Vic Advise ตัวแทนประกัน AIA

Vic Advise ตัวแทนประกัน AIA ที่ปรึกษาการเงิน ภาษี มรดก ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการวางแผนการเงินตลอดชีวิต

ที่ปรึกษาการเงินและประกันชีวิตที่ให้คำแนะนำในเรื่องของของการวางแผนการเงินและประกันชีวิตแบบครบรอบด้าน ทั้งแผนการโอนย้ายความเสี่ยง แผนการเกษียณ แผนดูแลสุขภาพ แผนการลงทุน แผนการส่งต่อมรดก แผนลดหย่อนภาษี และแผนการเงินอื่นๆ อีกมากมาย

15/08/2026

#หาเงิน เองได้แล้ว ต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง?
อ่านใต้ Comment ได้เลยครับ 💙
#ภาษี #หางาน #วางแผนการเงิน

14/08/2026

ถ้ามีประกัน แต่ #ไม่มีเงิน ทำไงได้บ้างคะวิก ???
อย่าเพิ่งไปหา #ยืมเงิน ใครนะครับ ฟังวิกก่อนนน 😇💙🤓💡
#ประกันสุขภาพ #ประกันชีวิต #ประกันชีวิตออนไลน์ #วางแผนการเงิน

13/08/2026

พี่วิกขอมาแชร์ 10 ไอเดียธุรกิจ
ที่ยังน่าลงทุนใรปี 2027

1. ดูแลผู้สูงอายุ / พี่เลี้ยงเด็ก

2. Content Agency ทำวิดีโอสั้น

3. รับเหมา-ติดตั้งโซลาร์เซลล์

4. ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญด้าน Ai

5. ธุรกิจประกันชีวิต/ประกันภัย

6. สายมู ฮวงจุ้ย หมอดู

7. สถาบันการศึกษา ติวเตอร์

8. ที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน

9. สร้างแพลตฟอร์มให้ผู้ใช้เข้ามาใช้งาน

10. นายหน้าอสังหาริมทรัพย์

ใครมีธุรกิจอื่นๆ ไอเดียเด็ดๆ
คอมเม้นมาคุยกันนะคร้าบ 💙💙😇😇
#นักธุรกิจ #วัยรุ่นสร้างตัว #เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

13/08/2026

อ้าวเห้ยยย คุยไปคุยมา ทักมายืมเงินกันเฉย!!!
มาดูวิธี Say No บอกปัดเพื่อนที่มา #ยืมเงิน แบบไม่เสียเพื่อนกันครับ 😇💙

ใครมีคำตอบอื่นๆ คอมเม้นต์มาคุยกันนะคร้าบบบ

12/08/2026

คุณแม่ ไม่่รู้จะทำแบบประกันตัวไหนให้ลูก???
วิกมาตอบคำถามให้ #คุณแม่ ครับ 😇💙

ถ้าคุณแม่ท่านไหนอยากได้ที่ปรึกษาหรือตัวแทนประกัน วิกพร้อมดูแลนะครับ
#ประกันเด็ก #การศึกษา #ลูก #พ่อแม่ #รักลูก

12/08/2026

คนมีประกันแล้ว
อยากบอกอะไรกับ
"คนที่ยังไม่มีประกัน" บ้างครับ?

11/08/2026

Vic Advise Diary
ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2569

วันนี้กิจกรรมแน่นทั้งวันเลยครับ ทั้งประชุมพูดคุยกับพี่น้องตัวแทน ไปพบลูกค้าอีกสามราย

เป็นวันที่ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากๆครับ

#ที่ปรึกษาการเงิน #ตัวแทนประกันชีวิตAIA

11/08/2026

”ผมวิก ตัวแทนประกัน AIA ครับ“
#ตัวแทนประกันชีวิต #ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

จริงๆ อาชีพนี้เปิดโอกาสให้เข้ามาเรียนรู้ได้ครับ ค่อนข้างเปิดกว้างไปได้หลายทางลองมาคุยกันก่อนได้ครับ ประสบการณ์ทำทีมมา มี...
11/08/2026

