DB Design&Brand สร้างสรรค์คือสินทรัพย์และสร้างสรร?

ารออกแบบลวดลาย สู่การสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ผู้เขียน  ดร. ณงค์ณุข นทีพายัพทิศอาจารย์หลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์...
07/04/2026

ารออกแบบลวดลาย สู่การสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์

ผู้เขียน ดร. ณงค์ณุข นทีพายัพทิศ
อาจารย์หลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สาขาเทคโนโลยีศิลป์
คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

https://e-cms.rmutl.ac.th/assets/upload/files/2023/11/20231114113143_85349.pdf

#การออกแบบลวดลาย สู่การสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์

ผู้เขียน ดร. ณงค์ณุข นทีพายัพทิศ
อาจารย์หลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สาขาเทคโนโลยีศิลป์
คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

42 หน้า

07/04/2026

เรื่องของป้ายที่ไม่อาจมองข้าม กับการรีไซเคิลและออกแบบใหม่
ในโลกที่งานพิมพ์และสื่อประชาสัมพันธ์ถูกผลิตขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับกิจกรรม งานอีเวนต์ และการตลาดที่หมุนเปลี่ยนตลอดเวลา “ป้ายโฆษณา” จึงกลายเป็นวัสดุใกล้ตัวที่เราเห็นอยู่ทุกวัน แต่สิ่งที่คนจำนวนมากอาจไม่ได้มองต่อ คือชะตากรรมของมันหลังหมดหน้าที่ใช้งาน โดยเฉพาะป้ายไวนิลที่แม้จะราคาประหยัด สีสันสดใส และตอบโจทย์การใช้งานระยะสั้นได้ดี ทว่ากลับทิ้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมไว้ไม่น้อย
วันนี้ นักออกแบบ นักวิจัย และผู้ผลิตวัสดุจำนวนหนึ่งกำลังพยายามตั้งคำถามใหม่ให้กับวัสดุเหล่านี้ ว่าจะทำอย่างไรให้ป้ายหนึ่งผืนไม่จบลงเพียงการเป็นขยะ แต่สามารถถูกแปรเปลี่ยนเป็นทรัพยากรใหม่ได้อีกครั้ง ทั้งในรูปแบบเส้นใยสำหรับงานสร้างสรรค์ และวัสดุทางเลือกที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: https://www.creativethailand.org/article-read?article_id=35126&lang=th&tyvek-dupont
#คิด #ความคิดสร้างสรรค์

ตัวอย่างนวัตกรรมที่ขายได้ ผ่านมือนักออกแบบ May Mayalin ที่ใส่ใจรายละเอียดมองคุณค่าสินค้าผ่านลดต้นทุนด้วยการออกแบบที่คำนึ...
01/04/2026

ตัวอย่างนวัตกรรมที่ขายได้ ผ่านมือนักออกแบบ May Mayalin ที่ใส่ใจรายละเอียดมองคุณค่าสินค้าผ่านลดต้นทุนด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงการผลิตและการขนส่งช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรยกระดับสู่สากล ด้วยการสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ที่สดคล้องช่วยทำให้การสื่อสารสู่ลูกค้าตราตรึงใจ

จากของล้นตลาด สู่สินค้าส่งออก พลิกสะตอจากพืชพื้นบ้านที่เคยขายได้แค่ปีละครั้ง ให้กลายเป็นนวัตกรรมสะตออบแห้ง เก็บรักษาได้นานถึง 1 ปี โดยยังคงสีเขียวสด กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ และเนื้อสัมผัสที่ไม่ต่างจากสะตอสด

นี่คือการแก้ Pain Point และยังช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกด้วย https://www.smethailandclub.com/tech/10278.html

#สะตออบแห้ง #แบรนด์ชมนาด #นวัตกรรม #อำเภอพิปูน #นครศรีธรรมราช #ผักอบแห้ง #เพื่อนคู่คิดธุรกิจเอสเอ็มอี #เรื่องธุรกิจต้องSMETHAILAND

01/04/2026

🌈The Strategic Craft🌈
ปั้นแบรนด์ชุมชนให้สง่างาม ด้วยสมดุลแห่งดีไซน์และกลยุทธ์ที่จับต้องได้

