โทร เส้นทาง

DB Design&Brand สร้างสรรค์คือสินทรัพย์และสร้างสรร?

02/06/2026

ถอดกลยุทธ์ L’Oréal Beauty อันดับ 1 โลก ชนะคู่แข่งด้วยเทคโนโลยี

ชมคลิปที่ลิงก์ในคอมเมนต์

ทำไม L’Oréal Groupe ถึงยังเป็นบริษัท Beauty อันดับ 1 ของโลกและยืนระยะมานานหลายสิบปี

เบื้องหลังทั้งหมดอาจไม่ได้ชนะเพราะการตลาดอย่างเดียว แต่ชนะด้วยการลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของใน ‘เทคโนโลยี’ สร้างนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน

The Secret Sauce EP.956 พาไปถอดรหัสเบื้องหลังว่า L’Oréal ลงทุนอะไรบ้าง ตั้งแต่ Bio-based Ingredients, Next-Gen Packaging, Data & Carbon Footprint ไปจนถึง Traceability เพื่อเปลี่ยนความยั่งยืนให้กลายเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ

#ความยั่งยืน

02/06/2026

ชวนเจาะเทรนด์ Destress Economy เศรษฐกิจใหม่ที่ใช้ความสบายใจนำทาง
ในยุคที่โลกเผชิญกับแรงกดดันจากวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือ Polycrisis ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ผู้คนกำลังสูญเสียไปมากที่สุดไม่ใช่เพียงเงินในกระเป๋า หากคือ 'ความสงบทางใจ' ความเครียดสะสมและการเผชิญกับภาวะหมดไฟกลายเป็นโรคระบาดเงียบที่ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจากรายงานของ WGSN ระบุว่าร้อยละ 84 ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังแสวงหาสถานที่ที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจอย่างแท้จริง
จากเดิมที่โลกเคยวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่าง GDP ปัจจุบันคุณค่าถูกนิยามใหม่ผ่านดัชนีความอยู่ดีมีสุขหรือ GWB ย่อมาจาก Gross Well Being จนเกิดเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Destress Economy หรือ 'เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ' เทรนด์นี้เปลี่ยนความเหนื่อยล้าให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมกลายเป็นอุตสาหกรรมสุขภาวะหรือ Wellness Economy ที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อซื้อความผ่อนคลายให้กับตนเอง ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่ามูลค่ารวมของตลาดนี้ทั่วโลกพุ่งสูงกว่า 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเติบโตต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 8.6 ต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่ม Wellness Tourism กลุ่ม Mental Wellness และกลุ่ม Creative Experience
ความสบายใจหลายรูปแบบที่ผู้คนพร้อมจ่าย
พื้นที่ทางกายภาพมีผลต่อจิตใจอย่างมหาศาล ในยุคที่ชีวิตถูกเร่งสปีดด้วยโลกออนไลน์ตลอดเวลา ผู้บริโภคยุคใหม่จึงโหยหาพื้นที่เพื่อปิดสวิตช์และทำ Digital Detox ให้ตัวเองได้กลับไปพึ่งพิงธรรมชาติ พร้อมใช้ชีวิตสไตล์ Slow Life เพื่อฟื้นฟูพลังกายและใจที่เหนื่อยล้า
ความต้องการนี้ได้ขับเคลื่อนสู่ธุรกิจการท่องเที่ยววิถีท้องถิ่นหรือ Local Tourism ที่เน้นความเรียบง่ายและปลอดภัย เริ่มตั้งแต่การพักผ่อนที่โฮมสเตย์กลางเขา สัมผัสประสบการณ์อาหารพื้นถิ่น เรียนรู้งานคราฟต์ชุมชน ตลอดจนการฟื้นฟูร่างกายด้วยมิติของ Wellness อย่างสปาและการนวดไทยโบราณที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและความเครียดสะสม
เมื่อความสบายใจกลายเป็นเป้าหมายหลัก สินค้าและบริการในกลุ่มนี้จึงถูกออกแบบอย่างหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่แตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละคนมีต้นตอความเครียดและวิธีเปิดสวิตช์ความสุขที่ไม่เหมือนกัน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้คนจึงไม่ได้มองหาความหรูหราเพียงอย่างเดียว หากยังต้องการความรู้สึกที่สามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้อีกครั้ง
ปลดล็อกศักยภาพปักษ์ใต้สู่โมเดลต้นแบบแห่งความสุข