จริงๆ อาชีพนี้เปิดโอกาสให้เข้ามาเรียนรู้ได้ครับ
ค่อนข้างเปิดกว้างไปได้หลายทาง

ลองมาคุยกันก่อนได้ครับ
ประสบการณ์ทำทีมมา มีหลากหลายเหตุผลที่เข้ามา

มีทั้งที่ทำแล้วชอบ ทำแล้วไม่ชอบ
มีที่กำลังค้นหาทางของตัวเอง

และความตั้งใจในการทำทีมคือ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ก่อนครับ
อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันเป็นยังไง มีเส้นทางยังไงบ้าง
ได้ความรู้ติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอนครับ

ลองมาคุยกันคร้าบ


#บริหารทีมFA
#รับสมัครทีม

อีก 20 ปีของเรา : ซีรีส์ว่าด้วยงาน เงิน และชีวิตครึ่งหลัง

EP1 - อายุ 40 อยากเริ่มอาชีพการเงิน…ฉันจะไม่บอกว่า “ไม่มีคำว่าสาย” แล้วจบ

มีข้อความหนึ่งค้างอยู่ใน Inbox ฉันเกือบเดือน

เจ้าของข้อความอายุ 40 ปี จบปริญญาตรีและโทสายวิทยาศาสตร์
ไม่เคยทำงานบัญชีหรือการเงิน แต่ชอบเรื่องเงิน ออม ลงทุน และติดตามช่องการเงินมาตลอด

วันนี้เขาอยากเปลี่ยนความชอบนั้นให้เป็นอาชีพ

เขาถามฉันตรง ๆ ว่า

“อายุ 40 แล้ว ยังมีโอกาสเริ่มต้นในสายที่ปรึกษาการเงินไหมครับ?”

ฉันติดคำตอบนี้ไว้นาน เพราะไม่อยากตอบว่า

“ไม่มีคำว่าสายค่ะ สู้ ๆ นะคะ”

แล้วส่งหัวใจสามดวงให้เขา

เพราะถ้าคนคนหนึ่งกำลังคิดจะเปลี่ยนชีวิตตอนอายุ 40
เขาไม่ได้ต้องการกำลังใจอย่างเดียว

เขาต้องการความจริง

และฉันอยู่ในวงการนี้มานานพอที่จะบอกได้ว่า ความจริงมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายค่ะ

ข่าวดีคือ 40 ไม่สาย

ข่าวร้ายคือ “ชอบลงทุน” กับ “เป็นที่ปรึกษาการเงิน” เป็นคนละอาชีพกันเลย

ฉันเจอคนที่วิเคราะห์หุ้นเก่งมาก แต่เป็น Advisor ไม่ได้

เจอคนพูดเรื่องตลาดคล่องมาก แต่พอลูกค้าพอร์ตลง 20% กลับไม่รู้จะพูดอะไร

เจอคนจำ Product ได้ทุกตัว แต่ไม่เคยถามลูกค้าสักคำว่า
เงินก้อนนี้อีกสามปีเขาต้องเอาไปทำอะไร

และฉันก็เคยเจอ Advisor ที่ไม่ได้ทำนายตลาดแม่นที่สุดในห้อง
แต่ลูกค้าอยู่กับเขาสิบ ยี่สิบปี

เพราะเวลาโลกกำลังพัง ลูกค้ารู้ว่า โทรหาคนนี้แล้วเขาจะไม่ขายของให้ก่อน เขาจะฟังก่อน

นี่ต่างหากคืองานจริง

ตอนตลาดดี ใคร ๆ ก็ดูฉลาดค่ะ

อาชีพนี้วัดกันตอนตลาดลง ลูกค้ากลัว เงินหาย และโทรมาถามเราว่า “เอายังไงต่อ?”