‼️เมื่อนิยามของคำว่า 'Local' ถูกร้อยเรียงขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคที่คาดไม่ถึง เบื้องหลังแบรนด์ชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอนุรักษ์ แต่คือการ 'ปฏิวัติ' (Revolution) เมื่อการนำวัสดุที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนมาเข้ากระบวนการดีไซน์ที่ซับซ้อน เพื่อเจียระไนคุณค่าจากภูมิปัญญาให้มีมูลค่าที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเสน่ห์ของชุมชนถูกผนึกเข้ากับนวัตกรรมที่ล้ำสมัย สินค้าชิ้นนั้นจะไม่ใช่แค่ของใช้ แต่มันคือ Asset ที่มีมูลค่าสูง

🌟ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเริ่มต้นสร้างแบรนด์จากงานฝีมือชุมชนสิ่งที่ยากไม่ใช่แค่การทำให้สินค้าสวยงามเท่านั้น แต่คือการตอบคำถามให้ได้ว่าเราอยู่ ‘ตรงไหน’ ในสายตาลูกค้า บททดสอบแรกๆ ที่ผู้ประกอบการมักตกหลุมพรางคือ ‘การตั้งราคา’ ที่มักจะตั้งราคาตามความรู้สึกหรือแค่ให้คุ้มทุน แต่หัวใจสำคัญคือ ‘การประเมินและการเปรียบเทียบ’ ดังนั้นควรตั้งราคาเท่าไรที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการเสียเงินครั้งนี้มันคุ้มค่า?

👤คุณมอสส์ ฉัตรแก้ว ศรีสุวรรณ เจ้าของแบรนด์แฟชั่น 💍 เครื่องประดับ รองเท้า สุด Chic อย่าง Mosstories และ Former Creative Director จาก BEFORE ALL ELSE แบรนด์แฟชั่นสไตล์ Local Essence เปิดเผยว่า การประเมินระดับของแบรนด์ตัวเองว่าอยู่ใน Level ไหนในสายตาเราและสายตาคนอื่น และเปรียบเทียบแบรนด์ตัวเองกับแบรนด์คู่แข่ง ทั้งในด้าน Design, Story, Quality และ Technique ว่าแบรนด์ของเรานั้นโดดเด่นกว่าคู่แข่งในด้านไหน จะทำให้การให้ตั้งราคาสินค้าและการวาง Position เป็นไปได้อย่างเหมาะสม ในฐานะวิทยากรที่มาให้ความรู้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในกิจกรรมต่อยอดธุรกิจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนยุคใหม่ ที่จัดขึ้นโดย ✔️กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หากเรามีนวัตกรรมหรือเทคนิคเฉพาะตัวที่คู่แข่งไม่มี นั่นคือโอกาสในการวางตำแหน่งแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มองหาความแตกต่าง ไม่ใช่แค่สินค้าดาษดื่น

✅นอกจากโจทย์สุดหินอย่างการตั้งราคาสินค้าให้เหมาะสมแล้วยังมีปัญหาคลาสสิกอย่าง ‘จำนวนขั้นต่ำในการผลิต’ (MOQ) ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักกังวลว่าต้องผลิตจำนวนมากเพื่อให้ได้ราคาต้นทุนต่ำหรือควรสั่งผลิตในจำนวนเท่าใดกันแน่? แต่ในความเป็นจริงนั้น ขั้นต่ำของเราไม่จำเป็นต้องเท่ากับของคนอื่นก็ได้ คุณมอสส์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ในช่วงเริ่มต้นนั้นการมีเงื่อนไข MOQ ที่น้อย จะช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้ Connect กับพาร์ทเนอร์และทดลองตลาดได้หลากหลายขึ้น หรือเราอาจจะเริ่มต้นด้วยการใช้วัสดุที่ผลิตเองได้ หรือเชื่อมต่อกับแหล่งผลิตต้นแบบรายย่อย เพื่อทำสินค้าต้นแบบ (Prototype) ที่ราคาไม่แรงจนเกินไปและสามารถต่อรองราคาได้ จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงในการจมทุน

📍การปั้นแบรนด์ชุมชนอาจเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ อย่างการทำต้นแบบไม่กี่ชิ้น หรือการลองผิดลองถูกในตลาดออนไลน์ แต่นั่นคือการบ่มเพาะประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุด แม้วันนี้จะยังไม่ใช่แบรนด์ที่ทุกคนรู้จัก แต่ทุกการใส่ใจในการผลิตสินค้าที่ทรงคุณค่า และตั้งอยู่บนพื้นฐานการบริหารที่ชาญฉลาด จะเป็นรากฐานที่ส่งให้แบรนด์ของคุณเติบโตอย่างสง่างามในแบบของตัวเอง