ภูมิภาคใต้ของประเทศไทยมีความได้เปรียบสูงมากในการเป็นโมเดลต้นแบบของ Destress Economy ด้วยต้นทุนทางธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตที่หลากหลาย ทรัพยากรเหล่านี้ถูกยกระดับผ่านเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 หรือ Pakk Taii Design Week 2025 ภายใต้ธีม 'South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน' ซึ่งทำหน้าที่เป็นสนามทดลองเชิงนโยบายหรือ Sandbox ในการเปลี่ยนสินทรัพย์ท้องถิ่นจากทั้ง 14 จังหวัดให้กลายเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูง ผ่านกลยุทธ์การออกแบบคุณค่าทางอารมณ์หรือ Emotional Value Proposition ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด
หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปจะพบว่าปักษ์ใต้ทั้ง 14 จังหวัดมีต้นทุนเดิมที่แข็งแกร่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่อผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าและต้องการการพักผ่อน ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นเสน่ห์ของทะเล การได้หลีกหนีความวุ่นวายไปฟังเสียงคลื่น พักผ่อนในรีสอร์ตริมหาด หรือใช้ชีวิตบนเกาะที่เงียบสงบ พร้อมปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสปาบำบัด ภาพจำอันงดงามเหล่านี้คือสปริงบอร์ดสำคัญที่พร้อมผลักดันให้ภาคใต้ก้าวขึ้นสู่การเป็นเมืองหลวงแห่งความสบายใจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนได้ในทุกมิติ
สี่กลุ่มโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนด้ามขวานไทย
โอกาสแรกเติบโตผ่านกลุ่ม 'สงบ' นำโดยจังหวัดนครศรีธรรมราช นราธิวาส และพังงา พื้นที่เหล่านี้หนุนนำธุรกิจ Wellness และการพักผ่อนจิตใจที่เชื่อมโยงกับพลังบวก ศรัทธา และงานฝีมือลุ่มลึก ทรัพยากรด้านความเชื่อและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศถูกนำมาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและการฟื้นฟูจิตใจในรูปแบบ Retreat ร่วมกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง พร้อมพัฒนาพื้นที่ฝั่งอันดามันเป็นระเบียงเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม Medical และ Wellness Tourism เต็มรูปแบบ ทั้งสปา สมุนไพร เสียงบำบัด ไปจนถึงการบำบัดใจผ่านศิลปะเรื่องเล่า ควบคู่กับการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมชายแดนใต้สู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรมฮาลาลชั้นนำ
โอกาสถัดมาคือกลุ่ม 'ผ่อนคลาย' ในพื้นที่จังหวัดยะลา ตรัง พัทลุง และภูเก็ต ขับเคลื่อนผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ใกล้ชิดวิถีชีวิต ทักษะสิ่งทอและวัฒนธรรมอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ถูกยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางแฟชั่นมุสลิมด้วยสินค้าแฟชั่นผสานเทคโนโลยีเพื่อส่งออกสู่ตลาดระดับภูมิภาค ร่วมกับการสร้างแบรนด์อาหารสร้างสรรค์ในแนวทาง Gastronomy ที่นำเสนอรสชาติอันลึกซึ้งผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีโอกาสในกลุ่มเกษตรพื้นถิ่นสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนพืชหมุนเวียนให้เป็นนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและความงาม พร้อมยกระดับบางพื้นที่สู่ศูนย์กลางการประชุมและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อนระยะยาวที่รองรับกลุ่ม Digital Nomad และผู้สูงวัยระดับสากล
กลุ่มที่สามคือกลุ่ม 'ปลดปล่อย' ซึ่งครอบคลุมจังหวัดกระบี่ สงขลา และสุราษฎร์ธานี มุ่งเน้นธุรกิจสร้างประสบการณ์สร้างสรรค์เพื่อรองรับผู้คนหลากหลายเจเนอเรชัน ต้นทุนทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายฝั่งถูกแปรเปลี่ยนเป็นความรู้และความบันเทิง ผ่านการลงทุนด้าน Edutainment และ Geo Tourism เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับการเรียนรู้ยุคใหม่ พร้อมพัฒนาพื้นที่เชื่อมต่อทางวัฒนธรรมในรูปแบบ Co Creation Space พื้นที่รีเทลสร้างสรรค์ และอีเวนต์ที่สะท้อนตัวตนของเมือง รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจความบันเทิงริมชายหาดผ่าน Beach Festival ดนตรี และกีฬา มอบประสบการณ์ความสนุกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ร่วมกัน
กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่ม 'ไร้กังวล' ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง สตูล และปัตตานี เปิดรับแรงบันดาลใจแบบมินิมอลและพลังสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืน ความบริสุทธิ์ของท้องทะเลและวิถีชุมชนถูกนำมาพัฒนาเป็นเศรษฐกิจสีน้ำเงินหรือ Blue Economy และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ ผ่านการสร้างประสบการณ์บำบัดจิตใจ ผสานวิถีชีวิตแบบ Slow Life การอาบป่า และ Wellness Retreat บนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมเศรษฐกิจสองฝั่งมหาสมุทร ยกระดับสู่วิถีประมงพื้นบ้านเชิงอนุรักษ์และการสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยนวัตกรรมด้าน Climate Tech และ Circular Economy ตลอดจนการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่สร้างสมดุลระหว่างวัฒนธรรม ทรัพยากร และมนุษย์อย่างลงตัว
เปลี่ยนความเหนื่อยล้าเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
Destress Economy ก้าวข้ามการเป็นเพียงเทรนด์ฉาบฉวย พร้อมยกระดับสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาลงทุนกับคุณภาพชีวิตและความรู้สึกมากกว่าวัตถุสิ่งของ ภาคใต้ของไทยจึงขยับบทบาทจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางในแผนที่ท่องเที่ยว สู่การเป็นโอกาสครั้งสำคัญของแบรนด์ ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น ในการเปลี่ยนต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความผ่อนคลายในชีวิตประจำวันได้อย่างตรงจุด
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งความสบายใจจึงก้าวข้ามการเป็นเพียงกระแสการพักผ่อน สู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาล ในสมรภูมิธุรกิจยุคปัจจุบัน เมือง ผู้ประกอบการ และแบรนด์ที่สามารถถอดรหัสความเหนื่อยล้าของผู้คน พร้อมเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสินค้าที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้อย่างสร้างสรรค์ จะเป็นผู้ที่สามารถต่อยอดและเติบโตในโลกธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งเพียบพร้อมด้วยต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม จึงมีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการก้าวขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งความสบายใจ พร้อมเปลี่ยนความเหนื่อยล้าของผู้คนให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และปักหมุดหมายใหม่ที่โดดเด่นบนแผนที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของโลกได้อย่างแท้จริง
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA จึงให้ความสำคัญกับการตอบรับเทรนด์ดังกล่าว พร้อมนำแนวคิด 'Destress Economy' หรือ 'เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ' มาเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันและกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนให้ภาคใต้กลายเป็นศูนย์กลางที่พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและเยียวยาจิตใจของผู้คนในระยะยาว
📆 วันที่ : 19 - 21 มิถุนายน 2569
⏰ เวลา : 11.00 - 21.00 น.
📌 สถานที่ : สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้ (CEA ภาคใต้)
https://maps.app.goo.gl/DgjKqZnjaHBukyMR7
เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
📚 การเปิดให้บริการ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สงขลา หรือ Thailand Creative & Design Center Songkhla (TCDC สงขลา)
เวลา : 10.30 - 19.00 น. (ปิดวันจันทร์)
#เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #เซาท์ซี้ #ขยับใต้ขยายมุมคิด

