เริ่มซักที

เส้นทาง ติดต่อ ธุรกิจของเรา

เริ่มซักที ไม่ว่าจะทำอะไร "เริ่มซักที"

ถ้าคุณยังไม่เริ่มเพจนี้จะปลุกให้คุณเริ่มทำสักที

ถ้าเราเป็นน้องเนเน่จะเลือกรับเงินแบบไหน?ก่อนอื่นขอแสดงยินดีกับน้องเนเน่ที่คว้าแชมป์ AGT 2026ตั้งแต่น้องเนเน่แข่งรอบแรกทำ...
24/09/2026

ถ้าเราเป็นน้องเนเน่จะเลือกรับเงินแบบไหน?

ก่อนอื่นขอแสดงยินดีกับน้องเนเน่ที่คว้าแชมป์ AGT 2026
ตั้งแต่น้องเนเน่แข่งรอบแรกทำให้ผมได้กลับมาฟังเพลงร็อค/เฮฟวี่เมทัล
อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ฟังมาหลายปี
เหมือนเป็นการเปิดต่อมระเบิดอารมณ์ ปลดปล่อยพลังงานอีกครั้ง

ทีนี้ประเด็นที่น่าสนใจที่ผมตั้งคำถามกับตัวเอง
ในมุมมองของคนที่ชอบวางแผนการเงิน
คิดตั้งแต่ถ้าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1จะแบ่งเงินยังไงดี
ส่วนเคสนี้คือเคสของน้องเนเน่ ที่ผมเองก็สนใจ
เพราะมีสองทางเลือก ที่พอมองมูลค่าแล้วมองเผินๆห่างกันพอสมควร

ทางที่ 1 เลือกรับแบบบำนาญคือ มูลค่า 1 ล้านดอลลาห์สหรัฐ
หรือ 33 ล้านบาท โดยแบ่งรับเป็นระยะเวลา 40 ปี
แบ่งรับปีละ 25,000 ดอลลาห์หรือปีละ 825,000 บาทไทย (ยังไม่รวมหักภาษี) เมื่อหักภาษีแล้วจะเหลือราว 578,000 บาทไทย
งวดสุดท้ายที่จะได้เงินคือตอนอายุ 56 ปี

ทางที่ 2 เลือกรับแบบเงินก้อนครั้งเดียวเลยจะได้รับ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อหักภาษีเงินได้จากสหรัฐเหลือประมาณ 6.93 ล้านบาทไทย

ถ้าเราตัดเรื่องความเสี่ยงสัญญาการจ่ายออกไป แล้วมองในมุมการเงิน
ทางแรกแน่นอนว่าย่อมมีเรื่องเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเป็นปัจจัย ซึ่งถ้าคำนวณแล้วค่าเงินที่ใช้ได้เมื่อคำนวณมูลค่าตามเวลาของเงิน
ปีที่ 40 อยู่ที่ประมาณ 253,000 บาท หรืออำนาจการซื้อลดลงไปราว 70% ในอีก 40 ปีข้างหน้า

ทางที่ 1 เมื่อคิดมูลค่ารวมของเงินที่จะได้คือ 825,000 บาท X 40 ปี
หรือมูลค่ารวม 33 ล้านบาทไทย แต่เมื่อมองตามมูลค่าเงินตามเวลาหลังหักภาษีแล้วมูลค่ารวมอยู่ที่ 13.78 ล้านบาท

ซึ่งเมื่อเทียบมูลค่าแล้ว ยังไงก็มากกว่าทางที่ 2 อยู่ดี

แต่หากเลือกทางที่ 2 อำนาจการใช้เงินจะเป็น 6.93 ล้านบาท
ซึ่งสามารถนำไปจับจ่ายใช้สอยหรือวางแผนการเงินได้ตามใจน้องเนเน่

สิ่งที่ซ่อนอยู่คือ "ค่าเสียโอกาส" และพลังของ "ดอกเบี้ยทบต้น"
หากน้องเนเน่นำเงินก้อน 6.93 ล้านบาทในวันนี้
ไปจัดพอร์ตลงทุนให้เติบโตเฉลี่ยแค่ 8% ต่อปี เงินก้อนนี้จะทำงานและงอกเงยแซงหน้ามูลค่า 13.78 ล้านบาทของทางเลือกแรกไปอย่างขาดลอย แถมยังมีเงินทุนก้อนใหญ่พร้อมสนับสนุนความฝันในเส้นทางดนตรี หรือใช้เป็นทุนการศึกษาได้ทันทีตั้งแต่วันนี้

