Be ACC สำนักงานบัญชี BeACC
(บริษัท ลวัฒน์ชา จำกัด)
รับทำบัญชี รับสอบบัญชี รับจดทะเบียนบริษัท

13/06/2026

ตัวอย่าง ประกาศแจ้งการนำส่งเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ตุลาคม 2569
📌 เริ่ม 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป! ทุกบริษัทที่มีพนักงาน 10 คนขึ้นไป ต้องหักเงินพนักงาน – นายจ้างเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ✍️
*** ตามเงื่อนไขกิจการที่ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

----------------------

💰 ใครต้องจ่ายบ้าง?
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574
💼 นายจ้าง: สมทบ 0.25% ของค่าจ้างลูกจ้าง
👷‍♀️ ลูกจ้าง: หักเงินสะสม 0.25% จากเงินเดือน
(1 ตุลาคม 2574 จะปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.5%)
🔍 เงื่อนไขกิจการที่ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
▪ กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
▪ กิจการที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่มีกองทุนสงเคราะห์ในบริษัทให้แก่ลูกจ้างที่ออกจากงานหรือเสียชีวิต
▪ หากกิจการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่มีลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือไม่สมัครเข้ากองทุนนั้น นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างกลุ่มนี้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
❌ ข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในบังคับให้ลูกจ้างต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุน
▪ นายจ้างที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน
▪ นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างตามกฎกระทรวง
▪ นายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
▪ กิจการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เช่น มูลนิธิ สมาคม เป็นต้น

----------------------

📄 HR ต้องทำอะไร?
✅ หักเงินลูกจ้างจากเงินเดือน
✅ ต้องยื่นแบบฟอร์มแสดงรายชื่อลูกจ้างและรายละเอียดต่างๆ แบบฟอร์ม สกล.3 และ สกล.3/1
✅ หากมีการเปลี่ยนแปลงต้องแจ้งโดยใช้แบบ สกล.3/2
✅ ส่งเงินผ่านระบบ (รอประกาศแจ้งในส่วนของระบบอิเล็คทรอนิกส์อีกครั้ง)
✅ ทำแบบฟอร์ม สกล.5 ให้พนักงานระบุผู้รับผลประโยชน์
HR Thailand Member Download ได้ที่ 👇https://www.facebook.com/hrthailandcommunity/subscribe/

----------------------

#ติดตามเพจHRThailand เพื่อรับข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับHR การพัฒนาตนเองและการทำงานอีกมากมาย
💻 ติดต่องาน หรือ ลงโฆษณา
📩 InBox Page HR THAILAND
📲 โทร: 080-3283745
📧 Email: [email protected]

12/06/2026

ตีหนึ่งกว่า
ออฟฟิศเหลือไฟอยู่ดวงเดียว

ผมนั่งปิดงบให้ลูกค้ารายหนึ่ง
แก้วกาแฟข้างจอเย็นชืดไปนานแล้ว
ผมซื้อมาตั้งแต่บ่าย ลืมกินไปเลยด้วยซ้ำ

จอตรงหน้าค้างอยู่ที่หน้า ภงด.50
แล้วสายตาผมก็ไปสะดุดกับตัวเลขสองบรรทัด
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 102,942.36
ภาษีที่ชำระไว้เกิน 102,942.36
เท่ากันเป๊ะ
สำหรับคนที่ทำงบการเงิน
ตัวเลขสองบรรทัดที่เท่ากันนี้
มันมีความหมายบางอย่าง
ผมขออธิบายก่อนว่าทำไม

---

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร ?

สรุปง่าย ๆ คือ "ภาษีที่โดนหักล่วงหน้าไปก่อน ตอนมีคนจ่ายเงินให้บริษัทคุณ"

เวลาบริษัทคุณไปรับงาน
รับจ้างทำของ รับค่าบริการ
ก่อนเงินจะเข้าบัญชี เขาหักภาษี 3% ส่งสรรพากรไปก่อนเลย แล้วค่อยจ่ายเงินที่เหลือให้กับคุณ
เงินก้อนนั้นไม่ได้หายไปไหน
มันกลายร่างเป็น "เครดิตภาษี"
หรือ "เงินภาษีที่คุณจ่ายไปในระหว่างปี ที่สามารถเอามาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนปลายปี"
เหมือนคุณวางมัดจำไว้ล่วงหน้า
พอถึงเวลาจ่ายยอดเต็ม ก็เอามัดจำมาหักออก
ถ้าภาษีปลายปีมากกว่า = จ่ายเพิ่ม
ถ้าภาษีปลายปีน้อยกว่า = ขอคืนได้
แต่บางคนอาจจะไม่กล้าขอ
แม้สรรพากรจะบอกว่า กล้าขอ กล้าให้

