100 rpm Classroom by เป้ มหาชัย

100 rpm Classroom by เป้ มหาชัย รับฝึึกสอนการปั่นจักรยานและออกแบบ?

อุปสรรคนักปั่น…หนทางสู่การแก้ไข  อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักปั่นจักรยานแบบเราๆท่านๆก็คือกระแสลมที่ต้านเราระหว่างปั่นส...
03/07/2021

อุปสรรคนักปั่น…หนทางสู่การแก้ไข

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักปั่นจักรยานแบบเราๆท่านๆก็คือกระแสลมที่ต้านเราระหว่างปั่นสวนมันไป ซึ่งหนีไม่พ้นที่ทุกคนต้องเจอโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ยกเว้นแต่คนที่ปั่นอยู่บนเทรนเนอร์เท่านั้น
แต่มีอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งที่นักปั่นต่างมีแนวคิดไปในทางเดียวกันว่า …ต้องผ่านไปให้ได้ ก็คือการปั่นสู้กับแรงดึงดูดของโลก หรือการปั่นขึ้นเขานั่นเอง ที่เป็นสิ่งท้าทาย และควรจะต้องเอาชนะให้ได้
ภูเขาถือเป็นอุปสรรคทางธรรมชาติที่ดีที่สุดในการฝึกซ้อมด้านความแข็งแรงของกาย แรงใจ และวางเป้าหมาย แม้กระทั่งการแข่งขันจักรยานระดับโลกยังวัดและตัดสินผู้ชนะกันที่สเตจภูเขา เห็นได้ว่านักปั่นระดับโลกก็ไม่ใช่ว่าจะขึ้นเขาเก่งกันทุกคน ดังนั้นภูเขาจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ ความตั้งใจ ขวนหาวิธีการฝึกซ้อมที่จะเอาชนะมันไปให้ได้อย่างดีที่สุด
วิธีฝึกซ้อมที่ดีที่สุดคือ การเอารถแล้วปั่นขึ้นเขานั่นเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว ทีนี้ปัญหาจะเกิดสำหรับนักปั่นที่แถวบ้านมีแต่ทางราบ ไม่มีภูเขาให้ซ้อม จะทำอย่างไร นี่คือปัญหาที่น้าเป้จะกล่าวถึงในบทความนี้
นักจักรยานอย่างพวกเรามีจุดประสงค์ต่างจากนักแข่งมืออาชีพ เรามักจะชอบการเข้าร่วมการขี่ในเส้นทางที่แตกต่างกันไป มีความท้าทายแตกต่างกัน และสนุกกับการปั่นก่อนที่จะจบอย่างมีความสุข แต่ภูเขาเป็นคำที่แสลงใจสิงห์ทางเรียบส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ที่มีนิวาสถานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งนานๆทีจึงจะมีโอกาสที่จะได้ไปปั่นขึ้นเขาสักครั้ง ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ต้องถือว่าค่อนข้างสูงอีกด้วยสำหรับการไปออกกำลังด้วยวิธีนี้

“ โรลเลอร์เทรนเนอร์ “ จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้

นักจักรยานหลายคนใช้เทรนเนอร์ในการฝึกซ้อมแต่ไม่ได้ให้ความสนใจกับการปรับตำแหน่งบนจักรยานคันที่ติดตั้งบนเทรนเนอร์ ให้มีสัดส่วนเหมือนกับจักรยานคันที่ใช้อยู่จริง ด้วยคิดว่าต้องการซ้อมให้เกิดความแข็งแกร่งหรือทนทานก็เป็นการเพียงพอ นอกจากจะทำให้การฝึกซ้อมไม่ได้ผลเต็มที่แล้วยังอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหรือข้อเข่าได้ โดยเฉพาะการซ้อมปั่นในโปรแกรมหนักเกียร์หนัก หัวใจสูง แบบการขึ้นเขา ดังนั้นข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรกด้วย

การซ้อมเทรนเนอร์สำหรับขึ้นเขานั้นเราควรเน้นซ้อมแบบไหนถึงจะเหมาะสม ตรงเป้าหมาย

อันดับแรกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle strength)
การฝึกเพื่อให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหากเปรียบแล้วคล้ายกับการเล่นเวทขา การขึ้นเขาที่มีความชันมากแม้จักรยานที่ใช้จะมีเกียร์ที่เบาสุดแล้ว แต่เมื่อเจอกับเขาหรือเนินที่มีความชันขนาด 6-7% ขึ้นไป กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักแน่นอน ยิ่งชันก็รู้สึกต้องออกแรงมากขึ้นกว่าจะปั่นได้แต่ละรอบ แต่นักจักรยานที่ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมาได้ระดับหนึ่งอาจจะรู้สึกว่าไม่หนักมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ฝึกมาน้อยกว่า เรียกว่าได้เปรียบกว่าเช่นสามารถใช้เกียร์ที่หนักกว่าเล็กน้อยและยังมีเกียร์เหลือให้ใช้ตอนใกล้จบอีก บางคนอาจใช้เกียร์ขนาดเท่ากับคนที่ฝึกน้อยกว่าแต่สามารถปั่นด้วยรอบขาที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่ผลที่ได้คือเมื่อถึงยอดเขากล้ามเนื้อที่เตรียมตัวมาดีก็ยังคงไม่ล้ามากไม่หมดแรงไปเสียทีเดียว

ดังนั้นการฝึกซ้อมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จึงต้องใจเย็น ค่อยๆฝึกทีละขั้น เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสปรับจะมีกราปรับตัว เพื่อให้ร่างกายเริ่มสร้างกล้ามเนื้อเพื่อมารองรับการฝึกที่ต้องทำซ้ำอีก การฝึกซ้อมแบบเร่งรีบ ข้ามขั้นตอน หากพื้นฐานไม่แน่นเพียงพออาจเห็นผลดีในช่วงแรก แต่โอกาสบาดเจ็บมีมาก นักจักรยานที่เพิ่งเริ่มฝึกจำเป็นจะต้องเรียนรู้ขีดความสามารถของตนเอง ใช้ความหนักและปรับเกียร์ให้เหมาะสมในการฝึกซ้อมให้สามารถปฏิบัติได้ครบตามโปรแกรม

อันดับรองความทนทาน( Endurance)
เป็นการฝึกซ้อมที่จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่การฝึกเพื่อความทนทานในการขึ้นเขาจะไม่ใช่ Low intensity endurance อย่างเดียวแบบที่เราเข้าใจ เพราะการฝึกเพื่อความทนทานมีทั้งในระดับแอโรบิค(Aerobic)และอะนาโรบิค(Anaerobic) แต่เราจะเริ่มกันที่ฝึกความทนทานในระดับแอโรบิคเพื่อปูพื้นก่อน ในภายหลังที่ร่างกายมีความแข็งแกร่งมากขึ้นจึงจะเริ่มฝึกระดับอะนาโรบิคที่ค่อนข้างจะยาก เพื่อประกันได้ว่าหากเราเจอเขาที่สูงชัน เราจะใช้ความแข็งแรงและทนทานที่ฝึกมาอัดขึ้นสู่ยอดเนินได้โดยไม่ลงเข็นหรือถอดใจไปเสียก่อน

การซ้อมขึ้นเขานั้นถือว่าเป็นการซ้อมที่ค่อนข้างจะหนัก ดังนั้นจึงไม่ควรซ้อมเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และจะต้องไม่ซ้อม 2 วันติดต่อกัน ควรจะมีการพักระหว่างวันหรือซ้อมแบบแอโรบิคพื้นฐาน เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบแอโรบิคในร่างกาย ซึ่งหมายความว่าการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจไม่เกิน 70%เท่านั้นในวันพัก(Active recovery)

