108รีไซเคิล รับซื้อของเก่า เชียงใหม่ แยกศรีบัวเงิน แยกพรอม

108รีไซเคิล รับซื้อของเก่า เชียงใหม่ แยกศรีบัวเงิน แยกพรอม เปิด 8.00-12.00 น.
และ 13.00-16.30 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์
ไม่ออกรับซื้อนอกสถานที่ เปลี่ยนขยะในมือท่านให้เป็นเงิน
คัด...ขาย...ได้เงิน

ไม่รับซื้อแบตลิเที่ยมเช่น แบตเตอรี่รถไฟฟ้า และแบตเตอรี่โซลาเซลล์
14/08/2026

ไม่รับซื้อแบตลิเที่ยม
เช่น แบตเตอรี่รถไฟฟ้า และแบตเตอรี่โซลาเซลล์

‘แบตเตอรี่รถอีวี’ หมดอายุ วิกฤติขยะรอบใหม่ รั่วไหล-ปนเปื้อนทำลายสิ่งแวดล้อม เร่งผลักดันนโยบายผู้ผลิตต้องรับผิดชอบ-เทคโนโลยีรีไซเคิล
“รถยนต์ไฟฟ้า” กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีการเติบโตกว่า 80% ในช่วงต้นปี 2026 แต่ความสำเร็จนี้มาพร้อมกับปัญหาการจัดการ “แบตเตอรี่” หลังหมดอายุการใช้งาน ที่จะกลายเป็น “ขยะที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก”
แม้ว่ารถอีวีจะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสีย แต่กระบวนการผลิตแบตเตอรี่กลับสร้าง “หนี้คาร์บอน” ในปริมาณสูงเนื่องจากต้องใช้พลังงานมหาศาลในการสกัดแร่ธาตุและแปรรูป หากโลกไม่สามารถจัดการกับแบตเตอรี่ที่กำลังจะหมดอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนี้อาจกลายเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่แทน
ในประเทศจีน ยอดขายรถยนต์อีวีเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านคันในปี 2018 เป็นกว่า 16 ล้านคันในปี 2025 ซึ่งหมายความว่าเริ่มมีขยะแบตเตอรี่ที่หมดอายุเกิดขึ้นแล้ว โดยคาดว่าในปี 2025 จีนมีขยะแบตเตอรี่อยู่ที่ 400,000 ตัน แต่ภายในปี 2040 จะเพิ่มขึ้นเป็น 22.39 ล้านตัน เช่นเดียวกับในยุโรปที่คาดว่าจะมีแบตเตอรี่กว่า 1.2 ล้านก้อนที่หมดอายุการใช้งานภายใน 4 ปีต่อจากนี้
หากไม่จัดการแบตเตอรี่เหล่านี้อย่างเหมาะสม จะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดมลพิษตกค้างนานหลายสิบปี เนื่องจากแบตเตอรี่ประกอบด้วยสารอิเล็กโทรไลต์ที่เป็นพิษ ซึ่งสามารถรั่วซึมลงสู่ดินและแหล่งน้ำใต้ดินได้ นอกจากนี้ พลังงานที่ยังหลงเหลืออยู่ในเซลล์แบตเตอรี่อาจทำให้เกิดไฟไหม้หรือระเบิดได้ทุกเมื่อ ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งเจ้าหน้าที่และระบบนิเวศโดยรอบ
อย่างไรก็ตาม การรีไซเคิลแบตเตอรี่ยังทำได้ยากและไม่คุ้มทุน เนื่องจากมูลค่าของแร่ธาตุที่กู้คืนมาได้ในบางกรณีไม่คุ้มกับค่าขนส่งและค่าดำเนินการ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ที่แม้จะทนทานและราคาถูก แต่แร่ธาตุภายในกลับมีมูลค่าต่ำจนบริษัทรีไซเคิลบางแห่งต้องเรียกเก็บค่าผ่านประตูสูงถึง 1.5 - 2 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมเพื่อรับไปจัดการ ต่างจากแบตเตอรี่รุ่นเก่าที่มีนิกเกิลและโคบอลต์สูงซึ่งผู้รีไซเคิลพร้อมจะจ่ายเงินซื้อ
นอกจากต้นทุนที่สูงแล้ว ธุรกิจรีไซเคิลในอเมริกาเหนือยังเผชิญกับภาวะล้มละลายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการรถอีวีที่ชะลอตัวและต้นทุนการก่อสร้างโรงงานที่สูงเกินไป สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าลำพังเพียงกลไกตลาดเสรีอาจไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนการจัดการขยะแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจำเป็นต้องมีการแทรกแซงด้วยนโยบายจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1247199
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจSustain

10/08/2026

วันแม่…ไม่หยุด
เปิดทำการปกติ
#ร้อนเงิน

เรื่องจริง…‼️ที่รัฐบาล ข้าราชการไทย และโรงงานจีนเทาทำร้ายประชาชน‼️
07/08/2026

เรื่องจริง…‼️
ที่รัฐบาล ข้าราชการไทย และโรงงานจีนเทา
ทำร้ายประชาชน‼️

สรุปข่าว 2 แกนนำต้านขยะพิษภาคตะวันออกถูกลงขันตั้งค่าหัว

—————
🔴 จีน: อดีตโรงงานรีไซเคิลของโลก
:
1- ในอดีต จีนเคยเป็นศูนย์กลางรับซื้อขยะอุตสาหกรรมจากทั่วโลก เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก เพื่อนำมารีไซเคิล ทำให้ในจีนมีโรงงานรีไซเคิลจำนวนมาก จนได้รับฉายา “โรงงานรีไซเคิลของโลก”

2- โดยส่วนใหญ่จีนจะรับซื้อขยะจากยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ประเทศร่ำรวยเหล่านี้สร้างขยะอุตสาหกรรมเยอะมาก แต่ประเทศของเขามีกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ค่าแรงก็สูง ทำให้การกำจัดขยะมีต้นทุนสูง จึงเลือกส่งออกไปจีนแทน

—————
🔴 นโยบายลงดาบ…ปิดประตูโรงงานรีไซเคิล
:
3- แต่เนื่องจากขาดการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โรงงานรีไซเคิลเหล่านี้จึงสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนจีนอย่างร้ายแรง

4- ในปี พ.ศ. 2561 รัฐบาลจีนจึงประกาศ “นโยบายลงดาบแห่งชาติ” (National Sword) แบนการนำเข้าขยะอุตสาหกรรมแทบทั้งหมด เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและประชาชนของตัวเอง

5- โรงงานรีไซเคิลจำนวนมากในจีนเลยต้องปิดตัว นายทุนจีนจึงมองหาประเทศอื่นเพื่อย้ายฐานการผลิต โดยประเทศนั้นจะต้องมีต้นทุนต่ำ มีกฎหมายอ่อนแอ และมีข้าราชการทุจริต ที่ไหนดีน้าาาา ??

—————
🔴 จุดเปลี่ยนของประเทศไทย
:
6- พอดิบพอดีกับที่ในปี 2561 ไทยได้จัดตั้ง “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ทำให้ภาคตะวันออกของไทยกลายเป็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, ปราจีนบุรี

7- เมื่อมีโรงงานก็ย่อมมี “กากอุตสาหกรรม” เกิดขึ้น เช่น สารเคมีอันตราย โลหะหนัก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก สิ่งปฏิกูล ฯลฯ ซึ่งต่อจากนี้จะเรียกรวมกันว่า “ขยะพิษ” นะคะ

8- โดยปกติแล้ว โรงงานอุตสาหกรรมจะจ้างบริษัทบำบัดหรือทำลายขยะพิษอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม แต่กระบวนการดังกล่าวมีต้นทุนสูงมาก

9- มันเลยไปสบช่องให้พวกทุนจีนหลั่งไหลเข้ามาตั้งโรงงานรีไซเคิลในไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออก พร้อมเสนอค่าบริการกำจัดขยะพิษในราคาถูก

10- โดยโรงงานรีไซเคิลเหล่านี้มักจ้างคนไทยมาเป็นนอมินีถือหุ้น 51% และจดทะเบียนเป็นกิจการประเภทอื่นบังหน้า เช่น โรงหลอมโลหะ โรงบดพลาสติก หรือคลังสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มงวดของภาครัฐ