แต่ในอีกมุม ทางเลือกที่ 1 แม้ตัวเลขจะแพ้เมื่อนำไปจัดพอร์ตลงทุน แต่มันก็เปรียบเสมือน "ตาข่ายนิรภัย" ที่การันตีว่า ไม่ว่าเส้นทางศิลปินจะผันผวนแค่ไหน หรือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร น้องเนเน่ก็จะมีรายได้โอนเข้าบัญชีปีละเกือบ 6 แสนบาทไปจนถึงอายุ 56 ปี เป็นกระแสเงินสดที่ทำให้ศิลปินคนหนึ่งกล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง

การตัดสินใจครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกดเครื่องคิดเลขหาตัวเลขที่คุ้มที่สุด แต่เป็นเรื่องของ "เป้าหมายชีวิต" จังหวะเวลา และความฝัน

สำหรับน้องเนเน่ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน
น้องได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า พลังของความร็อคและความมุ่งมั่นนั้น "ประเมินค่าไม่ได้" จริงๆ

แล้วถ้าเป็นเราล่ะด้วยเงื่อนไขการเงินทั้งหมดนี้
ถ้าเราเป็นน้องเนเน่ เราจะเลือกรับเงินแบบไหน?

 #วางแผนเกษียณช้า ดีกว่าไม่คิดจะเริ่มเวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว และเวลาที่ดีรองลงมา คือ วันนี้“อายุ ...
17/09/2026

#วางแผนเกษียณช้า ดีกว่าไม่คิดจะเริ่ม

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว และเวลาที่ดีรองลงมา คือ วันนี้

“อายุ 40 แล้ว เพิ่งเริ่มวางแผนเกษียณ จะทันไหม?”

คำตอบคือ อาจไม่ง่ายเท่าคนที่เริ่มตั้งแต่อายุ 30 แต่ยังดีกว่าไม่เริ่มเลย
การเกษียณไม่ใช่ทางเลือก เพราะทุกคนต้องเกษียณไม่ทางใดก็ทางนึง
ไม่จากการเลิกจ้างเนื่องจากอายุ ก็สภาพสภาพร่างกาย หรือเลวร้ายสุดก็จากเศรษฐกิจ

สมมติว่าเราอยากมีเงินก้อนสำหรับใช้หลังเกษียณ 5,000,000 บาท ตอนอายุ 60 ปี โดยยังไม่รวมเงินบำนาญ เงินประกันสังคม เงินออมเดิม และผลกระทบจากค่าใช้จ่ายส่วนตัว

หากสมมติว่าเงินออมเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปี และออมสม่ำเสมอทุกเดือน จะต้องออมประมาณนี้

- เริ่มตอนอายุ 30 ปี มีเวลา 30 ปี ออมประมาณ 7,200 บาทต่อเดือน
- เริ่มตอนอายุ 40 ปี มีเวลา 20 ปี ออมประมาณ 13,600 บาทต่อเดือน
- เริ่มตอนอายุ 50 ปี มีเวลา 10 ปี ออมประมาณ 34,000 บาทต่อเดือน

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งเริ่มช้า เงินที่ต้องออมต่อเดือนก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะมีเวลาสะสมและให้ผลตอบแทนน้อยลง

แต่ถ้าอายุ 40 หรือ 50 แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรเริ่ม
เพราะการออมเดือนละ 5,000–10,000 บาทในวันนี้ ยังดีกว่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีแผนเลย

ลองคิดอีกมุมหนึ่ง

ถ้าเราต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เงินที่ต้องใช้แบบยังไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อก็ประมาณ

30,000 บาทx12 เดือนx20 ปี = 7,200,000 บาท

และในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายวันนี้อาจไม่เท่ากับค่าใช้จ่ายในวันที่เราเกษียณ เพราะเงินเฟ้อทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากวันนี้เราใช้เงินเดือนละ 25,000 บาท และเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5% ต่อปี

