยกระบวนการที่ชัดเจน
เช่นว่า วันนี้เราต้องทำอะไร เพื่ออะไร
มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราผมตื่นมาใช้ชีวิตได้แบบไม่ต้องย้อนกลับมาสงสัยว่า ที่เรากำลังทำอยู่ทำไปเพื่ออะไร สภาวะ Burn out ก็แทบจะไม่เกิดอีกเลย

ระบบการลงทุนก็เริ่มชัดเจนขึ้น
จากที่เมื่อก่อนเทรดเน้นเอากำไรให้ได้มากที่สุด
ทุกวันนี้ขอแค่ทบต้น 5-6% ต่อปีที่ตอบโจทย์การเกษียณก็พอใจแล้ว
ถ้าได้มากกว่านั้นคือกำไร
และต่อให้เราจะอยู่หรือไม่อยู่ ครอบครัว, ลูก, คนข้างหลัง
ก็อยู่ต่อได้ด้วยสิ่งที่เราวางแผนไว้

แต่ที่ได้แน่นอนเลยคือความสบายใจ

นี่ไม่ใช่การขายของ
แต่ถ้าสนใจอยากมีไว้มาวางแผนด้วยกันได้ครับ
อย่างน้อยจะได้แนวคิดที่ทำให้สบายใจขึ้นด้วยคำตอบที่เราร่วมกันหา

นาฬิกาปลุกช่วยให้ตื่นแต่เป้าหมายที่ชัดเจนช่วยให้ "อยากตื่น""นอนให้พอ" คือกุญแจสำคัญของการตื่นมาสดใสแต่เอาเข้าจริง ต่อให้...
10/06/2026

นาฬิกาปลุกช่วยให้ตื่น
แต่เป้าหมายที่ชัดเจนช่วยให้ "อยากตื่น"

"นอนให้พอ" คือกุญแจสำคัญของการตื่นมาสดใส
แต่เอาเข้าจริง ต่อให้นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม
หรือลากยาวไปเที่ยงคืน
พอเสียงนาฬิกาปลุกดัง
เราก็ยังขอกด "เลื่อน" หรือนอนกลิ้งไปมาอยู่ดี

ผมลองสังเกตตัวเองดูว่า
ทำไมบางวันเราถึงเด้งตัวลุกจากเตียงได้
แบบไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก
ทริปเที่ยวที่แพลนมาเป็นเดือน
โปรเจกต์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นท้าทาย
ต่อให้เมื่อคืนจะนอนดึกแค่ไหน
ร่างกายก็พร้อมลุยแบบไม่ต้องคิดเยอะ

จุดนี้เองที่ทำให้เราค้นพบความจริงที่ว่า
"นาฬิกาปลุก" ทำหน้าที่ปลุกได้แค่ร่างกาย
แต่ "เป้าหมาย"ต่างหากที่ปลุกจิตวิญญาณของเราให้ตื่น

บางที ที่เราไม่อยากลุกจากเตียงในทุกๆเช้า
อาจไม่ใช่เพราะร่างกายต้องการการพักผ่อนเพิ่มขึ้น
แต่เป็นเพราะเรายังไม่มี

"สิ่งที่อยากตื่นขึ้นมาเพื่อทำ"

พอเรามีเป้าหมายที่ใช่
รออยู่ตรงหน้าชีวิตทุกวันก็จะเต็มไปด้วยพลังงานดีๆ

09/06/2026

เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ
แต่ถ้าไม่คิดเรื่องเงิน
คุณอยากทำอาชีพอะไรกัน?

คำถามนี้ ผมเองสงสัยมาตั้งแต่เด็กคนที่เขาเป็นหมอ เป็นทหาร เป็นวิศวกรหรือทำอาชีพอะไรก็ตาม เขารู้ตัวเองได้ยังไงว่าต้องมาเป็...
07/06/2026

คำถามนี้ ผมเองสงสัยมาตั้งแต่เด็ก
คนที่เขาเป็นหมอ เป็นทหาร เป็นวิศวกร
หรือทำอาชีพอะไรก็ตาม เขารู้ตัวเองได้ยังไงว่าต้องมาเป็นสิ่งนี้?