ตรงนั้นไม่มี YouTube คลิปไหนกระซิบคำตอบข้างหูเราแล้ว

ถ้าคุณเจ้าของคำถามมานั่งอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันจะไม่ให้ลาออกจากงานพรุ่งนี้

ฉันจะให้เวลาตัวเอง 12 เดือน

และแบ่งมันออกเป็นด่านแบบนี้ค่ะ

เดือน 1–2 : เลิก “เสพเรื่องการเงิน” แล้วเริ่ม “เรียนการเงิน”

สองอย่างนี้ดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมหาศาล

ดูคลิปเรื่องหุ้นทุกวัน ไม่ได้แปลว่าเรามี Financial Foundation

สองเดือนแรก ฉันอยากให้ปิดช่องโหว่พื้นฐานให้หมด

ต้องอธิบายให้คนธรรมดาฟังได้ว่า หุ้นคืออะไร Bond คืออะไร Yield กับ Price ทำไมสวนทางกัน
ดอกเบี้ยกระทบหุ้นและพันธบัตรอย่างไร เงินเฟ้อทำอะไรกับเงินสด Duration คืออะไร
Credit Risk ต่างจาก Market Risk อย่างไร Currency Risk เกิดตรงไหน

จากนั้นไปต่อเรื่อง Mutual Fund, ETF, Asset Allocation, Diversification, Insurance, Retirement และพื้นฐานภาษี

แต่มีเงื่อนไขหนึ่ง

ห้ามเรียนเพื่อจำศัพท์

เรียนจนสามารถอธิบายเรื่องนั้นให้แม่เราฟังแล้วแม่เข้าใจ

ถ้าอธิบายไม่ได้ แปลว่ายังไม่เข้าใจจริง

ตอนฉันทำงานกับลูกค้า ไม่มีใครประทับใจเพราะ Banker พูดคำว่า “duration risk” ได้ค่ะ

ลูกค้าประทับใจเมื่อเราบอกเขาได้ว่า

“ถ้าดอกเบี้ยขึ้นอีก 1% ของที่พี่ถืออยู่จะเจ็บตรงไหน และทำไม”

นั่นคือความต่างระหว่าง รู้ศัพท์ กับ ให้คำปรึกษาเป็น

เดือน 2–4 : สอบ IC ให้ผ่าน

คุณถามเรื่อง IC มา ฉันตอบว่า ใช่ค่ะ เริ่มตรงนี้ได้เลย

ไม่ใช่เพราะสอบผ่านแล้วจะกลายเป็น Financial Advisor

แต่เพราะมันทำให้คนที่มาจากนอกวงการมี syllabus บังคับตัวเองว่า
พื้นฐานอะไรที่ “ต้องรู้” ไม่ใช่เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่เราชอบ

แต่ขอพูดแบบคนในวงการนะคะ

IC คือใบอนุญาตให้เข้าประตู ไม่ใช่เหรียญรางวัลว่าเราเก่ง

สอบเสร็จแล้ว อย่าหยุด

ฉันอยากให้เปิด Portfolio จำลองขึ้นมาหนึ่งพอร์ต เช่น เงิน 10 ล้านบาท

สมมติว่าเจ้าของเงินอายุ 55 ปี
ต้องการเกษียณในอีก 7 ปี
มีลูกเรียนต่างประเทศ
รับ Drawdown ได้ประมาณหนึ่ง
และต้องมีเงินบางส่วนพร้อมใช้

แล้วลองจัดพอร์ต

จากนั้นอย่าเพิ่งถามว่า

“ปีนี้จะได้กี่เปอร์เซ็นต์?”

ให้ถามว่า

ทำไม Equity เท่านี้?
ทำไม Bond เท่านี้?
ทำไมต้องถือ Cash?
ถ้าตลาดหุ้นลง 30% จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าดอกเบี้ยลงล่ะ?
ถ้าเงินบาทแข็งขึ้น 10% ล่ะ?
ถ้าลูกค้าต้องใช้เงินก่อนกำหนดล่ะ?

ถ้าตอบไม่ได้ทุกข้อ

กลับไปเรียน

นี่คือวิธีเปลี่ยน Knowledge ให้กลายเป็น Judgment

เดือน 3–6 : เริ่มอ่านตลาดแบบมืออาชีพ ไม่ใช่อ่านแบบนักพนัน

ทุกเช้าอย่าเปิดหน้าจอเพื่อถามว่า

“วันนี้หุ้นอะไรขึ้น?”

ให้เริ่มถามว่า

“เงินกำลังเคลื่อนจากไหนไปไหน และเพราะอะไร?”

