ประกันดีกับประวีลักษณ์

ประกันดีกับประวีลักษณ์ การตัดสินใจทำประกันชีวิตในวันนี้
คือการลงเสาเข็มอนาคตที่มั่นคงและดี ให้กับคนที่เรารัก 🤍🤍

27/08/2026

ทำไมหัวใจขาดเลือดถึงอันตราย เสียชีวิตไว?
❌ ไม่ใช่เพราะขาดเลือดจน หัวใจบีบไม่ไหว
✅ แต่จุดขาดเลือดสร้างแหล่งกำเนิดสัญญาณใหม่ สร้างหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนเลือดแทบไม่ออก เสียชีวิตรวดเร็ว ก่อนถึง รพ.

เรียกภาวะนี้ว่า Ventricular arrhythmia ค่ะ


เมื่อเราปล่อยตัวไปเรื่อยๆ ผนังหลอดเลือดหัวใจที่มีคราบไขมัน(atherosclerosis) พอกขึ้นทุกี ทุกปี สุดท้ายจะเกิด “รอยปริ” เกล็ดเลือดจะรีบมาเกาะกันปิดแผล แต่กลับกลายเป็น “ลิ่มเลือด” อุดทางเดินเลือดของหัวใจเอง

กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดเพียงไม่กี่นาที ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์ก็เปลี่ยนไป เกิดรอยต่อระหว่าง “ส่วนที่ยังดี” กับ “ส่วนที่ขาดเลือด” ที่มีสมบัติการไหลของไฟฟ้าต่างกัน

เมื่อใดก็ตามเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดบางจุด สุ่มยิงสัญญาณมาบริเวณรอยต่อนั้น แบบถูกจังหวะ (จังหวะที่เส้นนึงฟื้นตัว อีกเส้นยังไม่ฟื้น) มันเกิดกระแสไฟฟ้าไหลวนเรียกว่า reentry


ไฟฟ้าไหลวนนี้หายนะมาก เพราะมันทำตัวเป็นผู้ให้สัญญาณใหม่ แก่เซลล์รอบๆ ซึ่งมันหมุนด้วยอัตราเร็วสูงมาก จนสั่งให้หัวใจบีบคลายไวเกินไป​ (Ventricular tachycardia) จนรับเลือดได้น้อยมาก ก็ต้องบีบออกไปแล้ว

บางครั้งมันไม่ได้เกิดแค่จุดเดียว มันกระจายไปทั่วหัวใจห้องล่าง หัวใจแต่ละส่วนเลยได้รับแหล่งกำเนิดสัญญาณคนละแหล่งกัน เหมือนได้หัวหน้าวงคนละวงกัน ดังนั้นจังหวะการบีบตัวย่อมไม่พร้อมกัน (Ventricular fibrillation)

เดิมที หัวใจห้องล่างทั้งหมด บีบพร้อม ถึงจะสร้างแรงฉีดเลือดออกไปได้ ต่อให้บีบเบาลง แต่ยังบีบพร้อมกัน ก็ยังพอทน

แต่กรณีนี้คือ ต่างคนต่างบีบ เพราะหัวหน้าวงที่เป็นจุดกระแสไหลวน มันคนละที่กัน
สุดท้าย หัวใจยังขยับพลิ้วเลย แต่สูบฉีดเลือดไม่ออกเลย ระบบหมุนเวียนเลือด แทบจะหยุดลงเฉียบพลัน

นี่คือเหตุผลที่บางคนล้มลงตรงนั้นเลย
ก่อนถึงมือหมอ ก่อนจะได้เอ่ยคำลาครั้งสุดท้าย


เพราะฉะนั้น
อย่ารอให้ตัวหัวใจเองเป็นคนเตือนเราเลยค่ะ เพราะน้องหัวใจจะเตือนตอนเป็นโรคแล้ว
เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย งดบุหรี่ งดแอลกอฮอล์

หัวใจเราเต้นเพื่อเราทุกวัน
ถึงเวลาทำเพื่อเค้าบ้างแล้วค่ะ

กิน นอน ออกกำลังกาย เลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ทำให้ครบ
✅ ควบคุมการกิน อย่ากินพลังงานเกินติดต่อกัน
✅ เปลี่ยนคาร์บทั่วไป เป็นคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวไรซ์เบอร์รี, ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ
✅ กินโปรตีนให้เพียงพอ เป็นไปได้ควร 1.2 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน ถ้าออกกำลังกายอาจต้องมากกว่านั้น
✅ พยายามเลือกไขมันดีแทนไขมันทั่วไป (ไม่ใช่ซื้อมาซดแยกนะคะ) และควบคุมไม่ให้ไขมันอิ่มตัวเกิน 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน
✅ พยายามให้มีช่วง fasting เสมอ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ต้องกินอะไรระหว่างมื้อหลัก โดยเฉพาะจากมื้อสุดท้ายข้ามคืนไปจนถึงมื้อเช้า หรือใครจะทำ IF ก็แล้วแต่คน
✅ อย่ากินเกลือโซเดียมมากเกินไป เป็นไปได้ไม่ควร 2-2.3 กรัมต่อวัน ซึ่งบางอย่างมีโซเดียมสูงมาก แต่ไม่เค็มก็มี คือเหล่าอาหารแปรรูปเยอะๆ ทั้งหลาย (UPF), เครื่องปรุงต่างๆ
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทั้งแอโรบิกและเสริมแรง
✅ นอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชม. และคุณภาพดี หากมีนอนกรนต้องรีบรักษา
✅ ลดความอ้วน ระวังอ้วนแฝง มักจะมาแนว BMI ปริ่มๆ แต่ไขมันในช่องท้องเยอะแล้ว
✅ รักษาสุขภาพจิตเสมอ เช็คตัวเองว่าเริ่มมีโรคซึมเศร้ารึยัง พบจิตแพทย์
✅ งดบุหรี่ ปรึกษาแพทย์ได้ถึงโปรแกรมที่ช่วยให้เลิกได้ถาวร
✅ งดสุราทุกชนิด นานๆ ดื่มทีได้ แต่ไม่ควรมีช่วงดื่มอัดเยอะ
✅ เลี่ยง PM2.5 ในวันที่ขึ้นสูงมาก
✅ ตรวจสุขภาพเสมอ เพราะเราไม่รู้เลยว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้างแล้วค่ะ
✅ หากเป็นโรคประจำตัวแล้ว พวกเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ยิ่งต้องเคร่งครัดและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวนะคะ


เพราะไม่รู้ว่าตัวละครต่อไปจะเป็นใครค่ะ

26/08/2026

❌ ออกกำลังกายไม่ได้ทำให้ไตวาย
✅ ออกกำลังกายป้องกันไตวายเรื้อรัง เพราะแก้ที่ต้นตอของเหตุ ห่างไกลจากอนาคตที่ต้องล้างไต
✅✅ ที่ฟังข่าวออกกำลังกายแล้วไตวาย นั่นออกหนักมาก รุนแรง ขาดน้ำ จนกล้ามเนื้อลายสลายไตวายเฉียบพลันมากกว่า


โรคไตเป็นโรคน่ากลัวอันดับต้นๆ ที่มักมีภาพคนล้างไตในหัว ออกกำลังกายกันตั้งแต่วันนี้ไปเลยค่ะ ป้องกันสารพัดภาวะที่ทำร้ายไตได้ คนเริ่มเป็นไตเสื่อมแล้วก็ชะลอการดำเนินโรค แต่มีจุดต้องระวังบางข้อที่อาจทำร้ายไตได้ อ่านให้จบนะคะ

ถ้าบอกหัวใจเป็นตัว ‘ดันเลือด’ ปอดเป็นตัว ‘ใส่ออกซิเจน’ และส่วนที่เหลือในเลือดล่ะ ใครดูแล? กล้าบอกเลยค่ะว่าเกินครึ่ง ไตบริหารจัดการหมดเลย

ตั้งแต่ขับของเสีย, คุมกรดเบสในเลือด, เกลือแร่ทุกตัว, แม้แต่การสร้างวิตามิน D ขั้นตอนสุดท้ายก็เกิดที่ไต, สร้างเม็ดเลือดแดงก็ต้องใช้ฮอร์โมนที่ไตช่วย


📍เรียกได้ว่าไตเจ๊งไปทีนึง หายนะมาเยือนชีวิตแน่นอน เลือดเป็นกรดเอย โพแทสเซียมคั่งจนหัวใจเต้นผิดจังหวะเอย วิตามิน D ต่ำจนกระดูกพังเอย น้ำคั่งน้ำไม่ออก จนน้ำท่วมปอดหัวใจล้มเหลว ฯลฯ แถมดำเนินโรคเงียบมาก ไม่มีอาการ มาทรงเดียวกับโรคหัวใจเลยค่ะ ค่อยเป็นค่อยไป รู้ตัวอีกทีก็เข้าระยะ 3 แล้ว

แต่เพราะ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ จุดนี้แหละค่ะ คือโอกาสที่ธรรมชาติให้เรา มันมีเวลาเยอะมากกกกกกก ให้เราได้เปลี่ยนตัวเอง สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนี้เลยคือ ออกกำลังกายไปเลย พราะออกกำลังกายไม่ใช่แค่สร้างเกราะให้ไต แต่ป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุของไตเสื่อมตรงๆ เลยก็คือ เรื่องน้ำตาลกับความดันค่ะ


1️⃣ ออกกำลังกาย คือความยั่งยืนในการคุมระดับน้ำตาล:

เพราะตัวร้ายหลักที่ทำร้ายไตสุดๆ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงลอย (Chronic hyperglycemia) ซึ่งมักเกิดมาจากภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งน้ำตาลที่สูง หลอกให้ไตรับเลือดเข้ามาเยอะผิดปกติ ถูจนไส้กรองพัง, สร้างอนุมูลอิสระ ไล่ยิงทุกส่วนของไต

แต่ออกกำลังกายแทบจะช่วยทุกอย่างเลยตั้งแต่

✅ เพิ่มประตูสูบน้ำตาล (GLUT4) - ให้กล้ามเนื้อรีบชิงสูบน้ำตาลออกจากเลือดก่อนที่มันจะก่อหายนะ
✅ ทำลายไขมันที่ฝังในกล้ามเนื้อ + ปรับสัญญาณในกล้ามเนื้อทั้งหมดให้ฟังคำสั่งอินซูลิน แปลงกล้ามเนื้อให้กลายเป็นจุดเผาผลาญน้ำตาลโดยสมบูรณ์
✅ ลดไขมันส่วนเกิน ทั้งเบิร์นโดยตรง + เบิร์นหลังออก + วางรากฐานระบบเผาผลาญ ตั้งแต่เพิ่มไมโตคอนเดรีย เพิ่มเอนไซม์ย่อย
✅ ไขมันส่วนเกินที่ลด โดยเฉพาะในช่องท้องก็ยิ่งทำให้ ร่างกายลดการอักเสบ ตับรอดพ้นจากหายนะนี้ ตับที่สงบก็กลับมาฟังคำสั่งอินซูลิน


2️⃣ ออกกำลังกาย ช่วยรักษาความดันให้ปกติ

ตัวร้ายอันดับ 2 ที่ทำร้ายไตคือความดันสูงลอย เน้นว่าสูงลอยนะคะ คือสูงตลอดเวลา เพราะไตจะโดนถูแบบเรื้อรัง จนไส้กรองพัง

จุดนี้คนชอบเข้าใจผิดว่า ออกกำลังกายแล้วความดันยิ่งเพิ่ม เพราะรู้สึกว่าเลือดสูบฉีดแรง จริงๆ ตรงกันข้ามเลยค่ะ บางคนออกกำลังกายแล้วหยุดทันทีวูบเพราะความดันต่ำด้วยซ้ำ เพราะออกแล้วหลอดเลือดขยายค่ะ เลือดที่สูบฉีดแรง เหมือนฉีดเข้าไปในห้องกว้างๆ