- อีก 10 ปี ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มเป็นประมาณ 32,000 บาทต่อเดือน
- อีก 20 ปี อาจเพิ่มเป็นประมาณ 41,000 บาทต่อเดือน
- อีก 30 ปี อาจเพิ่มเป็นประมาณ 52,000 บาทต่อเดือน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า การวางแผนเกษียณไม่ควรรอให้ใกล้ถึงวันเกษียณเสียก่อน

แต่การวางแผนไม่ได้มีแค่เรื่องเงินออมเท่านั้น ควรสำรวจด้วยว่า

- มีหนี้สินอะไรที่ควรชำระให้หมดก่อนเกษียณ
- มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอหรือไม่
- มีประกันสุขภาพรองรับค่ารักษาพยาบาลหรือยัง
- หากเจ็บป่วยหรือทำงานต่อไม่ได้ ครอบครัวจะมีรายได้จากไหน
- เงินออม กองทุน ประกันสังคม และทรัพย์สินที่มีอยู่ จะช่วยรองรับค่าใช้จ่ายได้มากน้อยแค่ไหน

หากวันนี้ยังออมไม่ถึงหลักหมื่น ก็ไม่เป็นไร
อาจเริ่มจากเดือนละ 2,000 หรือ 3,000 บาท แล้วเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้มากขึ้น

- ปีแรก ออมเดือนละ 3,000 บาท
- ปีที่สอง เพิ่มเป็นเดือนละ 4,000 บาท
- เมื่อรายได้เพิ่ม ค่อยปรับเป็นเดือนละ 5,000–10,000 บาท
- ทบทวนแผนทุกปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น แต่งงาน มีลูก ซื้อบ้าน หรือเปลี่ยนงาน

สิ่งสำคัญคือ อย่ารอให้พร้อม 100% จึงค่อยเริ่ม เพราะความพร้อมอาจไม่มาถึง และเวลาที่ผ่านไปก็ไม่สามารถเรียกคืนได้

วางแผนเกษียณช้า อาจต้องออมมากขึ้น แต่ยังดีกว่าไม่คิดจะเริ่มเลย

วันนี้ลองเริ่มจากคำถาม 3 ข้อ

1. ตอนนี้เราอายุเท่าไร และเหลือเวลาก่อนเกษียณกี่ปี
2. หากไม่มีรายได้ประจำ เราต้องใช้เงินเดือนละเท่าไร
3. วันนี้เราสามารถเริ่มออมเพื่ออนาคตได้เดือนละกี่บาท

เพราะเงินเกษียณก้อนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการออมครั้งเดียว แต่เกิดจากการเริ่มต้นและทำอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานาน

#เริ่มซักที #วางแผนการเงิน #เกษียณ

ชีวิตติดอยู่ที่เดิมมาหลายปีบางทีอาจไม่ใช่เพราะสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเพราะเราอาจจะยังทำตัวไม่สอดคล้องกับ "สิ่งที่ดีกว่า"ถ้าม...
16/09/2026

ชีวิตติดอยู่ที่เดิมมาหลายปี
บางทีอาจไม่ใช่เพราะสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเพราะเราอาจจะยังทำตัวไม่สอดคล้องกับ "สิ่งที่ดีกว่า"

ถ้ามัวแต่โทษคนอื่นจนเหนื่อยแล้วรู้สึกว่าไม่ได้อะไรขึ้นมา
ลองเปลี่ยนมาโฟกัสที่ตัวเองดูครับ แล้วจะพบว่า "ตัวเราไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ"

วันนี้ผมเลยหยิบข้อสรุป 10 ข้อที่กลั่นกรองมาจากหนังสือ Atomic Habits
เคล็ดลับที่ผมใช้พาตัวเองไปสัมผัสโลกใบใหม่ ในร่างเดิม

1. พัฒนาตัวเองแค่ 1% ทุกวัน
ไม่ต้องพึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แค่วันละ 1% (เช่น อ่านหนังสือ 10 นาที หรือฝึกภาษา 5 นาที) เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ จะสร้างผลลัพธ์และผลกระทบที่มหาศาลในระยะยาว

2. สร้าง "ระบบ" อย่ารอแค่ "แรงจูงใจ"
แรงจูงใจมาแล้วก็ไป แต่ระบบจะอยู่กับเราเสมอ นิสัยที่ดีเกิดจากระบบที่ออกแบบมาดี เช่น อยากตื่นเช้าให้วางนาฬิกาปลุกไว้ไกลเตียง หรืออยากอ่านหนังสือให้ล็อกเวลาไว้ชัดเจนทุกวัน