11- และโรงงานรีไซเคิลเถื่อนพวกนี้เค้าไม่ได้จ้างแรงงานไทยนะ เค้าเอาคนของตัวเองมาจากจีน และจ้างแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา ส่วนสินค้าที่รีไซเคิลแล้วก็ส่งกลับไปขายในจีน เลยกลายเป็น “โรงงาน 0 เหรียญ” คือนำรายได้เข้าไทย 0 บาทนั่นเอง

—————
🔴 ลักลอบนำเข้าขยะพิษข้ามชาติ
:
12- สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ โรงงานรีไซเคิลเถื่อนพวกนี้ยังลักลอบนำเข้าขยะพิษจากต่างประเทศด้วย ทั้งจากยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

13- แล้วขยะพิษพวกนี้ผ่านด่านศุลกากรไทยมาได้อย่างไร ? มีหลายวิธีค่ะ เช่น ติดสินบนข้าราชการไทย หรือไม่ก็ “สำแดงเท็จ” คือติดฉลากตู้คอนเทนเนอร์ว่าเป็นวัสดุรีไซเคิลบ้าง สินค้ามือสองบ้าง แต่ที่จริงเป็นขยะพิษ

—————
🔴 ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใคร แต่ใกล้ตกเป็น “อาณานิคมขยะ”
:
14- และที่เลวร้ายที่สุดคือ โรงงานรีไซเคิลเถื่อนพวกนี้ไม่ได้กำจัดขยะพิษตามมาตรฐาน เพราะต้นทุนสูง จึงใช้วิธีเผาในลานกลางแจ้ง, แอบเอาไปฝังกลบในไร่นาหรือที่ดินของชาวบ้าน, จ้างรถบรรทุกเอาไปเททิ้งในบ่อดินเก่า หรือทิ้งลงแหล่งน้ำ

15- ซึ่งการจะเอาขยะพิษไปทิ้งตามที่ดินชาวบ้านได้ก็ต้องมีคนในพื้นที่เป็น “นายหน้า” คอยหาที่ดินลับตาคนให้ เลยกลายเป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างทุนจีนกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นของไทย

16- ผลที่ตามมาคือ การปนเปื้อนของสารพิษในดิน ในแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แบบที่จีนเคยโดนนั่นแหละ

17- ที่จริงการลักลอบทิ้งขยะพิษเป็นปัญหาในไทยมานานแล้ว แต่การทะลักเข้ามาของทุนจีนในปี 2561 กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยกระดับปัญหานี้สู่ขั้นวิกฤต มีขยะพิษข้ามชาติหลั่งไหลเข้ามามหาศาล เปลี่ยนภาคตะวันออกให้กลายเป็น "สุสานขยะพิษ" และผลักให้ไทยกลายเป็น "อาณานิคมขยะ" ของประเทศร่ำรวยโดยไม่รู้ตัว

—————
🔴 ลงขันตั้งค่าหัว 2 แกนนำ
:
18- เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อน แต่พึ่งพารัฐไม่ได้ ชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเอง จนเกิดเป็นเครือข่ายภาคประชาชนและ “แกนนำต้านขยะพิษภาคตะวันออก“

19- แกนนำคนสำคัญ 2 คน ที่กำลังตกเป็นข่าวตอนนี้ คือ

◾️ พี่แหลม - สุนทร คมคาย อายุ 52 ปี ชาวปราจีนบุรี

◾️ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม อายุ 54 ปี ชาวปราจีนบุรี

20- พวกเขาทำทุกอย่างที่รัฐไม่ทำ เช่น ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดลักลอบทิ้งขยะพิษ, สะกดรอยตามรถบรรทุก, สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำและดินไปตรวจหาสารเคมี, ล่ารายชื่อ, ร้องหน่วยงานรัฐ, เปิดโปงเครือข่ายโรงงานเถื่อนและทุนเทา

21- การต่อสู้ของพวกเขาไปขัดผลประโยชน์ของขบวนการที่มีมูลค่านับหมื่นล้านบาทเข้า นายทุนและผู้มีอิทธิพลจึงคุกคาม 2 แกนนำด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น โทรขู่ ฟ้องปิดปากเรียกค่าเสียหายหลายสิบล้าน ส่งรถยนต์ปริศนาไปซุ่มหน้าบ้าน สะกดรอยตาม มีคนอ้างตัวเป็นทหารมาขอเจรจาถึงในบ้าน หรือแม้แต่วางยาสุนัข