ดังนั้นถ้าออกกำลังกายอย่างถูกวิธีมีคูลดาวน์ ปลอดภัยและลดความดันได้ดีมากค่ะ เพราะ
✅ แม้ตอนออกจากหัวใจจะเต้นแรง แต่หลังออกระบบประสาทชะลอหัวใจจะทำงาน (Parasympathetic) ระบบนี้จะช่วยลดความดัน ไม่เชื่อลองจับชีพจรคนออกบ่อยๆ สิ ชีพจรเกือบๆ ช้าเลย จริงมั้ยคะ
✅ ปรับสมดุลฮอร์โมนที่ไต (RAAS) ไม่ให้หลั่งเยอะจนเพิ่มความดัน
✅ ลดไขมันส่วนเกิน ลดสารอักเสบที่ปล่อยจากเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้หลอดเลือดไม่หดเกร็ง ระบบประสาทเร่งความดันไม่อาละวาด


3️⃣ ออกกำลังกาย ลดการอักเสบและอนุมูลอิสระโดยตรง

กลไกที่ทำร้ายไตจนเสื่อม มีอยู่สองอย่างค่ะ คือการอักเสบเรื้อรังจากภาวะอะไรก็ตาม และสารอนุมูลอิสระที่เยอะเกินไป (Oxidative stress)

แต่ออกกำลังกายทำให้
✅ เพิ่มเม็ดเลือดขาวชื่อ Treg ประจำไต คอยหลั่งสารต้านอักเสบ
✅ เพิ่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ (SOD, GPx)


หรือสรุป - ออกกำลังกายคือการปัดทุกภัยที่มาทำร้ายหน่วยกรองของไต ลดระบบประสาทและฮอร์โมนที่ปั่นจนความดันสูง ปรับการดื้ออินซูลินจนน้ำตาลกลับมาปกติได้


⚠️ แต่ระวังนะคะ! การออกกำลังกายที่หนักรุนแรงเกิน เกินกว่าศักยภาพตัวเอง ไม่มีการไต่ระดับความหนัก แถมยังดื่มน้ำไม่เพียงพอ อันนี้จะเสี่ยงแทน

เพราะอาจเกิดภาวะ ‘กล้ามเนื้อลายสลาย’ (Rhabdomyolysis) จนกล้ามเนื้อปล่อยพิษ myoglobin ออกมาเผาไต จนไตวายเฉียบพลัน ดังนั้นออกแบบมีสติ และดื่มน้ำให้เพียงพอเสมอ


แต่นั่นคือกรณีสุดโต่งค่ะ ไม่ได้เจอบ่อย ยิ่งสายออกกำลังกายแบบ casual ไม่ได้ลงแข่งมาราธอนโอกาสต่ำมากค่ะ ที่เจอบ่อยกว่ามากคือ ไม่ออก หรือออกได้ไม่กี่วันแล้วหยุดค่ะ

ดังนั้นเริ่มออกตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ
อนาคตถึงยุคที่คนรอบตัวคุณเริ่มล้างไต แต่คุณนี่ยังมีไตที่ใช้งานได้ตลอดชีวิตค่ะ

25/08/2026

ถามกันมาเยอะ กลัวเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำประกันตัวไหนดี? แอดสรุปให้ง่ายๆ ในโพสต์นีเลย📄
✅ ประกันสุขภาพ AIA Health Happy🥰 ช่วยเหมาจ่ายค่ารักษาตั้งแต่บาทแรก ไม่ว่าจะค่าผ่าตัดบายพาส ทำบอลลูน หรือค่าใช้จ่ายช่วงแอดมิต อุ่นใจได้เลย 👉 https://aiathailand.info/FBRThh0825
✅ ประกันโรคร้ายแรง AIA Multi-Pay CI Plus😎 เจอ-จ่าย-หลายจบ ช่วยจ่ายเงินก้อนเมื่อตรวจพบ มีเงินก้อนไปบริหารค่าใช้จ่ายได้เอง👉 https://aiathailand.info/FBRTmpci0825
🌟แนะนำทำทั้งคู่ เพื่อให้มีทั้งเงินค่ารักษาและเงินก้อนสำรอง👍พิเศษสมัครตอนนี้มีโปรเพียบ คลิกเลย https://aiathailand.info/Q326F1
#ประกันสุขภาพ #ประกันโรคร้ายแรง
*ค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายในบางรายการตามที่ระบุในกรมธรรม์
หมายเหตุ:
• ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครอง รวมทั้งข้อยกเว้นไม่คุ้มครองของผลิตภัณฑ์ประกันภัย และเงื่อนไขที่เอไอเอประกาศ ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
• ข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครองจะระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกให้กับผู้ถือกรมธรรม์
• การพิจารณารับประกันเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของบริษัท
• เงื่อนไขโครงการเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง ยกเลิก แก้ไขรายละเอียดหรือเงื่อนไขต่างๆ โดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท

25/08/2026

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” วางแผน “มรดก” อย่างไร? ให้ไม่เสียภาษีมรดกเลย หรือเสียน้อยลง
Benjamin Franklin เคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เว้นเสียแต่ความตายและภาษี”
จริงอยู่ว่าทั้ง 2 เรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถ “บริหารจัดการ” มันได้ โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษีมรดก” ที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย ที่แม้จะจัดเก็บจากทรัพย์สินมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป ในอัตราเริ่มต้น 5% แต่ลองคิดดูว่า 5% ของเงินก้อนโต ก็คิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย
วันนี้ The Money Trends จะพาไปเจาะวิธีที่ “คนรวย” นิยมใช้เป็นทางเลือกหนึ่ง นั่นก็คือ “ประกันชีวิต” เข้ามาช่วยบริหารภาษี เพื่อส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลาน โดยเน้นไปที่การจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด หรืออาจไม่ต้องเสียเลยสักบาทเดียว
[ มรดกเท่าไหร่ ถึงต้องเริ่มเสียภาษี? ]
จริงๆ แล้วภาษีมรดกไม่ได้เก็บทันทีตั้งแต่บาทแรก แต่จะคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป และหน้าที่การจ่ายภาษีจะตกเป็นของ “ทายาทผู้รับมรดก” โดยแบ่งอัตราภาษีตามความสัมพันธ์ ดังนี้
เสียภาษี 5% : สำหรับทายาทสายเลือดตรง เช่น พ่อ-แม่, ลูก หรือหลาน
เสียภาษี 10% : สำหรับทายาทกลุ่มอื่น เช่น พี่น้อง, ลุง ป้า น้า อา หรือคนนอก
ตัวอย่าง คุณพ่อมอบมรดกเป็นที่ดินและเงินฝากรวม 150 ล้านบาท ให้ลูก
100 ล้านบาทแรก ได้รับยกเว้นภาษี
ส่วนที่เกินมา 50 ล้านบาท นำมาคิดภาษี 5%
ผลลัพธ์ คือ ทายาทต้องเตรียมเงินสดไปจ่ายภาษีมรดกสูงถึง 2.5 ล้านบาท
[ ทางเลือกในการรับมือกับ “ภาษีมรดก” ]
ต้องบอกว่า การบริหารจัดการภาษีมรดกนั้น ทำได้หลายวิธี เช่น
1. ทยอยยกทรัพย์สินให้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิต

วิธีนี้นับเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งจะยกเว้นภาษี กรณีมอบให้ลูกไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี แต่ข้อเสีย คือ เจ้าของมรดกจะสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมทรัพย์สินชิ้นนั้นในทางกฏหมายไปทันที
2. แปลงเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องจดทะเบียน

เช่น เงินสด, ทองคำแท่ง, เพชร หรือของสะสมโบราณ ทรัพย์สินเหล่านี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ทางราชการจึงไม่เข้าเกณฑ์เสียภาษีมรดกตามกฏหมาย แต่ข้อเสียคือ อาจไม่สร้างดอกผล มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกโจรกรรม
3. ส่งต่อผ่าน “ประกันชีวิต”

เป็นวิธีที่นักธุรกิจและคนรวยนิยม เพราะมีความชัดเจนในการส่งต่อมรดกได้ตามที่คาดหวัง และยังคงอำนาจในการควบคุมการส่งมอบทรัพย์สินได้ค่อนข้างแน่นอน
[ 2 วิธีในการใช้ “ประกันชีวิต” บริหารภาษีมรดก ]

1. ตั้งใจ "ไม่เสียภาษีมรดกเลยสักบาท”
วิธีนี้เหมาะกับคนที่ต้องการส่งต่อเงินสดก้อนโตให้ลูกหลานแบบเต็มๆ เพราะตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “เงินค่าสินไหมทดแทนจากประกันชีวิต” ไม่ถือเป็นมรดก เพราะเป็นเงินที่เกิดขึ้นหลังจาก เจ้าของกรมธรรม์เสียชีวิตแล้ว และมีการระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน เงินก้อนนี้จึง ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก 100%

ตัวอย่าง สมมติมีเงินฝากในธนาคาร 150 ล้านบาท หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทแรก (คือ 50 ล้านบาท) จะต้องถูกนำไปคิดภาษีมรดก และลูกต้องหาเงินสดมาจ่ายภาษีถึง 2.5 ล้านบาท
สิ่งที่คนรวยนิยมทำ คือการย้ายเงินส่วนเกิน 100 ล้านบาทนี้ ไปเก็บไว้ในรูปแบบ “ประกันชีวิต” แทน ซึ่งเลือกบริหารได้ 2 ทางหลักๆ ตามความต้องการ
1.1 ตั้งเป้าทุนประกัน 50 ล้านบาท (เน้นประหยัดเงิน)
วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยประกันเต็ม 50 ล้านบาท แต่อาจจ่ายจริงเพียงประมาณ 30–50% ของทุนประกันเท่านั้น (เช่น จ่ายเบี้ยรวมราวๆ 15–25 ล้านบาท) ผลคือ ทายาทได้รับเงินสด 50 ล้านบาทเต็มๆ แบบปลอดภาษี แถมเรายังมี “เงินส่วนต่างที่เหลือ” เอาไปวางแผนการเงินหรือลงทุนต่อในด้านอื่นๆ ได้อีก
1.2 ตั้งใจใส่เงินเต็ม 50 ล้านบาททำประกัน (เน้นต่อยอดมรดกให้โตขึ้น)
หากเลือกนำเงินส่วนเกินทั้ง 50 ล้านบาทมาใส่ในประกันทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้คือ “ทุนประกันจะสูงกว่า 50 ล้านบาทแน่นอน” (เพราะเบี้ยประกันมักคิดเป็นแค่ 30–50% ของทุน) เท่ากับว่าเราสามารถขยายกองมรดกส่วนเกินจาก 50 ล้านบาท ให้กลายเป็น 100 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น ส่งต่อให้ลูกหลานได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว
จุดเด่นเพิ่มเติม ของวิธีนี้ คือ ทายาทจะได้รับเงินสดก้อนนี้เร็วมาก ปกติราวๆ 15–30 วัน โดยไม่ต้องรอตั้งผู้จัดการมรดก ไม่ต้องรอคำสั่งศาล และไม่เสี่ยงต่อการโดนทายาทคนอื่นฟ้องร้องแย่งชิง เพราะระบุชื่อไว้ชัดเจนตั้งแต่แรก
2. “ยอมเสียภาษี แต่จ่ายจริงน้อยลง”
ในความเป็นจริง ทรัพย์สินของมรดกส่วนใหญ่มักไม่ได้อยู่ในรูปเงินฝากอย่างเดียว แต่เป็น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หุ้น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่หลีกเลี่ยงภาษีได้ยาก และ "เปลี่ยนเป็นเงินสดมาจ่ายภาษีได้ยากเช่นกัน"
หากวันหนึ่งทายาทได้รับมรดกที่ดินมูลค่ามหาศาล แต่ไม่มีเงินสดในมือไปจ่ายภาษีหลักล้าน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือ ต้อง “จำใจขายที่ดินหรือหุ้นในราคาถูกกว่าตลาด” เพียงเพื่อเร่งหาเงินสดไปจ่ายภาษีให้ทันกำหนด
คนรวยจึงใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือ “สร้างเงินสดสำรองไว้จ่ายภาษี” แทน
ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีที่ดินและหุ้นรวม 200 ล้านบาท ตั้งใจจะยกให้ลูก (เสียภาษี 5%)
ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท = 100 ล้านบาท
ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = 5 ล้านบาท
การแก้ปัญหา คือ เจ้ามรดกทำประกันชีวิตทุน 5 ล้านบาท ไว้ล่วงหน้า โดยระบุชื่อหลานเป็นผู้รับประโยชน์ สมมติว่าจ่ายเบี้ยประกันรวมตลอดสัญญาไปทั้งหมด 2.5 ล้านบาท
ผลลัพธ์ คือ เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต หลานจะได้รับเงินสด 5 ล้านบาท จากประกันทันทีแบบปลอดภาษี แล้วนำเงินก้อนนี้ไปจ่ายภาษีมรดกเพื่อรับมอบที่ดินและหุ้น 200 ล้านบาทได้ทันที โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินกิน และเท่ากับว่า ต้นทุนค่าภาษีจริงที่ครอบครัวจ่ายไป มีเพียงแค่ราคาเบี้ยประกันเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ามรดกของเราจะมีมูลค่าหลักสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันที่เรายังมีสุขภาพแข็งแรง คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ เพราะนอกจากจะเป็นหัวใจในการส่งต่อทรัพย์สินที่เราเพียรสร้างมาทั้งชีวิต ให้ถึงมือคนที่เรารักได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปลอดภัย และไร้ข้อขัดแย้งแล้ว…ที่สำคัญที่สุด มันยังสร้างความสุขสงบในใจได้ เพราะรู้ว่าในวันที่เราไม่อยู่ ทุกอย่างที่เราตั้งใจไว้ จะถูกจัดการอย่างเรียบร้อยที่สุด
#ประกันชีวิต #มรดก #วางแผนมรดก #ภาษีมรดก