01/06/2026

DINJI.STUDIO (ดินจี่ สตูดิโอ) คือสตูดิโองานปั้นดินเผา ของ ปืน-วรเชษฐ ศรีสุบาล ที่เริ่มจากความหลงใหลในการปั้นดิน และเล่าเรื่องราวรากเหง้าของอีสาน ผ่านงานปั้น ‘พระเจ้าดินจี่’ พระพุทธรูปดินเผาแบบอีสาน ปู่สังกะสา-ย่าสังกะสี ไปจนถึงงานปั้นสัตว์น้อยใหญ่ในกลอนอีสาน

คอลัมน์ Creative Local ชวนเขามานั่งเล่าเบื้องหลังงานปั้นทุกชิ้นที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของศิลปะพื้นถิ่น และการต่อยอดวัฒนธรรมพื้นบ้านให้เติบโตไปพร้อมกับยุคสมัย ที่อยากให้คนจดจำว่างานจากสกุลช่างดินจี่เป็นอย่างไร https://readthecloud.com/art-and-culture/creative-local/worachet-srisubal-dinji-studio/

อ่านเรื่องราวดี ๆ ได้ที่ readthecloud.com

#ดินจี่ #พระเจ้าดินจี่ #ดินเผา #งานปั้น Worachet Srisubal

17/05/2026

Gen Alpha คือเด็กที่เกิดระหว่างปี 2010–2024 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนราว 2 พันล้านคนทั่วโลก และกำลังกลายเป็นผู้บริโภครุ่นสำคัญของอนาคต แม้หลายคนยังไม่เข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว แต่พวกเขาเริ่มมีอิทธิพลต่อการใช้จ่าย ทั้งจากเงินที่ใช้เองและจากอิทธิพลต่อการตัดสินใจของครอบครัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ทำให้ Gen Alpha แตกต่างจากคนรุ่นก่อน คือพวกเขาไม่ได้เพิ่งมาเรียนรู้เทคโนโลยีภายหลัง แต่เติบโตมาในโลกที่ดิจิทัลเป็นเรื่องปกติ และ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การค้นหาข้อมูล การสร้างคอนเทนต์ หรือการใช้งานแพลตฟอร์มต่าง ๆ ความคุ้นเคยแบบนี้กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของการบริโภคและการใช้ชีวิต

หนึ่งในแนวโน้มสำคัญคือ AI กลายเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัว Gen Alpha อย่างเป็นธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมพิเศษ แต่เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เข้ามาช่วยในหลายเรื่อง ตั้งแต่การเรียนไปจนถึงความบันเทิง นี่ทำให้เด็กรุ่นนี้คาดหวังว่าเทคโนโลยีจะต้องเข้าถึงง่าย ตอบสนองเร็ว และฝังอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน

อีกแนวโน้มหนึ่งคือ เกมออนไลน์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสื่อบันเทิง แต่กลายเป็นพื้นที่สื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ สำหรับ Gen Alpha การเล่นเกมคือการใช้เวลาอยู่กับเพื่อน พูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างคอมมูนิตี้ในรูปแบบที่ต่างจากโซเชียลมีเดียรุ่นก่อน โลกของเกมจึงมีความหมายในฐานะพื้นที่ทางสังคม ไม่ใช่แค่พื้นที่พักผ่อน

ในด้านสุขภาพและการดูแลตัวเอง Gen Alpha เติบโตมากับแนวคิดเรื่อง self-care และ mental health ตั้งแต่อายุยังน้อย พวกเขาคุ้นเคยกับการพูดถึงสุขภาพใจ สุขภาพกาย และการใช้สินค้า บริการ หรือแอปพลิเคชันเพื่อดูแลตัวเอง เรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นวิธีคิดพื้นฐานที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก

ขณะเดียวกัน Gen Alpha ยังให้ความสำคัญกับของมือสองและวินเทจมากขึ้น มุมมองนี้ต่างจากคนรุ่นก่อนที่อาจมองของมือสองว่าเชยหรือด้อยกว่า แต่สำหรับเด็กรุ่นนี้ ของเก่าสามารถมีคุณค่าได้ทั้งในแง่สไตล์ ความคุ้มค่า และความยั่งยืน พวกเขาไม่ได้มองการบริโภคผ่านความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความหมายของสิ่งของมากขึ้น