---

ต้นปี, ลูกค้าโทรมา
"พี่ ๆ ปีนี้กำไรน่าจะเยอะนะ"

กลางปี , โทรมาอีก
"พี่ หาค่าใข้จ่ายอะไรลงเพิ่มหน่อย"
พอมาดูงบการเงินประจำปีจริง ๆ
อ้าว.. กำไรหายไปเยอะ ไม่ได้คุยกันไว้นี่นา
แต่ว่าที่ขยันอัดค่าใช้จ่ายกันมาทั้งปี
แบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไรไหมนะ
แล้วลูกค้าก็โทรมาอีกที
"พี่ ปีนี้จะกู้แบงก์เพิ่ม"
"พี่ อยากยื่นขอ BOI"
"พี่ กำลังจะประมูลงานรัฐ ต้องโชว์งบ"
ผมเลื่อนกลับมาที่หน้า ภงด.50
ภาษีหัก ณ ที่่จ่าย 102,942.36 บาท
กำลังนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในช่องของมัน
โธ่วว เจ้าภาษีที่น่าสงสงสาร
อุตส่าห์โดนลูกค้าหักไว้
แต่ดันไม่ได้ทำหน้าที่ไปหักสักเท่าไร
มันเหมือนตัวละครในซีรีส์เข้มข้น
ที่เสียสละมาทั้งเรื่อง แต่ถูกตัดจบซะงั้น
แต่ที่ผมอยากเล่าจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเลข
มันคือรูปแบบที่้เจอซ้ำ ๆ มาตลอด
ช่วงแรก "กลัวภาษี"
→ อัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด
→ กดกำไรให้ต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้
ภารกิจคือ จ่ายภาษีให้น้อยที่สุด
ช่วงที่สอง "อยากโต"
→ อยากกู้แบงก์
→ อยากได้ BOI
→ อยากประมูลงานรัฐ
→ อยากโชว์ว่าบริษัทแข็งแรง
แล้วก็เจอว่า...กำไรน้อยไป
"พี่ ทำยังไงให้กำไรกลับมา"

กำไรนะเว้ย ไม่ใช่แฟนเก่า
เอ้ะ อันนั้นก็ไม่กลับมาเหมือนกัน

---

ทีนี้มาดูกันจริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
เครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้ไม่หมด

มันไม่ได้หายไปเฉย ๆ
มันกลายเป็น "ภาษีที่ชำระไว้เกิน"
แล้วคุณก็มีทางเลือกแค่ไม่กี่ทาง
.
ทางแรก ขอคืนภาษี
แต่มันมาพร้อมกับการถูกตรวจสอบ
สรรพากรเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่า
กล้าขอแบบนี้ ก็ต้องตรวจตามหน้าที่แล้ว
ทางที่สอง ปล่อยมันค้างไว้
เงินจริง ๆ ของคุณ นอนนิ่งอยู่ในระบบ
ไม่ได้เอามาหมุน ไม่ได้เอามาลงทุน
เหมือนเอาเงินสดไปฝังไว้ใต้ต้นไม้
แล้วบอกตัวเองว่า "ก็ยังอยู่นี่แหละ"
อยู่ครับ แต่อยู่เฉย ๆ
แล้ววันหนึ่งก็หมดสิทธิ์ขอคืนไปเอง

---

กลับมาที่ตีหนึ่งกว่าในออฟฟิศ
ผมปิดไฟ เก็บของ

ก่อนปิดคอมพิวเตอร์
ผมหันไปมองเลข 102,942.36 บาทอีกครั้ง

อยู่ ๆ มันก็เงยหน้าขึ้นมาพูดกับผมว่า
อยากกำไรน้อยไม่ใช่เหรอ
นี่ไง สมใจแล้ว เหลือกูไว้แบบนี้แหละ

จะขอคืนก็ไม่กล้า ทิ้งไว้ก็ไม่รู้จะเอาไง
ตอนนี้มากลัวจะกู้ไม่ผ่าน ของานไม่ได้

แล้วตอนนี้จะมาโทษใครล่ะ?