ความหนักในการฝึกซ้อมขึ้นเขาเราควรต้องมีอุปกรณ์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเราจะต้องคุมให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ คือที่ 85%-90%ของอัตราการเต้นสูงสุด ซึ่งเป็นการฝึกในระดับ lactate thresholds จนไปถึงปริ่มของระดับ Vo2Max ของเรานั่นเอง

แล้วเราควรซ้อมอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมาอีก
ให้เพิ่มการซ้อมแอโรบิคเข้าไปในตารางซ้อม จะช่วยให้ร่างกายพัฒนาได้เร็วขึ้นอีกโดยเฉพาะเรื่องความแข็งแรงทนทานของหัวใจ แต่ทั้งนี้หมายความว่าเราตัองลงจากเทรนเนอร์มาบ้าง ออกปั่นระยะทางไกลในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย เพื่อสร้างความเคยชินกับสภาพอากาศ แรงต้านของลม อุณหภูมิที่สูง ให้ร่างกายต้องทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ

วิธีฝึก
ฝึกโดยการใช้รอบขาต่ำ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานของกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรง ทนทานต่อการไต่เขาที่สูงชัน

ตัวอย่างการฝึก
วอร์มขาเบาสัก 10 นาที รอบขา 80-90 ต่อจากนั้น ฝึกไต่เขาด้วยรอบขา 50-60 ความหนักของชีพจรคุมที่โซนสาม(70-80%) ทำนาน 10 นาที แล้วพักขาสัก 5 นาที โดยการปั่นเบาๆ รอบค่อยฝนข้างสูง แล้วทำซ้ำอีก 3-4 เซท ก่อนคูลดาวน์ ฝึกสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จนรู้สึกสบายขึ้น ค่อยปรับความเข้มขึ้นของการฝึกขึ้นโดย
~ ลดรอบขาลงมา โดยคุมชีพจรตามเดิมหรือ
~ใช้รอบขาเดิม แต่เพิ่มความหนักขึ้นเรื่อยๆจนสุดที่ไม่เกิน 80%

*เมื่อมีความรู้สึกว่าขาแข็งแรงขึ้นให้ปรับการฝึกขึ้นสู่ step 2

การสร้างความแข็งแรงด้วยการปั่นแบบเทมโป
ตัวอย่างการฝึก
วอร์ม 10 นาที รอบขา 90 เกียร์เบา
เทมโป 20 นาที รอบขา 80 ชีพจร 75%
ปั่นเบาพักขา 5 นาที รอบขา 90 เกียร์เบา

เทมโป 20 นาที รอบขา 80 ชีพจร 80%
ปั่นเบาพักขา 5 นาที รอบขา 90 เกียร์เบา

เทมโป 20 นาที รอบขา 80 ชีพจร 80%
Recovery 10 นาที รอบขา 90 เกียร์เบา(Zone1)
*ฝึกจนสบายแล้วให้รวมทุกเซทเข้าด้วยกันโดยไม่พัก
..เมื่อมีความรู้สึกว่าขาแข็งแรงขึ้นอีกระดับให้ปรับการฝึกขึ้นสู่ step ที่สำคัญ คือ Lt( lactate threshold) *ห้ามลัดขั้นตอนมาฝึกตรงนี้เลยนะครับ อาจเกิดการบาดเจ็บได้ หรือโอเวอร์เทรนได้ง่าย ยกเว้นนักปั่นที่ซ้อมมาอย่างดีแล้ว เอาง่ายๆก็พวกขาแรง

จุด Lt นี้มันจะก้ำกึ่งกับระบบพลังงานแบบใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งร่างกายใช้พลังงานสูงมาก ขาจะอ่อนล้าได้ง่าย จนถึงคะคริวจะถามหา คือหม้อน้ำเริ่มเดือดนั่นเอง พร้อมที่จะระเบิดแตกได้ทุกเวลา ถ้าไม่มีการเตรียมฝึกตรงจุดนี้มาดีพอ การซ้อมที่จุดนี้จะช่วยพัฒนาหัวใจและปอดให้ชินกับการทำงานที่หนักขึ้น เพิ่มการดึงออกซิเจนไปที่กล้ามเนื้อ ทั้งระบบหัวใจที่สามารถทำงานหนักได้ดีขึ้น อีกทั้งร่างกายจะสลายกรดแลคติคที่จู่โจมเราอยู่ตลอดเวลาไม่ให้ล้ำเส้นจนกล้ามเนื้อล๊อคได้

การฝึกตรงจุด Lt นี้ ถ้าใครรู้ค่า Lt ของตัวเองก็ใช้ฝึกนะจุดนั้นได้เลย หรือคนที่ไม่รู้ ก็ประมาณความหนักที่ 85% ของชีพจรสูงสุด

วิธีฝึก
1.วอร์มร่างกายให้นานสัก 15-20 นาที
2.ปั่นเป็นเซท เริ่มจากเซทละ 10 นาที พัก 5-10 นาทีก่อนเริ่มเซทใหม่ ทำสัก 4 เซท ก่อน รอบขาเราจะใช้ที่ 90,95หรือ 100 รอบแล้วแต่ความถนัด
3.ที่ความหนัก 85% หรือ ค่า Lt ของเรา(ถ้าเราทราบ)
4.คูลดาวน์ 10-15 นาที ก่อนจบ

*ฝึกจนสบายขึ้นแล้วค่อยๆเพิ่มเวลาช่วง Lt จาก 10> 15>20>25 >30 นาทีต่อเซท ด้วยความหนักเดิมเท่านั้นนะครับ ข้อนี้ห้ามเพิ่มความหนักขึ้นเด็ดขาด กันการบาดเจ็บ ยกเว้นคนที่รู้ว่าค่า Lt ของตนเพิ่มขึ้น ก็ให้ปรับขึ้นได้ ..

*เวลาต่อเซทมากขึ้น จำนวนเซทย่อมน้อยลงนะครับ จำไว้ด้วย

*มาถึงตรงนี้ ฝึก Ltได้แค่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และห้ามฝึกติดวันกัน เพื่อให้ร่างกายได้ recovery ก่อนเริ่มฝึกใหม่

*แอนดูแรนซ์เป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้โดยเด็ดขาด ซึ่งจะต้องทำคู่กันไปด้วยเสมอ ถ้าซ้อมแต่ความแข็งแรงก็จะขาดซึ่งความทนทาน หากเจอเขายาวๆ จะช่วยให้เรายืนระยะการขึ้นเขาได้จนจบได้เมื่อปั่นด้วยรอบขาและเกียร์ที่เหมาะสมตามที่ได้ฝึกมา

*วันไหนพักปั่นหรือวันฝึกเบาให้เสริมด้วยเวทเทรนนิ่งบ้าง จะเป็นบอดี้เวทก็ได้ เสริมกล้ามเนื้อขา ก้น สะโพกและแกนกลางลำตัว เช่น ท่า Squat ,Lung , Plank และ ท่าบริหารหน้าท้องต่างๆ

*ถ้าซ้อมบนเทรนเนอร์ ให้หาฐานรองล้อหน้าให้สูงกว่าปกติ เพื่อให้องศาใกล้เคียงกับการขึ้นเขา อีกทั้งเป็นการปรับกล้ามเนื้อหลังและลำตัวให้รับภาระมากกว่า การตั้งราบแบบปกติ เนื่องจากองศาที่ชันขึ้น น้ำหนักตัวเราจะถ่ายมาข้างหลังอาน ทำให้รับภาระมากขึ้น เป็นการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางไปด้วยนั่นเอง

*บางช่วงการฝึกให้ยืนปั่นสลับบ้างเล็กน้อยเป็นช่วงๆไป เพื่อคลายกล้ามเนื้อและเป็นการฝึกยืนปั่นไปในตัวด้วย ซึ่งเราจะได้ใช้ในการขึ้นเขาบ้าง