แม้จะเติบโตมาในโลกดิจิทัล แต่ Gen Alpha ไม่ได้ต้องการอยู่แค่ออนไลน์เท่านั้น พวกเขายังให้คุณค่ากับประสบการณ์ในโลกจริง ไม่ว่าจะเป็นการไปเดินร้านค้า ไปทำกิจกรรม ไปดูหนัง หรือออกไปใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อน สิ่งนี้สะท้อนว่าโลกออฟไลน์ยังมีความสำคัญ เพราะประสบการณ์จริงยังคงให้ความรู้สึกของการมีส่วนร่วมและการเชื่อมต่อที่โลกออนไลน์ทดแทนไม่ได้ทั้งหมด

ถ้ามองภาพรวม Gen Alpha ไม่ได้แบ่งโลกเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์อย่างชัดเจน แต่ใช้ชีวิตอยู่บนการผสมกันของทั้งสองแบบอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาใช้ AI ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ใช้เกมเป็นพื้นที่สังคม แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังต้องการประสบการณ์จริง ต้องการพื้นที่พบปะ และต้องการความสัมพันธ์ที่จับต้องได้

สำหรับแบรนด์หรือธุรกิจ สิ่งที่ Gen Alpha กำลังบอกเรา คือการสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่อาจพึ่งแค่ความเป็นดิจิทัลอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องคิดให้ครบทั้งเรื่องเทคโนโลยี ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ เพราะผู้บริโภครุ่นนี้คาดหวังให้สิ่งเหล่านี้เชื่อมต่อกันเป็นเรื่องเดียวอย่างเป็นธรรมชาติ

ารออกแบบลวดลาย สู่การสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ผู้เขียน  ดร. ณงค์ณุข นทีพายัพทิศอาจารย์หลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์...
07/04/2026

ารออกแบบลวดลาย สู่การสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์

ผู้เขียน ดร. ณงค์ณุข นทีพายัพทิศ
อาจารย์หลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สาขาเทคโนโลยีศิลป์
คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

https://e-cms.rmutl.ac.th/assets/upload/files/2023/11/20231114113143_85349.pdf

#การออกแบบลวดลาย สู่การสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์

ผู้เขียน ดร. ณงค์ณุข นทีพายัพทิศ
อาจารย์หลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สาขาเทคโนโลยีศิลป์
คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

42 หน้า

07/04/2026

เรื่องของป้ายที่ไม่อาจมองข้าม กับการรีไซเคิลและออกแบบใหม่
ในโลกที่งานพิมพ์และสื่อประชาสัมพันธ์ถูกผลิตขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับกิจกรรม งานอีเวนต์ และการตลาดที่หมุนเปลี่ยนตลอดเวลา “ป้ายโฆษณา” จึงกลายเป็นวัสดุใกล้ตัวที่เราเห็นอยู่ทุกวัน แต่สิ่งที่คนจำนวนมากอาจไม่ได้มองต่อ คือชะตากรรมของมันหลังหมดหน้าที่ใช้งาน โดยเฉพาะป้ายไวนิลที่แม้จะราคาประหยัด สีสันสดใส และตอบโจทย์การใช้งานระยะสั้นได้ดี ทว่ากลับทิ้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมไว้ไม่น้อย
วันนี้ นักออกแบบ นักวิจัย และผู้ผลิตวัสดุจำนวนหนึ่งกำลังพยายามตั้งคำถามใหม่ให้กับวัสดุเหล่านี้ ว่าจะทำอย่างไรให้ป้ายหนึ่งผืนไม่จบลงเพียงการเป็นขยะ แต่สามารถถูกแปรเปลี่ยนเป็นทรัพยากรใหม่ได้อีกครั้ง ทั้งในรูปแบบเส้นใยสำหรับงานสร้างสรรค์ และวัสดุทางเลือกที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: https://www.creativethailand.org/article-read?article_id=35126&lang=th&tyvek-dupont
#คิด #ความคิดสร้างสรรค์

