Autotrade Forex ระบบทำกำไรอัตโนมัติ

Autotrade Forex ระบบทำกำไรอัตโนมัติ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Autotrade Forex ระบบทำกำไรอัตโนมัติ, บริการด้านธุรกิจ, Hat Yai.

24/04/2016

หุ่นยนต์เทรด VS คนเทรด

Talk of the town ประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการประลองฝีมือในเกมส์หมากล้อมหรือ Go ระหว่าง Lee Sedol เซียนแนวหน้าของโลก กับ AlphaGo โรบอทซึ่งถูกพัฒนาโดยทีมนักวิจัยจาก Google หลายท่านคงทราบผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย AlphaGo ประกาศศักดาคว้าชัยชนะไป 4 ต่อ 1 เกมส์

ผลการแข่งขันในครั้งนี้ทำให้ผมคิดถึงบทความที่เคยเขียนไว้เรื่อง “จะเกิดอะไรขึ้น…เมื่อเราต้องเทรดแข่งกับหุ่นยนต์” กล่าวถึงการต่อสู้กันระหว่าง Garry Kasporov ตำนานเซียนหมากรุกที่ดีที่สุดที่โลกเคยมีมา กับโรบอท Deep Blue โดยบริษัท IBM เมื่อปี 1997 ในครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกที่เซียนในตำนานท่านนี้ถูกยัดเยียดความปราชัยให้ และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาครอบงำวงการหมากรุกของหุ่นยนต์ เพราะตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา หุ่นยนต์ก็ยัดเยียดความปราชัยให้มนุษย์มาตลอด จนเป็นสาเหตุให้เกิดการแยกให้มีลีกหุ่นยนต์แข่งกันเอง

ชัยชนะของ AlphaGo ในวันนี้ หลายท่านอาจมองว่า ก็เป็นแค่อีกเกมส์หนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะมีนัยยะสำคัญอะไร? แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิธีการเดินหมากของ Go นั้นซับซ้อนกว่าหมากรุกอยู่หลายขุม ขนาดก่อนการแข่งขัน ผู้เชี่ยวชาญในด้าน AI หลายท่านก็ยังมองว่า คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่หุ่นยนต์จะพัฒนามาตามทันและสู้กับเซียนอย่างสมน้ำสมเนื้อ

ในหนึ่งครั้ง หมากรุกจะมีวิธีการเดินเฉลี่ยที่ 35 แบบ ในขณะที่ Go จะมีรูปแบบการเดินเฉลี่ยถึง 250 แบบ นั่นหมายความว่า หลังจากในแต่ละครั้งของการเดิน จะมีรูปแบบการเดินเป็นเป็นไปได้อีก 250 แบบ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าแม้แต่ supercomputer ก็ยังไม่สามารถคาดการณ์ครอบคลุมผลทั้งหมดได้ ว่ากันว่าจำนวนรูปแบบการเดินของ Go มีมากกว่าจำนวนอะตอมทั้งจักรวาลเสียอีก

นั่นหมายความว่า หากหุ่นยนต์ต้องการที่จะเอาชนะคนในเกมส์นี้ จะอาศัยพลังความเป็นต่อในด้านการคำนวนของ supercomputer หรือการจำรูปแบบการเดินหมากอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องสามารถอ่านเกมส์และคิดเองได้ด้วย

ดังนั้น ชัยชนะในครั้งนี้ของ AlphaGo อาจจะกล่าวได้ว่า เป็น Break Through ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของ AI

พอร์ตผลงานการเทรดด้วยบอทของเราในช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมาครับ
21/04/2016

พอร์ตผลงานการเทรดด้วยบอทของเราในช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมาครับ

ผลงานโปรแกรมเทรดอัตโนมัติจากพอร์ตของลูกค้ารายใหญ่ของเรา วันนี้ทำกำไรได้ถึง 519$
13/04/2016

ผลงานโปรแกรมเทรดอัตโนมัติจากพอร์ตของลูกค้ารายใหญ่ของเรา วันนี้ทำกำไรได้ถึง 519$

มาดูผลงานของระบบเทรดอัตโนมัติครับ
04/04/2016

มาดูผลงานของระบบเทรดอัตโนมัติครับ

วันนี้ มาเรียนรู้เรื่อง พื้นฐานของการเทรด Forex ที่ ต้อง ทราบ วันนี้ อยากให้ ทราบเกี่ยว กับ Spread หรือ ค่า ธรรมเนียม กา...
03/04/2016

วันนี้ มาเรียนรู้เรื่อง พื้นฐานของการเทรด Forex ที่ ต้อง ทราบ วันนี้ อยากให้ ทราบเกี่ยว กับ Spread หรือ ค่า ธรรมเนียม การเทรดใน แต่ ละ Order หรือ แต่ ละ Currencies pair ที่ คุณเทรด นะ ครับ