*เพื่อได้ประสิทธิภาพในการไต่เขาที่ดีขึ้น เราควรคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสมด้วย ซึ่งมีผลต่อการขึ้นเขาโดยตรง ต่อการลดแรงโน้มถ่วง อย่ามาอ้างว่าน้ำหนักตัวเยอะแล้วลงเขาได้ไวกว่า

สุดท้ายการฝึกซ้อมที่ถูกต้องตรงประเด็นเท่านั้นที่จะช่วยนำพาเราฝ่าอุปสรรคอันเป็นที่สุดของนักปั่นได้โดยไม่ยากเย็นนัก ส่วนอุปสรรคด้านอื่นที้ไม่เกี่ยวกับการฝึกโดยเฉพาะบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งในการที่ต้องขออนุมัติ …น้าไม่สามารถแนะนำได้ต้องไปแก้ไขกันด้วยตัวเองเท่านั้น

น้าเป้มหาชัย

เทคนิคการหายใจของนักปั่น (ฉบับเรียบเรียงใหม่)การปั่นจักรยานตามปกติ ถ้ามีเป้าหมายแค่การออกกำลังกาย ก็อาจไม่จำเป็นที่ต้องม...
20/03/2021

เทคนิคการหายใจของนักปั่น (ฉบับเรียบเรียงใหม่)

การปั่นจักรยานตามปกติ ถ้ามีเป้าหมายแค่การออกกำลังกาย ก็อาจไม่จำเป็นที่ต้องมีการฝึกหายใจอะไรให้ยุ่งยากไปกว่าการหายใจตามปกติ แต่ถ้าต้องการเพิ่มสมรรถนะในการปั่นให้ดีขึ้น อึดขึ้น และสามารถหายใจได้ทันในขณะปั่นเร็ว หนัก หรือการไต่เขาสูงชัน แม้กระทั่งการแข่งขัน ควรต้องมีการฝึกหายใจ ถือเป็นการฝึกซ้อมอย่างหนึ่งทีเดียวที่ควรบรรจุรวมไว้ในโปรแกรมการฝึกด้วย
การหายใจไม่ทันทุกขณะไม่ว่าไต่เขา ไล่ตามกลุ่มที่หนีออกไป หรือการแข่งขันที่มีการปล่อยตัวออกไปอย่างรวดเร็ว คงรู้กันนะครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น

การฝึกการหายใจควรทำเป็นประจำ ทั้งหายใจเข้าและออก โดยเฉพาะก่อนออกฝึกซ้อม ซึ่งน้ามีข้อแนะนำดังนี้

*ฝึกหายใจแบบมาตราฐาน แบบที่หลายท่านเคยฝึกคือ หายใจเข้าทางจมูกช้าๆจนท้องพองสุดแล้วกลั้นหายใจไว้ชั่วขณะหนึ่งแล้วค่อยๆผ่อนลมออกทางจมูกเหมือนเดิมอย่างช้าๆจนท้องแฟ่บลงแล้วทำซ้ำให้มากครั้งที่สุด ให้ฝึกทำจนติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะนอน ขณะทำงาน หรือทุกครั้งที่นึกได้ แล้วต่อไปจะกลายเป็นธรรมชาติของเราในที่สุด โดยไม่ต้องฝืนทำแต่อย่างใด การหายใจแบบนี้มีประโยชน์มากใช้ได้กับการเล่นกีฬาทุกประเภท

*ฝึกหายใจเพื่อเพิ่มสมรรถนะการปั่น

1. หายใจเข้าทางจมูกช้าๆให้เต็มปอดจนท้องพองขยายเต็มที่ และค่อยๆหายใจออกทางปากจนหมดลมให้ท้องแฟ่บโดนจังหวะการหายใจให้หายใจลึกและยาวช้าๆก่อนทั้งเข้า - ออก

2.ฝึกหายใจเข้า-ออกทั้งทางปากและจมูกพร้อมๆกัน จังหวะการหายใจเหมือนแบบที่1

3. หายใจเข้า-ออกด้วยจมูกและปากพร้อมกันแต่เน้นจังหวะการหายใจที่หนักหน่วงแรงและเร็ว ถี่ เลียนแบบเหมือนแข่งขันประมาณ 10 ชุด แล้วสลับกับการหายใจเข้า-ออกแบบยาวจนกว่าจะรู้สึกว่าหายเหนื่อยดีแล้วก็ให้กลับมาเริ่มฝึกต่ออีก ทำสลับกันอย่างนี้ประมาณ 5-10 นาที (ข้อนี้ทำก่อนปั่นหนักหรือแข่งขัน)

การฝึกตามที่น้าแนะนำ เป็นการฝึกระบบประสาทควบคุมการหายใจ ให้รับรู้วิธีการหายใจในขณะปั่นหนักทำให้เราสามารถผ่านพ้น ภาวะอึดอัดหายใจไม่ทันไปได้ ซึ่งจะเป็นผลดีในการปั่นแข่งขันด้วย ดีกว่าคนที่ไม่เคยฝึกเทคนิคการหายใจ และลดการคิดคำนึงในระหว่างปั่นว่าจะหายใจแบบไหน อย่างไรดี มันจะเป็นไปตามธรรมชาติเองถ้าเราฝึกการหายใจมาแล้ว และเราจะเป็นนักปั่นที่สมบูรณ์แบบคนนึงเลยทีเดียว
เป้มหาชัย
100RpmRoom

ประชาสัมพันธ์งานจักรยาน📣📣📣  โปร แรง ก่อนปิดรับสมัคร 31 มีค. นี้เท่านั้นปั่น 1 สนาม 888 บาทปั่น 2 สนาม 1,600 บาทปั่น 3 สน...
11/03/2021

ประชาสัมพันธ์งานจักรยาน

📣📣📣 โปร แรง ก่อนปิดรับสมัคร 31 มีค. นี้เท่านั้น
ปั่น 1 สนาม 888 บาท
ปั่น 2 สนาม 1,600 บาท
ปั่น 3 สนาม 2,200 บาท
💰ราคานี้พร้อมเสื้อ Premium Limited ทุกรายการ+
สเปรย์แอลกอฮอล์

👆🏻เร่งสมัคร ชำระเงิน รับเลย เสื้อ/ สเปรย์แอลกอฮอล์ / กระเป๋าสำหรับ 100 ท่านแรก
กำลังจะปิดรับสมัครละนะครับ เพื่อดำเนินการผลิตเสื้อส่วนล็อกแรกส่งผลิตกันไปแล้ว

🚴‍♂️ สายเที่ยว สายปั่น จูงจักรยานมาให้พร้อม
พบกับกิจกรรมดีๆ ในคอนเซ็ปต์
ปั่นชิม ปั่นแชะ แวะถ่ายรูป 📷
พร้อมลุ้นรับของรางวัล ห้องพักโรงแรมหรูกว่า 100 ห้อง ‼️
🎉 พร้อมเปิดตัว 3 เส้นทาง ที่จังหวัดเพชรบุรี 🎉
✅ CITY RACE 1 วันที่ 25 เมษายน 2564
✅ SEA SALT RACE 2 วันที่ 2 พฤษภาคม 2564
✅ CROSS RACE 3 วันที่ 16 พฤษภาคม 2564