พอโตขึ้นถึงได้เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า
หลายคนก็ไม่ได้ชอบในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่
การที่ต้องมาอยู่ตรงจุดนี้ บางทีเกิดจากความสับสน
ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะไปทางไหนด้วยซ้ำ
แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งเป้าหมายได้ชัดเจนเลยว่า
โตมาจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

พอย้อนกลับมาดูที่ประสบการณ์ตรงของตัวเอง
สมัยเรียนมัธยม ด้วยความที่ชอบวิชาคำนวณ
เลยอยากเป็นวิศวกร
พอสอบเข้าได้ เรียนจนจบมหาวิทยาลัย
และได้เข้าไปทำงานในสายงานวิศวกรจริงๆ
ก็ไม่ได้เชิงว่าไม่ชอบนะ มันก็พอทำได้

แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนเลยคือ
"คงไม่ทำอาชีพนี้ไปตลอดแน่ๆ"
ตอนนั้นไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไม
เลยเริ่มลองหาอย่างอื่นทำเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม
ทั้งลองเทรดหุ้น เริ่มขายของออนไลน์
และเริ่มศึกษาการทำธุรกิจ

พูดถึงเรื่อง "การลองทำ" มาเยอะเหมือนกัน
ครั้งหนึ่งเคยมีความฝันอยากเป็นนักเดินทาง
แบบคุณมิ้นท์ I Roam Alone หรือคุณเรย์ แมคโดนัลด์
พอหมดสัญญาการทำงาน เลยลองใช้ชีวิตออกเดินทาง
ไปเที่ยวในที่ที่อยากไป
จนค้นพบว่า ไม่ได้ชอบการเที่ยวแบบเดิมอีกแล้ว
การได้เที่ยวบ้าง ทำงานบ้าง อาจจะเหมาะกับไลฟ์สไตล์มากกว่า
ซึ่งถ้าไม่ลองออกไปเที่ยวดูจริงๆ
ก็คงไม่มีทางรู้เลยว่า การทำ "เรื่องเที่ยว"
ให้กลายเป็น "งาน" มันไม่ใช่ทางที่ตามหา

หรืออย่างเรื่องการเทรดหุ้น
สิ่งนี้แหละคือตัวเปิดโลกเข้าสู่วงการธุรกิจอย่างแท้จริง
ความเครียดจากการเทรดทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง
ตอนนั้นกว่าจะปั้นพอร์ตให้โตได้วันละ 10% จากทุนตั้งต้น
เรียกได้ว่าความดันขึ้นทีเดียว เทรดจนเบียดเบียนเวลาชีวิต
พอเครียดก็ไปหาอะไรกินจนน้ำหนักตัวพุ่งสูงปรี๊ด
ชีวิตช่วงนั้นวนเวียนอยู่แค่นี้

จนมีช่วงหนึ่งที่อยากลดน้ำหนัก เลยหันมากินน้ำเต้าหู้
พอไปซื้อบ่อยเข้า เลยลองถามแม่ค้าดูว่าขายได้วันละเท่าไหร่?
ถามไปแบบไม่ได้คาดหวังคำตอบ
แต่สรุปว่าเขาตอบมาว่า "วันละ 5,000 บาท"
ตอนนั้นใจเต้นตุ้บๆ
พอกลับบ้านมาลองคำนวณต้นทุนวัตถุดิบดูถึงได้รู้ว่า กำไรมันสูงมาก!

จุดนั้นเลยทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
จะมานั่งเทรดหุ้นให้ปวดตา ปวดหัวไปทำไม?
ในเมื่อการขายของมีสัดส่วนกำไรที่สูงกว่ามาก เผลอๆ
ถ้าบริหารต้นทุนให้ดี การทำกำไรสุทธิให้มากกว่า 10%
มันเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าด้วยซ้ำ

แนวคิดเรื่องโครงสร้างกำไรและธุรกิจในวันนั้น
คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัดสินใจก้าวเข้ามาในโลกของการขายอย่างเต็มตัว
จนได้มาค้นพบเส้นทางของการเป็น
"ตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน"

จนถึงทุกวันนี้ ก็คลุกคลีอยู่ในวงการประกันและการเงินมาพักใหญ่แล้ว
ไม่ใช่ว่าเส้นทางนี้จะไม่มีความเครียดหรือปัญหาหนักใจนะ
เอาเข้าจริง การต้องดูแลความเสี่ยง วางแผนชีวิต และวางแผนการเงินให้ผู้คน มันมีความท้าทายและกดดันยิ่งกว่าตอนทำงานวิศวกร