22- และล่าสุดพบเบาะแสว่า มีการร่วมกัน “ลงขัน” เพื่อสังหารแกนนำทั้งสองโดยตั้งค่าหัวคนละ 2 ล้านบาท นับว่าอุกอาจยิ่งนัก

23- ตอนนี้หลายฝ่ายจึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งปิดโรงงานรีไซเคิลเถื่อน กวาดล้างทุนนอมินีอย่างจริงจัง และร้องขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งสืบสวนและคุ้มครองความปลอดภัยให้ 2 แกนนำกับครอบครัวโดยเร่งด่วน

ต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า
27/07/2026

ต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า

‘จูเลีย ฮิลล์’ อยู่บนต้นไม้กว่า 2 ปี ประท้วงไม่ให้ทำลายป่า ปลุกจิตสำนึกให้คนเชื่อมต่อกับธรรมชาติ เพราะมนุษย์ตัดขาดจากธรรมชาติไม่ได้
“จูเลีย บัตเตอร์ฟลาย ฮิลล์” กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อเธอตัดสินใจขึ้นไปใช้ชีวิตบนต้นไม้ที่มีชื่อว่า “ลูน่า” ซึ่งเป็นต้นโคสต์ เรดวูด (Coast Redwood) อายุราว 1,000 ปี ในแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ เพื่อขัดขวางไม่ให้บริษัท Pacific Lumber ทำลายป่าโบราณแห่งนี้
ในปี 1996 จูเลียประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาตัวและพักฟื้นนานถึง 10 เดือน ระหว่างนั้น เธอได้เข้าไปยังป่าเรดวูด และเมื่อเธอได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของป่าโบราณเหล่านั้นเป็นครั้งแรก จูเลียถึงกับทรุดเข่าลงและร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกเชื่อมโยงกับจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าของชีวิต
อย่างไรก็ตาม บริษัท Pacific Lumber มีแผนที่จะตัดต้นไม้ในป่าเรดวูดทั้งหมด ซึ่งจะเป็นการทำลายระบบนิเวศ เพิ่มความเสี่ยงต่อการกัดเซาะดิน และคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างรุนแรง เพื่อพิทักษ์ป่านี้ จูเลียจึงขึ้นไปอาศัยอยู่บนต้นไม้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1997 โดยเป้าหมายแรกเริ่มของเธอเป็นเพียงการประท้วงในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สุดท้ายก็ลากยาวเป็นเวลานานถึง 2 ปีกว่า
การใช้ชีวิตบนต้นไม้ของจูเลีย ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องอาศัยอยู่บนแท่นไม้เล็กๆ ขนาดเพียง 1.2x1.8 ม. บนความสูงเกือบ 60 ม. เหนือพื้นป่า อีกทั้งยังเผชิญกับพายุที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแคลิฟอร์เนีย จูเลียอยู่ท่ามกลางพายุลมแรงกว่า 140 กม./ชม. จนเธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตายและถึงกับหมดสติไปกลางพายุ
นอกเหนือจากภัยธรรมชาติแล้ว จูเลียยังต้องเผชิญกับยุทธวิธีข่มขู่จากฝ่ายตรงข้าม เช่น การใช้เฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือศีรษะ การส่องไฟสปอตไลต์ใส่ และการวางกำลังรักษาความปลอดภัยเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทีมสนับสนุนส่งเสบียงให้เธอ
การประท้วงที่ยาวนานถึง 738 วันสิ้นสุดลงในวันที่ 18 ธันวาคม 1999 เมื่อมีการบรรลุข้อตกลงในการปกป้องต้นลูน่าและพื้นที่โดยรอบอย่างถาวร ส่วนหนึ่งในข้อตกลงระบุว่า กลุ่มนักอนุรักษ์ต้องร่วมกันจ่ายเงินราว 50,000 ดอลลาร์ให้กับบริษัททำไม้ เพื่อสร้างการอนุรักษ์พื้นที่บัฟเฟอร์โซนขนาด 200 ฟุตรอบต้นไม้
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1244517
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจSustain

26/07/2026

หยุดร้าน
26-29 ก.ค.69
เปิดวันที่ 30 ก.ค.