Spread หรือ ค่า ธรรมเนียมการเทรด จะถูกบวกเข้าทันที ที่คุณ ส่ง Order คำสั่งเทรด ไม่ว่า จะเป็น Currencies คู่ใดก็ตามเรียกง่ายๆ ว่า เปิด Order ไป ก็ติดลบได้ ทันทีเลย ครับ แต่ เมื่อเวลาผ่านไป ถ้า ท่านเข้า ถูกทางก็จะบวกในที่สุดครับ แต่ ถ้า ผิดทางก็ ติดลบเพิ่มจึ้นเท่านั้น เอง ครับ พูดแบบนี้ บาทท่าน อาจจะยังไม่เข้าใจ ว่า Spred คืออะไร ผมขอยกตัวอย่าง การซื้อขายทองในตลาด บ้านเรา หรือ ตามร้านทองราคา ที่ ติดหน้าร้านนั่นแหละครับ โดย จะติดว่า

รับซื้อทองบาทละ 24500 บาท
ขายทองบาทละ 25000 บาท

จะเห็นนะครับว่า ส่วนต่างของราคา ซื้อกับ ราคาขาย คือ 500 บาท อาจเรียกว่า ค่า ธรรมเนียม ครับ ถามว่าไม่มี ค่าธรรมเนียมได้ใหม ในทางธุรกิจแล้วคงไม่ได้ครับเพราะค่าธรรมเนียมที่ต้างกันนี่แหละ คือรายได้ของร้าน ทอง หรือใน forex ก็คือ รายได้ของ Forex Broker ตัวแทนซื้อขายนั่นเองครับ ถ้าไม่มีค่าธรรมเนียมตรงนี้ร้านเขาก็อยู่ไม่ได้ ก็ทำแล้วไม่ได้กำไรจะทำทำไมล่ะครับถูกใหม แต่ ค่า ธรรมเนียม แต่ ในภาษา forex เรียกว่า Spread ครับ แต่ Spread ของ forex ก็ไม่ได้ มหาโหด ขนาดนั้นหรอกครับผม ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายเท่านั้น

ทีนี้มาดู Spread ของ Forex กัน ครับล่้ะครับ โดย Spread ของ Currencies Pairs แต่ละคู่นั้นจะไม่เท่ากัน ครับ และแต่ละ โบรกเกอร์นั้นก็ไม่เท่ากันด้วยแต่ก็ใกล้ เคียงกันล่ะครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือก หรือ Trading style ของเราเหมาะกับ Spread แบบไหนก็ลองเลือกเอาล่ะครับ ทีนี้ มาดู Spread ใน ตาราง mt4 กัน

ค่า Spread จะเป็น ส่วนต่าง ของราคา Bid กับ Ask ในตาราง Mt4 นะครับยกตัวอย่าง่ายๆ คู่ EuR/USD ครับ
Bid = 1.29895
Ask = 1.29923
Spread = (Ask-Bid )*10000 = Spread ดังนั้น (1.29923-1.29895 ) x 10000 = 2.8 ดังนั้น ค่า Spread คือ 2.8 pips ครับ
โดย คู่อื่นๆ ก็จะมีการคำนวณที่เหมือนกัน แต่ในสภาวะปกติแล้ว Spread จะน้อย ครับ สำหรับ คู่ EuR/USD โดย เฉลี่ย โบรกทั่วไป จะมีค่าประมาณ 0.5- 2.0 pips ครับ ตอนนี้ ตลาดปิด Spread เลยเพิ่ม ขึ้นมาเพราะคนเทรดน้อยแล้ว
และ เหตุผลที่ EUR/USD มี Spread น้อยที่สุดก็เพราะเป็นเงินสกุลหลักของโลกและนักเทรดทัั่วโลกชอบเทรด Currencies pair คู่นี้ ครับ ค่า Spread จึ่งน้อย ตาม

หากถามว่า Spread มีความสำคัญ หรือไม่ สำหรับ Admin หรือ นักเทรด ทั่วไปแล้ว Spread ยิ่งน้อยยิ่งดี ครับ เพราะนั่นหมายความว่าการเทรดแต่ละครั้งเราจะได้กำไรมากขึ้น เพราะ เสีย Spread ต่อ ครั้งการเทรดน้อยลง ครับ เพราะ สมมุติ ถ้า Spread ของ 2 โบรก ต่างกัน 1 pip และ pip ละ 1 $ ถ้า คุณเทรด 100 ครั้ง กับ Forex โบรกเกอร์ที่ Spread น้อยๆ นั่นก็หมายความว่า ส่วนต่างที่ คุณจะได้จากโบรกเกอร์ จากการเทรด 100 ครั้งก็คือ 100 $ ไม่น้อยเลยนะครับ ดังนั้น การเลือก Forex โบรกเกอร์ที่ Spread น้อยๆ จะทำให้เราได้กำไรมากกว่า Broker ที่ Spread มากกว่าครับ
โดย เพื่อนๆ สามารถ เปรียบเทียบ Spread ของแต่ละโบรกเกอร์ได้ที่นี่ เลย ครับ เป็นแบบ Live นะครับ ราคา จะเปลี่ยนแปลง ในช่วงเวลาที่ ตลาด Forex เปิด ครับ

http://www.myfxbook.com/forex-broker-spreads
เอาล่ะน่าจะพอเข้าใจ เรื่อง ค่า Spread ในการเทรด Forex แล้วนะครับ หากมีข้อสงสัยหรือข้อแนะนำประการใดก็ถามได้ ครับ
ขอบคุณครับ