11/06/2026

สรุป แนวปฎิบัติตามมาตรการสกัดนอมินี
อ่านเพิ่มเติมที่ วารสาร CPD&ACCOUNT ฉบับเดือน มิ.ย. 2569
----------------------------------
#ธรรมนิติ #นอมินี #นิติบุคคล #จดทะเบียนนิติบุคคล #ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว

11/06/2026

เย็นวันหนึ่ง มีสายเข้ามาจากเบอร์ที่ไม่คุ้น
ผมกดรับสาย ปลายทางเงียบไปแวบหนึ่ง
ก่อนจะมีเสียงคุ้น ๆ พูดออกมา
"จำผมได้ไหม"
"แหม่ จำได้สิครับ"
จะใครเล่า...
ก็คนที่บอกผมในห้องประชุมวันนั้นว่า
"โอเคงั้นผมจ้างคนอื่นละกัน"
เสียงเขาวันนี้ไม่เหมือนเดิม
ความมั่นใจแบบวันนั้น วันนี้ดูมันจางไปเยอะ

---

วันนั้นเขาเดินออกจากห้องผม
แล้วไปเจอคนที่ "ตอบว่าได้" ทุกข้อ
กำไรสะสมเยอะเหรอครับพี่ มีเงินให้กู้ยืมกรรมการอีก สบายมากครับ เดี๋ยวผมหาบัตรประชาชนมารับเงินแทน สร้างค่าใช้จ่ายให้ ลงเป็นเงินได้ 40(2) ซอยย่อยหลายคนหน่อย ไม่มีใครรู้หรอก
แล้วคราวหลังจะซื้อของส่วนตัวอะไร ซื้อในนามบริษัทไปเลยครับ เงินออกถูกต้อง ไม่เป็นภาระกำไรสะสม รายจ่ายพวกนี้ใช้ให้ครบ จดให้เพียบ ในชื่อบริษัท
ฟังดูดีไหมครับ
เงินออก กำไรสะสมลด ไม่เสียภาษี
ทุกอย่างที่เขาอยากได้ในวันนั้นมาครบ
ครบแค่ไหน มาดูกัน

---

เริ่มจากของเล่นชิ้นแรก
ค่าใช้จ่าย 40(2) ที่ "สร้าง" ขึ้นมา
เงินได้ 40(2) คืออะไร
เงินได้จากการรับจ้างทำงานให้ ที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ
พวกค่าจ้างทำของ ค่านายหน้า ค่าที่ปรึกษา
ฟังดูเนียนใช่ไหมครับ เพราะมันคือรายจ่าย
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ประเภทเงินได้"
ปัญหาอยู่ที่คำว่า "ปลอม" ต่างหากครับ
ไม่มีใครทำงานให้จริง
ไม่มีงานส่งมอบ ไม่มีบริการเกิดขึ้นจริง
มีแค่บัตรประชาชนของคนอื่น
กับตัวเลขที่เสกขึ้นมา
ถ้ามองในหลักการภาษี
ค่าใช้จ่ายพวกนี้ อยากลงก็ลงไป
แต่หลักการทางภาษีบอกว่าไม่ให้ใช้
ต้อง "บวกกลับ" หมด เพราะ ไม่จริง
ส่วนบัตรประชาชนที่ยืมเขามา
วันดีคืนดี เจ้าของบัตรเปิดดูข้อมูลตัวเอง
เจอรายได้ที่ไม่รู้จัก เจอสรรพากรเรียกหา
เขาก็ปฎิเสธว่า "ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้"
เจอบ่อยเข้าไป สรรพากรก็กลับมาดูคนจ่าย
ทีนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่อง "จ่ายภาษีเพิ่ม" แล้วนะครับ
เพราะการเอาหลักฐานเท็จมาใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
อาจจะมีโทษทางอาญาร่วมด้วย ถ้าเข้าเงื่อนไข
ไม่เป็นไร พักไว้ก่อน

---

มาที่ของเล่นชิ้นที่สอง
"ซื้อของส่วนตัวในนามบริษัท"
อันนี้เนียนกว่าเดิม เพราะเงินออกจริง
ของมีจริง ใบเสร็จจริง หลักฐานชัด
แต่...
จริงทุกอย่าง ยกเว้นเหตุผล
ในหลักการภาษีก็มีคำถามว่า
"รายจ่ายนี้ เกี่ยวกับการหากำไรของกิจการไหม"
กระเป๋าใบนั้น รถคันนั้น ของแต่งบ้านชิ้นนั้น
มันเกี่ยวกับธุรกิจตรงไหน มันช่วยอะไรหรือเปล่า
รายจ่ายที่ "มีลักษณะเป็นการส่วนตัว"
ห้ามถือเป็นรายจ่ายต้อง "บวกกลับ"
คำนี้แวะมาอีกแล้วครับผม
เพราะมัน "ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ"
แปลว่า เงินออกจากบริษัทจริง
แต่เอามาลดภาษีไม่ได้สักบาท
ถ้าไปขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ของพวกนี้ด้วย
นั่นคือ "ภาษีซื้อต้องห้าม" อีกตัว