3. ใช้ "กฎ 2 นาที" เพื่อเอาชนะความขี้เกียจ
คนมักล้มเลิกเพราะคิดว่ามันยาก ลองย่อเป้าหมายให้เหลือแค่ 2 นาที เช่น อยากออกกำลังกาย ให้เริ่มแค่ "ใส่รองเท้า" หรืออยากอ่านหนังสือ ให้เริ่มที่ "1 หน้า" พอเริ่มต้นได้แล้ว การทำต่อไปจะง่ายขึ้นเอง

4. นิสัยดีทำให้ "เข้าง่าย" นิสัยแย่ทำให้ "เข้ายาก"
อยากอ่านหนังสือ? วางไว้ข้างเตียง อยากเลิกเล่นมือถือก่อนนอน? เอาไปชาร์จไกลๆ หรือปิดแจ้งเตือน (วิธีนี้ผมใช้ทุกวัน ได้ผลดีมาก)

5. เปลี่ยนนิสัย ต้องเปลี่ยนที่ "ตัวตน"
แทนที่จะบอกว่า "ฉันจะพยายามอ่านหนังสือ" ให้บอกว่า "ฉันเป็นคนรักการอ่าน" เมื่อเราเชื่อว่าสิ่งนั้นคือตัวตนของเรา การลงมือทำก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ

6. ทำให้เห็นชัดเจน
อยากดื่มน้ำเยอะๆ พกขวดน้ำติดตัว อยากออกกำลังกาย วางชุดกีฬาไว้ในที่ที่มองเห็นง่าย สภาพแวดล้อมที่กระตุ้นสายตา จะช่วยให้เราลงมือทำได้ง่ายขึ้น

7. ให้รางวัลตัวเอง สร้างวงจรความสุข
สมองเรียนรู้ผ่านรางวัล ทำงานเสร็จตรงเวลา ลองให้รางวัลตัวเองด้วยการดูซีรีส์ หรืออ่านหนังสือจบตามเป้า ก็กินขนมเล็กๆ น้อยๆ การให้รางวัลจะเปลี่ยนพฤติกรรมให้กลายเป็นนิสัยถาวร

8. จับคู่สิ่งที่ "ต้องทำ" กับสิ่งที่ "ชอบทำ"
ถ้ารู้สึกเบื่อ ลองเอาไปผูกกับเรื่องสนุก เช่น ไม่ชอบวิ่ง ลองเปิดพอดแคสต์ที่ชอบฟังไปด้วย หรือขี้เกียจอ่านหนังสือ ลองไปนั่งอ่านในคาเฟ่บรรยากาศดีๆ เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูด

9. พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช่
พฤติกรรมเราถูกหล่อหลอมจากคนรอบข้างเสมอ อยากมีวินัย? ไปอยู่ใกล้คนมีวินัย อยากเก่งธุรกิจ? ติดตามเพจหรืออยู่ในกลุ่มคนที่คุยกันเรื่องนี้เป็นประจำ

10. โฟกัสที่ "กระบวนการ" ไม่ใช่แค่ "ผลลัพธ์"
หลายคนท้อเพราะอยากผอมไวๆ ลองเปลี่ยนมาโฟกัสที่การ "ลงมือทำทุกวัน" แทน เมื่อกระบวนการของเราดีเยี่ยม ผลลัพธ์ที่ต้องการจะตามมาเองในที่สุด

หนังสือเล่มนี้เป็นไกด์ไลน์ที่ช่วยผมวางแผนปรับปรุงนิสัยได้เยอะมาก
ทั้งช่วยให้นอนไวขึ้น ตื่นเช้าขึ้น และมีเวลาจัดการภารกิจต่างๆ ในชีวิตได้อีกเพียบ
รู้ตัวอีกทีผมก็รู้สึกแฮปปี้กับตัวเองในเวอร์ชันนี้ไปแล้วครับ

มีแนวคิดหนึ่งที่ผมมักจะใช้เตือนตัวเองเสมอ เวลาที่รู้สึกลังเลหรือไม่กล้าลงมือทำอะไรสักอย่างพอคิดแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกว่...
15/09/2026