รายได้ทางเดียวเหมือนมีหลอดไฟดวงเดียวในห้องแม้กำลังไฟจะแรงมากแต่ถ้าหลอดขาด ทั้งห้องก็มืดมิดรายได้หลายทางเหมือนมีหลอดไฟหลา...
01/04/2016

รายได้ทางเดียว
เหมือนมีหลอดไฟดวงเดียวในห้อง
แม้กำลังไฟจะแรงมาก
แต่ถ้าหลอดขาด ทั้งห้องก็มืดมิด

รายได้หลายทาง
เหมือนมีหลอดไฟหลายดวง
แม้แต่ละหลอดจะกำลังไม่แรงมาก
แต่ก็ส่องให้ห้องสว่างได้
และหากหลอดใดขาดลง
หลอดอื่นก็ยังส่องให้ความสว่างห้องได้อยู่



เราอยู่ในยุคที่อยากรู้อะไร
ก็ศึกษาได้แค่ปลายนิ้วพิมพ์ google

ความประมาทที่สุดของยุคนี้
จึงเป็นการหยุดทำตัวเองให้เก่งขึ้น
หยุดพัฒนาตัวเอง เพราะคิดว่า
ชีวิตก็มั่นคงดี เดี๋ยวสิ้นเดือนเงินก็มา
แต่ไม่เคยตระหนักว่า
วิกฤตก็มาได้ทุกเมื่อเช่นกัน



ความมั่นคง ไม่ได้วัดกันที่
ในยามปกติ เราหาได้มากเท่าไร?
แต่วัดกันตอนที่ ในยามวิกฤต
เรายังมีรายได้เข้าเท่าไร?

!!!อย่าฝากทั้งห้องไว้กับไฟหลอดเดียว!!!

!!!อย่าฝากทั้งชีวิตไว้กับรายได้ทางเดียว!!!

29/03/2016

การได้กำไร Profit การ Loss ในตลาด Forex อธิบาย Currencies Pair

ในการเก็งกำไรและทำกำไร ในตลาด Forex นั้น เราจะดูกันเป็น “คู่” ครับ ยกตัวอย่างเช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโร กับเงิน ดอลล่าห์ ค่าเงินด้านซ้ายเราเรียกว่า base currency โดยเรามักจะเห็นราคา ซื้อ-ขาย อย่างนี้ครับ

EUR/USD bid= 1.2910 offer= 1.2912 (ราคา Live ที่ Mt4 นะครับ)

มันหมาย ความ ว่า ไง หรือ หลายคนคงมีคำถามแบบนี้ คือ อ่านง่ายๆ แบบนี้ ครับ

คือ การที่ จะ เอา เงิน USD ($) ไป ซื้อ เงิน EUR (€) ใน หนึ่ง หน่วย หรือ 1 Euro

จะต้อง ใช้เงิน USD ซื้อ ใน ราคา 1.2910 ราคา ณ ขณะนั้น

สรุป ง่ายๆ เลย ก็ ตามนี้ ครับ


EUR (€) USD ($)

1 1.2910

10 12.910

100 129.10

โดยหลักการ ของ ทุก คู่ currencies pair ก็จะเหมือนกันครับ

คือ 1 หน่วย ของสกุลนั้นตัวหน้า / หน่วยที่แลกได้ในสกุลหลัง ( ของ Currencies pairs)

แต่ ในส่วนของ ทอง Gold หน่วย หน้า จะเท่ากับ 1 ออนซ์ ค่าน้ำหนัก

หรือ บางคนอาจมีคำถาม ต่อ ครับ ว่า ราคา Bid กับ Offer คือ อะไร แล้ว ทำไม มีส่วน ต่าง อยู่ ส่วนต่าง จากตรงนี้ ครับ

1.2912-1.2910 = 0.0002 $

0.0002$ ที่เห็น นั้น คือ ค่า ธรรมเนียม ที่เรา ต้อง จ่ายให้ กับ ทางโบรกเกอร์ที่เราเขารับเป็นตัวกลางเชื่อมต่อการเทรด ของเรา กับ World Bank หรือ ว่า ตลาด Forex นั่นเอง ครับ

สมมุตินะ ครับ ถ้า คุณ มอง ว่า ใน ไม่ช้านี้ ค่าเงิน Euro จะ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบ กับ เงิน Dollar คุณ ก็ เข้า ซื้อ หรือ ภาษานัก เทรด เขา จะเรียก ว่า

Buy หรือ Long ครับ ทีนี้ ราคาที่ คุณจะ ได้ คือ ราคาของ Offer ครับ ก็คือ 1.2912 ทีนี้ ก็จะ ต้อง มา ดูกัน ละ ครับ ว่า ราคามันจะเป็นไป ในทิศทางที่ ท่านคิดไว้ หรือ เปล่า สมมุติ นะครับ