24/08/2026

อย่ารอให้ป่วยจนโดนยกเว้นความคุ้มครองหรือทำประกันไม่ผ่าน...
ทำประกันตอนยังสุขภาพดีกันเถอะ ✌️

23/08/2026

ชันสูตรศพผู้ตายจากวัคซีนโควิด 326ราย..

(บทความที่มีผู้อ่านระดับสูง top viewed article /Wiley)

ในระยะระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด นอกจากผู้ที่เสียชีวิตจากโควิดโดยตรงแล้ว ยังมีรายงาน ผลข้างเคียงของวัคซีน จนกระทั่งแท้จริงแล้ว มีการเสียชีวิตอย่างมากด้วย

รายงานเหล่านี้ ทั้งจากประชาชน จากแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย ถูกมองข้ามทั้งนี้ ด้วย หลักการ และความเชื่อ ที่ว่าวัคซีน ช่วยป้องกัน ไม่ให้ติดเชื้อ จนกระทั่งแม้ว่า ติดก็จะมีอาการไม่มากและป้องกันการเสียชีวิตได้จนถึงป้องกันการเกิดลองโควิด และการ ที่เจ็บป่วยหรือมีการเสียชีวิตจากวัคซีนนั้น มีปริมาณสัดส่วนน้อยมากกับประโยชน์ของวัคซีนที่ให้ทั้งโลก

• แม้ในระยะต่อมา มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ ซึ่งให้ข้อมูลอีกด้าน กลับถูกมองไปว่า เป็นกลุ่มต่อต้านวัคซีน โดยไม่ได้พิจารณาถึงข้อมูลและหลักฐานให้ชัดเจน และประการสำคัญก็คือในผู้เสียชีวิตนั้นไม่ได้รับการชันสูตรศพจึงไม่สามารถหาความเชื่อมโยงได้ชัดเจน

• รายงานนี้ มีคณะทำงาน ประกอบไปด้วยแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน จาก เยล จากสถาบันมะเร็ง (Cross cancer institute) แคนาดา องค์กรอิสระจากสหรัฐ ได้ร่วมกันวิเคราะห์และรายงานในคลังฐานข้อมูล Zenodo ที่ดำเนินการภายใต้สหภาพยุโรป โปรแกรม openAIRE และองค์กร CERN (European Organization for Nuclear Research) เพื่อส่งเสริมทางเชื่อมโยงการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ อย่างยั่งยืน
• และต่อมา ตีพิมพ์ ในวารสาร
ESC Heart Fail. 2024 Jan 14;12(5):3212–3225. doi: 10.1002/ehf2.14680
Autopsy findings in cases of fatal COVID‐19 vaccine‐induced myocarditis

รายงานนี้ รวบรวมการศึกษา ที่มีรายงานมาล่วงหน้าจนกระทั่งถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2023 ที่เกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนโควิดและตาย
หลังจากที่มีการกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดจาก 678 รายการ พบว่ามี 44 รายงาน ที่มีการวินิจฉัย โดยมีการชันสูตรศพด้วย โดยมี 325 รายและอีกหนึ่งราย เป็นการพิสูจน์ชิ้นเนื้อ
โดยจุดประสงค์เพื่อที่จะให้หลักฐานว่า วัคซีนโควิดเป็นสาเหตุตรงหรือเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เสียชีวิต และเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่วงการแพทย์เพื่อให้เข้าใจในลักษณะอาการหรือกลุ่มอาการที่วัคซีนโควิดก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงได้

• ระบบที่เสียหายและเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิดจนถึงเสียชีวิตนั้น ประกอบไปด้วย ระบบหัวใจและหลอดเลือด 53% ระบบทาง โลหิตวิทยา 17% ระบบทางเดินหายใจ 8% และมีหลายระบบเสียหายร่วมกัน 7% ทั้งนี้ 21 รายในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าวมีอวัยวะที่ได้รับผลกระทบสามระบบหรือมากกว่า
โดยที่ 302 รายเกิดจากระบบอวัยวะเดียว สามรายเกิดจากสองระบบ แปดรายเกิดขึ้นในสามระบบและ 13 รายเกิดขึ้นในสี่ระบบหรือมากกว่า