แต่ที่ตกตะกอนกับตัวเองได้
ว่าทำไมถึงยังอยู่และรักในอาชีพนี้ เป็นเพราะ

รายได้และการเติบโตตอบโจทย์ในระยะยาว ทุกครั้งที่พัฒนาตัวเอง
ยิ่งวางแผนแก้ปัญหาให้คนอื่นได้ดี รายได้ก็เติบโตตามเสมอ
แถมยังมีเป้าหมายใหญ่ๆ ให้ท้าทายขีดจำกัดตัวเองอยู่ตลอด

มีปัญหาใหม่ๆ ให้แก้แทบทุกวัน

ยังรักที่จะตื่นมาทำมัน แม้ในวันที่มีปัญหารอให้แก้เพียบ
การจัดการความเสี่ยงให้ลูกค้าบางทีก็หนีปัญหาไม่ได้ แต่เมื่อสู้มาจนถึงจุดหนึ่ง
จะเริ่มเข้าใจว่าการหนีไม่ใช่วิธีแก้ปัญหามันยังมีเครื่องมือทางการเงิน
และทางออกที่ดีกว่านั้นอีกเยอะรอให้หยิบมาใช้

มาถึงคำตอบของคำถามที่จั่วหัวไว้
"จะรู้ได้ยังไงว่าชอบอะไร?"
คำตอบที่ได้จากประสบการณ์ตรงเลยก็คือ
"ต้องไปลองทำหลายๆ อย่าง"
ลองไปอยู่ในสังคมใหม่ๆ ลองเปิดโลกกว้าง ลองเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไป

เพราะถ้าไม่เคยลองลงมือทำ ก็คงไม่มีทางรู้ตัวหรอกว่าชอบสิ่งนั้นหรือเปล่า

ผมถือคติอย่างนึง
เวลาสอบแล้วไม่รู้จะกาข้อไหน
จะตัดสินใจ "กามั่ว" ไปก่อน
ถ้าฟลุ๊คหน่อยก็กามั่วจนสอบผ่าน

การกามั่วอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่มันก็ยังดีกว่า "การไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย"
อย่างแน่นอน
เพราะถ้าไม่ยอมกาคำตอบลงไป
นั่นหมายความว่าจะไม่มีวันได้คะแนน

สุดท้ายแล้ว การเริ่มลงมือทำ คือคำตอบของทุกอย่าง

"ถ้าเจ้าทำแต่สิ่งที่ทำได้ เจ้าจะไม่มีวันดีขึ้นกว่าตอนนี้"ผมเขียนบทความหัวข้อนี้มาแล้ว 3 ครั้ง ในแต่ละช่วงชีวิตที่ต่างกัน...
05/06/2026

"ถ้าเจ้าทำแต่สิ่งที่ทำได้ เจ้าจะไม่มีวันดีขึ้นกว่าตอนนี้"

ผมเขียนบทความหัวข้อนี้มาแล้ว 3 ครั้ง ในแต่ละช่วงชีวิตที่ต่างกัน
เป็นประโยคของอาจารย์ชิฟู จาก Kung fu Panda
ที่จุดไฟให้ผมในช่วงที่ผมสงสัยในตัวเองว่า
เราพอใจกับชีวิตในช่วงนี้แล้วหรือยัง
เราจะสามารถทำอะไรได้ดีมากกว่านี้ไหม
ไม่ใช่ว่าไม่พอใจกับชีวิต แต่รู้ว่ามันไม่มีอะไรท้าทาย
ที่มาพร้อมกับความรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับแต่ละวันที่ผ่านไป
แต่พอได้ทำอะไรใหม่ๆ หรือพยายามทะลุขีดจำกัดเดิมของตัวเอง
ก็พบว่ามันไม่ง่ายจริงๆ กับสิ่งที่เรากำลังลงมือทำ
พอได้กลับมาอ่านประโยคนี้อีกครั้งก็รู้ว่า
ในช่วงชีวิตนี้มันไม่ได้หมายความว่า
พอเราทำสิ่งหนึ่งได้ดีแล้วจะต้องเปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นเพิ่ม
แต่มันหมายความว่า ต่อให้เราทำได้ดีแล้ว
ถ้ามันยังไม่ดีพอ มันไม่ได้หมายความว่า เราต้องหยุดทำ