ดู Interest Rate
Bond Yield
Inflation
Earnings
Valuation
Currency
Credit Spread
Commodity
Geopolitics

แล้วพยายามต่อมันให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ตัวอย่างง่าย ๆ

ถ้า Fed ลดดอกเบี้ย ไม่ได้แปลว่า “หุ้นขึ้น” จบค่ะ

ต้องถามต่อว่า ลดเพราะเงินเฟ้อลงอย่างสวยงาม
หรือลดเพราะเศรษฐกิจกำลังมีปัญหา?

สองเหตุการณ์นี้มีคำว่า Rate Cut เหมือนกัน

แต่ความหมายต่อ Portfolio อาจคนละโลก

นี่คือจุดที่คนทำงานการเงินเริ่มแยกออกจากคนอ่านข่าวการเงิน

เราไม่ได้อ่านเพื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เราอ่านเพื่อเข้าใจว่า แล้วมันเปลี่ยนอะไรใน Portfolio ลูกค้า

เดือน 4–6 : ทุกสัปดาห์เขียน Investment Note หนึ่งหน้า

ฉันอยากให้ทำเรื่องนี้จริงจังมาก

เลือกหุ้น กองทุน Bond หรือ Asset Class อะไรก็ได้หนึ่งอย่าง

แล้วตอบให้ได้เพียงหกเรื่อง

เรากำลังซื้ออะไร / ทำไมมันน่าสนใจ / อะไรคือความเสี่ยง / เราจะผิดเพราะอะไร / เหมาะกับใคร / และไม่เหมาะกับใคร

ข้อสุดท้ายสำคัญมาก

เพราะตอนเป็นนักลงทุน เราถามว่า

“ของนี้ดีไหม?”

แต่ตอนเป็น Advisor เราต้องถามว่า

“ของนี้ดีสำหรับคนคนนี้ไหม?”

สองคำถามนี้ไม่เหมือนกันเลย

หุ้นที่ดีที่สุดในโลก อาจเป็นการลงทุนที่แย่มากสำหรับคนที่ต้องใช้เงินซื้อบ้านอีกหกเดือน

Advisor ที่เก่งจึงไม่ใช่คนที่หา Product ดีได้อย่างเดียว

แต่ต้องรู้ว่า เมื่อไรไม่ควรเอาของดีไปใส่ผิดชีวิต

ทำ Investment Note ให้ครบ 10–12 ชิ้น

เก็บทั้งหมดไว้

วันไปสมัครงาน นั่นคือหลักฐานชิ้นแรกว่า
ถึงคุณไม่ได้มาจาก Finance แต่คุณไม่ได้มาเล่น ๆ

เดือน 5–8 : เข้าไปหาคนในอุตสาหกรรมจริงอย่างน้อย 10 คน

ตรงนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

หา Wealth Manager, RM, Financial Planner, Investment Advisor, Insurance Advisor
หรือคนใน Securities และ Asset Management

ไม่ต้องไปขอเขาฝากงานก่อน

ขอเวลา 30 นาที แล้วถามว่า

“งานจริงของพี่หนึ่งวันทำอะไรบ้าง?”

ถามเรื่องที่ไม่มีใน Job Description

KPI คืออะไร
หาลูกค้าอย่างไร
รายได้มาจากไหน
ต้องขายหรือไม่
Compliance หนักแค่ไหน
ลูกค้าคาดหวังอะไร
อะไรทำให้คนใหม่ลาออก
อะไรทำให้คนหนึ่งอยู่รอดสิบปี

คุยสิบคนแล้วคุณจะเริ่มเห็นว่า

คำว่า Financial Advisor บนโลกนี้มีหลายอาชีพซ่อนอยู่ข้างในมาก

Bank RM ไม่เหมือน Independent Financial Planner
Private Banker ไม่เหมือน Investment Advisor
Insurance Advisor ไม่เหมือน Portfolio Manager