☎️ โทร.064-9746538
📱LINE OFFICIAL

ยัง.. ยังไม่หมด
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ
🎊 ปั่นน้อย 100 รูป แจก 100 ห้อง 🎊
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถ่ายรูปครบ 100 รูป ตามเส้นทางปั่น สามารถส่งรูปลุ้นรางวัลห้องพัก 100 ห้อง ในจังหวัดเพชรบุรี ตามกติกาที่กำหนด ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่👇
📱LINE OFFICIAL
มาปั่นเที่ยวเมืองเพชรกันนะคะ
รายละเอียดการชำระเงิน
เลขที่บัญชี 077-3-82742-7
ธนาคาร กสิกรไทย
ชื่อบัญชี คุณ ศิริพร พวงสมบัติ

พร้อมเพย์ 064-9746538
คุณ ศิริพร พวงสมบัติ

หรือ ง่าย ๆ เพียงสแกนคิวอาร์ชำระตามด้านบน 👆

ปิดรับสมัคร 31 มีนาคม 2564 นี้เท่านั้น

🚴🚴🏻‍♂️
📍เพิ่มเติม ข่าวดี !!! หน้างานใครไม่มีจักรยานมามีให้เช่าคันละ
100 บาท อุดหนุนช่วยชุมชนบ้านไร่กร่าง เพชรบุรีกันด้วยค่ะ

ข้อคิดนักปั่น~ เสือหมอบถ้าไม่ได้ปั่นขึ้นเขา เหมือนเราเกาไม่ถูกที่คัน ~ พรสวรรค์ไม่เท่าขยันซ้อม..สำหรับกีฬาจักรยาน~ ซ้อมใ...
01/03/2021

ข้อคิดนักปั่น

~ เสือหมอบถ้าไม่ได้ปั่นขึ้นเขา เหมือนเราเกาไม่ถูกที่คัน

~ พรสวรรค์ไม่เท่าขยันซ้อม..สำหรับกีฬาจักรยาน

~ ซ้อมให้น้อยกว่าที่คิดไว้สักนิด ชีวิตจะดีขึ้น(Serious Cyclist)

~ การฝึกซ้อม อาหารและการพักผ่อน มีความสำคัญเท่าเทียมกัน

~ เราจะไม่มีวันปั่นเร็วได้ ถ้าเรายังไม่เรียนรู้ก่อนว่า ปั่นช้าทำอย่างไร

~ อย่าคร่อมอานให้นานกว่าคร่อมเมีย (เดี๋ยวจะอดออกไปปั่น )😬

~ อย่ามองข้ามนักปั่น สว.เป็นอันขาด

~ ปั่นสะสมไมล์ แล้วจะเข้าใจในตัวเอง

~ ระยะทางพิสูจน์ม้า ระยะเวลาพิสูจน์ความอึด

~ อย่ากินให้มาก ก่อนปั่นหนักหรือออกทริปทางไกล

~ แอนดูแรนซ์ อย่างเดียวก็แค่อึดแต่ไม่แข็งนะ😊 ฝึกอะไรก็ได้อย่างนั้น

~ ไม่มีพรสวรรค์สำหรับนักปั่นชั้นดี

~ อยากสูงต้องเขย่ง อยากเก่งต้องขยัน

~ มิตรภาพของนักปั่น ไม่ได้วัดกันที่จักรยาน

~ ขี่เร็วเพราะหมา ขี่ช้าเพราะแก่

~ เมื่อตัดสินใจเข้าวงการจักรยานแล้ว ทุกคนเท่าเทียมกัน

~ ทุกครั้งที่ออกปั่น ต้องมีสติและเคารพกฏจราจรเสมอ

~ สวมหมวกกันน๊อคทุกครั้งที่ออกไปปั่น

~ การฝึกจักรยานไม่มีทางลัด..จริงแท้แน่นอน

~ ทาครีมกันแดดก่อนออกปั่นกลางแจ้งทุกครั้ง

~ ชุดรัดรูปไม่ได้ทำให้ปั่นสบายก็แค่เร็วขึ้นเท่านั้น

~ อย่ากังวลเรื่องเวลาซ้อม ว่างช่วงไหน ช่วงนั้นคือเวลาที่ดีที่สุดของเรา

~ ออกมาปั่นให้เหงื่อออกตามขุนขน ดีกว่าอยู่บ้านให้เมียบ่นจนน้ำล้นออกตา

~ อย่าล้อเล่นกับหัวใจตัวเอง เพราะเราอาจไม่มีโอกาสแก้ตัว

~ ปั่นตามหลังคนตัวใหญ่ดีกว่าคนตัวเล็ก

~ ถ้าเลือกได้อย่าอยู่ในตำแหน่งที่สองหรือท้ายสุดของกลุ่ม ...มันกินแรงกว่า

~ ครอบครัวต้องมาก่อนจักรยานเสมอ

~ ดื่มน้ำทุก8-10 นาทีเสมอระหว่างปั่น

~ ปั่นเสือหมอบก็เหมือนชาวนา ที่มักจะก้มหน้าสู้ดิน

~ ปั่นเร็วคนก็ด่า ปั่นช้าก็มีคนบ่น..เฮ้อ

~ กีฬาจักรยานถูกจัดเป็นกีฬาที่ผู้เล่นมีความอดทนที่สุดในโลก

เป้ มหาชัย

ฝึกอะไรก็ได้อย่างนั้น1.อยากเพิ่มความอึดความทนทาน >ให้ปั่นช้าในเวลานานหรือในระยะทางที่ยาวไกล ในความหนักที่ตัวเอง”ไม่ฝืน” ...
24/02/2021

ฝึกอะไรก็ได้อย่างนั้น

1.อยากเพิ่มความอึดความทนทาน >
ให้ปั่นช้าในเวลานานหรือในระยะทางที่ยาวไกล ในความหนักที่ตัวเอง”ไม่ฝืน” และไม่รู้สึกว่า..สบายมากนัก ใครมีเครื่องวัดชีพจรก็อยู่ในความหนักประมาณ 60-75% ของชีพจรสูงสุด

2.อยากให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มีแรงกดลูกบันได > ให้ปั่นรอบขาต่ำเกียร์หนัก ในระดับความหนักที่ ”ต้องฝืน” แต่ไม่มากจนถึงขนาดหายใจไม่ทัน ชีพจรที่เหมาะสมในการฝึกประมาณ 70-80% ของชีพจรสูงสุด

3.อยากเพิ่มรอบขาให้สูงขึ้น > ให้ใช้เกียร์เบาในการฝึก ในระดับความหนักที่ไม่มาก แต่อาจต้องฝืนบ้าง ชีพจรที่เหมาะสมประมาณ 65-80% รอบขาที่เหมาะสม 90-95-100 รอบ/นาที

4.อยากปั่นให้นิ่ง เนียน ราบเรียบ ควงขาเป็นวงกลม > ฝึกปั่นแบบ Single leg ทั้งรอบขาต่ำเกียร์หนักและรอบขาสูงเกียร์เบา ในความหนัก 65-80%

5.อยากเพิ่มความเร็ว > ให้ฝึกปั่นแบบอินเทอวอล(Interval) โดยเริ่มต้นจาก Low interval intensity ด้วยความหนัก 80% เวลาทำเซ็ท
Medium ด้วยความหนัก 85-90%และ
Hight (Hiit) ด้วยความหนัก 90% ขึ้นไป
*ยิ่งหนักเท่าไรเวลาในแต่ละเซ็ทก็ต้องน้อยลงตามลำดับ

6.อยากให้ร่างกายฟื้นสภาพเร็วขึ้น > หลังจากปั่นเสร็จ อย่าหยุดทันทีแม้ว่าจะคูลดาวน์แล้ว แต่ให้ปั่นแบบควงขารอบสูงเกียร์เบาถึงเบาสุดต่อไปอีกในเวลาที่มียิ่งนานยิ่งดีฟื้นตัวได้เร็ว ตรงส่วนนี้ช่วยลดกรดแลคติกสะสมได้ดี ลดการเป็นตะคริวและสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าการคูลดาวน์ตามปกติ ตามด้วยการยืดเส้นแบบสเตติกด้วยนะ