ระยะเวลาจากที่ได้รับวัคซีนจนกระทั่งเสียชีวิตโดยเฉลี่ย 14.3 วัน และผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเจ็ดวันหลังจากที่ได้รับวัคซีน

240 รายหรือ 73.9% ได้มีการพิจารณาจากหลักฐานต่างๆว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิดจาก ความสัมพันธ์กับเงื่อนไขเวลา ความเป็นไปได้ในการอธิบายจากกลไกทางการกำเนิดพยาธิสภาพ และลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นซ้ำๆกันในหลายรายงาน เป็นต้น

ประเด็นจากรายงานนี้ ควรจะได้รับการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถประเมิน ไม่ใช่แต่ประโยชน์หรือประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ต้องเป็นความปลอดภัยสูงสุด ของวัคซีน และมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะมีการบังคับฉีดวัคซีนในแทบทุกอายุ และมีกลไกในการเซ็นเซอร์ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงของวัคซีน
• ดังที่มีการสอบสวนในรัฐสภาสหรัฐในขณะนี้ ที่เปิดโปงหน่วยงานของรัฐ และบริษัทที่มีอิทธิพล ต่อสื่อรวมกระทั่งถึงมีโปรแกรม AI ที่พัฒนา จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐและนำมาใช้ตรวจตรา ตรวจสอบ บทความข้อมูลและในสื่อ เพื่อที่จะตอบโต้และดิสเครดิตทั้งหมด และมีการยอมรับจากการสอบสวน จากการที่มีกฎหมายความโปร่งใสของข้อมูลมากำกับ

จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด ที่มีการชันสูตร ศพทั้งร่าง 325 ราย และชิ้นเนื้อหัวใจ 1 ราย เป็น หญิง 139 ราย (42.6%) อายุโดยเฉลี่ย 70.4 ปี 41% ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 37% ได้รับวัคซีนชิโนแวค 13% แอสตร้าเซเนกา 7% โมเดนา 1% Johnson และ Johnson และอีก 1% ชิโนฟาร์ม

รายงานนี้สอดคล้องกับหลายรายงานที่มีการศึกษาการเสียชีวิตที่มากขึ้นอย่างผิดปกติหลังจากได้รับวัคซีน
Pantazatos และ Seligmann พบว่าการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น (increased mortality) ผิดปกติและน่าจะเกี่ยวเนื่องกับวัคซีน ภายในห้าสัปดาห์หลังได้รับวัคซีน ในทุกกลุ่มอายุ เป็นจำนวน 146,000 ถึง 187,000 ในสหรัฐอเมริกา ระหว่างกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคมปี 2021
Skidmore ประเมินว่าประมาณ 278,000 รายอาจจะเสียชีวิตจากโควิดวัคซีนในสหรัฐเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2021

Aarstad และ Kvitastein ได้ทำการศึกษาประเทศในยุโรป 31 ประเทศด้วยกันและพบว่าประเทศใดที่มีการฉีดวัคซีนโควิดมากในปี 2021 จะมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2022 หลังจากที่ได้มีการตัดสาเหตุอย่างอื่นออก รวมทั้งมีรายงานในลักษณะนี้ขนาดใหญ่อีกหลายรายงานด้วยกัน

Pantazatos ได้ทำการวิเคราะห์และประเมินว่าสาเหตุการตายจากวัคซีนที่รายงานเข้าใน ระบบ VAERS (Vaccine Adverse Event Reporting System) ของสหรัฐอาจจะต่ำกว่าความเป็นจริงไม่ต่ำกว่า 20 เท่า
ดังนั้นการเสียชีวิตจากวัคซีนที่มีการรายงานจากระบบของสหรัฐ จนกระทั่งถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2023 อาจจะสูงถึง 706,480 รายจากตัวเลขที่รายงาน 35,324 ราย

กลไก ที่อธิบายอันตรายที่เกิดจาก modified mRNA วัคซีน จากรายงานทางวิทยาศาสตร์ พบว่าโปรตีนหนาม (spike protein) ไม่ได้กองอยู่ที่ตำแหน่งที่ฉีดที่แขน แต่ล่องลอยในกระแสเลือดได้นานถึงหนึ่งเดือน
รวมทั้งพบได้ในอวัยวะของคนที่หัวใจวายหรือมีการตายโดยกะทันหัน ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนหลังจากที่ฉีดวัคซีน และการที่เป็นอนุภาคนาโนไขมัน ทำให้สามารถซึมเข้าเซลล์ได้ทุกระบบทุก อวัยวะและในเส้นเลือด และบังคับให้เซลล์สร้างโปรตีนหนามอย่างต่อเนื่อง โดยที่คนที่มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนจะพบว่ามีโปรตีนหนามล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด และในเนื้อเยื่อหัวใจ และไม่ได้อธิบายจากการที่วัคซีนไปกระทบกับตัวรับ ACE2 ที่ เบี่ยงเบนไปทางด้านการอักเสบเท่านั้น อย่างที่เข้าใจกันตอนแรก
ซึ่งแม้แต่กลไกดังกล่าวอย่างเดียว ก็ทำให้มีการอักเสบในร่างกายในเลือดอย่างต่อเนื่องได้แล้ว และทำให้หลอดเลือดเกร็งตีบจนกระทั่งถึงตันหรือผนังหลอดเลือดรั่ว
จากการที่มีการพัฒนาวัคซีน mRNA และกระบวนการผลิตวัคซีน ที่มีการปรับเปลี่ยนกรดนิวคลีโอไทด์ เพื่อให้เสถียรขึ้นและคงทนได้จากการถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกัน
แต่ปรากฏว่า มีการแปลรหัสผิด มีการตกหล่นของ mRNA ไปหนึ่งถึงสองตัว แต่ก็มากพอที่จะทำให้เกิดการบังคับให้ผลิตโปรตีนที่ไม่ต้องการ (aberrant protein) แทนที่จะเป็นโปรตีนหนาม โดยกระบวนการนี้ เรียกว่า frameshift และโปรตีนที่แปรเปลี่ยนไปนี้ สามารถที่จะมีลักษณะคล้ายกับโปรตีน ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ และสามารถทำให้เกิดโรคแพ้ภูมิตัวเองจนกระทั่งถึงมะเร็ง