✍️พิมพ์ชนก วิลาศรี ผู้เขียน
📘ชลนาถ เต็งอินทร์ ผู้เรียบเรียง
กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

31/03/2026

“แม้เกาหลีเป็นประเทศที่พัฒนาไปไกลมากแล้วในทางวัตถุ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนก็ยังพร้อมจะไปต่อคิวข้ามปีเพื่อฟังว่าร่างทรง (มูดัง) จะพูดอะไรเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง นั่นแปลว่าในสังคมเกาหลียังมีพื้นที่รับเรื่องเหล่านี้อยู่อย่างชัดเจน”
ในประเทศอย่าง ‘เกาหลีใต้’ ซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูง และเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย ความเชื่อเรื่องร่างทรง หมอดู และการทำนายดวงชะตากลับยังฝังแน่นอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างน่าสนใจ
กระแสความนิยมของรายการ ‘Battle of Fates’ (운명전쟁49) หรือ ‘สังเวียนเซียนทำนาย’ ที่นำศาสตร์การทำนายแขนงต่างๆ ของเกาหลีมาจัดวางในรูปแบบการแข่งขัน เพื่อค้นหาสุดยอดปรมาจารย์ด้านการทำนาย ทำให้ผู้คนจากหลายมุมโลกหันมาสนใจความเชื่อเหล่านี้ของเกาหลีมากขึ้น ในอีกทางหนึ่ง กระแสนี้ยังสะท้อนความสามารถของเกาหลีในการแปร ‘ความเชื่อ’ ให้กลายเป็น ‘สินค้าทางวัฒนธรรม’ ที่เดินทางข้ามพรมแดนได้
วันโอวันชวน ดร.วีรญา กังวานเจิดสุข อาจารย์สาขาเกาหลีศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ความเชื่อของเกาหลี สนทนาในประเด็นความเชื่อเรื่องร่างทรงและการทำนายดวงชะตาในเกาหลี ตั้งแต่รากทางประวัติศาสตร์ของความเชื่อ ที่ทางในสังคมร่วมสมัย ไปจนถึงคำถามสำคัญว่า ในวันที่เกาหลีส่งออกวัฒนธรรมไปทั่วโลก ‘สายมู’ กำลังขยับขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งสินค้าสำคัญในสนาม K-content หรือไม่
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/weeraya-interview-k-mudang/
“ความเชื่อเรื่องร่างทรงของเกาหลี หรือ ‘มูดัง’ (무당) นั้น มีความเก่าแก่มาก ย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดีที่ถูกค้นพบ เช่น กระดิ่ง กระจก หรืออุปกรณ์ประกอบพิธีในสุสาน ล้วนเป็นสิ่งของที่มูดังใช้ในการสื่อสาร ทำพิธีกรรม หรือพูดคุยกับเทพ ทำให้สันนิษฐานว่ามูดังมีอยู่มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ [...] หากจะพูดให้เห็นภาพถึงความเก่าแก่ของร่างทรงเกาหลี คือมูดังมีอยู่ก่อนที่ศาสนาต่างๆ จะมาถึงคาบสมุทรเกาหลีเสียอีก”
“ฟังก์ชันที่มูดังมอบให้ผู้คนไม่เหมือนกับสิ่งที่ศาสนามอบให้ สมมติมีคนในครอบครัวตาย คนที่ยังอยู่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกอย่างไร ทั้งพุทธ คริสต์ หรือขงจื่อเองก็ไม่ตอบโจทย์เพราะทั้งสามความเชื่อไม่ได้มีวิธีการจัดการกับความทรงจำหรือความคิดถึงที่ตรงจุด แต่มูดังทำให้เห็นเลยว่าถ้าอย่างนั้นเรามาทำพิธีกรรมกัน เชิญเขามาส่งวิญญาณ พอเชิญมาสิงปุ๊ป สั่งเสีย บอกลากันครั้งสุดท้าย ลูกบอกผ่านมูดังเลยว่าพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหนู จบเลย”
“ก่อนหน้านี้เราอาจเห็นคอนเทนต์แนวสารคดี ซึ่งเป็นการสังเกตการณ์และบันทึกปรากฏการณ์ตามแบบสารคดี แต่กรณีของ Battle of Fates ต่างออกไป เพราะรายการเอามูดังมาแข่งขันกันตรงๆ เลยว่า ใครแม่นกว่า ใครรับคลื่นได้ดีกว่า ใครแปลความหมายจากสิ่งเหนือธรรมชาติได้ดีกว่ากัน พอทำออกมาในรูปแบบนี้ คนดูก็ยิ่งเกิดความอยากรู้อยากเห็นว่า ถ้าอย่างนั้นคนนี้จะจริงไหม มูดังคนนี้จะเก่งไหม หรืออยากลองไปดูไพ่กับคนนี้บ้าง ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมีมูลค่าในตัวมันอยู่แล้ว และทำให้เรื่องเหล่านี้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ขายได้ในระดับจิตใจเลยด้วยซ้ำ”
“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือเกาหลีเก่งมากในการหาคอนเทนต์ใหม่ๆ มาเติมให้จักรวาล K-Everything ของตัวเอง และ K-Mudang ก็เป็น ‘รถคันใหม่’ อีกคันที่วิ่งเข้ามาในเลนของป็อบคัลเจอร์เกาหลีได้อย่างแนบเนียน ทำให้ภาพของวัฒนธรรมเกาหลีกว้างขึ้นและมีมิติใหม่ขึ้น”
เรื่อง: เพ็ญพิชชา มุ่งงาม
ภาพถ่าย: นิติพงษ์ การดี
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย

31/03/2026
26/03/2026

ในขณะที่สัดส่วนการฟังเพลงแบบพรีเมียมจากทั่วโลกสูงถึง 82%แต่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงรั้งท้ายอยู่ที่เพียง 62% ทว่า “ญี่ปุ่น” กำลังปิดช่องว่างเพื่อเปลี่ยนเกมนี้อย่างรวดเร็ว

จากประเทศที่เคยผูกพันและหลงใหลในแผ่นซีดีและไวนิล กำลังเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นตลาด Premium Streaming ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค อะไรคือเบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ?

เจาะลึกพลังและแรงขับจากเจนซี วัฒนธรรมแฟนคลับ และอิทธิพลของอนิเมะ ที่กำลังปั้นโมเดลเศรษฐกิจดนตรีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย
https://www.cea.or.th/th/single-research/premium-streaming-music

✨ อัปเกรดสินค้าเกษตรด้วย "งานดีไซน์" จากอัตลักษณ์ชุมชน! 📦🌾ชวนพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการมาเรียนรู้วิธีการ เพิ่มมูลค่าส...
26/03/2026

✨ อัปเกรดสินค้าเกษตรด้วย "งานดีไซน์" จากอัตลักษณ์ชุมชน! 📦🌾
ชวนพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการมาเรียนรู้วิธีการ เพิ่มมูลค่าสินค้า ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดึงเอาเสน่ห์และเรื่องราวของท้องถิ่นมาใช้ให้โดดเด่นและยั่งยืน
💡 ไฮไลต์ความรู้โดย อาจารย์ทรงพันธุ์ จันทร์ทอง (ม.วลัยลักษณ์):
✅ เทคนิคการดึงอัตลักษณ์ชุมชนมาใช้ในการออกแบบ
✅ การปั้นแบรนด์สินค้าเกษตรให้มี Story และดูแพง
✅ วิธีเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ใช่และตอบโจทย์ตลาด
📍 รับชมฟรี! ผ่าน YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=pRYcKqv_GEM
📲 ลงทะเบียนรับความรู้เพิ่มเติม: https://docs.google.com/forms/...
มาเปลี่ยนสินค้าชุมชนธรรมดา ให้กลายเป็นแบรนด์ที่น่าจดจำกันครับ! 🚀
#ออกแบบบรรจุภัณฑ์ #เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร #อัตลักษณ์ชุมชน #มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ #สวก
อยากให้ผมช่วยเขียนแคปชั่นโปรโมทงานวิจัยถ่ายภาพ "ลองแล" ต่อเลยไหมครับ?