7.อยากปั่นยืนระยะในความเร็วสูงได้นานขึ้น > ให้ฝึกเสริมตรงจุดที่เป็น Lactate threshold ของตนเอง ไม่เกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ห้ามติดวันกัน ใครไม่ทราบจุด LT ของตัวเองก็คร่าวๆประมาณ 85% ของชีพจรสูงสุด หรือถ้าเป็นการซ้อมกลุ่ม ก็ฝึกขึ้นเป็นหัวลากกลุ่มบ้าง อย่าหมกอย่างเดียวไม่มีทางเก่งได้ โดยเริ่มลากจากเวลาที่สั้นก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มเวลาให้นานขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญประเมินแรงของตัวเองให้ดี อย่าลากแบบพลีชีพจนตัวตาย ให้เหลือแรงไว้เกาะกลุ่มต่อด้วยนะ😊 ...ตรงจุดความหนักที่ลากกลุ่มนี้เป็นจุดในระดับ Lactate threshold. นั่นเอง

8.นักปั่นสายแฟชั่น > คุณไม่ต้องฝึกอะไรเพราะคุณไม่หวังตามใครทันอยู่แล้ว ...แค่มีตังเป็นพอ

* แต่ถ้านำทุกการฝึกมาผสมผสานรวมกัน ย่อมได้ประสิทธิผลสูงสุด เป็นนักปั่นที่สมบูรณ์แบบคนนึงทีเดียว

เป้มหาชัย
24/2/2021

การฝึกซ้อมที่เหมาะสมในช่วงโควิดรอบระบาดใหม่ สวัสดีปีใหม่อีกครั้งนะครับ ที่จริงน้าเป้จะเขียนเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในกา...
04/01/2021

การฝึกซ้อมที่เหมาะสมในช่วงโควิดรอบระบาดใหม่

สวัสดีปีใหม่อีกครั้งนะครับ
ที่จริงน้าเป้จะเขียนเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในการปั่นให้นานขึ้น เร็วขึ้น แต่กลัวจะเป็นการสนับสนุนให้เพื่อนสมาชิกออกทดลองปั่นกันมากขึ้นและปั่นกันหนัก ซึ่งไม่เป็นการสมควรในช่วงที่โควิดระบาดอีกครั้งซึ่งน่าจะหนักและมากขึ้นกว่าเดิม เลยเปลี่ยนใจเป็นเขียนแนะนำเรื่องการฝึกซ้อมในช่วงโควิดนี้จะดีกว่าครับ

การฝึกซ้อมในช่วงนี้ควรปฏิบัติและระมัดระวังในเรื่องใดบ้าง

ถ้าออกปั่นข้างนอกสำหรับในพื้นที่เสี่ยงสูงเช่น แถวบ้านน้า ยังไม่ควรออกปั่นครับ ถ้าเป็นพื้นที่เสี่ยงน้อยอาจใช้แมสแต่ก็ไม่ควรปั่นหนักเพราะหายใจไม่ทันและอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนพื้นที่ไม่เสี่ยงก็ไม่ควรประมาทครับ ควรหลีกเลี่ยงการฝึกซ้อมหนักไว้ก่อนในช่วงนี้ เนื่องจากการฝึกซ้อมที่หนักจะทำให้ภูมิคุ้มกันตก ติดเชื้อได้ง่าย
ข้อแนะนำของน้าคือ ทำตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการฝึกซ้อมแต่พอดี นอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์โดยหลีกเลี่ยงการซื้ออาหารในร้านที่เราไม่มั่นใจไว้ก่อน ดีที่สุดคือทำอาหารทานเองครับ

การซ้อมในช่วงนี้ที่ปลอดภัยสุดน่าจะต้องหาเทรนเนอร์มาใช้สักตัวครับ แม้บางคนจะไม่ชอบว่ามั่นน่าเบื่อ แต่สำหรับภาวะแบบนี้ก็ถือเป็นภาวะจำยอมละครับ เพื่อตัวเองเพื่อครอบครัว เพื่อรักษาความฟิตของเราไม่ให้ตกลง จะได้ไม่ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง

การฝึกซ้อมบนเทรนเนอร์หรือบนถนนจริง ย่อมมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่การให้ผลอย่างเป็นระบบในการฝึกย่อมเหมือนกัน

การฝึกซ้อมบนเทรนเนอร์ สำหรับบางคนอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก ถ้าไม่มีแรงจูงใจที่สูงพอ หรือเป้าหมายที่วางไว้อย่างมั่นคง หรือถ้าไม่มีตัวช่วยอย่าง Z wift B cool หรือบรรดา Smart trainer ทั้งหลาย ก็ยากพอควรที่จะทำใจให้นั่งปั่นอยู่บนเทรนเนอร์ได้นานพอ

คนที่มีเทรนเนอร์แต่ไม่มีโปรแกรมชวนปั่นแบบ Z wift ต้องทำอย่างไร ถึงจะสามารถนั่งปั่นบนเทรนเนอร์ได้โดยเกิดความเบื่อหน่ายน้อยที่สุด

1.ตั้งเป้าหมายในการฝึกว่าต้องการอะไร เช่น อยากได้รอบขา 100 รอบ การฝึกบนเทรนเนอร์ จะไร้อุปสรรคใดๆ ดังนั้นเราสามารถคุมการฝึกได้ เกือบ 100% เต็ม มีผลให้เราสำเร็จสมหวังได้เร็วขึ้น

2.ไม่ควรใช้เวลานานในการฝึกบนเทรนเนอร์ เพราะจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย จนครั้งต่อๆไปไม่อยากฝึกอีก ข้อนี้เป็นหลักการของทุกโค้ชเลย ที่ไม่ออกแบบโปรแกรมฝึกที่ยาวนานให้ผู้ฝึก เช่น จะไม่มีโปรแกรมฝึกแบบแอนดูแรนซ์บนเทรนเนอร์เลย (แต่ถ้าใครจะทำก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร)

3.เตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้ใกล้ตัว เช่น มีโต๊ะเล็กๆไว้ข้างๆ เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น โทรศัพท์ ของกิน ผ้าเช็ดเหงื่อ เครื่องดื่มไว้ให้เพร้อม

4.ฝึกในห้องแอร์หรือมีพัดลมตัวโตเปิดอัดเข้าตัวเลย ช่วยระบายความร้อนได้ระดับหนึ่ง

5.ปั่นตามแผนหรือโปรแกรมที่วางไว้ อย่าปั่นเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีจุดหมาย เพราะไม่สนุกและน่าเบื่อหน่าย แต่ถ้าปั่นตามโปรแกรม เราจะมีสมาธิ เฝ้าจดจ่อ ทำตามโปรแกรมที่มีการฝึกหลายหลาก ที่แตกต่างกันในโปรแกรม มีเร่ง มีเบา มีควงขาเร็วบ้าง ช้าบ้าง ยืนบ้าง ทำเป็นเซ็ทบ้าง ทำให้เพลิน เผลอแป๊ปเดียวก็จบแล้ว

6.ถ้าไม่มีโปรแกรมฝึก ก็ต้องเปิดหนัง ฟังเพลง ดูซีรี่ย์ ก็เป็นตัวช่วยให้อยู่บนเทรนเนอร์ได้นานขึ้น

7.เมื่อขึ้นเทรนเนอร์ได้บ่อยครั้ง จนไม่รู้สึกฝืน หรือต้องทำใจก่อนขึ้นแล้ว น้าแนะนำว่า อย่าขาดช่วงในการฝึกบนเทรนเนอร์ให้บ่อยนัก เพราะการเริ่มต้นใหม่มันทำใจได้ยาก