ดังที่มี การรายงานในวารสารเนเจอร์ในเดือนธันวาคม 2023 และอีกทั้งยังมีการปนเปื้อนในวัคซีน modified mRNA นี้ ด้วย DNA ยีนSV40 enhancer และ ori ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในกระบวนการเพิ่มปริมาณ DNA ของ spike ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะแทรกเข้าไปในเซลล์มนุษย์และสั่งให้สร้างโปรตีนที่ผิดรูปแบบและทำให้เกิดโรคต่างๆ ในระยะหลังจากที่ได้รับวัคซีนไป และ กลไกต่างๆนี้สามารถทำให้กระบวนการขจัดโปรตีนพิษบิดเกลียวผิดเพี้ยน
ซึ่งปกติแล้ว เซลล์ในร่างกายมีกลไกที่จะคลี่เกลียวออก เป็นโปรตีนที่นำมาใช้ใหม่หรือถ้าทำไม่สำเร็จก็ต้องขจัดออกไปให้หมด โดยที่ถ้ามีการสะสมของโปรตีนพิษเหล่านี้จะทำให้เซลล์ตายและถ้าเป็นในสมองจะเกิดสมองเสื่อม

ในส่วนของระบบภูมิคุ้มกันเองนั้น เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันสามารถที่จะยอมรับอนุภาคนาโนไขมันเหล่านี้และปล่อยกลับเข้าไปในกระแสเลือด ในรูปของ Exosome ที่มีจำนวนมากขึ้น โดยที่ในอนุภาคนั้นจะประกอบไปด้วยโปรตีนหนาม และ microRNAs ที่สามารถล่องลอยไปยังอวัยวะที่ห่างไกลและสามารถกระตุ้นสัญญาณทำให้เกิดมีการอักเสบที่อาจจะเกิดเด่นในระบบเดียวหรือในหลายระบบพร้อมกัน และเกิดการเบี่ยงเบนจนเกิดมะเร็ง การอักเสบไม่รู้จบ การแพ้ภูมิตนเอง โรคหัวใจ
การเกิดมะเร็งจาก mRNA วัคซีนที่ปรับแต่งนี้ยังสามารถอธิบายได้จากการที่มีการยับยั้ง IRF7 และ 9 อีกด้วย รวมทั้งการอักเสบ
และเป็นส่วนที่ควรจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการตายที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยอธิบายไม่ได้

รายงานรายละเอียดของวิธีการวินิจฉัย ทั้งหมดของทุกราย สามารถดูได้จาก supplemental table โดยที่ผู้ตาย แม้ว่าจะมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างสูงคือ 70 ปี แต่มีอายุตั้งแต่ 14 รวมระหว่าง ช่วง 20 ถึง 30 และตั้งแต่ 30 ถึง 50 และอายุมากกว่านั้น

จุดมุ่งหมายของวัคซีนอยู่ที่การป้องกันโรคและช่วยชีวิตเป็นสำคัญ ไม่ใช่ ก่อให้เกิดโรคและตายในคนแข็งแรงและคนที่เปราะบาง.

ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
และ
นพ ดร ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ PhD cellular and molecular immunology

22/08/2026

บำรุงเลือดไม่ต้องกินตับทุกวัน! 7 อาหารธาตุเหล็กสูงที่ควรสลับกิน

มีใครพอผลเลือดออกมาว่า “ซีด” หรือหมอบอกว่าเหล็กต่ำ แล้วคนรอบตัวรีบบอกว่า
“กินตับสิ จะได้บำรุงเลือด”
ตับมีธาตุเหล็กจริงครับ แต่ไม่จำเป็นต้องกินทุกวัน และจริง ๆ เรามีอาหารอีกหลายอย่างที่ช่วยเรื่องธาตุเหล็กได้ โดยเฉพาะถ้าจัดให้ถูกว่า อะไรมีเหล็กเยอะ อะไรดูดซึมดี และควรกินคู่กับอะไร
ที่สำคัญคือ ถ้าซีดจากสาเหตุอื่น เช่น ธาลัสซีเมีย โรคไต เสียเลือดเรื้อรัง หรือมีการอักเสบในร่างกาย การกินธาตุเหล็กเพิ่มอย่างเดียวก็อาจไม่แก้ต้นเหตุครับ
วันนี้ผมเลยอยากพาไล่ดู 7 อาหารที่สลับกินได้ โดยไม่ต้องฝากชีวิตไว้กับตับอย่างเดียว

1️⃣ เนื้อแดง เลือกส่วนไม่ติดมันจะคุ้มกว่า
เนื้อวัวและเนื้อหมูมีธาตุเหล็กชนิดที่เรียกว่า heme iron
ข้อดีคือร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าเหล็กจากพืชครับ
ถ้าจะเลือก ผมชอบให้เอาแบบไม่ติดมันมาก เช่น เนื้อวัวส่วนไม่มัน หมูสันใน หรือหมูไม่ติดมัน
เพราะเราอยากได้ธาตุเหล็ก ไม่ได้อยากแถมไขมันอิ่มตัวเข้ามาเยอะเกินไป
กินสลับกับปลา ไข่ และถั่ว จะสมดุลกว่ากินเนื้อแดงทุกมื้อครับ

2️⃣ หอยบางชนิด ธาตุเหล็กสูงกว่าที่หลายคนคิด
พวกหอย เช่น หอยลาย หอยแมลงภู่ หรือหอยนางรม มีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงครับ
และเป็น heme iron เหมือนกัน จึงดูดซึมได้ดี
ถ้าไม่มีข้อห้ามเรื่องอาหารทะเล ก็เอามาสลับกับเนื้อได้
เช่น
ผัดหอยลาย
แกงหอย
หอยลวก
หรือใส่ในต้มยำ
แต่ถ้ามีโรคไต เกาต์บางช่วง หรือจำกัดโซเดียม ก็ต้องดูเมนูและปริมาณให้เหมาะด้วยครับ