🙌 ขอเชิญชวนเกษตรกร ผู้ประกอบการชุมชน และผู้สนใจรับชมสื่อองค์ความรู้เรื่อง การออกแบบบรรจุภัณฑ์

✨เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เนื้อหามุ่งเน้นการถ่ายทอดแนวคิดและเทคนิคการนำอัตลักษณ์ของชุมชน มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์สินค้าให้มีความโดดเด่น มีเรื่องราว และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน ✨

ถ่ายทอดองค์ความรู้โดย
อาจารย์ทรงพันธุ์ จันทร์ทอง
สำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

🔸 เรียนรู้การดึงอัตลักษณ์ชุมชนมาใช้ในการออกแบบ
🔸 แปลงแนวคิดสู่บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสินค้า
🔸 เสริมสร้างศักยภาพและการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร

📲 สแกน QR Code เพื่อสมัครเข้าร่วมการอบรม (ไม่มีค่าใช้จ่าย) หรือกดที่ลิงค์เพื่อสมัคร
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScFEUsTAiEFLIoCeV6dJxk9eezoV_3FuwqbV1akpp_YgQTiRA/viewform

🎥 สามารถรับชมสื่อองค์ความรู้ได้ทางลิงก์ YouTube ด้านล่าง
https://www.youtube.com/watch?v=pRYcKqv_GEM
📍 สามารถติดตามสื่อความรู้ด้านการพัฒนาสินค้าเกษตรที่น่าสนใจได้อีกหลายหัวข้อ
ักพัฒนาบุคลากรวิจัยสวก.

21/03/2026

อธิบาย วิธีเขียน Marketing Canvas เฟรมเวิร์กวางแผนการตลาด ในกระดาษแผ่นเดียว - MarketThink
- พูดถึงคำว่า Canvas ในมุมการทำธุรกิจและการตลาด หลายคนน่าจะนึกถึง Business Model Canvas เครื่องมือวางแผนการทำธุรกิจ ด้วยองค์ประกอบสำคัญ ๆ ในกระดาษแผ่นเดียว เป็นอันดับแรก

แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีคำว่า Canvas อยู่ในชื่อด้วย นั่นคือ “Marketing Canvas” ซึ่งอาจยังไม่ค่อยคุ้นหูคนทั่วไปมากนัก

แล้ว Marketing Canvas มีไว้ทำอะไร ? และใช้งานอย่างไร ?
MarketThink จะอธิบายให้อ่านกันในโพสต์นี้

- Marketing Canvas เป็นเครื่องมือวางแผนด้านการตลาด ที่ครอบคลุมองค์ประกอบที่มีความจำเป็นต่อการทำการตลาด ทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก

มีจุดเด่นสำคัญคือ ความเรียบง่าย มีองค์ประกอบไม่ซับซ้อน สามารถทำตามได้แบบง่าย ๆ จนในบางครั้งสามารถเขียนรายละเอียดคร่าว ๆ ลงในกระดาษเพียงแผ่นเดียวได้เลย

โดย Marketing Canvas มีองค์ประกอบอยู่ทั้งหมด 10 องค์ประกอบ ได้แก่

1. Goals (เป้าหมาย / วัตถุประสงค์ทางการตลาด)

องค์ประกอบแรกของ Marketing Canvas เริ่มต้นที่การกำหนดเป้าหมาย / วัตถุประสงค์ทางการตลาดก่อนเป็นอันดับแรกว่า เราทำการตลาดไปเพื่ออะไร

เพราะการมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน จะช่วยทำให้รู้ความต้องการ และไม่หลงทาง เมื่อต้องลงมือทำการตลาดจริง

โดยตัวอย่างของการกำหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ทางการตลาด แนะนำให้ใช้เครื่องมือชื่อว่า SMART Goals ซึ่งมีองค์ประกอบคือ

- S : Specific ต้องมีความเฉพาะเจาะจง ไม่กว้างจนเกินไป
- M : Measurable ต้องวัดผลได้จริง
- A : Attainable ต้องทำได้จริง ไม่ยากเกิน
- R : Relevant ต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย / ภาพใหญ่ขององค์กร
- T : Timelimited ต้องกำหนดเวลาในการดำเนินการชัดเจน

2. Market (ตลาดที่แบรนด์ต้องการ)

ตลาดที่แบรนด์ต้องการ คือตลาดแบบใด เช่น ตลาดพรีเมียม ตลาดแมส ตลาดเฉพาะทาง หรือตลาดสินค้าราคาประหยัด