มีแนวคิดหนึ่งที่ผมมักจะใช้เตือนตัวเองเสมอ เวลาที่รู้สึกลังเลหรือไม่กล้าลงมือทำอะไรสักอย่าง

พอคิดแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกว่า
จริงๆแล้วเรามีแต่ได้กับได้ ต่อให้สุดท้ายเราจะไม่ได้ชอบสิ่งนั้นจริงๆ อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่าทำไมเราถึงไม่ชอบมัน ดีกว่าปล่อยให้ความคาใจติดอยู่ข้างใน
และกลายเป็นหนึ่งใน 'เรื่องที่น่าเสียดาย' เพียงเพราะเราไม่เคยแม้แต่จะลองทำ

ผมไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนมีมุมมองต่อการลงมือทำยังไง แต่ถ้าคุณมั่นใจว่า 'การไม่ทำ' ของคุณไม่ใช่แค่ข้ออ้างก็ไม่เป็นไรเลยครับ

สำหรับผม มันเหมือนกับการปาลูกดอก แน่นอนว่าผมหวังให้มันเข้าเป้า ทั้งที่รู้ดีว่าโอกาสพลาดมีมากกว่าถูกเผงตรงกลางเป้าเป๊ะๆ แต่ทุกครั้งที่ปาออกไป ผมได้เรียนรู้เสมอว่าต้องปายังไงให้แม่นขึ้น และต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้างในครั้งต่อไป

เราช่วยผู้มีรายได้น้อยด้วยการมีประกันสุขภาพส่วนตัว เพื่อให้โอกาสเขาได้ใช้บริการ รพ ตามสิทธิ์ได้เต็มที่และผมในฐานะตัวแทนก...
14/09/2026

เราช่วยผู้มีรายได้น้อยด้วยการมีประกันสุขภาพส่วนตัว เพื่อให้โอกาสเขาได้ใช้บริการ รพ ตามสิทธิ์ได้เต็มที่

และผมในฐานะตัวแทนก็จะมุ่งมั่นสร้างความเข้าใจและทำให้ผู้คนเข้าถึงแผนการรักษาด้วยประกันสุขภาพ ให้ได้มากที่สุด

นี่เลยเป็นที่มาของการที่ผู้ที่มีประกันสุขภาพสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้

รักษาที่ รพ ไหนก็ดี แต่เชื่อว่าเราคงอยากเลือกได้มากกว่าที่เรามีสิทธิ์ด้วยการจัดการการเงินของเรา

เป็นอีกครั้งที่ได้มีโอกาสหนังสือเล่มนี้และก็เป็นอีกครั้งที่หนังสือหน้านี้สะกิดใจ ให้ได้คุยกับตัวเองอีกครั้ง"วันเวลาผ่านไ...
06/09/2026

เป็นอีกครั้งที่ได้มีโอกาสหนังสือเล่มนี้
และก็เป็นอีกครั้งที่หนังสือหน้านี้สะกิดใจ ให้ได้คุยกับตัวเองอีกครั้ง

"วันเวลาผ่านไป เราทำอะไรอยู่"

ส่วนหนึ่งของความล้มเหลวที่ผมได้สัมผัสมาด้วยตัวเองก็คือ
"เราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่"

ที่แย่กว่านั้นคือ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะเดินทางไปที่ไหน
เราทำตามกระแสสังคม ที่เราเองก็ไม่ได้ชอบมันสักเท่าไหร่
แต่ก็ต้องทำ ด้วยความที่เราไม่รู้ว่า เราจะไปที่ไหน

การเริ่มทำสิ่งใหม่มักมีข้ออ้างเสมอ
สังเกตตัวเองได้ว่า เรามักมีข้ออ้างเสมอ
กับเรื่องบางอย่างในใจที่เราไม่กล้าก้าวข้าม
ทั้งที่เรื่องนั้น มีคนมากมายทำได้
ซึ่งนั่นมันก็มากพอที่จะพิสูจน์แล้วว่า "ข้ออ้างของเรามันผิด"

แต่บ่อยครั้งที่เราจะแก้ตัวให้กับข้ออ้างนั้น ว่า
"อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว"