8.หลายคนติดใจเรื่อง ไม่ต้องเตรียมตัวมาก ใช้เวลาน้อย ประหยัดทุนทรัพย์ ปลอดภัย ที่สำคัญไม่โดนเมียด่า เมื่อผันตัวเองมาเป็นนักปั่นเทรนเนอร์

โปรแกรมไหนที่ฝึกได้และโปรแกรมไหนที่ไม่ควรฝึกบ้าง

กรณีแรกถ้าฝึกบนถนน
ฝึกได้ทุกโปรแกรมที่ความหนักไม่เกิน 85% ของชีพจรสูงสุด ถ้าความหนักเกินกว่านั้นควรงดไว้ก่อนครับ เช่น พวกโปรแกรม Hight interval intensity ที่ความหนักแตะระดับ 85-90 % และ Hiit ที่ความหนัก 90%+ หรือการฝึกในระดับ lactate threshold ที่มีการแช่ความหนัก 10 นาทีขึ้นไป ในพื้นที่เสี่ยงก็ควรงดเว้นไปก่อน
การฝึกที่เหมาะสมที่สุดคือในแอโรบิคโซนครับ ที่ไม่เกิน 80% ของชีพจรสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น ในช่วงพื้นฐานโซนสอง หรือแอโรบิคที่เข้มข้นขึ้นมาหน่อยที่โซนสาม แต่ก็ไม่ควรทำนานเหมือนเดิม ควรต้องลดเวลาลงมาก่อน
โซนสองที่ความหนัก 60-70% เต็มที่ไม่เกิน 3 ชม.
โซนสามที่ความหนัก 70-75% ไม่เกิน 2 ชม.
เทมโปที่ความหนัก 75% ไม่เกิน 1.5 ชม.
เทมโปที่ความหนัก 80% ไม่เกิน 1 ชม.
Low Interval intensity (ที่ความหนักไม่เกิน 85%)ทำไม่เกิน 8 เซทๆละไม่เกิน 3 นาที พักระหว่างเซท 2-3 นาที
*ใส่แมสได้เฉพาะการฝึกในรูปแบบแอโรบิคเท่านั้น หนักกว่านั้นห้ามใส่ระหว่างฝึกนะครับ ในแต่ละพื้นที่ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงให้ดีก่อนลงมือฝึก

กรณีที่สองฝึกซ้อมบนเทรนเนอร์
สามารถฝึกซ้อมได้ทุกโปรแกรมที่บ้านครับ เพียงแต่โปรแกรมที่หนักให้ลดเวลาลงมาบ้าง และตัดวันฝึกหนักให้เหลือแค่ ไม่เกิน 2 วันพอครับ เช่น
การฝึกซ้อมในระดับ Vo2max ให้ลดเวลาในแต่ละเซ็ทลงเหลือไม่เกิน 3 นาที และจำนวนเซ็ทไม่เกิน 6 เซ็ต ฝึกได้ 1 ครั้ง/week
การฝึกในระดับ Lactate threshold ไม่ควรฝึกเกิน 20 นาทีในแต่ละเซ็ทและจำกัดจำนวนเซ็ทไม่เกิน 2 เซ็ท/ครั้ง/week
ส่วนโปรแกรมฝึกในระดับแอโรบิคที่ไม่เกิน 80% ก็ควรลดเวลาในการฝึกลงในทุกโปรแกรมฝึกด้วยเช่นกันครับ
*โปรแกรมที่เหมาะสมในการฝึกบนเทรนเนอร์อีกอย่างที่น้าแนะนำคือ Cadence control ครับ เหมาะกับการฝึกบนเทรนเนอร์และในช่วงเวลานี้มาก เพราะเป็นโปรแกรมทางด้านเทคนิคที่ฝึกบนถนนจริงยาก แต่บนเทรนเนอร์จะทำและคุมได้ง่ายกว่าเยอะ และที่สำคัญและควรเสริมเข้าไประหว่างโปรแกรมต่างๆคือ Single leg ครับ เหมาะมากบนเทรนเนอร์

สุดท้าย ขอให้เพื่อนอดทนในการฝึกซ้อมบนเทรนเนอร์ไปก่อนครับ แม้ว่ามันจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่นักปั่นต้องควรต้องทำที่นักปั่นควรออกปั่นบนถนนจริงบ้าง แต่เราจะใช้ช่วงเวลานี่ให้เป็นประโยชน์จากการได้ฝึกเทคนิคต่างๆได้ดีและดีกว่าการออกฝึกบนถนนจริง แล้วเมื่อถึงเวลาเราจะใช้การผสมผสานในการฝึกซ้อมทั้งสองรูปแบบ นี้ได้ดีมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์กว่าการฝึกซ้อมในรูปแบบใดแบบหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว
แม้ว่าจักรยานเป็น Out door sport ที่ทุกคนก็ควรต้องออกปั่นบนถนนจริงก็ตามแต่ก็ขอยกเว้นสำหรับช่วงนี้ไว้ชั่วคราวก่อน ดูแลตนเองให้ดี…รอเวลานะครับ
เป้ มหาชัย 4/1/2021

Rest day & Recovery day คืออะไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร  Rest day = วันหยุดพักร่างกายRecovery day = วันฟื้นฟูร่างกายใน ...
21/11/2020

Rest day & Recovery day คืออะไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร


Rest day = วันหยุดพักร่างกาย
Recovery day = วันฟื้นฟูร่างกาย

ใน 1 สัปดาห์ เราควรจัดวันหยุดพักร่าง คือหยุดสนิท ยุติการทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหรือหัวใจ ระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มกัน
การออกกำลังกายต้องอาศัย 3 สิ่งนี้ประสานกัน เมื่อระบบทั้ง 3 นี้ทำงานได้ไม่เต็มที่ เราก็จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมีอาการป่วย หรืออ่อนเพลียทั้งกายรวมถึงสภาพจิตใจด้วย

แล้วเราควรพักบ่อยแค่ไหนดีถึงจะเหมาะสม อันนี้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของนักปั่นแต่ละคน

สำหรับผู้ที่พึ่งเริ่มต้นเป็นมือใหม่ ก็ควรจะพัก 2-3 วัน เช่น ออกปั่น 2วัน แล้ววันที่สามก็หยุดพัก สลับกันไป

ส่วนคนที่ออกมานานหน่อยก็พักอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1-2 วัน

และ เราควรมีอาทิตย์สุดท้ายของทุกสองเดือน เป็นอาทิตย์ที่ลดความหนักการฝึกซ้อมลงมาจากเดิม แต่ไม่ใช่การหยุดพักไปเลย ออกมาในรูป Active Recovery week (สัปดาห์แห่งการซ้อมเบาเพื่อฟื้นร่างกาย) เป็นการลดความเครียดของร่างกายที่สะสมต่อเนื่องมาและเป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายเคยชินกับการฝึกซ้อมเดิมๆ จนไม่เกิดการพัฒนา

Active recovery (แอคทีฟ รีโคเวอรี่) คือการพักการฝึกซ้อมตามปกติมา ออกกำลังเบาๆเป็นการผ่อนคลายและสามารถฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ให้กลับมารับการฝึกต่อได้ โดยยังสามารถรักษาความฟิตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเป็นการรักษาสภาพจิตใจของนักปั่นผู้จริงจังได้ว่า ..ไม่ได้หยุดพักไปอีกวัน ที่เป็นเหตุให้เครียดจากการหยุดซ้อมไปเลยได้