ซึ่งในแต่ละตลาดจะมีสภาพตลาด การเติบโต ความท้าทาย หรือผู้บริโภคที่แตกต่างกัน

3. Competitor (คู่แข่งที่อยู่ในตลาด)

ในองค์ประกอบถัดมา ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับตลาด นั่นคือในตลาดนั้นมีใครเป็นคู่แข่งบ้าง โดยให้ลองลิสต์ออกมาแบบคร่าว ๆ 5-10 แบรนด์

ทั้งคู่แข่งทางตรง ที่มีสินค้าเหมือนกัน
และคู่แข่งทางอ้อม ที่มีสินค้าไม่เหมือนกัน แต่สามารถทดแทน หรือใช้แทนกันได้

ตัวอย่างเช่น หากแบรนด์ของเราเป็นแบรนด์ร้านกาแฟ คู่แข่งทางตรงของเราก็คือแบรนด์ร้านกาแฟอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ส่วนคู่แข่งทางอ้อมก็คือ แบรนด์ร้านชานม เพราะลูกค้าบางคนเมื่อซื้อชานมไปแล้ว ก็จะไม่ซื้อกาแฟเพื่อดื่มอีก

4. Trends (เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน)

ในตลาดที่เราเลือก มีเทรนด์อะไรกำลังเกิดขึ้นบ้าง เช่น เทรนด์ผู้บริโภค เทรนด์ในสังคม แนวโน้มทางธุรกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี

แล้วนำมาวิเคราะห์ว่า เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น เป็นประโยชน์ เป็นความท้าทาย ที่ทำให้แบรนด์เกิดความได้เปรียบ หรือต้องปรับตัวอย่างไร

ตัวอย่างเช่น ตอนนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง
แบรนด์ร้านกาแฟ ก็อาจจะทำเมนูที่ไม่หวาน หรือมีตัวเลือกอย่าง นมทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ให้ลูกค้าเลือกเพิ่มเติม

5. Brand

ในองค์ประกอบนี้ จะกลับมาดูที่แบรนด์ ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน โดยมีองค์ประกอบที่ต้องวิเคราะห์เกี่ยวกับแบรนด์ของตัวเอง คือ

- Purpose (วัตถุประสงค์ของแบรนด์)
เป็นวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายว่า แบรนด์ของเราก่อตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร

- Positioning (ตำแหน่งในตลาด)
อยากให้ลูกค้าจดจำแบรนด์อย่างไร เช่น จดจำว่าเป็นแบรนด์หรู แบรนด์คุณภาพ หรือแบรนด์ที่ดูคุ้มค่า

- Values (คุณค่า)
เป็นคุณค่าที่แบรนด์ยึดถือ เช่น นำเสนอนวัตกรรมดี ๆ ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ หรือนำเสนอคุณภาพในราคาย่อมเยา

- Identity (อัตลักษณ์)
เป็นอัตลักษณ์ที่ใช้สื่อสารไปยังลูกค้า แล้วลูกค้าจดจำได้ เช่น โลโก การเลือกใช้สี ฟอนต์ หรือน้ำเสียงที่ใช้สื่อสาร

6. Value Proposition (คุณค่าที่แบรนด์มอบให้ลูกค้า)

ในองค์ประกอบนี้ จะพูดถึง Value Proposition หรือคุณค่าที่แบรนด์มอบให้กับลูกค้า ซึ่งมีองค์ประกอบที่ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติม คือ

- Products & Services
สินค้าหรือบริการของแบรนด์ มีคุณสมบัติ ฟีเชอร์ การใช้งานอย่างไร การตั้งราคา และมีประโยชน์ใช้สอย รวมถึงคุณค่าทางด้านอารมณ์ ที่ส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างไร

- Pain Relievers
สินค้าหรือบริการของแบรนด์ สามารถแก้ไขปัญหาที่ลูกค้ากำลังเจออยู่ได้อย่างไร

7. Customer (ลูกค้า)

หลังจากได้รู้แล้วว่า คุณค่าที่แบรนด์มอบให้กับลูกค้าคืออะไร ในองค์ประกอบถัดมาจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าทั้งหมด ได้แก่

- วิเคราะห์ว่าลูกค้าของแบรนด์เป็นใคร เป็นคนแบบไหน มีความต้องการอย่างไร
- วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าว่า ต้องการทำอะไรให้สำเร็จ
- เป้าหมายที่ลูกค้าต้องการ
- Pain Point ที่ลูกค้ามี คืออะไร
- ลูกค้าต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านช่องทางใดบ้าง