พลาสติกมีประโยชน์มากแต่ก็ทิ้งไมโครพลาสติกคงค้างเยอะมาก
18/07/2026

พลาสติกมีประโยชน์มาก
แต่ก็ทิ้งไมโครพลาสติกคงค้างเยอะมาก

‘ไมโครพลาสติก’ ในอากาศ ดันโลกร้อนกว่าเดิม ยิ่งสีเข้มยิ่งสามารถดูดซับความร้อน รุนแรงเท่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน 200 แห่ง
เราทราบกันมานานแล้วว่า “ไมโครพลาสติก” ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร น้ำ และอากาศที่เราหายใจ แต่งานวิจัยล่าสุดพบว่า เศษพลาสติกขนาดจิ๋วที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศเหล่านี้ กำลังกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นอย่างรุนแรง
ผลการวิจัยของ ดรูว์ ชินเดลล์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์โลกจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ระบุว่า ไมโครพลาสติกในอากาศทำหน้าที่ดูดซับแสงอาทิตย์และกักเก็บความร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับที่วัดได้จริง
ในอดีต แบบจำลองสภาพภูมิอากาศมักมองว่า ไมโครพลาสติกในอากาศจะไม่มีสี ดังนั้นจึงควรจะสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศและช่วยสร้างความเย็นเพียงเล็กน้อย แต่งานวิจัยนี้ลบความเชื่อเดิมนั้นทิ้งไป โดยชี้ให้เห็นว่า “สี” ของพลาสติก เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พลาสติกเหล่านี้กลายเป็นตัวดักจับความร้อนแทน
จากการทดลองในห้องปฏิบัติการร่วมกับการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ทีมวิจัยพบว่าไมโครพลาสติกมีสีสันที่หลากหลาย และสีเหล่านี้จะยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อพลาสติกสลายตัวตามกาลเวลา พลาสติกที่มีสีดำ เหลือง น้ำเงิน และแดง สามารถดูดซับแสงอาทิตย์ได้รุนแรงกว่าพลาสติกสีขาวหรือพลาสติกบริสุทธิ์ถึง 75 เท่า
ไมโครพลาสติกที่มีสีเหล่านี้สามารถดูดซับความร้อนได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16% เมื่อเทียบกับคาร์บอนดำหรือเขม่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสารที่ทำให้โลกร้อนที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จัก
ผลกระทบจากไมโครพลาสติกในอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สร้างภาวะโลกร้อนได้เทียบเท่ากับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน 200 แห่งในแต่ละปี
ไมโครพลาสติกที่ลอยอยู่ในอากาศ ส่วนใหญ่มาจากมหาสมุทร โดยเฉพาะบริเวณวงวนใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ซึ่งเป็นระบบกระแสน้ำขนาดใหญ่ที่ “แพขยะใหญ่แปซิฟิก” เมื่อคลื่นแตกตัว ละอองน้ำทะเลจะพัดพาอนุภาคไมโครพลาสติกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง
หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแทรกแซงอย่างจริงจัง การรั่วไหลของพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อมอาจเพิ่มขึ้นถึง 50% จากระดับในปี 2020 และอาจสูงถึง 30 ล้านตันภายในปี 2040 ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาความร้อนสะสมในชั้นบรรยากาศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1243460
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจSustain #กรุงเทพธุรกิจEnvironment

11/07/2026

ยืดอกแมนๆ เลยคร้าบ

10/07/2026

ฝนตกหนัก💦
กรุณาคลุมผ้าใบ
ไม่รับซื้อกระดาษเปียก
และกล่องเบียร์เปียก 💦

เปิดจันทร์-เสาร์8.00-12.00 น.13.00-16.30 น.หยุดทุกวันอาทิตย์เช็ควันทำการได้ที่หน้าเพจเฟสบุ๊คและกูเกิ้ลแมป
29/06/2026

เปิดจันทร์-เสาร์
8.00-12.00 น.
13.00-16.30 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์
เช็ควันทำการได้ที่หน้าเพจเฟสบุ๊คและกูเกิ้ลแมป

สนับสนุนแบรนด์ดังรักษ์โลก ♻️❤️🌎
19/06/2026

สนับสนุนแบรนด์ดังรักษ์โลก ♻️❤️🌎

L’Oréal ผลักดัน “ความยั่งยืน” ให้เป็นทางเลือกใกล้ตัวคนไทย / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x L’Oréal