อย่าเปลี่ยนอาชีพจนกว่าจะรู้ว่า ตัวเองกำลังจะเปลี่ยนไปทำอาชีพอะไรจริง ๆ

เดือน 6–9 : เริ่มสมัครงาน แต่อย่าหลงตำแหน่ง

ตรงนี้อาจเจ็บนิดหนึ่งค่ะ

อายุ 40 แล้วเปลี่ยนสาย คุณอาจต้องยอมรับตำแหน่งที่ต่ำกว่าความอาวุโสในอาชีพเดิม

เงินเดือนอาจลด

หัวหน้าอาจอายุ 32

คนข้างโต๊ะอาจพูดศัพท์ที่คุณยังไม่รู้

ฉันคิดว่านี่ต่างหากคือด่านที่ยากที่สุดของ Career Change

ไม่ใช่สมองเรียนไม่ไหว แต่อีโก้รับไม่ไหว

ถ้ารับเรื่องนี้ได้ ฉันกลับมองว่าคนอายุ 40 มีของดีมากกว่าที่คิด

เพราะ Financial Advice ไม่ได้ต้องการเพียง IQ

มันต้องการความนิ่ง
ความเข้าใจคน
การฟัง
การอ่านอารมณ์
ความรับผิดชอบ
และประสบการณ์ชีวิต

เด็กอายุ 25 อาจคำนวณ Portfolio Optimization เร็วกว่าคุณ

แต่คนอายุ 40 อาจเข้าใจได้ลึกกว่า ว่าทำไมผู้ชายอายุ 55 ที่มีเงิน 100 ล้าน
ยังนอนไม่หลับเพราะกลัวจน

เรื่องเงินแทบไม่เคยเป็นเรื่องเงินอย่างเดียว

นี่คือสิ่งที่ทำงานกับคนจริงนานพอแล้วจะเข้าใจ

เดือน 9–12 : เลือกเสียทีว่าจะเป็น “คนขายผลิตภัณฑ์” หรือ “คนที่ลูกค้าโทรหาก่อนตัดสินใจเรื่องเงิน”

ฉันไม่ได้ดูถูกงานขายนะคะ

Advisor ทุกคนต้องขายเป็น

ถ้าอธิบายสิ่งที่ดีให้ลูกค้าเชื่อไม่ได้ เราก็ช่วยเขาไม่ได้เหมือนกัน

แต่มีเส้นบาง ๆ ระหว่าง

“ฉันมี Product นี้ ฉันจะขายให้ใครดี”

กับ

“ฉันมีลูกค้าคนนี้ เขาต้องการอะไร แล้ว Product ไหนจึงเหมาะกับเขา”

ประโยคสองประโยคนี้ใช้คำเหมือนกันเกือบหมด

แต่สร้าง Advisor คนละประเภทเลย

ถ้าจะอยู่ในอาชีพนี้นาน ๆ ฉันอยากให้เลือกแบบหลัง

เพราะวันหนึ่ง Product ที่เราเคยขายจะหายไป
Bank อาจเปลี่ยน
บริษัทอาจเปลี่ยน
ตลาดเปลี่ยนแน่นอน

แต่สิ่งหนึ่งที่ติดตัวเราไปได้ตลอดคือ

Judgment

ความสามารถในการมองชีวิตคนหนึ่งคน แล้วรู้ว่าเขาควรเสี่ยงตรงไหน
ควรหยุดตรงไหน ควรปกป้องอะไร และบางครั้งควรพูดคำว่า “ไม่” เมื่อไร

ส่วน CFP ที่ถามมา ฉันมองว่า ดีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องรีบเอาทุกอย่างมากองในปีแรก

ถ้าทดลองทำแล้วรู้ว่าเรารัก Financial Planning จริง ค่อยไปต่อ

อย่าสะสม Certificate เพื่อชดเชยความรู้สึกว่า “ฉันไม่ได้จบ Finance มา”

วงการนี้สุดท้ายไม่ได้ถามว่าใบประกาศเต็มผนังแค่ไหน

มันถามว่า

เวลาลูกค้านั่งอยู่ตรงหน้า คุณช่วยเขาคิดได้หรือเปล่า

และฉันอยากฝากอีกเรื่องกับพี่เมธี ซึ่งอาจสำคัญกว่า IC หรือ CFP ทั้งหมด

อย่าทิ้งความเป็นคนสายวิทยาศาสตร์ของตัวเอง

เอามันมาด้วยค่ะ

การตั้งคำถาม
การไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ
การดู Evidence
การแยก Correlation ออกจาก Causation
การยอมรับว่าสมมติฐานตัวเองอาจผิด

ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติที่ตลาดการเงินต้องการมาก

เพราะศัตรูตัวร้ายที่สุดของ Advisor ไม่ใช่การ “ไม่รู้”

แต่คือการ “คิดว่าตัวเองรู้”

ฉันทำงานในโลกการเงินมานาน สิ่งหนึ่งที่ตลาดสอนฉันซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ

ตลาดมีวิธีทำให้คนที่มั่นใจที่สุดในห้องดูโง่ได้เสมอ

เพราะฉะนั้น Advisor ที่ฉันไว้ใจ ไม่ใช่คนที่ตอบได้ทุกเรื่อง

แต่เป็นคนที่รู้ว่าเรื่องไหนตัวเองไม่รู้
รู้ว่าเมื่อไรต้องถามผู้เชี่ยวชาญ
และรู้ว่าเมื่อไรต้องบอกลูกค้าว่า

“ผมยังไม่แน่ใจ ขอผมกลับไปเช็กก่อน”

ประโยคนี้ไม่ได้ทำให้คุณดูไม่เก่งเลยค่ะ

สำหรับฉัน มันคือหนึ่งในประโยคที่แพงที่สุดในอาชีพนี้

เพราะมันแปลว่า Ego ของคุณไม่ได้ใหญ่กว่าเงินของลูกค้า

ดังนั้นถ้าถามฉันอีกครั้งว่า

40 ปี เริ่มได้ไหม?

ได้ค่ะ

แต่ฉันจะไม่บอกว่า “ไม่มีคำว่าสาย” เพราะมันฟังดีเกินความจริง

คุณมีเวลาน้อยกว่าคนอายุ 22 จริง
คุณอาจต้องลดเงินเดือนจริง
คุณต้องเรียนหนักจริง
คุณต้องแข่งกับคนที่เรียน Finance มาโดยตรงจริง
และคุณอาจต้องยอมเป็นมือใหม่ ในวัยที่เพื่อนหลายคนเป็นผู้บริหารกันแล้วจริง

ทั้งหมดนี้จริง

แต่ก็มีอีกเรื่องที่จริงเหมือนกัน

คุณมีประสบการณ์ชีวิต 40 ปีที่เด็กจบใหม่ไม่มี
และถ้าคุณเอาความเป็นผู้ใหญ่ตรงนั้น มาบวกกับความรู้ทางการเงินที่เรียนอย่างจริงจัง

ฉันไม่คิดว่าคุณเริ่มช้า

ฉันคิดว่าคุณเริ่มด้วยต้นทุนคนละแบบ

ฉันจึงไม่อยากให้ลาออกพรุ่งนี้

ฉันอยากให้เริ่มเรียนพรุ่งนี้

อีก 90 วัน สอบอะไรสักอย่างให้ผ่าน
อีก 180 วัน มี Investment Notes ของตัวเองสิบกว่าเรื่อง และคุยกับคนในวงการสิบคน
อีก 270 วัน เริ่มสัมภาษณ์งานจริง
ครบหนึ่งปี หันกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า

“หลังจากรู้แล้วว่างานนี้จริง ๆ เป็นอย่างไร ฉันยังอยากทำมันอยู่ไหม?”

ถ้าคำตอบยังเป็น ใช่

คราวนี้ฉันจะเชียร์ให้ไปค่ะ

ไม่ใช่เพราะ “ทำตามความฝันแล้วทุกอย่างจะสำเร็จ”

แต่เพราะคุณไม่ได้กำลังฝันแล้ว

คุณกำลังเตรียมตัว

และวันหนึ่ง ถ้าคุณได้เป็น Advisor จริง
อย่าดีใจที่สุดตอนลูกค้าเอาเงินมาให้คุณบริหาร 10 ล้าน 50 ล้าน หรือ 100 ล้าน

ให้ดีใจในวันที่เขาโทรหาคุณก่อนคนอื่น ตอนชีวิตเขามีเรื่องสำคัญ

ตอนจะขายบริษัท
ตอนลูกกำลังไปเรียนต่างประเทศ
ตอนพ่อแม่จากไป
ตอนตลาดพัง
ตอนกำลังจะเกษียณ
หรือตอนเขากลัวจนไม่รู้ว่าจะจัดการกับเงินที่สร้างมาทั้งชีวิตอย่างไร