8. Conversation (วิธีการสื่อสารถึงลูกค้า)

ให้แบรนด์ลิสต์ว่าจะมีกลยุทธ์ หรือวิธีการในการสื่อสารไปถึงลูกค้าอย่างไร เช่น

- Content Marketing
- Social Media Marketing
- Influencer Marketing
- การยิงโฆษณาผ่านทางช่องทางต่าง ๆ

9. Journey (เส้นทางการเป็นลูกค้า)

ในองค์ประกอบนี้ เป็นการวิเคราะห์ Customer Journey ของลูกค้า ว่าแต่ละ Touch Point ที่ลูกค้าต้องสัมผัส ลูกค้าควรเจอกับอะไร

โดยองค์ประกอบของ Customer Journey ที่แบรนด์ต้องวิเคราะห์แบบคร่าว ๆ จะประกอบไปด้วย

- Awareness คือ ช่วงที่ลูกค้าเริ่มรู้จักแบรนด์

- Consideration คือ ช่วงที่ลูกค้ารู้จักแบรนด์แล้ว แต่ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจ

- Purchase คือ ช่วงที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า

- Retention คือ ช่วงที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจซื้อสินค้าซ้ำอีกครั้ง

- Advocacy คือ ช่วงที่ลูกค้าแนะนำ บอกต่อ สินค้าหรือแบรนด์ให้กับคนอื่น ๆ ได้รับรู้

10. Metrics (การวัดผล)

ในองค์ประกอบสุดท้ายของ Marketing Canvas ก็คือ การวัดผลผ่านตัวชี้วัดที่มีความเกี่ยวข้อง

เพื่อวัดผลว่าแบรนด์สามารถทำตามเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ทางการตลาด ที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ได้จริงหรือไม่

โดยตัวอย่างของตัวชี้วัด ก็อย่างเช่น

- รายได้ / ยอดขายสินค้า / กำไร
- จำนวนลูกค้าใหม่ที่แบรนด์หาได้ ในช่วงเวลาที่กำหนด
- จำนวนลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อสินค้าซ้ำ
- ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการซื้อสินค้า 1 ครั้งของลูกค้า
- ROAS / ROI
- Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์
- Conversion Rate ในแคมเปญการตลาดที่ทำ

ทั้งหมดนี้ก็คือ ทั้ง 10 องค์ประกอบของ Marketing Canvas เครื่องมือวางแผนการตลาด ที่ทุกแบรนด์สามารถลองนำไปใช้กันได้