ทุกวันนี้ ผู้บริโภคจำนวนมากอยากใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพกแก้วส่วนตัว หรือลดการใช้พลาสติก เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อโลก

สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดของ KANTAR บริษัทวิจัยข้อมูลเชิงลึกระดับโลก ที่พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 84% ต้องการเลือกสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แต่จริง ๆ แล้ว การเปลี่ยนพฤติกรรมกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ส่งผลให้เกิดช่องว่างที่สำคัญ​ระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำจริงของผู้บริโภค

นี่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของ ลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Groupe) บริษัทความงามอันดับหนึ่งของโลก จนนำมาสู่การผลักดันแคมเปญด้านความยั่งยืนอย่าง

แล้วแคมเปญนี้ ช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิต ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

เมื่อ ลอรีอัล เห็นถึงความสำคัญที่จะทำให้เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมได้จริง ผ่านพฤติกรรมง่าย ๆ อย่างการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบรีฟิล

แนวคิดนี้สอดคล้องกับพันธสัญญาด้านความยั่งยืน “L’Oréal for the Future” ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพัฒนาสังคมใน 4 มิติ เช่น

- ดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- พิทักษ์ธรรมชาติ
- ขับเคลื่อนการหมุนเวียนทรัพยากร
- สนับสนุนชุมชน

ซึ่งผลิตภัณฑ์แบบ “รีฟิล” อาจเป็นทางเลือกสำคัญ ที่ทำให้การบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค สามารถเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

เพราะเมื่อผู้บริโภคเลือกเติมผลิตภัณฑ์ แทนการซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ ความต้องการใช้ทรัพยากรที่จำเป็น สำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ก็ลดลงตามไปด้วย เช่น

น้ำหอม YSL Libre EDP

เมื่อเลือกซื้อขวดรีฟิล ขนาด 100 มล. จำนวน 1 ขวด
แทนการซื้อขวดใหม่ ขนาด 50 มล. จำนวน 2 ขวด

สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากร
- วัสดุโลหะ 100%
- พลาสติก 59%
- แก้ว 58%
- กระดาษแข็ง 42%

แม้ตัวเลขเหล่านี้ จะดูเป็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้าง ก็อาจช่วยลดการใช้ทรัพยากร และลดปริมาณขยะได้อย่างมีนัยสำคัญ

และอีกสิ่งที่น่าสนใจคือ ลอรีอัลไม่ได้มองรีฟิลเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม แต่พยายามผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมความงาม ผ่านการขยายทางเลือกให้ครอบคลุมหลากหลายแบรนด์และระดับราคา

เบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้รวมถึงการลงทุนในด้านบรรจุภัณฑ์และการหมุนเวียนทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น

- สนับสนุนกองทุน L’AcceleratOR มูลค่า 100 ล้านยูโร เพื่อพัฒนาวัสดุบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต
- คิดค้นนวัตกรรมวัสดุทางเลือกใหม่ ๆ เช่น บรรจุภัณฑ์จากสาหร่าย, พลาสติกชีวภาพจากอ้อย และขวดกระดาษรีไซเคิล
- ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยตั้งฐานการผลิตระบบรีฟิลเฉพาะทางในหลายประเทศ

ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า ลอรีอัลไม่ได้ต้องการเพียงแคมเปญรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีความตั้งใจ เปิดทางให้ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เพราะในท้ายที่สุด การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการที่ผู้คนสามารถเลือกสิ่งที่ดีกว่าได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน

และนี่คือหัวใจสำคัญของ ที่ต้องการให้ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Beauty Routine ในทุกวัน

Reference
- เอกสารประชาสัมพันธ์ L’Oréal

ที่อยู่

61/5 หมู่2 ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700ปี ต. ท่าศาลา อ. เมือง
Chiang Mai
50000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 12:00
13:00 - 16:30
อังคาร 08:00 - 12:00
13:00 - 16:30
พุธ 08:00 - 12:00
13:00 - 16:30
พฤหัสบดี 08:00 - 12:00
13:00 - 16:30
ศุกร์ 08:00 - 12:00
13:00 - 16:30
เสาร์ 08:00 - 12:00
13:00 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+66842288744

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 108รีไซเคิล รับซื้อของเก่า เชียงใหม่ แยกศรีบัวเงิน แยกพรอมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์