ถ้านั่งรอ สักพัก ราคา ขยับไปที่ Bid 1.2950 Offer 1.2952 จาก การ Press order ครั้งที่แล้ว ท่าน Buy ไว้ ซึ่ง ท่าน ก็ เก็งกำไร ได้ ถูกทาง นั่นก็ หมาย ความ ว่า ท่าน ได้กำไร มา

1.2950-1.2912= 0.0038$

แต่ถ้าไม่เป็นอย่างที่ ท่านคิดล่ะ จะเป็นเช่นไร

สมมุตินะ ครับ ว่า ท่าน Buy ไว้ ตามด้าน บนแล้ว ราคามา อยู่ที่ Bid 1.2870 Offer 1.2872 ทีนี้ ท่านก็จะขาดทุนแล้ว ล่ะ ครับ ดังนั้นท่านก็จะขาดทุนแบบนี้ครับ

1.2912-1.2870 = 0.0042 $

แต่หลายท่านคงบอกว่า จิ๊บๆ แต่ จริงๆ แล้ว Forex Pip เดียวก็ มีค่า ครับ มันหมายถึงกำไร หรือขาดทุน เลยทีเดียว เพราะ Forex เขาเล่นเป็น Leverage ครับ

อย่าง เช่น Leverage 1:100 นั่น หมาย ความ ว่า ท่าน มีเงิน เทรด แค่ 1$ ท่านก็ เทรด ได้ เพราะ หมายความว่า เงิน 1 $ ของ ท่าน เท่ากับ 100$ ในโบรกเกอร์ครับ

เดี๋ยวผม จะ มาอธิบาย ความหมาย และ ประ โยชน์ของ Leverage ในโอกาส บทความหน้า ครับ หากมีข้อสงสัยประการใด โพสต์ถามได้เลยครับ

โบรกเกอร์จะทำเงินจากเราจากส่วนต่างของ Bid-offer ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเปิดการเทรด เราจะติดลบก่อนเสมอ ซึ่งจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับส่วนต่าง bid-offer นี้ (แต่ละคู่ของค่าเงินจะไม่เท่ากัน เช่นที่ Maketiva คู่ EUR/USD จะต่างกัน 2 หรืออย่าง GBP/JPY ต่างกัน 7 (ที่ FxOpen แบบ micro จะมากกว่า Marketiva อยู่ +1 แต่ standard จะเท่ากัน))

เช่น ณ เวลาที่เราเข้า Buy คู่ EUR/USD อยู่ที่ 1.3502 (ที่ราคา offer) ถ้าเราปิด (close) ทันที เราจะ sell คืนไปที่ 1.3500 (ที่ราคา bid) เท่ากับเราขาดทุน 0.0002 หรือ 2 จุด (หรือ pip)

ถ้าเราสั่ง ซื้อ (เรียกว่า Buy หรือ Long) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order BUY) เราจะได้ราคาที่ offer และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ bid – การ buy คือการที่เราซื้อมาถือไว้ เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น และเราจะปิด order นี้ โดยการ sell คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ sell อัตโนมัติครับ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order sell อีกอัน) ไปในราคาที่สูงกว่า (ถ้า sell คืนในราคาต่ำกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ซื้อถูก ขายแพง

ข้อดีอีกข้อของตลาด Forex คือ เราสามารถเทรดขาลงได้ด้วย

เมื่อเราสั่ง ขาย (เรียกว่า Sell หรือ Short) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order SELL) เราจะได้ราคาที่ bid และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ offer – การ Sell คือการที่เราสั่งโบรกให้ขายออกไปก่อน เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนตกลงมา และเราจะปิด order นี้ โดยการ Buy คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ buy อัตโนมัติครับ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order buy อีกอัน) ไปในราคาที่ต่ำกว่า (ถ้า Buy คืนในราคาสูงกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ขายแพง แล้วซื้อถูก

แต่จะเห็นว่า เราดู จุด หรือ pip กันที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (หรือตำแหน่งที่ 2 ในบางคู่) เราลองมาดู EUR/USD กัน

สมมุติว่า เราพิจารณาแล้ว เราเห็นว่า EUR น่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (คือ EUR จะแลก USD ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป) เราจึงทำการเข้า buy โดยที่เราได้ราคา ที่ 1.3502 (จำได้มั๊ยครับว่าเราจะได้ราคา offer นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับ bid เราจะ -2 นี่คืนส่วนของค่าคอมมิทชั่นของโบรกเกอร์ครับ)

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาวิ่งขึ้นไป ที่ 1.3552 หรือขึ้นมา 50 จุด แล้วเราเห็นว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว จึงปิดทำกำไรที่ จุดนี้ เราจะได้กำไรมา 50 จุด หรือ 50 pips หรือ 0.0050 หน่วยใน base currency ซึ่งในที่นี้คือ 0.0050 usd

น้อยมากใช่ไหมครับ 0.0050 USD = ครึ่งเซ็นต์ หรือประมาณ 17 สตางค์ เท่านั้น นั่นแปลว่าหากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 โอ้ว… ผมเองก็ไม่มีหรอกครับ $10,000

แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ?