3️⃣ ไข่ มีเหล็กอยู่ แต่ไม่ใช่พระเอกสูงสุด
ไข่มีธาตุเหล็กครับ โดยเฉพาะในไข่แดง
ข้อดีคือกินง่าย โปรตีนดี และเหมาะกับหลายบ้าน
แต่ถ้าซีดจากขาดธาตุเหล็กจริง ๆ ผมไม่อยากให้คิดว่า
“กินไข่วันละฟองแล้วพอ”
เพราะปริมาณธาตุเหล็กในไข่ไม่ได้สูงมากเท่าเนื้อแดง หอย หรือตับ
ให้มองเป็นตัวเสริมในมื้อครับ
เช่น ข้าว + ไข่ต้ม + ผัดผัก + เนื้อหรือถั่วอีกอย่าง แบบนี้ครบกว่าครับ

4️⃣ ถั่วและเต้าหู้ เหมาะมากสำหรับคนไม่กินเนื้อ
ถั่วแดง
ถั่วลูกไก่
ถั่วเลนทิล
ถั่วเหลือง
เต้าหู้
ทั้งหมดมีธาตุเหล็กจากพืชครับ
เหล็กชนิดนี้เรียกว่า non-heme iron
ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่า heme iron แต่เราช่วยให้ดูดซึมดีขึ้นได้ด้วยการกินคู่กับวิตามินซี
เช่น
เต้าหู้ผัดพริกหวาน
ยำถั่วใส่มะเขือเทศ
ถั่วกับฝรั่งหรือส้มหลังมื้อ
วิตามินซีช่วยเปลี่ยนเหล็กให้อยู่ในรูปที่ลำไส้ดูดซึมง่ายขึ้นครับ

5️⃣ งาดำ เมล็ดฟักทอง และเมล็ดพืช เอาไว้โรยเพิ่มได้ง่าย
กลุ่มเมล็ดพืชบางชนิดมีธาตุเหล็กอยู่พอสมควรครับ
เช่น
งาดำ
เมล็ดฟักทอง
เมล็ดทานตะวัน
ข้อดีคือไม่ต้องเปลี่ยนเมนูทั้งชีวิต
เอาไปโรยข้าว
โรยโยเกิร์ต
ใส่ข้าวโอ๊ต
หรือกินเป็นของว่างปริมาณพอดี
แต่กลุ่มนี้พลังงานค่อนข้างสูงนะครับ
ไม่ได้แปลว่า “มีเหล็กดี งั้นเทครึ่งถุง”
กำมือเล็ก ๆ ก็พอครับ

6️⃣ ผักใบเขียวมีเหล็ก แต่ต้องกินให้เป็น
ผักอย่าง
ผักโขม
คะน้า
ตำลึง
ใบเหลียง
บรอกโคลี
มีธาตุเหล็กและสารอาหารอื่นที่ช่วยเรื่องเลือด เช่น โฟเลตครับ
แต่เหล็กจากผักเป็น non-heme iron และบางชนิดมีสารที่ขัดขวางการดูดซึมอยู่ด้วย
ดังนั้นผมชอบให้กินคู่กับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น
คะน้ากับพริกหวาน
ตำลึงกับมะเขือเทศ
ผักกับฝรั่งหรือส้ม
แบบนี้ร่างกายใช้ประโยชน์จากเหล็กได้ดีขึ้นครับ

7️⃣ ตับกินได้ แต่ไม่ต้องทุกวัน
ตับมีธาตุเหล็กสูงจริง และยังมีวิตามินบี 12 กับโฟเลตด้วย
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องกินทุกวันเพื่อให้เลือดดีครับ
ตับมีวิตามินเอสูงมากด้วย ถ้ากินบ่อยหรือปริมาณมากเกินไปก็ไม่เหมาะ โดยเฉพาะในบางกลุ่ม เช่น คนตั้งครรภ์ต้องระวังเรื่องวิตามินเอจากตับเป็นพิเศษ
ผมเลยมองว่าตับเป็นอาหารที่ สลับกินได้เป็นครั้งคราว
ไม่จำเป็นต้องเป็นเมนูประจำทุกวัน

ถ้าอยากให้ธาตุเหล็กดูดซึมดีขึ้น จำ 3 เรื่องนี้ครับ
• กินคู่กับวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ส้ม มะเขือเทศ พริกหวาน จะช่วยดูดซึมเหล็กจากพืชได้ดีขึ้น
• ชาและกาแฟอย่าดื่มติดมื้อทันที เพราะสารบางชนิดในชาและกาแฟลดการดูดซึมธาตุเหล็กได้ ถ้าเป็นคนขาดธาตุเหล็กจริง ลองเว้นออกจากมื้อสักระยะครับ
• อย่าดูแค่ Hb อย่างเดียวถ้าสงสัยขาดเหล็ก ควรดูค่าอย่าง ferritin และบางครั้ง transferrin saturation ร่วมด้วย เพราะซีดไม่ได้เกิดจากเหล็กต่ำทุกคนครับ

ถ้าอยากบำรุงเลือด ไม่ต้องกินตับทุกวันครับ
เราสลับได้จากเนื้อไม่ติดมัน หอย ไข่ ถั่ว เต้าหู้ เมล็ดพืช ผักใบเขียว และตับเป็นบางมื้อ
สิ่งที่สำคัญคือ กินให้หลากหลาย และจัดคู่ให้ดูดซึมดี
โดยเฉพาะเหล็กจากพืช ถ้ามีวิตามินซีมาช่วย จะคุ้มขึ้นเยอะครับ
แต่ถ้าใครตรวจแล้วซีดจริง ซีดมาก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หน้ามืด หรือค่าฮีโมโกลบินตกต่อเนื่อง ผมไม่อยากให้แก้ด้วยอาหารอย่างเดียวครับ ต้องหาสาเหตุด้วยว่าเสียเลือดอยู่หรือเปล่า ขาดเหล็กจริงไหม หรือมีโรคอื่นร่วม
เรื่องเลือดไม่ใช่แค่ “กินอะไรเพิ่ม”
แต่ต้องรู้ก่อนว่า ขาดอะไร และขาดเพราะอะไร
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

ที่อยู่

บ้านระกาย
Nakhon Ratchasima

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ประกันดีกับประวีลักษณ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์