ผมเชื่อว่าเราจะไม่มีทางก้าวไปไหนได้เลย
ถ้าเรายังมัวมีแต่ข้ออ้าง และยังคิดว่าข้ออ้างนั่นถูกต้องที่สุด

เรานั่งทนหนาว
แล้วหวังให้กองไฟถูกจุดติดขึ้นข้างหน้า
วันแล้ววันเล่ากองไฟก็ไม่ลุก
แต่เราไม่คิดแม้แต่จะพยายามหาฟืน
เพราะมัวแต่คิดว่าคนคงเอากองฟืนนั้นไปแล้ว
หรือไปหากองฟืนจอที่มันชื้นๆหน่อยก็บ่นว่าไม่มีทางเอาใช้ได้
เราจะเสียแรงลงมือทำไปทำไม ในเมื่อรู้ว่าสุดท้ายมันจะล้มเหลว

แล้วเรารู้ได้ไงว่ามันจะล้มเหลวจริงๆ
ผมตอบให้ก็ได้ เอาแบบไม่ต้องสงสัยเลย
เพราะสุดท้ายแล้วที่เราคิดมาทั้งหมด คือ "ข้ออ้าง"

เพราะถ้าลงมือทำจริงๆ
ต่อให้ผิดพลาด มันก็ต้องมีเหตุที่ทำให้ผิดพลาด
ผิดพลาดแล้วก็ไปแก้
เว้นแต่ว่าเราทำแบบไม่ใส่ใจ ซึ่งแบบนั้นใครก็ทำได้

เราได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากใช้แล้วหรือยัง
หรือว่าต้องรออะไร ตอบได้ก็ไม่ต้องทำ

ลุกขึ้นมาเถอะ
อย่าทำให้ตัวเองได้ชื่อว่า ตายตั้งแต่อายุเท่านี้
แล้วรอการถูกฝังตอนหมดลมหายใจ

มาทำมันสักตั้ง

03/09/2026

มันไม่ง่ายเลยที่กว่าจะรู้ว่าจริงๆแล้วเราอยากทำอะไร
อะไรคือสิ่งที่เติมเต็มชีวิตเรา
อะไรคือสิ่งที่เราอยากตื่นมาทำในทุกๆวัน

งานที่รายได้สูงก็ดันไม่ใช่งานที่อยากทำจริงๆ
งานที่ชอบก็ไม่ตอบโจทย์เรื่องรายได้
บางงานทั้งชอบและรายได้สูงแต่กันไม่มีเวลาทำอย่างอื่น
ชีวิตเลยไม่บาลานซ์

และยังมีงานที่เดือนแรกๆก็ชอบ
แต่เวลาผ่านไปไฟหมดซะงั้น

ทุกอย่างที่เขียนไปด้านบน
ไม่มีทางรู้ได้ว่าแบบไหนเหมาะกับตัวเองนอกจาก
ลองลงมือทำ ทำไปเลย

เปลี่ยนจากการคิดไปเป็นลงมือทำ
ให้โอกาสชีวิตได้เจอทั้งเรื่องที่ผิดและเรื่องที่ถูก

เวลาผมดูดวงแล้วคำทำนายค่อนข้างบัดซบเมื่อก่อนจะค่อนข้างใจตก เสียขวัญกำลังใจแต่ตอนนี้คิดได้อย่างนึง ก็ในเมื่อผลทำนายออกมาไ...
02/09/2026

เวลาผมดูดวงแล้วคำทำนายค่อนข้างบัดซบ
เมื่อก่อนจะค่อนข้างใจตก เสียขวัญกำลังใจ
แต่ตอนนี้คิดได้อย่างนึง ก็ในเมื่อผลทำนายออกมาไม่ดี
นั่นแปลว่าเราต้องมี Extra สติมากขึ้นไม่ใช่หรอ
มันเหมือนกับได้คำเตือนก่อนที่มันจะเกิด

พอคิดได้แบบนี้แล้ว รู้สึกว่าไหนๆในอนาคตก็จะมีอุปสรรคแล้ว
งั้นเราก็มาลุยสักตั้งให้มันสุดไปเลย
มันปราศจากความคาดหวังว่ามันจะต้องดี
พอใจมันไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องดี มันลุยไปข้างหน้าเหมือนคนบ้าพลัง
แต่ก็ควรพุ่งไปอย่างมีแบบแผน สิ่งที่เราพอจะควบคุมได้คือตัวเราเอง
และจะควบคุมปัจจัยภายในได้ดี อย่างน้อยก็ควรมีแผน
ไหนๆก็จะไม่สำเร็จแล้ว ก็ทำมันให้เต็มที่

