12/10/2026
⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13760/2556
เรื่อง ที่ดินติดแม่น้ำ แต่ไม่สามารถใช้เป็นทางสัญจรได้ ขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินผู้อื่นได้หรือไม่
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 ประเด็นข้อกฎหมาย
แม้ที่ดินจะติดแม่น้ำหรือคลองระบายน้ำ แต่หากสภาพความเป็นจริงไม่สามารถใช้แม่น้ำหรือคลองนั้นเป็นทางสัญจรออกสู่ทางสาธารณะได้ เจ้าของที่ดินจะมีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 หรือไม่
และหากมีสิทธิขอทางจำเป็น จะกำหนดแนวทางและความกว้างของทางเพียงใด
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งด้านทิศตะวันตกติดแม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายน้ำสายใหญ่สามชุก 1
เจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์และโจทก์เคยใช้ทางที่อยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โดยเจ้าของที่ดินเดิมอ้างว่าเคยใช้ทางดังกล่าวมากว่า 30 ปี
ต่อมาจำเลยรื้อถอนทางเดิม โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยทำถนนทางออกกว้าง 8 เมตร ยาว 50 เมตร เพื่อใช้เป็นทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะ พร้อมเรียกค่าเสียหาย
จำเลยต่อสู้ว่า ที่ดินของโจทก์ติดแม่น้ำหรือคลองซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว และฟ้องแย้งว่า หากโจทก์มีสิทธิใช้ทางจำเป็น ให้โจทก์ชำระค่าทดแทน และให้กำหนดทางตามแนวเขตที่ดินกว้างไม่เกิน 3 เมตร
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13760/2556 วินิจฉัยว่า
แม้ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกจะติดแม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายน้ำสายใหญ่สามชุก 1 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ปัจจุบันแม่น้ำหรือคลองดังกล่าวไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร ไม่มีเรือโดยสารหรือเรือสินค้าสัญจรผ่านไปมา มีเพียงเรือหาปลา และในหน้าแล้งมีผักตบชวาขึ้นเต็มหนาแน่น
ดังนั้น แม่น้ำหรือคลองดังกล่าวจึง หาใช่ทางสาธารณะที่จะใช้เป็นทางออกของที่ดินโจทก์ตามมาตรา 1349 วรรคหนึ่งไม่
แต่มีความหมายว่า ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้โดยต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรืออยู่ในสภาพยากลำบากอื่นทำนองเดียวกัน ตามมาตรา 1349 วรรคสอง
เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์และโจทก์เคยใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้
ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาโดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“สิทธิในทางจำเป็นย่อมเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตามสภาพความเป็นจริงของที่ดินในขณะยื่นฟ้อง”
ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่ทำให้สิทธิในทางจำเป็นของโจทก์ที่มีอยู่ในที่ดินของจำเลยระงับไป
สำหรับแนวและขนาดของทางจำเป็น มาตรา 1349 วรรคสาม กำหนดให้เลือกที่และวิธีทำทางให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน และต้องคำนึงให้ที่ดินที่ถูกผ่านเสียหายแต่น้อยที่สุด
จึงไม่อาจพิจารณาเฉพาะทางที่โจทก์ประสงค์จะใช้แล้วพิพากษาให้ตามที่ขอ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของฝ่ายจำเลย
อย่างไรก็ตาม ทางที่จำเลยเสนอจะทำให้โจทก์ต้องขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีกแปลงหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทบสิทธิของบุคคลอื่นเพิ่มขึ้น ศาลจึงไม่เห็นสมควรให้ใช้แนวดังกล่าว
ส่วนที่โจทก์ขอเปิดทางกว้างถึง 8 เมตร ศาลเห็นว่าเกินความจำเป็นสำหรับการทำถนนให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ เมื่อทางเดิมมีความกว้างประมาณ 6 เมตร และปัจจุบันเหลือประมาณ 4 เมตร ศาลจึงกำหนดให้เปิดทางจำเป็นกว้าง 4 เมตร
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 4 เมตร ยาวตลอดที่ดินของจำเลยไปจดทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันออก ให้เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ใช้เดินผ่านออกสู่ทางสาธารณประโยชน์
ให้จำเลยจัดทำถนนทดแทนทางเดิมที่รื้อถอนไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง
ศาลกำหนดค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็น 30,000 บาท และกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 12,000 บาท
เมื่อนำมาหักกลบกันแล้ว โจทก์จึงต้องชำระค่าทดแทนแก่จำเลยอีก 18,000 บาท
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349
หลักสำคัญที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีนี้ คือ
- ที่ดินซึ่งไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ อาจมีสิทธิผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้
- กรณีมีทางออกแต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือมีสภาพยากลำบากทำนองเดียวกัน อยู่ในหลักทางจำเป็นเช่นกัน
- ที่และวิธีทำทางต้องพอควรแก่ความจำเป็น และทำให้ที่ดินที่ถูกผ่านเสียหายน้อยที่สุด
- เจ้าของที่ดินที่ถูกผ่านมีสิทธิได้รับค่าทดแทน
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 สรุป
คดีนี้ชี้ว่า การที่ที่ดินติดแม่น้ำหรือคลอง ไม่ได้หมายความว่าจะมีทางออกสู่ทางสาธารณะตามกฎหมายเสมอไป
ต้องพิจารณาจาก สภาพความเป็นจริงของพื้นที่ ว่าแม่น้ำหรือคลองนั้นสามารถใช้เป็นทางสัญจรได้จริงหรือไม่
เมื่อสภาพจริงไม่สามารถใช้เป็นทางสัญจรได้ และเจ้าของที่ดินจำเป็นต้องผ่านที่ดินของผู้อื่นออกสู่ทางสาธารณะ ก็อาจมีสิทธิขอทางจำเป็นได้
อย่างไรก็ตาม ผู้มีสิทธิทางจำเป็นไม่ได้มีสิทธิเลือกแนวหรือความกว้างของทางได้ตามความต้องการ เพราะต้องพิจารณาให้พอควรแก่ความจำเป็น และให้เจ้าของที่ดินที่ถูกผ่านเสียหายน้อยที่สุด
━━━━━━━━━━━━━━
📌 ฎีกาย่อ
แม้ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกจะติดแม่น้ำท่าคอยหรือคลองระบายน้ำสายใหญ่สามชุก 1 แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร ไม่มีเรือโดยสารหรือเรือสินค้าสัญจรผ่านไปมา มีเพียงเรือหาปลา และในหน้าแล้งมีผักตบชวาขึ้นเต็มหนาแน่น แม่น้ำหรือคลองดังกล่าวจึงไม่ใช่ทางสาธารณะที่จะใช้เป็นทางออกของที่ดินโจทก์ตามมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง แต่เป็นกรณีที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยอยู่ในสภาพยากลำบากทำนองเดียวกับกรณีตามวรรคสอง
เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์และโจทก์เคยใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้
สิทธิในทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตามสภาพความเป็นจริงของที่ดินในขณะยื่นฟ้อง และในการกำหนดทางต้องพิจารณาให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิผ่าน พร้อมทั้งคำนึงถึงความเสียหายของที่ดินที่ถูกผ่านให้น้อยที่สุด
ซีรีส์ “สิทธิทางจำเป็น” EP.2
#ฎีกาศึกษา #สิทธิทางจำเป็น #กฎหมายที่ดิน #คำพิพากษาศาลฎีกา #มาตรา1349