เอาแค่นี้พอละกัน เดี๋ยวจะยาว
ไม่อยากจะสาวเรื่องราวให้เจ็บใจ

---

ทีนี้ ผมอยากให้คุณกลับไปที่วันแรก
วันที่เขานั่งบอกผมว่าอยากได้อะไร

เขาบอกว่า อยากได้เงินออกแบบโปร่งใส
ไม่เสียภาษี กำไรสะสมลด
งบยังสวย แบงก์ยังปล่อยกู้ได้
สรรพากรไม่ถาม ผู้สอบบัญชีไม่สงสัย
จำได้ไหมครับ

ทีนี้มาดูว่าเขาได้อะไรจริง ๆ

อยากได้ "โปร่งใส"
ได้เอกสารปลอมกับบัตรคนอื่น

อยากได้ "ไม่เสียภาษี"
ก็ไม่ได้รอด เป็นรายจ่ายต้องห้ามเกือบหมด
บวกกลับไปทั้งก้อน ไม่ได้ประโยชน์อะไรทางภาษี

อยากให้ "งบสวย แบงก์ปล่อยกู้"
ค่าใช้จ่ายปลอมที่อัดเข้าไป งบไม่สวยหรอกครับ

ยังอีก ยังไม่จบอีก

---

มาถึงตอนที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดครับ
เขาบอกผมว่า รู้หมดทุกอย่าง
แล้วก็ที่ปรึกษาแนะนำให้ "บวกกลับ"
ค่าใช้จ่ายปลอมพวกนั้นออกไปตั้งแต่แรก

ฟังดูดีใช่ไหมครับ
ของเล่นทั้งสองชิ้น ไม่ได้ทำอะไรผิด
ก็รู้อยู่แล้วว่าใช้ไม่ได้ แต่จะใช้เพื่อเอาเงินออก
ใครจะทำไม ใครจะว่าอะไรได่
ก็ยังเสียภาษีเหมือนเดิม

ทุกอย่างเหมือนจะจบด้วยดี
บวกกลับ แปลว่าคุณยอมเสียภาษี
แต่ตัวเลขปลอมที่เคยลงไป

เงินสดบอกอย่าง เจ้าหนี้บอกอย่าง
กำไรสะสมบอกอีกอย่าง เพราะมันมั่วแล้ว
เขาบอกว่าตอนนี้ไม่มีข้อมูลธุรกิจดู
ก็ไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

อันนี้แค่น้ำจิ้มครับ
มันมีเรื่องมันหนักกว่านั้นอีกครับ

เขามาเจอว่าตอนบวกกลับที่ว่ามา
เขาบวกกลับ "ไม่ครบ" ทุกรายการ
บางใบจำไม่ได้ บางก้อนตามไม่เจอ
บัญชีก็งงเอง ทำเอง มั่วเอง นักเลงเหรอมึงอะ

ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่นักเลง
แต่เจอของจริงเข้าให้

เขาโดนสรรพากรเรียกตรวจสอบ
สิ่งที่สรรพากรสนใจ คือ "รูปแบบ"

จากเดิมที่อยากรู้ว่า "ค่าใช้จ่ายนี้จริงไหม"
กลายเป็น "คนที่กล้าปลอมรายจ่ายขนาดนี้...
รายได้ที่แจ้งมา มันครบจริงหรือเปล่า"

นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดครับ
เพราะระบบยังใช้คนตรวจสอบ
การตรวจสอบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสองอย่าง
อย่างแรก คือ หลักฐานที่น่าเชื่อถือ
อย่างที่สอง คือ พฤติกรรมที่น่าเชื่อถือ

เพราะเมื่อความน่าเชื่อถือมันสั่นคลอน
ตอนนี้สรรพากรเริ่มมองฝั่ง "รายได้"

แล้วประเมินว่า
รายได้จริงของบริษัทน่าจะมากกว่านี้

เขาบอกว่าไม่จริง มันมีแค่นี้
แต่ก็ไม่กล้ายืนยัน เพราะที่มีมันก็มั่วไปหมด

ภาระที่หนักที่สุดที่เขาโทรหา
เพราะคนที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี่แหละ