ตัวอย่างนวัตกรรมที่ขายได้ ผ่านมือนักออกแบบ May Mayalin ที่ใส่ใจรายละเอียดมองคุณค่าสินค้าผ่านลดต้นทุนด้วยการออกแบบที่คำนึ...
01/04/2026

ตัวอย่างนวัตกรรมที่ขายได้ ผ่านมือนักออกแบบ May Mayalin ที่ใส่ใจรายละเอียดมองคุณค่าสินค้าผ่านลดต้นทุนด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงการผลิตและการขนส่งช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรยกระดับสู่สากล ด้วยการสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ที่สดคล้องช่วยทำให้การสื่อสารสู่ลูกค้าตราตรึงใจ

จากของล้นตลาด สู่สินค้าส่งออก พลิกสะตอจากพืชพื้นบ้านที่เคยขายได้แค่ปีละครั้ง ให้กลายเป็นนวัตกรรมสะตออบแห้ง เก็บรักษาได้นานถึง 1 ปี โดยยังคงสีเขียวสด กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ และเนื้อสัมผัสที่ไม่ต่างจากสะตอสด
​
นี่คือการแก้ Pain Point และยังช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกด้วย https://www.smethailandclub.com/tech/10278.html
​
#สะตออบแห้ง #แบรนด์ชมนาด #นวัตกรรม #อำเภอพิปูน #นครศรีธรรมราช #ผักอบแห้ง #เพื่อนคู่คิดธุรกิจเอสเอ็มอี #เรื่องธุรกิจต้องSMETHAILAND

01/04/2026

🌈The Strategic Craft🌈
ปั้นแบรนด์ชุมชนให้สง่างาม ด้วยสมดุลแห่งดีไซน์และกลยุทธ์ที่จับต้องได้

‼️เมื่อนิยามของคำว่า 'Local' ถูกร้อยเรียงขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคที่คาดไม่ถึง เบื้องหลังแบรนด์ชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอนุรักษ์ แต่คือการ 'ปฏิวัติ' (Revolution) เมื่อการนำวัสดุที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนมาเข้ากระบวนการดีไซน์ที่ซับซ้อน เพื่อเจียระไนคุณค่าจากภูมิปัญญาให้มีมูลค่าที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเสน่ห์ของชุมชนถูกผนึกเข้ากับนวัตกรรมที่ล้ำสมัย สินค้าชิ้นนั้นจะไม่ใช่แค่ของใช้ แต่มันคือ Asset ที่มีมูลค่าสูง

🌟ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเริ่มต้นสร้างแบรนด์จากงานฝีมือชุมชนสิ่งที่ยากไม่ใช่แค่การทำให้สินค้าสวยงามเท่านั้น แต่คือการตอบคำถามให้ได้ว่าเราอยู่ ‘ตรงไหน’ ในสายตาลูกค้า บททดสอบแรกๆ ที่ผู้ประกอบการมักตกหลุมพรางคือ ‘การตั้งราคา’ ที่มักจะตั้งราคาตามความรู้สึกหรือแค่ให้คุ้มทุน แต่หัวใจสำคัญคือ ‘การประเมินและการเปรียบเทียบ’ ดังนั้นควรตั้งราคาเท่าไรที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการเสียเงินครั้งนี้มันคุ้มค่า?

👤คุณมอสส์ ฉัตรแก้ว ศรีสุวรรณ เจ้าของแบรนด์แฟชั่น 💍 เครื่องประดับ รองเท้า สุด Chic อย่าง Mosstories และ Former Creative Director จาก BEFORE ALL ELSE แบรนด์แฟชั่นสไตล์ Local Essence เปิดเผยว่า การประเมินระดับของแบรนด์ตัวเองว่าอยู่ใน Level ไหนในสายตาเราและสายตาคนอื่น และเปรียบเทียบแบรนด์ตัวเองกับแบรนด์คู่แข่ง ทั้งในด้าน Design, Story, Quality และ Technique ว่าแบรนด์ของเรานั้นโดดเด่นกว่าคู่แข่งในด้านไหน จะทำให้การให้ตั้งราคาสินค้าและการวาง Position เป็นไปได้อย่างเหมาะสม ในฐานะวิทยากรที่มาให้ความรู้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในกิจกรรมต่อยอดธุรกิจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนยุคใหม่ ที่จัดขึ้นโดย ✔️กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หากเรามีนวัตกรรมหรือเทคนิคเฉพาะตัวที่คู่แข่งไม่มี นั่นคือโอกาสในการวางตำแหน่งแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มองหาความแตกต่าง ไม่ใช่แค่สินค้าดาษดื่น

