12/11/2015
มาร์จิ้นของชีวิต
…”ธุรกิจ” คืออะไร ?
ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะตอบคำถามนี้ได้กัน
“การขาย” ครับ ธุรกิจคือการขาย ไม่ว่าคุณจะผลิตอะไร สร้างสรรค์ผลงานอะไร หรือมีความสามารถอะไร ถ้าจะทำเป็นธุรกิจ คุณต้องขายมันให้ได้
เมื่อมีการขาย ก็ตืองมีเรื่องของ “ราคา” เข้ามาเกี่ยวข้อง
ราคาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมีหลัก ๆ อยู่สองราคา คือ “ราคาขาย” กับ “ราคาต้นทุน”
ระหว่างสองราคานี้จะมีช่องว่างที่เผื่อไว้ทำหรับทำกำไร เรียกทับศัพท์กันเป็นภาษาอังกฤษว่า “มาร์จิ้น” (Margin)
เช่น ของชิ้นหนึ่งเราต้องการขาย 100 บาท โดยที่ราคาต้นทุน 80 บาท นั่นแสดงว่าเราตั้งมาร์จิ้นของของชิ้นนี้ไว้ที่ 20 บาท
โดยที่ตอนขายจริงเราอาจขายได้ราคา 110 บาท กำไร 30 บาท
หรือโดนลูกค้าต่อรองจนต้องลดราคาลงมา 95 บาท ได้กำไรแค่ 15 บาท ก็ได้
แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราขาดทุน เพราะเราได้เผื่อส่วนต่างไว้แล้ว
…นั่นเป็นเรื่องของ “ธุรกิจ”
ทีนี้มาใช้มาร์จิ้นกับ “ชีวิต” กันบ้าง
วันนี้ลองสำรวจชีวิตเราเอง เรามีมาร์จินของชีวิตกันมากแค่ไหน
…ถ้าวันนี้ตัวเราเองหรือคนในครอบครัว ต้องล้มป่วยลง เรามีค่ารักษาพยาบาลพอหรือเปล่า
…ถ้าพรุ่งนี้ตกงาน เงินหรือสินทรัพย์ที่เรามีอยู่เพียงพอที่จะใช้จ่าย และดูแลชีวิตที่เราต้องรับผิดชอบได้นานแค่ไหน
…ถ้าอยู่ ๆ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จะมีใครทำหน้าที่แทนเรา
…
ครับ “มาร์จิ้นของชีวิต” ก็คือการกันชีวิตไว้ในระยะปลอดภัยไม่ติดลบ ถ้าเปรียบเป็นสินค้าเหมือนที่บอกข้างก็คือ “ไม่ให้ขาดทุน”
ถ้าจะถามว่าระยะปลอดภัยที่ว่าคืออะไร
ต้องขอตอบว่ามีอยู่หลายระยะครับ เพราะชีวิตคนเรามีหลายด้าน เช่น
ระยะ…ที่มีเงินเพียงพอสามารถจ่ายได้
ระยะ…ที่มีเวลาเหลือมากพอสามารถแก้ตัวได้
ระยะ…ที่มีพละกำลังมากพอสามารถเริ่มต้นใหม่ได้
ระยะ…ที่เวลาเจ็บป่วยสามารถจ่ายค่ารักษาได้
ระยะ…ที่อาชีพมีความมั่นคงมากพอสามรถทำรายได้ไปตลอดชึวิต
…หลายอย่างครับ
…การลาออกครั้งล่าสุด ทำให้ผมเข้าใจว่าผมเลือกมาร์จิ้นของชีวิตเพียงด้านเวลาเพียงด้านเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าล้มผมอยากจะล้มตอนหนุ่มมากกว่าที่จะไปล้มตอนแก่เพราะถ้าถึงตอนนั้นคงจะแก้ตัวอะไรได้ยาก เพราะแก่แล้วกำลังวังชา ความสดใหม่คงไม่มี และจะกลับเข้าไปสมัครงานอีกคงยาก
แต่กับมาร์จิ้นด้านอื่น ๆ ผมแทบไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ หรือค่าใข้จ่ายฉุกเฉินกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