จากที่เราสั่งซื้อด้วยเงินเพียง $1 ของเราเอง กำไรมันน้อยนิดมาก ขนาด +50 จุดยังทำเงินได้ 17 สตางค์เอง ตรงนี้แหล่ะครับที่ Leverage เข้ามามีผล

Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50)

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ

คิดคร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา (คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ)

นั่นหมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,400 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $1 (สั่งเทรด 10,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 340 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10%

และด้วยทุนเพียง $1,000 (34,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด 100,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $100 หรือ 3,400 บาท

หรืออาจจะเริ่มเพียง $1 (34 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 1 เซ็นต์

ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ปั้น $5 จากทุนฟรีที่ Marketiva มีให้ ไปเป็น $1,000 ใน 3 เดือน

ลองคิดดูเล่นๆล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $5

เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ)

ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 20-30 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP (ทุกวันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +250 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตา

Leverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจ

อธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นครับ…

Leverage ที่มากขึ้น ทำให้ใช้ margin น้อยลงครับ เช่น

หากเราสั่งเทรด 1 Lot (บน mt4 จะมีค่าเท่ากับการเทรด Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva)

หากใช้ Leverage 1:100 จะใช้ margin = $1,000 โดย 1 pip จะมีค่า = $10

หากใช Leverage 1:200 จะใช้ margin = $500 โดย 1 pip จะมีค่า = $10

หากใช Leverage 1:500 จะใช้ margin = $200 โดย 1 pip จะมีค่า = $10

สังเกตนะครับ ผมสั่งเทรดจำนวนเท่ากัน คือ 1 Lot (หรือ Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva ซึ่ง) และ 1 pip นั้น ไม่ว่าจะใช้ Leverage เท่าไหร่ จะมีค่าเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ margin ที่ใช้ลดลง

ข้อดีของ Leverage ที่มากขึ้น คือการได้ใช้ margin ลดลง อาจะทำให้ถือลบ ได้นานอีกหน่อย (ถ้าจะถือจนลบหมดตัว)

แต่ข้อเสียคือ ถ้ามองถึงการใช้ margin และยังคงดูเรื่อง fund management ที่เราพยายามเทรดไม่เกิน 10% ของทุน การที่ Leverage มากขึ้น เช่น เพิ่มจาก 1:100 ไปเป็น 1:200 แล้วเรายังคงเทรดโดยใช้ margin 10% สิ่งที่จะแตกต่างกันคือ (ถ้าทุน $10,000 เทรด โดยใช้ margin $1,000)

1:100 ต้องสั่งเทรด 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $10 ซึ่งถ้า -900 จุด จะโดน cut lossแต่1:200 ต้องสั่งเทรด 2 Lot (หรือ 200,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $20 ซึ่งถ้า -450 จุด จะโดน cut loss

(จริงๆ marketiva สั่งได้มากสุดแค่ 100,000 แต่ e-mail ขอ support เพิ่มเป็น 200,000 ได้)

ซึ่ง ถ้าจะใช้ให้ถูก ถึงเราจะเลือก 1:200 เราก็ควรจะเทรดที่ 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เหมือนเดิม เพื่อที่จะใช้ margin ลดลงเหลือ $500 ซึ่ง 1 pip จะยังคง = $10 และจะโดน cut loss เมื่อ -950 จุด (ยืดมาได้ 50 จุด จากที่ใช้ 1:100 ที่ลบได้แค่ 900 จุด

ผมอยากให้ทุกท่านที่สนใจระบบทำเงินอัตโนมัติหรือ EA อ่านบทความนี้ก่อนเพื่อทำความเข้าใจในการลงทุนนะครับระบบเทรดหุ้น Forex อ...
28/03/2016

ผมอยากให้ทุกท่านที่สนใจระบบทำเงินอัตโนมัติหรือ EA อ่านบทความนี้ก่อนเพื่อทำความเข้าใจในการลงทุนนะครับ

ระบบเทรดหุ้น Forex อัตโนมัติ หรือ Expert Advisor (EA) คืออะไร ?