มาถึงตรงนี้ เขาทำอะไรครับ
เขาโทรกลับไปหาคนที่ "รับงาน" แทนผม

"อ๋อ ไม่เป็นไรครับพี่ เจอแบบนี้ผมจัดการให้"
"เคสแบบนี้ต้องเคลียร์สรรพากรนะครับพี่"

เขาถามว่ามีค่าใช้จ่ายไหม
"อ่อ คิดเพิ่มอีกสัก 2 เท่านะครับ มันยาก"

ทางเลือกที่คุณเลือกใช้ก่อนหน้า
ก่อให้เกิดปัญหาที่ต้องจ่ายแพงอีก 2 เท่า

หลังจากวางสาย
เขาตัดสินใจกดโทรมาหาผม

---

กลับมาที่ต้นเรื่องครับ
"พอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมครับ"

ผมบอกเขาไปว่า
"พี่ต้องช่วยตัวเองนะครับ"

แล้วสายก็ตัดไป

---

บทเรียนเรื่องนี้สอนว่า
ทางลัดในเรื่องภาษี มันมีจริงครับ
แต่มันไม่เคยลบปัญหาที่คุณซ่อนไว้
มันแค่สะสมปัญหาไปเรื่อย ๆ
แล้วรอวันที่จะระเบิดออกมา

ขึ้นอยู่กับว่า คุณพร้อมจะจ่ายไหม
จ่ายภาษี จ่ายค่าจ้าง จ่ายค่าของ
จ่ายอะไรก็เป็นเงินทั้งนั้น

และถ้าจ่ายมากกว่าที่ต้องจ่าย
หรือถ้าต้องจ่ายไม่หยุดในสิ่งที่ไม่รู้

ผมอยากให้คิดดูอีกที
ว่าสุดท้ายแล้วคุณมีเงินเหลือมากขึ้น..หรือว่าน้อยลง

10/06/2026

ณ ห้องประชุมเล็กๆ ในออฟฟิศลูกค้า
เจ้าของกิจการเลื่อนงบการเงินมาวางตรงหน้าผม
ชี้นิ้วไปที่บรรทัดหนึ่ง ผมจ้องมองดู
"กำไรสะสม 12 ล้าน"
เขายิ้มนิดๆ แบบคนที่อยากให้ชม
ผมพยักหน้ายิ้มรับ เหมือนจะเอ่ยปาก
"ผมอยากเอาเงินออกจากธุรกิจครับ"
ถ้านี่เป็นการซื้อลอตเตอรี่
ผมคงถูกรางวัลที่ 1

---

"อยากได้เงินออกมาาใช่ไหม"
เขาพยักหน้า
"จ่ายปันผลสิครับ"
"ไม่เอา เสียภาษีหัก 10%"
"งั้นจ่ายคืนเงินกู้ยืมจากกรรมการ"
"สัญญาไม่มีจริง จ่ายแล้วเดี๋ยวมีปัญหา"
งั้นขึ้นเงินเดือนให้ผู้บริหาร
"ต้องจ่ายภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่ม"
"งั้นโบนัสให้ทุกคน"
"ไม่เอาครับ ภาษีเพิ่มส่วนนึง ต้องแบ่งคนอื่นอีก"
ผมหยิบน้่ำในแก้วดื่มไปหนึ่งอึก
พยักหน้าหงึกหงักก่อนจะถามกลับ
"แล้วอยากได้แบบไหนครับ"
เขาตอบรัวๆ เหมือนเตรียมมาแล้ว
อยากได้เงินออกแบบโปร่งใส
ไม่เสียภาษี กำไรสะสมลด
งบยังสวยอยู่ แบงก์ยังปล่อยกู้ได้
สรรพากรไม่ถาม ผู้สอบบัญชีไม่สงสัย
ผมยิ้มกว้าง มองหน้าเขา
ก่อนพูดช้า ๆ ว่า
มึงเอาไปทำเองไหมละสัส
ขออภัย นั่นมันเสียงในหัว
ผมได้แต่ยิ้ม และบอกเขาว่า
ลองคิดอีกทีก่อนไหมครับ

---

สำหรับคนที่อ่านโพสนี้แล้วยิ้ม
ผมอยากให้คุณกลับมาที่คำถามแรกก่อน
ทำไมบริษัทนึงมีกำไรสะสม 12 ล้าน

กำไรสะสม คืออะไร
ง่ายๆ คือ "กำไรที่บริษัททำได้ทุกปี เก็บสะสมไว้ แล้วยังไม่ได้แบ่งออกไป"