…วันหนึ่งเมื่อกลับมามองโลกด้วยมุมมองใหม่แบบ “มาร์จิ้นของชีวิต” ทำให้ผมเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างได้ดีขึ้น
…ผมไม่เคยชอบอาชีพข้าราชการเลย เพราะมองว่าเงินเดือนน้อย ทำงานช้า เป็นลำดับขั้นตอนสูง เคยมีญาติชักชวนให้ไปสอบ ทหาร ตำรวจ ก็ไม่เคยสนใจ
แต่วันหนึ่งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนที่เป็นข้าราชการมาตลอดชีวิตจึงรู้ว่าเขาเหล่านี้เลือก “ความมั่นคง” เป็นมาร์จิ้นของชีวิต
เขาไม่เสี่ยง ไม่มีวันตกงาน เงินเดือนเข้าแต่นอนทุกเดือน (เพราะราชการไม่มีวันเจ้ง)
เจ็บป่วย มีสวัสดิการเบิกค่ารักษาได้ ตัวเองเบิกได้ยังไม่พอ ครอบครัวเบิกได้ด้วยอีก
พอแก่ตัวมาเกษียณก็มีบำเน็จ บำนาญให้อีกต่างหาก
…ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนเลือกที่จะทำงานในบริษัทเดิมเป็นสิบ ๆ ปี เพราะมีสวัสดิการทีดี โบนัสที่เยอะ และความมั่นคงสูง
และก็ยังมีอีกหลายคนเลือกทำธุรกิจเพราะต้องการใช้ “ความมั่งคั่ง” คือมีเงินมีสินทรัพย์ที่เยอะ (พูดง่าย ๆ ว่ารวย) เป็นมาร์จิ้นของชีวิต
…บางคนเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นมาร์จิ้นของชีวิต เพราะทำเงินเพิ่มขี้น
…บางคนเลือกการซื้อประกันชีวิตเป็นมาร์จิ้นของชีวิต เพราะว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ประกันก็จะมีผลตอบแทนให้
เพื่อน ๆ ละครับมีอะไรเป็น “มาร์จิ้นของชีวิต” บ้าง
ในชีวิตจริงไม่ได้มีตัวเลือกที่บอกว่า “ง.ถูกทุกข้อ”
ฉะนั้นเราคงจะเลือกทำอย่างเดียวเพื่อให้ผลออกมาเป็นถูกต้องทั้งหมดนั้นคงเป็นไปไม่ได้
…สิ่งผมที่อยากจะบอกคือ เวลาคิดจะทำอะไรขอให้ดู “มาร์จิ้นของชีวิต” ด้านที่สำคัญไว้ก่อนเสมอ เช่น
คุณพ่อ ที่มีลูก ๆ และภรรยาต้องดูแล ถ้าจะออกจากงานประจำมาลองทำธุรกิจส่วนตัว ก็คงต้องเผื่อเงินสำรองไว้เยอะหน่อย เผื่อพลาดพลั้งคุณก็ยังสามารถดูแลคนที่คุณรักได้
ลูกที่มีพ่อแม่เจ็บป่วยต้องดูแล ถ้าทำงานประจำก็ต้องเลือกงานที่มีเวลาส่วนตัวมากหน่อย ไม่ใช่เลิกดึกทุกวัน
ทีนี้ก็อาจมีคนแย้งว่าห่วงแต่ความปลอดภัย ไม่กล้าเสี่ยงแบบนี้ จะประสบความสำเร็จได้ยังไง
ครับ… พวกเราเกือบทุกคนคงจะเคยโดนท้าทายด้วยคำพูดที่ว่า
“Height Risk, Height Return”
(ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง)
แต่ต้องถามลึกลงไปว่า “คุณเตรียมพร้อมสำหรับความเสี่ยงนั่นมากแค่ไหน”
และ “ความเสี่ยงนั้นมันทำให้คนที่คุณรักต้องเสี่ยงด้วยหรือเปล่า”
ถ้ายังตอบไม่ได้ก็อย่าเพิ่ง “เสี่ยง” เลยครับ …เชื่อผม
เผื่อชีวิตไม่ให้ติดลบ ด้วยการทำชีวิตให้มี “มาร์จิ้น”