EA ก็คือเครื่องมือสำเร็จรูปชนิดหนึ่งที่ทางโปรแกรม MetaTrader 4 (MT4) มีไว้สำหรับช่วยให้ผู้เทรดมีความสะดวกในการเทรดมากขึ้น โดยระบบที่ใช้ในการเทรดนั้นมีหลากหลายรูปแบบไม่ตายตัวแล้วแต่ผู้สร้างว่าต้องการให้ EA มีเงื่อนไขการทำงานอย่างไร ซึ่ง EA จะคอยเปิดปิดออเดอร์ตามเงื่อนไขที่ผู้สร้างเขียนไว้แทนเราโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอเพื่อคอยกดเปิดปิดออเดอร์เองให้เหนื่อย

หากท่านไม่มีความรู้ในการเทรดมาก่อน หรือมีความรู้อยู่แล้วแต่เทรดเองไม่เก่ง เทรดขาดทุนมากกว่ากำไรมาตลอด EA จึงเป็นเครื่องมือช่วยเทรดที่จะมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับท่าน ซึ่งท่านสามารถนำมันมาใช้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับตัวท่านได้ในการลงทุนเทรด Forex และช่วยทำกำไรได้ หากนำมาใช้อย่างเหมาะสม

ต้องบอกอย่างนี้นะครับว่า EA ไม่ใช่เครื่องผลิตเงิน หรือเครื่องมือวิเศษที่ทำกำไรทีละมากๆได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่มีความเสี่ยงหรือโอกาสขาดทุนเลย หากท่านต้องการความแน่นอน 100% ในตลาดหุ้น ทางเราขอแนะนำให้ท่านกลับไปทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนให้ดี ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจลงทุนนะครับ เพราะการลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยงเสมอ หากมีใครบอกท่านว่า EA ตัวนั้นตัวนี้สามารถทำกำไรได้แน่นอน 100% โดยที่ไม่มีโอกาสขาดทุนเลย ผมกล้าพูดเลยครับว่า ท่านกำลังโดนหลอกแล้วล่ะครับ

EA ทุกตัวบนโลกนี้ต่างก็มีข้อจำกัดในการทำงานด้วยกันทั้งนั้น ไม่มี EA ตัวไหนบนโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ 100% หรอกนะครับ ต่างก็มีจุดดีจุดเสียแตกต่างกันออกไป เพราะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางช่วงอาจเหมาะกับการทำงานของ EA ตัวนึง บางช่วงก็อาจเหมาะสมกับ EA อีกตัวก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ EA ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในช่วงเวลานั้นๆด้วยครับ

ซึ่ง EA ของทางทีมงานเราเองนั้นก็ยังคงมีโอกาสขาดทุนได้เช่นกัน หากท่านใช้งานมันไม่เหมาะสม หรือปล่อยให้มันทำงานแบบ 100% โดยที่ท่านไม่ช่วยบริหารจัดการมันเลย โอกาสขาดทุนก้เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรที่จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงให้กับเงินของเราเองด้วยเช่นกัน

EA ก็เปรียบเสมือนกระบี่ที่มี 2 คมนั่นแหละครับ หากท่านไม่เข้าใจวิธีการใช้กระบี่ หรือเลือกใช้กระบี่ดีๆที่มีอยู่ในมือไม่เป็น มันก็ไม่มีความหมาย แถมมันอาจจะทำให้ท่านบาดเจ็บจากการใช้งานมันได้เช่นกัน

ส่วนท่านใดที่เทรดเก่งอยู่แล้วหรือสามารถทำกำไรในตลาด Forex ได้อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว เราแนะนำให้ท่านเทรดด้วยตัวท่านเองดีที่สุดครับ

วัตถุประสงค์ของทีมงานที่สร้าง EA ขึ้นมานั้น เพื่อต้องการนำมาเป็นเครื่องมือช่วยเทรดให้กับคนที่ไม่มีความรู้และไม่เคยเทรดมาก่อน หรือคนที่เทรดเองไม่เก่ง อย่างน้อยมันจะได้เป็นเครื่องมือช่วยให้คนเหล่านี้สามารถทำกำไรจากตลาด Forex ได้ และลดความเสี่ยงลงจากการเทรดโดยขาดความรู้ได้มากขึ้น

แอดมินเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบในการใช้ EA เข้ามาช่วยทำกำไรจากตลาด Forex เช่นกัน ทางทีมงานเราจึงได้มีการพัฒนา EA เวอร์ชั่นใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ EA ที่มีประสิทธิภาพในการทำกำไรได้อย่างน่าพอใจแบบสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่มีให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเราก็ยังมีกลุ่มไลน์ไว้ให้สำหรับท่านที่เป็นสมาชิกกับทางเพจ เพื่อช่วยวิเคราะห์ แนะนำ และวางแผนในการรัน EA ในแต่ละสัปดาห์ให้อีกช่องทางด้วยเช่นกัน อีกไม่นานนี้ทางทีมงานเราก็จะมีจัดสัมมนาให้กับสมาชิกเพจ เพื่อแนะนำเทคนิดการนำ EA เข้ามาช่วยในการเทรดอย่างไรให้สามารถทำกำไรได้แบบยั่งยืน (ตอนนี้อยู่ระหว่างเตรียมการครับ)

หวังว่าสิ่งที่เราอธิบายข้างต้นพอจะทำให้หลายๆท่านเข้าใจเกี่ยวกับ ระบบเทรดหุ้น Forex อัตโนมัติ (EA หรือ Robot) และวัตถุประสงค์ของทีมงานได้มากขึ้นนะครับ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของท่าน

คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจในการลงทุน

ข้อดีของ forex ที่ดีกว่าตลาดหุ้นก็คือ สามารถที่จะทำกำไร ได้ ทั้ง กราฟขึ้นและกราฟลง ไม่เหมือนกับหุ้นที่ต้องซื้อที่ราคาถูก...
26/03/2016

ข้อดีของ forex ที่ดีกว่าตลาดหุ้นก็คือ สามารถที่จะทำกำไร ได้ ทั้ง กราฟขึ้นและกราฟลง ไม่เหมือนกับหุ้นที่ต้องซื้อที่ราคาถูกและขายในราคาแพง ดังนั้นมันจึงมีโอกาศในการทำกำไรที่ มากว่า 1 ช่อง ทางแต่ ถ้าคุณผิดทางคุณก็จะเทรดเสีย เช่น เดียวกับหุ้นได้เหมือนกัน

การทำกำไรจาก forex จะอธิบายการเทรด forex ให้เข้าใจ ง่ายๆ ก่อน นะครับ Forex มี การ ซื้อขาย อยู่ 2 อย่าง คือ

1. Buy หรือ long เมื่อ คุณคิดว่าแนวโน้มราคาจะเปลี่ยนแปลง จาก ราคา ปัจจุบัน เป็น บวก เช่น ราคา ปัจจุบัน คือ 5 ถ้า ราคา ต่อไป คือ 6 ก็ได้กำไร
แต่ถ้าราคาตกมาอยู่ที่ 4 ก็ ขาดทุน
2. Sell หรือ Short เมื่อ คุณคิดว่าแนวโน้มราคาจะเปลี่ยนแปลง จาก ราคา ปัจจุบัน เป็น ลบ เช่น ถ้าราคาปัจจุบันคือ 5 ถ้าราคาต่อไปคือ 4 ก็ได้กำไร แต่ถ้าราคาขึ้นมาอยู่ที่ 6 ก็ขาดทุน

กราฟ Forex จะเป็นการเคลื่อนที่ของอัตราแลกเปลี่ยนกับเวลา หรือ เวลาเปลี่ยน อัตราแลกเปลี่ยนก็ เปลี่ยนแปลง แทบจะทุกวินาที ของวันจันทร์-ศุกร์ เนื่องจาก มีการซื้อขาย แลกเปลี่ยนเงินตรากันอยู่ตลอด 24 ชม

Forex (Foreign Exchange Market) หรือเรียกสั้นๆว่า FX เป็นตลาดในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่างๆ ซึ่ง Forex เป็น...
20/03/2016

Forex (Foreign Exchange Market) หรือเรียกสั้นๆว่า FX เป็นตลาดในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่างๆ ซึ่ง Forex เป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นทั้งโลกมารวมกัน

ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ตลอด 24 ชั่วโมงและหยุดการซื้อขายในวันเสาร์อาทิตย์ ตลาดใหญ่ๆของโลกจะมีอยู่ 3 แห่งก็คือ ตลาดโตเกียว ตลาดลอนดอน และตลาดนิวยอร์ค ซึ่งเวลาทำการเมื่อเทียบกับเวลาประเทศไทยก็จะเป็นดังนี้ (ถ้าอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ให้เพิ่มอีก 1 ชั่วโมง)
◾ตลาดออสเตรเลีย (AUD) เวลา 5:00 – 13:00
◾ตลาดญี่ปุ่น (JPY) เวลา 7:00 – 14:00
◾ตลาดยุโรป (EUR) เวลา 13:00 – 21:00
◾ตลาดสวิส (CHF) เวลา 13:00 – 21:00
◾ตลาดอังกฤษ (GBP) เวลา 14:00 – 22:00
◾ตลาดอเมริกา (USD) เวลา 19.00 - 3:00

สกุลเงิน

สกุลเงินหลักๆที่ทำการซื้อขายนั้นก็จะมีอยู่ 7 สกุลเงินด้วยกันก็คือ
◾ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD)
◾ยูโร (EUR)
◾ปอนด์ (GBP)
◾เยน (JPY)
◾ดอลลาร์แคนาดา (CAD)
◾สวิสฟรังค์ (CHF)
◾ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)

การซื้อขายสกุลเงินในตลาด Forex นั้นจะทำกันเป็นคู่ๆ (Currency Pair) ซึ่งคู่ของสกุลเงินหลักหรือที่เรียกว่า Major นั้น จะมีอยู่ 4 สกุลด้วยกันคือ
◾GBP/USD
◾EUR/USD
◾USD/CHF
◾USD/JPY

สกุลเงินที่อยู่ข้างหน้าจะเรียกว่า Base Currency และตัวหลังเรียกว่า Counter Currency
◾เช่นคู่ GBP/USD ก็จะมี GBP เป็น Base Currency และ USD เป็น Counter Currency ส่วนความหมายนั้นก็ให้จำง่ายๆว่าตัว Base Currency จะมีค่าเป็น 1 เสมอ สมมติว่าราคาของคู่ GBP/USD เป็น 1.5000 ก็จะหมายความว่า 1 ปอนด์มีค่าเท่ากับ 1.5 ดอลลาร์