ก็เหมือนการพายเรือทวนน้ำ หากหยุดพายเมื่อไหร่
(หรือพายด้วยแรงเท่าเดิมในกระแสน้ำที่เชี่ยวขึ้น) เราก็จะถูกพัดถอยหลัง
การยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ และทักษะเดิมๆ
จะทำให้เรากลายเป็นคนที่ถูกลืมไว้ข้างหลังในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

การเติบโตเริ่มต้นเมื่อเราก้าวข้ามขีดจำกัด
พอยอมทำในสิ่งที่ "ยังทำไม่ได้" มันเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการเรียนรู้ในพื้นที่นี้
ผมรู้สึกอึดอัด ทำตัวไม่ถูก

แต่ลองมองอีกมุม หากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน
เรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดพลาด
สิ่งที่เราได้รับจากความล้มเหลวคือ “ความรู้”
เราได้รู้ว่า “เรายังขาดอะไร”
แล้วหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาเรียนรู้ แก้ไข และลองใหม่อีกครั้ง

ทุกครั้งที่เราลุกขึ้นหลังจากล้ม ผลลัพธ์ย่อมเปลี่ยนไป
และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็น

ไหนๆก็อยู่ในวงการแล้ว มาเติมความรู้ความเข้าใจหน่อยครับ 🎯
20/05/2026

ไหนๆก็อยู่ในวงการแล้ว มาเติมความรู้ความเข้าใจหน่อยครับ 🎯

วันก่อนได้กลับมาทบทวนบันทึกความก้าวหน้าของตัวเองแล้วสะดุดตากับปัญหาข้อหนึ่งที่เคยกวนใจ แต่สามารถก้าวข้ามมันมาได้ 2-3 ปีแ...
15/05/2026

วันก่อนได้กลับมาทบทวนบันทึกความก้าวหน้าของตัวเอง
แล้วสะดุดตากับปัญหาข้อหนึ่งที่เคยกวนใจ
แต่สามารถก้าวข้ามมันมาได้ 2-3 ปีแล้ว

ปัญหาคือ
"การแคร์คนอื่นมากเกินไป จนตัวเองต้องมานั่งเสียใจ"

เมื่อผ่านประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น
จึงเริ่มเข้าใจสัจธรรมที่ว่า การที่เราทำดีกับใคร ไม่ได้การันตีว่าเขาจะต้องทำดีตอบกลับมาเสมอไป

หรือในความเป็นจริงก็คือ
เขา "ไม่จำเป็น" ต้องทำดีตอบกลับเลยด้วยซ้ำ
บางครั้งความหวังดีเหล่านั้นอาจย้อนกลับมาทำร้ายเราเองก็มี

เมื่อก่อนเคยตั้งคำถามว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม
ทำไมคนใจดีถึงต้องเป็นฝ่ายเสียใจอยู่เสมอ?
แต่เมื่อลองตกตะกอนความคิดอย่างละเอียด

จึงพบว่า
"การที่เราหวังดีกับใคร" กับ "การที่ใครจะหวังดีกับเรา"
มันคือคนละเรื่องกันเลย

เราหวังดีเพราะอยากเห็นเขาได้เจอสิ่งดีๆ
เพราะมองว่านั่นคือสิ่งที่เขาควรได้รับ แต่ในมุมกลับกัน หากเขาไม่ได้รู้สึกว่าต้องมอบความหวังดีกลับคืนม
มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดสำหรับเขาเช่นกัน

วิธีที่ช่วยปลดล็อกปัญหานี้ได้ คือการสร้าง "เช็กลิสต์"
ไว้ถามตัวเองเสมอก่อนที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยใคร

-ถ้าช่วยแล้ว เราจะไม่คาดหวังอะไรตอบแทนได้ไหม?

-ถ้าช่วยแล้ว เขาไม่เห็นค่าในสิ่งที่เราทำ เรายังอยากจะช่วยอยู่ไหม?

-ถ้าช่วยแล้ว เขาอาจตีความความหวังดีของเราผิดไป เรายังยินดีที่จะช่วยหรือไม่?