ฟังดูเหมือนเงินกองโตใช่ไหมครับ
แต่มันคือ "ตัวเลข" ครับ อาจไม่ใช่ "เงิน" ที่มีทั้งหมด
มันแค่บอกว่า "ธุรกิจนี้เคยทำกำไรรวมได้ 12 ล้าน"
แต่ไม่ได้บอกว่า "ตอนนี้เงิน 12 ล้านนั้นอยู่ตรงไหน"
แล้วเงินมันหายไปไหน ?
ในกรณีที่เงินไม่ได้อยู่ในเงินฝากธนาคาร
คำตอบคือ
มันแค่ "เปลี่ยนร่าง" และ "โยกย้าย"
บางส่วนกลายเป็นเครื่องจักร สินทรัพย์ต่าง ๆ
บางส่วนจมอยู่ในสต๊อกที่ยังขายไม่ได้
และสำหรับบางกรณี
มันออกไปอยู่ในกระเป๋าของเจ้าของไปแล้ว
ในรูปของ "เงินให้กู้ยืมกรรมการ"
แต่สำหรับคนที่มีเงินคงเหลือเยอะจริง ๆ
สิ่งที่ต้องคิดในการ "เอาเงินออก" จะต้องดูหลายปัจจัย

---

ทีนี้มาดูว่า ทำไมทุกอย่างที่เสนอ
เขาถึงไม่เลือก ไม่เอา ไม่อยากได้สักทาง
เพราะทุกทางมันมีสิ่งที่ต้องแลกมาครับ
จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น
เป็นทางที่สะอาดที่สุด ถูกต้องที่สุด
ลดกำไรสะสมได้จริง
แต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
คืนเงินกู้ยืมจากกรรมการ
ทางนี้ไม่เสียภาษี
เพราะแค่คืนเงินที่เคยให้บริษัทยืม
แต่มีเงื่อนไข ต้องเคย "ให้ยืมจริง"
และมีหลักฐานสัญญาต่าง ๆ ครบถ้วน
ถ้าไม่มีสัญญา ไม่มีกระแสเงินเข้าจริง
บางทีก็คืนไม่ได้ และ อาจมีปัญหาทีหลัง
หากถูกสรรพากรตรวจสอบ
ปรับขึ้นเงินเดือน กับ โบนัส
บริษัทเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดภาษีนิติบุคคลได้
เงินออกจริง แต่จ่ายมากไป กำไรปีนี้หาย ดูไม่สวย
ส่วนคนที่ได้รับเงินต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่ม
มาถึงตรงนี้ พอจะเห็นอะไรไหมครับ
ทุกทางที่เลือก มีราคาที่ต้องจ่าย
แต่สิ่งที่เขาอยากได้นั้น
มันไม่ต้องการแลกอะไรมาเลย

---

แล้วทางออกจริงๆ คืออะไร
ผมไม่ได้จะบอกว่า "ปันผลสิ จบ"
เพราะนั่นมันแค่คำตอบหนึ่งเท่านั้น

คำตอบที่แท้จริง คือ แบบนี้ครับ
กำไรสะสมก้อนโตที่ติดอยู่ในบริษัท
เกิดเพราะ "ไม่เคยวางแผนเอาออก"
ตั้งแต่ตอนที่มันยังเป็นก้อนเล็กๆ

เงินทุกบาทที่ออกจากบริษัทอย่างถูกต้อง
มันมีต้นทุนของค่าผ่านทางเสมอครับ

---

กลับมาที่ห้องประชุมวันนั้น
พี่เขานั่งเงียบไปพักใหญ่
แล้วถามผมเบา ๆ อีกที
"สรุปต้องทำยังไงนะครับ"
ผมตอบแบบหล่อ ๆ
ทำให้ถูกต้องดีที่สุดครับ
ธุรกิจนี้ยังถือว่าโชคดีนะครับ
เพราะเงินไม่ได้หายไปไหน
มันแค่รออยู่ แต่ต้องยอมแลกบางอย่าง

เขาเงียบไปสักพัก
ก่อนที่จะเอ่ยปากมาว่า
โอเคงั้นผมจ้างคนอื่นละกัน

ขอบคุณครับ

08/06/2026

📢 ถ้ายื่นงบเข้าระบบ DBD e-Filing เกินกำหนดเวลา (เกินวันที่ 2 มิ.ย. 69) เวลายื่น ภ.ง.ด.50 จะต้องแนบงบการเงิน + หน้ารายงานผู้สอบ ด้วยนะครับ