✅นอกจากโจทย์สุดหินอย่างการตั้งราคาสินค้าให้เหมาะสมแล้วยังมีปัญหาคลาสสิกอย่าง ‘จำนวนขั้นต่ำในการผลิต’ (MOQ) ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักกังวลว่าต้องผลิตจำนวนมากเพื่อให้ได้ราคาต้นทุนต่ำหรือควรสั่งผลิตในจำนวนเท่าใดกันแน่? แต่ในความเป็นจริงนั้น ขั้นต่ำของเราไม่จำเป็นต้องเท่ากับของคนอื่นก็ได้ คุณมอสส์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ในช่วงเริ่มต้นนั้นการมีเงื่อนไข MOQ ที่น้อย จะช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้ Connect กับพาร์ทเนอร์และทดลองตลาดได้หลากหลายขึ้น หรือเราอาจจะเริ่มต้นด้วยการใช้วัสดุที่ผลิตเองได้ หรือเชื่อมต่อกับแหล่งผลิตต้นแบบรายย่อย เพื่อทำสินค้าต้นแบบ (Prototype) ที่ราคาไม่แรงจนเกินไปและสามารถต่อรองราคาได้ จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงในการจมทุน

📍การปั้นแบรนด์ชุมชนอาจเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ อย่างการทำต้นแบบไม่กี่ชิ้น หรือการลองผิดลองถูกในตลาดออนไลน์ แต่นั่นคือการบ่มเพาะประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุด แม้วันนี้จะยังไม่ใช่แบรนด์ที่ทุกคนรู้จัก แต่ทุกการใส่ใจในการผลิตสินค้าที่ทรงคุณค่า และตั้งอยู่บนพื้นฐานการบริหารที่ชาญฉลาด จะเป็นรากฐานที่ส่งให้แบรนด์ของคุณเติบโตอย่างสง่างามในแบบของตัวเอง





✍️พิมพ์ชนก วิลาศรี ผู้เขียน
📘ชลนาถ เต็งอินทร์ ผู้เรียบเรียง
กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