การทำ แอคทีฟ รีโคเวอรี่ จะช่วยกระตุ้นระบบเมตาบอลิซึม(เผาผลาญ)ให้เร่งการฟื้นฟูร่างกายให้เร็วขึ้น ช่วยลดความตรึงเครียดของจิตใจและกล้ามเนื้อ ให้เลือดได้ไหลเวียนนำของเสียและอาหารมาเลี้ยงเซลล์ การฝึกเบาๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันเพิ่มขึ้นอีกนิดในวันพักสบายๆ และนักปั่นทั่วไปใช้ทดสอบร่างกายหลังจากพักผ่อนร่างกายจากการแข่งมาหลายวัน เพื่อดูว่าร่างกายกลับมาสู่สภาพพร้อมที่จะกลับสู่แผนการฝึกต่อไปหรือไม่อีกด้วย
และเพื่อได้ประโยชน์สูงสุด ในวัน Recovery นี้ควรเติมสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายด้วย พูดง่ายๆก็คือ กินให้ดีนั่นเอง

ตัวอย่างกิจกรรมในวัน Active Recovery เช่น การเดิน การจ๊อกกิ่ง ว่ายน้ำ เข้ายิม เล่นโยคะ หรือบอดี้เวท เหล่านี้ยังเป็นการส่งเสริมการปั่นของเราให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการลดความน่าเบื่อ ซ้ำซาก จำเจ ของการฝึกซ้อมเดิม ทำให้เกิดความกระตือรือร้นมากขึ้นในวันที่กลับมาทำการฝึกซ้อมต่อไป

สรุป
วันหยุดก็คือ ต้องหยุด
วันพักฟื้น ก็ต้องมีกิจกรรมเบาๆไม่หนัก
*ไม่หยุดไม่พัก โอเวอร์เทรนถามหาแน่นอน แล้วทุกอย่างที่สร้างสะสมมาจะพังทลายหายวับ
และใน 1 สัปดาห์ เราควรมีวันฝึก 4-5 วัน วันหยุด 1-2 วัน และวัน ฟื้นฟูร่างกาย 1 วัน จัดให้เหมาะสมในแต่ละคนครับ
เป้ มหาชัย

ปั่นไม่เร็วเท่าเพื่อน หมดแรงก่อนเพื่อน แก้ไขยังไงครับ น้าเป้    ก่อนอื่นเลยเราต้องรู้ก่อนว่าเราปั่นอยู่กับใคร ถ้าเราปั่น...
10/05/2020

ปั่นไม่เร็วเท่าเพื่อน หมดแรงก่อนเพื่อน แก้ไขยังไงครับ น้าเป้


ก่อนอื่นเลยเราต้องรู้ก่อนว่าเราปั่นอยู่กับใคร ถ้าเราปั่นอยู่กับคนที่ “ฟิต” กว่า เราย่อมจะเหนื่อยมากกว่าเป็นธรรมดา และถ้าเราปั่นอยู่กับคนที่ “อ่อน”กว่า เหตุการณ์ก็จะเป็นไปในทำนองกลับกัน

ที่น้องถามมานั้น เพื่อนที่ปั่นกับเราเขาคง “ฟิต” มากกว่าเราเท่านั้นเอง ประเด็นที่เราจะคุยกันต่อไปก็คือ ความที่รู้สึกเหนื่อยเร็ว หมดแรง และไม่สามารถปั่นได้เร็วนั้นในทางวิชาการว่าด้วยเรื่องศาสตร์การกีฬา เขาเรียกว่า VO2 Max ของเราต่ำกว่าของเพื่อนนั่นเอง
VO2 Max มาจากปริมาณของ O2 (ออกซิเจน) ... หรือให้เข้าใจง่ายๆ คือ ตัวบ่งบอกระดับความฟิตของร่างกาย ซึ่งใช้ความสามารถของออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยถึงขีดกำจัด เหมาะสำหรับผู้ที่อยากพัฒนาการปั่นให้เร็วขึ้น แรงขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ค่า VO2 Max ยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ประสิทธิภาพของร่างกายก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น

ปริมาณออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไปในแต่ละครั้ง จะถูกใช้อย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพหรือไม่อยู่ที่การฝึกซ้อมที่ถูกต้องควรให้รู้สึกเหนื่อยอย่างสม่ำเสมอ จนร่างกายรู้สึกพอเพียงต่อปริมาณออกซิเจนขนาดนั้น

ถ้า VO2 Max ต่ำ คือ “ไม่ฟิต” ร่างกายจะรู้สึกขาดอากาศเมื่อออกแรงเพิ่มขึ้น หายใจไม่ทั่วท้องไม่เพียงพอ ต้องการออกซิเจนอีก จึงต้องเพิ่มหายใจ หายใจก็จะถี่กว่าอีกคนในระยะเวลาที่เท่ากัน ความเร็วที่เท่ากัน คือใช้ ออกซิเจนเปลืองกว่า เราจึงรู้สึกเหนื่อยกว่าเพื่อนเรานั่นเอง

วิธีแก้ไข
เราต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ออกซิเจนตรงนี้ เพื่อให้เราปั่นเร็วขึ้น เหนื่อยน้อยลง และให้ได้เท่ากับเพื่อนที่ฟิตคนนั้น หรือถ้าจะยิ่งดีคือมากกว่านั้นขึ้นไป
เราความสามารถทางกาย ย่อมแตกต่างกันไปตามที่ธรรมชาติให้มา หรือ ต่างกันที่เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ของแต่ละคน มีผลไม่มากอย่างที่คิดกันนะ อย่ากังวลไป เหตุผลหลักคือเรื่อง การฝึกซ้อมเท่านั้น

นอกจากเรื่อง VO2 Max แล้วความสมดุลระหว่างกล้ามเนื้อที่แข็งแรง , ความแข็งแกร่งของหัวใจ ก็ต้องมีประสิทธิภาพตามด้วยและเรื่องของอาหารการกินก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกด้วย
ดังนั้นคนที่เก่ง ฟิต ก็ต้องครบครันในทุกด้าน ไม่ใช่เพียงด้านใดด้านเดียว

ดังนั้นเราต้องมีวิธีการฝึกเพื่อเพิ่มค่า VO2 Max ด้วยการทำ Interval Training นั่นเอง

การทำ Interval คือการฝึกหนักสลับเบาเป็นช่วงเวลาที่สม่ำเสมอ และต้องมีความหนักเพียงพอที่จะเพิ่มความสามารถของระบบทางเดินหายใจและปอด ความหนักของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน ถ้าเป็นคนที่ยังไม่เคยทำให้เริ่มจากความหนักที่พอรับมือได้ก่อน คือเหนื่อยมาก ในแต่ละคน แต่ยังไม่ถึงเหนื่อยสุดนะ และเราจะค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆเมื่อร่างกายปรับตัวแข็งแรงขึ้น โดยสามารถเพิ่มทั้งเวลาและความหนัก

การทำ Interval เราจะแบ่งเป็นช่วงเวลาฝึกที่แน่นอน ที่ภาษาจักรยานเรียกว่า “ การทำเซ็ท “ นั่นเอง

~ มือใหม่อาจจะเริ่มทำ 6 เซ็ท ต่อการฝึก 1 ครั้ง โดยใช้ความหนักเริ่มต้นที่ 80%

ตัวอย่าง
วอร์มก่อนทุกครั้ง 10 นาที
อินเทอวอล 3 นาที ด้วยความหนัก 80% ของชีพจรสูงสุด
ปั่นพักขาเบาๆ 2-3 นาที
* ทำซ้ำอีก 5-7 เซ็ท
คูลดาวน์ ด้วยกันปั่นเบาๆ 10 นาที ก่อนหยุดปั่น