สุดท้ายถึงมันจะเจออุปสรรคจริงๆ เพราะอย่างน้อยการลงมือทำก็ทำให้รู้ว่า อะไรบ้างที่เรายังไม่รู้
อะไรบ้างที่เราทำแล้วมันทำให้ผิดพลาด และอะไรบ้างที่เรายังไม่ได้ทำ
ซึ่งการที่จะรู้สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องอาศัยดวงชะตา แต่ต้องอาศัยการลงมือทำ
ดีกว่านอนรอให้โอกาสดีๆเกิดขึ้น

ผมเองเคยได้รับคำทำนายว่าจะมีโชคใหญ่
เอาเข้าจริงรอมาเป็นปีแล้วไม่เห็นจะมาสักที
ถ้าคำทำนายว่าจะโชคดีไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
คำทำนายเชิงลบก็มีโอกาสที่จะไม่เกิดได้เช่นกัน

เพียงแค่เราหาประโยชน์จากคำทำนายแบบต่างๆได้ยังไง
ไม่ว่าคำทำนายก็ออกมาดี หรือ แย่ เราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ดี
เราก็น่าจะหาประโยชน์จากทั้งเรื่องดีแล้วก็เรื่องแย่ให้ได้

ผลออกมาดีก็ได้รู้ว่าวิธีนี้ใช้ได้
ผลออกมาไม่ดีก็จะได้รู้ว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้

#เริ่มซักที

ทำไมผมถึงรักประกัน?ถ้าใครได้ตามผมมาตั้งแต่ทำเพจแรกๆ จะเจอบทความเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน และการลงทุนอยู่หลายๆโพสต์ ทั้งก...
28/08/2026

ทำไมผมถึงรักประกัน?

ถ้าใครได้ตามผมมาตั้งแต่ทำเพจแรกๆ จะเจอบทความเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน และการลงทุนอยู่หลายๆโพสต์ ทั้งกองทุน พันธบัตร หุ้น หรือ อนุพันธ์

ตอนนั้นยังไม่ได้วางคอนเซปอะไรมาก รู้แค่ว่าถ้าไม่ลงทุนเงินที่เก็บไว้จะแพ้เงินเฟ้อ บวกกับอยากมีรายได้เพิ่มจากงานประจำ

ส่วนเรื่องประกันตอนนั้นมีไว้เพราะป้องกันความเสี่ยงเรื่องสุขภาพกับลดหย่อนภาษีล้วนๆ เพราะคิดว่า ค่าเบี้ยที่จ่ายทุกปีเราประมาณการได้ แต่ค่ารักษาเรากะเกณฑ์ได้ยากเพราะไม่รู้จะเป็นโรคอะไร

แต่พอโตขึ้น ในวันที่ความท้าทายในงาน เริ่มลดลง
ก็ได้เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่า เราเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายจริงๆในชีวิตเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร

เลยได้รู้ว่า ที่เราทำงานนอกจากจะตอบสนองต่อแพสชั่นแล้ว
เรายังทำไปเพื่อมีรายได้สะสมไว้ให้พอใช้ตอนที่เราทำงานไม่ไหว
หรือเรียกง่ายๆว่าเกษียณเนื่องจากสภาพร่างกาย

เลยทำให้ตระหนักได้ว่า มันต้องถึงวันที่เราทำงานไม่ได้ ไม่ว่าจะจากอายุหรือความเจ็บป่วย ซึ่งถ้าไม่มีสวัสดิการใดๆแล้ว ไม่รู้เลยว่าจะหาเงินจากไหน

เลยค้นพบแล้วว่า รายได้ที่เราเก็บจากการทำงานในวันนี้ก็คือ
เก็บไว้ใช้ในยามที่เราหมดความสามารถในการหารายได้

ซึ่งพอคิดดูแล้ว เราแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรที่มันเสี่ยงกว่าที่เรารับได้เลย
เช่นเมื่อก่อนผมลงทุนใน TFEX/DW หรือ Option ดันกลายเป็นว่าผมลงทุนผิดจุดประสงค์ตั้งแต่แรก