31/03/2026

“แม้เกาหลีเป็นประเทศที่พัฒนาไปไกลมากแล้วในทางวัตถุ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนก็ยังพร้อมจะไปต่อคิวข้ามปีเพื่อฟังว่าร่างทรง (มูดัง) จะพูดอะไรเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง นั่นแปลว่าในสังคมเกาหลียังมีพื้นที่รับเรื่องเหล่านี้อยู่อย่างชัดเจน”
ในประเทศอย่าง ‘เกาหลีใต้’ ซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูง และเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย ความเชื่อเรื่องร่างทรง หมอดู และการทำนายดวงชะตากลับยังฝังแน่นอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างน่าสนใจ
กระแสความนิยมของรายการ ‘Battle of Fates’ (운명전쟁49) หรือ ‘สังเวียนเซียนทำนาย’ ที่นำศาสตร์การทำนายแขนงต่างๆ ของเกาหลีมาจัดวางในรูปแบบการแข่งขัน เพื่อค้นหาสุดยอดปรมาจารย์ด้านการทำนาย ทำให้ผู้คนจากหลายมุมโลกหันมาสนใจความเชื่อเหล่านี้ของเกาหลีมากขึ้น ในอีกทางหนึ่ง กระแสนี้ยังสะท้อนความสามารถของเกาหลีในการแปร ‘ความเชื่อ’ ให้กลายเป็น ‘สินค้าทางวัฒนธรรม’ ที่เดินทางข้ามพรมแดนได้
วันโอวันชวน ดร.วีรญา กังวานเจิดสุข อาจารย์สาขาเกาหลีศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ความเชื่อของเกาหลี สนทนาในประเด็นความเชื่อเรื่องร่างทรงและการทำนายดวงชะตาในเกาหลี ตั้งแต่รากทางประวัติศาสตร์ของความเชื่อ ที่ทางในสังคมร่วมสมัย ไปจนถึงคำถามสำคัญว่า ในวันที่เกาหลีส่งออกวัฒนธรรมไปทั่วโลก ‘สายมู’ กำลังขยับขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งสินค้าสำคัญในสนาม K-content หรือไม่
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/weeraya-interview-k-mudang/
“ความเชื่อเรื่องร่างทรงของเกาหลี หรือ ‘มูดัง’ (무당) นั้น มีความเก่าแก่มาก ย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดีที่ถูกค้นพบ เช่น กระดิ่ง กระจก หรืออุปกรณ์ประกอบพิธีในสุสาน ล้วนเป็นสิ่งของที่มูดังใช้ในการสื่อสาร ทำพิธีกรรม หรือพูดคุยกับเทพ ทำให้สันนิษฐานว่ามูดังมีอยู่มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ [...] หากจะพูดให้เห็นภาพถึงความเก่าแก่ของร่างทรงเกาหลี คือมูดังมีอยู่ก่อนที่ศาสนาต่างๆ จะมาถึงคาบสมุทรเกาหลีเสียอีก”
“ฟังก์ชันที่มูดังมอบให้ผู้คนไม่เหมือนกับสิ่งที่ศาสนามอบให้ สมมติมีคนในครอบครัวตาย คนที่ยังอยู่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกอย่างไร ทั้งพุทธ คริสต์ หรือขงจื่อเองก็ไม่ตอบโจทย์เพราะทั้งสามความเชื่อไม่ได้มีวิธีการจัดการกับความทรงจำหรือความคิดถึงที่ตรงจุด แต่มูดังทำให้เห็นเลยว่าถ้าอย่างนั้นเรามาทำพิธีกรรมกัน เชิญเขามาส่งวิญญาณ พอเชิญมาสิงปุ๊ป สั่งเสีย บอกลากันครั้งสุดท้าย ลูกบอกผ่านมูดังเลยว่าพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหนู จบเลย”
“ก่อนหน้านี้เราอาจเห็นคอนเทนต์แนวสารคดี ซึ่งเป็นการสังเกตการณ์และบันทึกปรากฏการณ์ตามแบบสารคดี แต่กรณีของ Battle of Fates ต่างออกไป เพราะรายการเอามูดังมาแข่งขันกันตรงๆ เลยว่า ใครแม่นกว่า ใครรับคลื่นได้ดีกว่า ใครแปลความหมายจากสิ่งเหนือธรรมชาติได้ดีกว่ากัน พอทำออกมาในรูปแบบนี้ คนดูก็ยิ่งเกิดความอยากรู้อยากเห็นว่า ถ้าอย่างนั้นคนนี้จะจริงไหม มูดังคนนี้จะเก่งไหม หรืออยากลองไปดูไพ่กับคนนี้บ้าง ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมีมูลค่าในตัวมันอยู่แล้ว และทำให้เรื่องเหล่านี้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ขายได้ในระดับจิตใจเลยด้วยซ้ำ”
“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือเกาหลีเก่งมากในการหาคอนเทนต์ใหม่ๆ มาเติมให้จักรวาล K-Everything ของตัวเอง และ K-Mudang ก็เป็น ‘รถคันใหม่’ อีกคันที่วิ่งเข้ามาในเลนของป็อบคัลเจอร์เกาหลีได้อย่างแนบเนียน ทำให้ภาพของวัฒนธรรมเกาหลีกว้างขึ้นและมีมิติใหม่ขึ้น”
เรื่อง: เพ็ญพิชชา มุ่งงาม
ภาพถ่าย: นิติพงษ์ การดี
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย

ที่อยู่

222 ต. ไทยบุรี อ. ท่าศาลา
Nakhon Si Thammarat
80160

เบอร์โทรศัพท์

+6675673000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ DB Design&Brand โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์