เพราะวันนั้นคุณจะเข้าใจว่า

อาชีพที่ปรึกษาการเงิน ไม่ได้มีคุณค่าตรงที่เรารู้เรื่องเงินมากกว่าลูกค้า

มันมีคุณค่าตรงที่ ในวันที่เงินกลายเป็นเรื่องที่หนักที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเขา

เราเป็นคนที่เขาไว้ใจให้นั่งอยู่ข้าง ๆ

และถ้าจะเริ่มอาชีพนี้ตอน 40

ฉันว่าเหตุผลนี้…ดีพอที่จะเริ่มค่ะ✌🏻

ออ นอ บอ … ออ จอ ชอ

แอนนาเบล เอาใจช่วย

11.08.2026

เพราะสินไหมจากประกันชีวิตไม่ต้องเสียภาษี คนรวยหลายคนจึงเลือกทำประกันชีวิตเพื่อวางแผนภาษีและส่งต่อมรดก   #ส่งต่อมรดก
10/08/2026

เพราะสินไหมจากประกันชีวิตไม่ต้องเสียภาษี คนรวยหลายคนจึงเลือกทำประกันชีวิตเพื่อวางแผนภาษีและส่งต่อมรดก

#ส่งต่อมรดก

“สินไหมฯ” จากประกันชีวิต ไม่ต้องเสียภาษี เพราะไม่ใช่ “มรดก” รวม 7 เรื่องต้องรู้ ก่อนทำ “ประกันชีวิต” เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลาน
ทุกคนที่เป็นพ่อเป็นแม่คงมีความรู้สึกเดียวกันคือ “ลูกคือแก้วตาดวงใจ” และถ้าให้เลือกระหว่างตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่กับตอนที่เราจากไปแล้ว ว่าช่วงไหนที่เราห่วงลูกมากกว่ากัน เชื่อว่าส่วนใหญ่จะตอบว่า “ตอนที่จากไปแล้ว” เพราะในตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่เรายังพอช่วยเหลือลูกได้ แต่เมื่อเราจากไปแล้ว แม้จะเห็นลูกมีปัญหาอยู่ตรงหน้า เราก็ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเขาได้อีก
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อส่งต่อให้ลูกหลานในวันที่เราไม่อยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง และหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการวางแผนมรดกก็คือ “ประกันชีวิต” เพราะนอกจากจะช่วยส่งมอบทรัพย์สินให้คนที่เรารักได้อย่างมั่นใจแล้ว ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างที่ทำให้การทำประกันชีวิตเหนือกว่าการทำพินัยกรรมแบบทั่วไป
บทความนี้ The Money Trends จะมาสรุป 7 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลาน เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความห่วงใยที่คุณมีจะส่งไปถึงคนที่คุณรักได้อย่างแท้จริง
[ 📍 7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับการส่งต่อความมั่งคั่งด้วยประกันชีวิต ]
หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเงินสินไหมจากประกันชีวิตมีความแตกต่างจากทรัพย์สินทั่วไปในหลายๆ ด้าน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้เองที่เป็นจุดเด่นที่ทำให้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือส่งต่อมรดกที่ได้รับความนิยม
1. “สินไหมฯ” ไม่ต้องเสียภาษีมรดก
ตามกฎหมายภาษีการรับมรดก “เงินสินไหมมรณกรรม” จากประกันชีวิตไม่ถือว่าเป็น “มรดก” ของผู้เอาประกันภัย เพราะเงินจำนวนนี้ไม่ได้เป็นทรัพย์สินของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนหรือขณะเสียชีวิต แต่เป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิตแล้ว ดังนั้น ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์จึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก ทำให้ลูกหลานได้รับเงินไปเต็มจำนวนตามที่ตั้งใจไว้
2. “สินไหมฯ” เจ้าหนี้ยึดไม่ได้
เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต สิทธิในการรับเงิน “สินไหมมรณกรรม” จากประกันชีวิตจะตกเป็นของผู้รับประโยชน์โดยตรง เจ้าหนี้ของผู้ตายไม่สามารถมาฟ้องร้องหรือเรียกเงินส่วนนี้ไปชำระหนี้ได้ เพราะเงินสินไหมไม่ใช่ทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตาย แต่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้รับประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสัญญาประกันชีวิต
3. “สินไหมฯ” ให้ใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาท
ผู้ทำประกันสามารถระบุชื่อใครก็ได้เป็น “ผู้รับผลประโยชน์” จากประกันชีวิต ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส, บุตร, พ่อแม่, พี่น้อง, เพื่อน หรือแม้แต่องค์กรการกุศลก็ได้ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าความตั้งใจที่จะส่งต่อความมั่งคั่งให้ใครคนนั้นจะเป็นไปตามที่เราต้องการจริงๆ
4. “สินไหมฯ” ได้เร็วกว่า เงินจากคดีมรดก
การรับเงินจากประกันชีวิตสามารถทำได้รวดเร็วกว่าการจัดการมรดกทั่วไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกหรือดำเนินคดีในศาล ผู้รับประโยชน์เพียงแค่ยื่นเอกสารการเรียกร้องสินไหมที่บริษัทประกันภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะได้รับเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
5. เปลี่ยนแปลง “ผู้รับผลประโยชน์ได้”
ถ้าอยากเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ในอนาคตสามารถทำได้ แต่จะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรกับบริษัทประกันชีวิตเท่านั้น และจะแตกต่างจากการทำพินัยกรรมที่สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่า ซึ่งจุดนี้เป็นข้อดีที่ช่วยป้องกันการปลอมแปลงหรือเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ที่ไม่เป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัย
6. “ผู้รับผลประโยชน์ตายก่อน” ระวัง! สินไหมฯ เข้ากองมรดก
เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก หากผู้รับประโยชน์เสียชีวิตก่อนผู้เอาประกัน และผู้เอาประกันไม่ได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์คนใหม่ เงินสินไหมส่วนนี้จะถือว่าไม่มีผู้รับประโยชน์ และเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตในภายหลัง เงินสินไหมก้อนนี้จะตกเป็นส่วนหนึ่งของ “กองมรดก” ซึ่งเจ้าหนี้ของผู้ตายสามารถฟ้องร้องเพื่อชำระหนี้ได้ และทายาททุกคนก็จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่าๆ กัน ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบและอัปเดตผู้รับประโยชน์เป็นระยะๆ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เสมอ
7. ควรเลือกเป็น “ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ” เพราะ “ทุนสูง-เบี้ยต่ำ”
เมื่อพูดถึงการส่งต่อความมั่งคั่งในระยะยาว ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ด้วยเหตุผลหลายประการ
- ทุนประกันสูง เบี้ยต่ำ: ประกันชีวิตแบบตลอดชีพมักจะให้ทุนประกันที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันที่จ่าย ทำให้มีความคุ้มค่ามากสำหรับการวางแผนมรดก
- ความคุ้มครองยาวนาน: ตามชื่อของมัน ประกันชีวิตแบบนี้ให้ความคุ้มครองยาวนานจนถึงอายุ 90-99 ปี หรือตลอดชีพ ทำให้มั่นใจได้ว่าหากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความคุ้มครองก็จะยังอยู่
- เบี้ยคงที่: ค่าเบี้ยประกันจะคงที่ตลอดอายุสัญญา ไม่ต้องกังวลว่าเบี้ยจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
การวางแผนมรดกด้วยการทำประกันชีวิตจึงเป็นวิธีที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานได้อย่างตรงจุดแล้วยังมีข้อดีอีกมากมาย ที่สำคัญคือการทำประกันชีวิตยังช่วยให้เบี้ยประกันนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
สุดท้ายนี้ หากเราเป็นคนหนึ่งที่กำลังวางแผนอนาคตให้กับลูกหลาน การเริ่มต้นทำประกันชีวิตเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้ลดความกังวลและเพิ่มความสบายใจได้ทั้งกับตัวเองและคนที่เรารักในวันที่เราไม่อยู่แล้วครับ
#สินไหมประกันชีวิต #มรดก #ส่งต่อความั่งคั่ง #ทรัพย์สิน

ที่อยู่

เมืองนครราชสีมา
Nakhon Ratchasima
30000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Vic Advise ตัวแทนประกัน AIAผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์