พอได้วางแผนแล้วก็ enlightened
นี่เราทำอะไรมาตั้งนาน หลังจากนั้นกลับเข้าสู่โหมด Back to basic
แบ่งรายได้มาเก็บหรือลงทุนเพื่อการเกษียณเป็นหลัก
แบบแผนการเงิน และการลงทุนเลยเป็นไปแบบเรียบง่าย ไม่หวือหวา

เน้นมีรายได้ แบ่งสัดส่วนไปออม มีส่วนป้องกันเหตุฉุกเฉิน มีสวัสดิการค่ารักษาใน รพ เอกชนดีๆ มีเงินพอสำหรับปัจจัย4
มีอิสรภาพทางการเงิน ได้เอาเวลาไปใช้กับสิ่งที่ชอบ คนที่รัก

พอตั้งโจทย์ที่เหมาะกับตัวเราแล้ว ความกดดันเรื่องผลกำไรจากการลงทุนมันลดลงไปจริงๆ ทำให้มีเวลาให้ชีวิตในรูปแบบที่เราต้องการมากขึ้น

ซึ่งประกันในภาพที่ผมเคยมองลบๆ เป็นสิ่งที่ผมใช้ในการวางแผนชีวิตแบบหลากหลาย เพราะตอบโจทย์รูปแบบชีวิตในแบบที่ผมออกแบบไว้

บทความนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว
ที่บอกเล่าว่า กว่าจะรู้เป้าหมายที่แท้จริงเกี่ยวกับการลงทุนของตัวผมเอง
ก็ลองผิดลองถูก ได้ทั้งกำไรและขาดทุนจนพอร์ตแตกมาหลายครั้ง

อยากพูดคุยคอนเซปของชีวิต ค้นหาเป้าหมายชีวิต
วางแผนประกัน ยินดีเป็นเพื่อนร่วมทางไปสู่เป้าหมายครับ

#เริ่มซักที

มีเงินเยอะ ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขแต่การไม่มีเงินเลย เป็นสาเหตุให้เราทุกข์เสมอ(บทความนี้ ไม่เหมาะกับพระสงฆ์ และนักบ...
26/08/2026

มีเงินเยอะ ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุข
แต่การไม่มีเงินเลย เป็นสาเหตุให้เราทุกข์เสมอ

(บทความนี้ ไม่เหมาะกับพระสงฆ์ และนักบวชที่สามารถละทางโลกได้)

ถึง "เงิน" จะไม่ได้อยู่ในปัจจัย 4
แต่ปัจจัย 4 มักถูกแลกเปลี่ยนมาได้ด้วย "เงิน"
การจัดการความสุขในยุคนี้ที่ง่ายที่สุดเลย
คือ "การจัดการเงิน"

ถ้าวันนี้เรายังวางชีวิตว่าใช้เงินที่หามาได้ไปกับการซื้อความสุขอยู่
แล้วเงินที่เหลือไม่มากพอ มันจะกลายเป็นการซื้อความสุขในอนาคต

การจัดการเงินที่ว่า อาจจะเป็นคำที่ดูเหมือนไกลตัว
แต่งานที่เรากำลังทำอยู่ อาชีพที่เรากำลังทำ ล้วนทำเพื่อผลตอบแทนด้วยกันทั้งนั้น

ถ้าไม่เริ่มจัดการเงินที่ได้มา มันก็จะกลายเป็นการได้มาใช้ไป
และวันนึงเราจะไม่สามารถหาได้อีกต่อไป จากเงื่อนไขสุขภาพร่างกาย อายุ
พูดๆง่ายๆก็คือ การเกษียณ หรือถูกบังคับให้เกษียณ

ทั้งหมดที่ว่ามา เราสามารถวางแผน
และออกแบบชีวิตเราเองได้เสมอ
โหมด Auto pilot อาจให้ความสุขได้ แต่เป็นก็ความสุขชั่วคราวที่กว่าจะรู้ตัวเราก็พาตัวเองมาอยู่ในจุดวิกฤตแล้ว

สนับสนุนให้เริ่มวางแผนการเงิน วางแผน

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ เริ่มซักที โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เริ่มซักที:

ทางลัด

แชร์