เมื่อตอบคำถามเหล่านี้ให้กับตัวเองได้อย่างชัดเจน
การตัดสินใจก็จะง่ายขึ้น มีทั้งสถานการณ์ที่พร้อมเต็มใจช่วย และสถานการณ์ที่เลือกจะไม่ทำอะไร
ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาคือความสบายใจแบบไม่มีอะไรติดค้าง

เมื่อตัดสินใจที่จะช่วย นั่นแปลว่าทำด้วยความเต็มใจโดยไม่หวังผลตอบแทน แม้สุดท้ายผลลัพธ์จะออกมาแย่ หรือเขาจะเข้าใจผิด ก็สามารถอธิบายได้อย่างมีสติ หรือต่อให้ไม่มีโอกาสได้อธิบายอย่างน้อยใจก็เป็นสุขไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ได้มอบความหวังดี

การทำดีอาจไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นความดีเสมอไป แต่อย่างน้อยใจเราต้องไม่เป็นทุกข์ และคนเดียวที่จะปกป้องหัวใจไม่ให้เป็นทุกข์ได้ ก็คือ ตัวเราเอง ด้วยการถามตัวเองให้เคลียร์ ก่อนที่จะมอบความหวังดีให้ใคร

ความจริง กับ ความเชื่ออะไรส่งผลกับชีวิตมากกว่ากัน?ผมเคยถามกับตัวเองหลายครั้งว่าเราควรจะเชื่อเสียงในหัวที่ดูเหมือนจะไม่มี...
13/05/2026

ความจริง กับ ความเชื่อ
อะไรส่งผลกับชีวิตมากกว่ากัน?
ผมเคยถามกับตัวเองหลายครั้งว่า
เราควรจะเชื่อเสียงในหัว
ที่ดูเหมือนจะไม่มีทางเป็นจริงในชีวิตจริง
หรือควรจะเชื่อความจริงที่เคยเกิดขึ้นแล้วและสัมผัสมันได้ด้วยตา
เพราะเป้าหมายที่ตั้งไว้มันดูยากที่จะเกิดขึ้นจริงได้ในเวลาที่กำหนด
หรือแม้แต่จะใช้ทั้งชีวิตก็ดูจะยาก
จริงๆแล้วก่อนที่จะมีความจริงก็ต้องมาจากความเชื่อ
เชื่อว่าเราจะทำได้ เราถึงจะลงมือทำ
พอลงมือทำความเชื่อก็จะเกิดเป็นความจริง
เรามีความเชื่อกับตัวเองแบบไหน เราก็จะเป็นแบบนั้น
เหมือนใช้เมล็ดข้าวโพดหว่านลงผืนดิน
เวลาผ่านไปก็จะโตเป็นต้นข้าวโพด
จะไม่มีทางโตเป็นทุเรียนได้
ในทางความคิด
เรา Input อะไรเข้าไปในความคิด
เราก็จะ Output มันออกมาผ่านการกระทำ
คนเราเลยมีบุคคลิก นิสัย การกระทำที่แสดงออกต่างกัน
ถ้าเราเชื่อว่าเราทำไม่ได้ ไม่ต้องไปรอให้ผลลัพธ์ออกหรอก
เพราะเราจะไม่ทำมันตั้งแต่แรก
แต่ถ้าเราเชื่อว่าเราทำได้
เราก็จะเริ่มลงมือทำ ซึ่งการเริ่มลงมือทำนี่แหละที่เป็นขั้นตอนที่ยากมาก
พอทำไปสักพัก ก็จะเริ่มรู้ว่าเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร
ก็จะเริ่มตามหาวิธีการ ทำ ปรับปรุง แก้ไข พัฒนา
จนกว่าจะสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้
ถ้าเรามัวแต่พึ่งความจริง
ก็ต้องรอให้คนอื่นลงมือทำจนสำเร็จไปก่อน
เราถึงจะเห็นความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เราคิดมันเป็นจริงได้
เราก็จะไม่มีวันได้เป็นหัวแถว
หรือได้ทำสิ่งใหม่ๆที่เราเคยคิดไว้ก่อนเลย
แต่ก็ไม่ผิดที่จะใช้ชีวิตแบบนั้น
ถ้าสุดท้ายแล้วเรายอมรับมันได้
และจะไม่กลับมาเจ็บปวดหรือเสียดายที่ไม่ได้ทำมัน
ถึงวันนี้ก็พอจะบอกตัวเองได้ว่า
เราจะเป็นในแบบที่เราเชื่อ
We become what We think about

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เริ่มซักทีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เริ่มซักที:

ทางลัด

แชร์