24/05/2026

"ลูกค้า ที่ไม่ควรรับ"

ปีที่แล้วเราปฏิเสธลูกค้าไป 3 ราย

ทั้งสามรายจ่ายดี งานไม่ได้ยากเกินทีม แต่เราไม่รับ

ตอนแรกน้องในทีมแปลกใจ สำนักงานบัญชีที่ไหนปฏิเสธงานที่จ่ายเงิน แต่พอจบปี ทุกคนเข้าใจ เพราะปีนั้นเป็นปีแรกที่หน้างบจบโดยไม่มีใครในทีมทำงานถึงเที่ยงคืน

สิ่งที่เปลี่ยน ไม่ใช่เราเก่งขึ้น แต่เราเริ่มคัดลูกค้าก่อนเซ็นใบรับงาน

◆ ◆ ◆

หลักการคัดลูกค้าไม่ใช่เรื่องใหม่ มันอยู่กับวิชาชีพเรามานาน ตั้งแต่ TSQC 1 ที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงวันนี้ที่ ISQM 1 มาตรฐานการบริหารคุณภาพ เข้ามาแทนแล้ว

ใน ISQM 1 มีองค์ประกอบหนึ่งที่ชื่อว่า การตอบรับและคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์กับลูกค้า เป็น 1 ใน 8 องค์ประกอบหลักของมาตรฐาน

หลักการบอกว่า ก่อนรับลูกค้า สำนักงานต้องประเมินว่ารับแล้วทำงานให้มีคุณภาพได้จริงไหม ลูกค้ามีความซื่อตรงไหม สำนักงานมีทรัพยากรพอไหม

ผมอยากชวนให้มองข้อนี้ใหม่ อย่าคิดว่ามันเป็นแค่แบบฟอร์มในแฟ้ม เพราะในทางปฏิบัติ มันคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่สำนักงานมีอยู่ในมือ

ตอนนั้นผมยังไม่เห็นแบบนั้น ผมกรอกแบบไปตามขั้นตอน โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมกรอก คือการตัดสินใจทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดของทั้งปี

◆ ◆ ◆

ตัวเลขที่ผมอยากให้ลองคำนวณ

ลูกค้าที่ส่งเอกสารช้า เปลี่ยนข้อมูลกลางทาง ต่อรองราคาทุกปี และไม่เคารพเวลาทีม ลูกค้าแบบนี้ 1 ราย กินเวลาทีมเท่ากับลูกค้าดี 3 ราย

แปลว่าทุกครั้งที่เรารับลูกค้าที่ไม่ควรรับ 1 ราย เรากำลังปิดประตูไม่ให้ทีมรับลูกค้าดีอีก 3 ราย ด้วยเวลาเท่ากัน

นั่นไม่ใช่การได้ลูกค้าเพิ่ม นั่นคือการเสียโอกาส 3 เท่า โดยที่ใบเสร็จไม่เคยบอกเรา

◆ ◆ ◆

สิ่งที่เราทำก่อนเซ็นใบรับงานทุกราย คือ acceptance checklist 5 ข้อ เป็นลายลักษณ์อักษร และทำก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลัง

หนึ่ง ความซื่อตรงของลูกค้า เคยเปลี่ยนสำนักงานบัญชีบ่อยไหม เคยขอให้ทำสิ่งที่อึดอัดไหม

สอง ความพร้อมของเอกสารและระบบ ถ้าลูกค้ายังไม่มีระบบบัญชีพื้นฐาน และเราต้องคอยบอกว่าที่ถูกคืออะไรทุกจุด นั่นคือต้นทุนเวลาที่ต้องประเมินตั้งแต่ก่อนรับ ไม่ใช่ค่อยมารู้ตอนทำงาน

สาม ความสอดคล้องของราคากับงานจริง ราคาที่ตกลง ครอบคลุมปริมาณงานที่ประเมินไว้ไหม

สี่ เวลาและกำลังของทีม ในช่วงที่งานนี้ต้องส่ง ทีมมีคิวว่างพอจะรับเพิ่มไหม หรือจะไปทับหน้างบของลูกค้ารายอื่น

ห้า ความรู้ความสามารถของเรา งานนี้อยู่ในขอบเขตที่ทีมเชี่ยวชาญจริงไหม หรือเป็นอุตสาหกรรมและลักษณะธุรกิจที่เรายังไม่เคยทำ ถ้าใช่ เราต้องประเมินเวลาเรียนรู้เพิ่มเข้าไปด้วย ไม่ใช่คิดว่าทำได้แล้วค่อยไปหาทาง