ฟอเร็กซ์ (forex) คืออะไรฟอเร็กซ์ หรือ ฟอเร็ก (forex) คืออะไร ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง แต่อาจจะเข้าใจผิดถู...
16/03/2016

ฟอเร็กซ์ (forex) คืออะไร

ฟอเร็กซ์ หรือ ฟอเร็ก (forex) คืออะไร ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง แต่อาจจะเข้าใจผิดถูกมากน้อยแตกต่างกันไป งั้นผมขอเรียบเรียงใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้นนะครับ คำว่า Foreign Exchange Market หรือ FOREX นั้นเป็นตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่ทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายสกุลเงินกันระหว่างประเทศ ในยุคเริ่มแรกนั้นผู้ที่ทำธุรกรรมได้จะมีเฉพาะอินเตอร์แบงค์เท่านั้น จนกระทั่งหลายปีก่อนที่อินเตอร์เน็ตเริ่มเฟื่องฟูและกระจายไปทั่วทุกที่ ทำให้นักลงทุนรายย่อยเริ่มเข้ามาในตลาดนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการสำรวจเมื่อเดือนเมษายน 2013 มีปริมาณการชื้อขายต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3 ล้าน ๆ หรืยญ ต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจาก 4 ล้าน ๆ เหรียญต่อวันเมื่อเดือนเมษายน 2010 ด้วยความมีเสน่ห์ของตลาดฟอเร็กซ์ (Forex) ที่เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ตลอด 24 ชั่วโมงและหยุดการซื้อขายในวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ตลาดฟอเร็กซ์ (Forex) เป็นตลาดการเงินที่มีความคล่องตัวสูงมาก จนทำให้มิจฉาชีพนิยมนำไปแอบอ้างเพื่อชักชวนระดมเงินลงทุนโดยบอกว่าจะนำไปทำกำไรในตลาด ฟอเร็กซ์ จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่ เข้าใจคำว่า Forex ผิดไปจากความหมายที่แท้จริง เมื่อพูดถึง ฟอเร็กซ์ จึงเข้าใจว่าหมายถึงการหลอกลวงหรือการฟอกเงินซึ่งไม่ได้ใกล้เคียงเลย

ผมขอยกตัวอย่างระบบการทำงานของ ฟอเร็กซ์ อย่างง่ายที่เห็นในชีวิตประจำวันให้เห็นแล้วกันนะครับ สมมุติว่าคุณจะไปต่างประเทศอย่างอเมริกา คุณจะต้องทำการเปลี่ยนเงินบาท (THB) เป็นเงินดอลล่าสหรัฐ (USD) ที่สนามบินก่อนบินออกจากประเทศไทย เวลาคุณเอาเงินบาทไปแลกคือการขายเงินสกุลเงินบาท และได้รับเป็นเงินดอลล่าร์มานั่นคือการซื้อเงินสกุลดอลล่าร์มานั่นเองครับ และในวันนั้นอัตราแลกเปลี่ยน คือ 32 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ เวลาผ่านไป 1 เดือน คุณบินกลับจากอเมริกาจึงเอาเงินดอลล่าร์มาแลกเป็นเงินบาทไทย ซึ่งก็คือการขายสกุลเงินดอลล่าร์และซื้อเงินสกุลบาท ถ้าในวันนั้นค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็น 35 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ เมื่อคุณแลกกลับมาเป็นเงินบาทจะได้กำไรจากค่าเงินบาทอ่อนตัวที่ 3 บาท ต่อดอลล่าร์ นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้มองเห็นภาพของระบบแลกเปลี่ยนเงินตราเท่านั้น เพราะการซื้อขายค่าเงินจริงๆ จะคำนวนที่ PIP , Point , Lot , Leverage ซึ่งผมจะอธิบายอีกครั้ง

ตลาดฟอเร็กซ์ นั้นเป็นตลาดที่เมื่อทำการซื้อหนึ่งสกุลเงินและจะเป็นการขายอีกหนึ่งสกุลเงินไปในเวลาเดียวกัน โดยการค้าขายสกุลเงินจะทำผ่านโบรกเกอร์ (Broker) หรือตัวแทน (Dealer) ตลาดฟอเร็กซ์ (forex) จะไม่มีสถานที่ตั้งหรือสำนักงานใหญ่ เหมือนตลาดหุ้นอื่น ๆ ตลาดฟอเร็กซ์จึงถูกจัดอยู่ในประเภท Over the Counter (OTC) การเทรดค่าเงินต่าง ๆ จะเป็นการเทรดผ่านระบบออนไลน์โดยที่ไม่ต้องมีสถานที่จริงทำให้นักลงทุนรายย่อยจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงตลาด ฟอเร็กซ์ นี้ได้ง่ายๆ เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

ที่อยู่

Hat Yai
90110

เบอร์โทรศัพท์

0980144696

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Autotrade Forex ระบบทำกำไรอัตโนมัติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์