* ความหนักในแต่ละเซทเราสามารถเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ เมื่อเรารู้สึกว่าเราเหนื่อยน้อยลง เช่น จากเริ่มต้นที่ 80% > 82 , 85 , 90%หรือมากกว่า😈
* ความหนักที่มากขึ้นเช่น ในระดับ 90% + อาจต้องลดเวลาฝึกในแต่ละเซ็ทลงด้วย
* ยิ่งใช้เวลาพักเซทน้อย ยิ่งฟื้นตัวได้เร็ว
* ทำให้สม่ำเสมอ 1/ สัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว ทำมากไปก็จะกรอบ ไม่พัฒนาอีก หรืออาจเกิดการบาดเจ็บได้
* เซ็ทการฝึก ทั้งเวลาและความหนักให้เหมาะสมลงตัวในแต่ละคน ตามความฟิตที่แท้จริง “อย่า” มีอีโก้หรือมโน ว่ากรูฟิต
* ถ้าไม่ปรับความหนักให้สัมพันธ์กับความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นของเรา ก็จะไม่มีผลในการเพิ่ม VO2 Max. นะ คือไม่ฟิตขึ้นนั่นเอง มีหลายคนเป็นแบบนี้เพราะไม่สู้ กลัวเหนื่อย ปั่นกี่ปีก็ไม่พัฒนา หรือ เก่งเท่าเดิมอยู่กับที่
จำไว้ว่า....ไม่เหนื่อย= ไม่เก่ง
* กรณีที่ตั้งเป้าหมายในแต่ละครั้งไว้ แต่ไม่สามารถทำได้ครบจำนวนเซ็ท แสดงว่า เราอาจใช้ความหนักที่มากเกินไป ให้ปรับความหนักลงมาก่อน เมื่อทำได้ตามจำนวนเซ็ทที่ตั้งเป้าไส้แล้วค่อยกลับมาฝึกในความหนักนั้น

**สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องไม่ลืมที่ต้องฝึก “ แอนดูแรนซ์ “ หรือ ปั่นสะสมไมล์ด้วย สิ่งนี้สำคัญกว่าอื่นใดนะครับ ต้องมีร่วมอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าเราจะฝึกอะไรหรืออยู่ไหนระดับไหนก็ตาม

เมื่อเราทำได้อย่างสม่ำเสมอ และมีการเพิ่มความหนักขึ้นอย่างเหมาะสม ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบหรือช้าจนเกินไป ร่างกายเราจะปรับตัวให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เราจะปั่นได้เร็วขึ้น ไกลขึ้น ทันเพื่อน ทำความเร็วได้มากขึ้นจนอาจจะเร็วกว่า เพราะค่า VO2 Max เราเพิ่มขึ้นนั่นเอง 😊
เป้มหาชัย 100RpmRoom

ประกาศ ยกเลิกการจัดงานแข่งขันจักรยาน PRURide Thailand 2020 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19)โดยผู้เข้าแข่งขันสา...
25/03/2020

ประกาศ

ยกเลิกการจัดงานแข่งขันจักรยาน PRURide Thailand 2020 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19)

โดยผู้เข้าแข่งขันสามารถขอรับเงินค่าสมัครคืนได้ที่ https://event.thaimtb.com/event.php?e=473

และลงทะเบียนรับฟรี! ประกันชีวิตไวรัสโคโรนา (COVID-19) สำหรับนักปั่น จากพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/3a0Afs8

เฉพาะวันนี้ - 30 มี.ค. 2563 เท่านั้น



เพื่อนรักนักปั่นและเหล่าสมาชิกชาว 100 Rpm room พบกันงานนี้ครับ 😊PRURide Thailand 2020เทศกาล ‘ปั่นปิดเมือง’ ที่คุณไม่ควรพ...
08/02/2020

เพื่อนรักนักปั่นและเหล่าสมาชิกชาว 100 Rpm room พบกันงานนี้ครับ 😊

PRURide Thailand 2020
เทศกาล ‘ปั่นปิดเมือง’ ที่คุณไม่ควรพลาด

จัดเต็ม!! ทั้งกิจกรรมสุดมันส์
อิ่มอร่อยกับหลากร้านอาหารชื่อดัง
และรางวัลมูลค่ารวมกว่า 700,000 บาท

พร้อมพบกับครอบครัวเซเลปสุดน่ารัก ‘กาย ฮารุ และ 3 กุมาร’, นางฟ้านักปั่น และขบวนนักปั่นที่ขนกันมา

1 มีนาคมนี้ ที่ True Arena หัวหิน
สมัครเลย http://bit.ly/2XtXUf9



#ปั่นปิดเมือง

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่หลายคนอาจไม่รู้ *ถ้าเช้าวันนั้นเป็นการฝึกปั่นแบบแอนดูแรนซ์ ในระดับเวลาไม่เกิน 3 ชม. เราไม่ต้องกินอะไร...
26/12/2019

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่หลายคนอาจไม่รู้


*ถ้าเช้าวันนั้นเป็นการฝึกปั่นแบบแอนดูแรนซ์ ในระดับเวลาไม่เกิน 3 ชม. เราไม่ต้องกินอะไรเลยได้ นอกจากน้ำเปล่าหรือกาแฟดำที่ไม่ใส่นมหรือน้ำตาล เพื่อเป็นการฝึกให้ร่างกายใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในระหว่างที่ไม่มีสารอาหารอะไรเข้าไปในร่างกาย ร่างกายเราจะดึงไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายมาใช้งาน ถ้าเราทานอะไรเข้าไปก่อนปั่น เท่ากับตัดวงจรนี้ เพราะร่างกายจะนำสารอาหารที่กินเข้าไปใหม่มาใช้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า ฝึกปั่นแบบแอนดูแรนซ์เท่านั้นนะ ถ้าปั่นหนัก ร่างกายก็ดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไปใช้แทน
ดังนั้นนอกจากฝึกการใช้พลังงานจากไขมันแล้ว ผลพลอยได้คือ น้ำหนักตัวเราจะลง รูปร่างดีขึ้นอีกด้วย

** แต่ถ้าวันนั้น เป็นการฝึกซ้อมหนักในโซนสูง ให้ทานอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต เข้าไปนะครับ เพราะการปั่นเร็ว หนัก ร่างกายจะดึงไขมันไปใช้น้อย แต่จะใช้พลังงานหลักจากคาร์โบฯถ้าไม่กินอะไรก่อนปั่นไม่มีมีแรงปั่นแน่ และถ้าพลังงานหมดระหว่างปั่นก็จบ
อาหารก่อนปั่นที่เป็นคาร์โบไฮเดรต น้าเป้แนะนำพวกแป้งขัดขาว เช่น ขนมปังขาว ข้าวขาวสวย ข้าวต้ม โจ๊กเพราะให้พลังงานได้เร็วกว่าพวก ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น พวกข้าวกล้อง ไรซ์เบอรี่ ขนมปังโฮลวีต พวกนี้ย่อยช้า ทำให้อิ่มนาน มีปัญหากับท้องไส้เราแน่ ...ไม่ต้องมากระแดะกินคลีนก่อนปั่นนะครับ
อ้อ! เกือบลืม ต่ออีกนิด อย่าโหลดคาร์โบไฮเดรตเยอะเกินไปก่อนปั่นนะครับ ทานพอรู้สึกอิ่มนิดๆพอ เพราะร่างกายเราเก็บคาร์โบ ได้จำกัด ทานมากไป แทนที่จะมีแรงตลอดรอดฝั่ง กลับเป็นภาระให้ร่างกายอีก ไว้ค่อยๆเติมเข้าไประหว่างปั่นจะดีกว่า

ด้วยความปรารถนาดี
เป้ มหาชัย 100RPM ROOM

ที่อยู่

Maha Chai
74000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 100 rpm Classroom by เป้ มหาชัยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง 100 rpm Classroom by เป้ มหาชัย:

แชร์