ถ้าข้อใดข้อหนึ่งเป็นสีแดง เราคุยกันก่อนตอบรับ ไม่ใช่ตอบรับแล้วค่อยมาเสียใจตอนหน้างบ

◆ ◆ ◆

มาตรฐานวิชาชีพไม่ได้เขียนเรื่องการตอบรับลูกค้าไว้เพื่อให้เรามีเอกสารโชว์ตอนตรวจคุณภาพ

มันเขียนไว้เพราะการรับลูกค้าผิดราย คือความเสี่ยงที่แพงที่สุดที่สำนักงานบัญชีต้องแบก แพงทั้งคุณภาพงาน แพงทั้งเวลาทีม แพงทั้งคนเก่งที่อาจเดินออกไป

มีวิธีวัดง่ายๆ ว่าสำนักงานเราใช้การตอบรับลูกค้าเป็นเครื่องมือจริง หรือใช้เป็นแค่แบบฟอร์ม

ลองนับชั่วโมงที่ทีมทำงานจริงในหน้างบปีที่ผ่านมา แล้ววางเทียบกับชั่วโมงที่เราตั้งใจไว้ตอนเสนอราคา

ถ้าสองตัวเลขนี้ห่างกันมาก นั่นไม่ใช่เพราะทีมทำงานช้า แต่เพราะเรารับงานที่ไม่เคยถูกประเมินจริงตั้งแต่ต้น

แบบฟอร์มที่กรอกหลังเซ็นสัญญา ไม่เคยช่วยทีมเลย มันแค่ทำให้แฟ้มดูครบ ส่วนแบบฟอร์มที่เราใช้คิดก่อนเซ็น คือสิ่งที่ตัดสินว่าหน้างบปีหน้าทีมจะได้กลับบ้านกี่โมง

◆ ◆ ◆

การคัดลูกค้าก่อนรับ ไม่ใช่การปฏิเสธรายได้ แต่คือการเลือกว่าสำนักงานจะเติบโตไปกับใคร

เพราะลูกค้าที่ผ่านการประเมิน 5 ข้อนี้ ไม่ใช่แค่งานหนึ่งงาน เขาคือสินทรัพย์ระยะยาวที่อยู่กับเราไปหลายปี จ่ายตรง เคารพเวลาทีม และเติบโตไปพร้อมสำนักงาน

ทุกครั้งที่เรารับลูกค้าที่ไม่ใช่ เรากำลังใช้ที่ว่างของลูกค้าที่ดีแบบนี้ไป

ปีนี้ก่อนเซ็นใบรับงานรายต่อไป ลองหยุดถาม 5 ข้อนี้กับทีมก่อน

#เพื่อนนักบัญชี #สำนักงานบัญชี #หัวหน้าทีม #การสอบบัญชี

14/05/2026

ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนา เรื่อง “หลักการแน่น แนวปฏิบัติชัด พร้อมจบทุกประเด็นสำคัญทางบัญชี”
(รับสมัครจำนวนจำกัด สามารถนับเป็นเนื้อหาทางด้านบัญชี 6 ชั่วโมง และเนื้อหาด้านจรรยาบรรณ 1 ชั่วโมง)
นักบัญชีผู้ปฏิบัติทางวิชาชีพบัญชีเป็นผู้รับผิดชอบงานบัญชีของกิจการ ย่อมต้องรู้เกณฑ์จัดทำบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน และนำไปปฏิบัติได้ดี แต่ในโลกของความจริงที่อยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลาเนื่องจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนหลักการ ปรับปรุงหลักเกณฑ์ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการติดตามเรียนรู้หลักการที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อรู้แล้วต้องทำความเข้าใจเพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดซึ่งจะนำมาถึงข้อเท็จจริงที่ทำให้งบการเงินที่รับผิดชอบแตกต่างไปจากหลักการ ดังนั้นหลักสูตรนี้จึงรังสรรค์มาเพื่อทำให้หลักการและการปฏิบัติของนักบัญชีมีแนวทางที่ถูกต้องครบถ้วน
ในวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569
ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 กรุงเทพมหานคร
เปิดรับสมัครอบรมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2569
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.dbd.go.th/th/training/-75
-------------------
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทร. 0 2547 4486 (ในวันและเวลาราชการ)

11/05/2026

ที่อยู่

เลขที่ 6 ซอย 11 ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ตำบลปากเพรียว
Mueang Saraburi District
18000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Be ACCผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์