19/03/2026

ทุกวันนี้หลายคนอาจรู้สึกเหมือนกันว่าตามข่าว AI ไม่ทัน เพราะมีเครื่องมือใหม่ ฟีเจอร์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน จนหลายคนเริ่มสับสนว่าควรใช้ตัวไหน ต่างกันยังไง และจริงๆ แล้วหลักคิดของการใช้ AI ในธุรกิจคืออะไร
คุณอ้น–ปฤณ จำเริญพานิช Founder และ CEO ของ AEIOU ที่ปรึกษาและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการวางกลยุทธ์การตลาด ได้อธิบายหลักคิดการใช้งาน AI ไว้อย่างเข้าใจง่ายในคอร์สพิเศษ Evolve Beyond Chaos with AI: How Owners Transform to Win in a Broken World ภายในงาน ‘AIS Presents WTF Festival’ ตั้งแต่การทำความเข้าใจพัฒนาการของ AI การจัดบทบาทของ AI ให้ทำงานเหมือนทีมพนักงานในองค์กร ไปจนถึงการออกแบบเวิร์กโฟลว์ระหว่างคนกับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่
ต่อไปนี้คือสรุปบางส่วนจากคอร์สที่จะช่วยให้เห็นภาพการใช้ AI ในธุรกิจได้ชัดขึ้น ทั้งในมุมของเครื่องมือ แนวคิด และการออกแบบระบบการทำงาน
🤖 1. พัฒนาการของ AI
หากอธิบายแบบง่าย สามารถแบ่งพัฒนาการของ AI ออกเป็น 3 ระดับ
✅ Generative AI คือ AI ที่สร้างคอนเทนต์ได้ เช่น การเขียนบทความ สรุปข้อมูล สร้างภาพ หรือสร้างไอเดียใหม่ๆ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนทำงานเร็วขึ้นและคิดงานได้มากขึ้น
✅ AI Agents คือ AI ที่ไม่ได้แค่สร้างเนื้อหา แต่สามารถลงมือทำงานแทนคนได้ เช่น ค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำงานผ่านระบบต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง
✅ Agentic AI คือขั้นต่อไปที่ AI หลายตัวทำงานร่วมกันเป็นระบบอัตโนมัติ แต่ละ agent มีหน้าที่เฉพาะของตัวเอง และทำงานประสานกันเหมือนทีมงานจริง
นี่จึงกลายเป็นทิศทางสำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังพัฒนา เพราะ AI ไม่ได้แค่ช่วยทำงานบางส่วน แต่เริ่มสามารถแทนเวิร์กโฟลว์ของคนในองค์กรได้จริง
🤖 2. Put the Right Man, With the Right AI
ทุกวันนี้หลายคนจะสับสนว่าท่ามกลาง AI ที่มีหลายเจ้าให้เลือกใช้ ควรใช้ตัวไหนจะเหมาะสุด แต่หลักคิดสำคัญในการเลือกใช้นั้นคล้ายกับการเลือกคนให้เหมาะกับตำแหน่งงาน คือ ‘Put the Right Man, With the Right AI, Into the Right Process, For the Right Job’ วาง AI workflow หรือระบบการทำงานให้เหมือน AI เป็นพนักงานที่มีหน้าที่ตามตำแหน่งในองค์กร ตัวอย่างเช่น
ตำแหน่งทีมคอนเทนต์ที่เหมาะกับความสามารถของ AI แต่ละเจ้า ได้แก่
✅ ChatGPT = ครีเอทีฟหรือคนเขียนบท
✅ Midjourney = ช่างภาพและทีมงานถ่ายทำ
✅ Nano Banana = สายกราฟิกที่ถนัด Photoshop
✅ Kling AI = ผู้กำกับ
✅ CapCut = น้องตัดต่อ
เมื่อมองในมุมธุรกิจ หลักคิดนี้สามารถขยายไปสู่การจัดโครงสร้างทีมงานได้จริงในทีมการตลาด โดยให้ ChatGPT Plus หรือ Gemini Pro ทำหน้าที่เป็น CMO หรือหัวหน้าทีมการตลาดระดับไดเรกเตอร์ คอยกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ จากนั้นให้ AI ตัวอื่นทำหน้าที่เป็นพนักงานระดับ mid-level ตามความถนัดของแต่ละระบบ
✅ Claude ทำหน้าที่เป็น Editorial Writer สำหรับเขียนบทความและคอนเทนต์
✅ Perplexity ทำหน้าที่เป็น Sourced Researcher สำหรับค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล
✅ Copilot เป็น Office Coordinator ที่ช่วยจัดการงานเอกสารและการทำงานในระบบ
✅ ChatGPT ทำหน้าที่เป็น business analyst สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปอินไซต์
เมื่อ AI แต่ละตัวมีตำแหน่งชัดเจนและทำงานตามเวิร์กโฟลว์ที่ออกแบบไว้ องค์กรก็สามารถสร้างทีม AI ที่ช่วยทำงานได้อย่างเป็นระบบ เพิ่มความเร็วในการทำงาน และเปิดโอกาสให้มนุษย์โฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
🤖 3. สั่งงานให้ละเอียด
หลักสำคัญของการเขียน prompt คือการสั่งงานให้ครบถ้วนและเฉพาะเจาะจง เช่น
✅ ใช้ใคร ทำอะไร เรื่องไหน เพื่ออะไร เพื่อใคร ต้องการอารมณ์แบบไหน และให้นำเสนอยังไง
โครงสร้างของ prompt จึงมักเขียนในลักษณะนี้
✅ As a [role] please [action] on/about [subject] for [purpose] targeting [audience] in a [style] manner presented as [format]
กล่าวคือ เริ่มจากกำหนดบทบาทของ AI ก่อน จากนั้นระบุสิ่งที่ต้องการให้ทำ ระบุหัวข้อหรือเนื้อหา จุดประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย โทนหรือสไตล์ของงาน และรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ ยิ่งระบุชัด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งตรงกับสิ่งที่ต้องการมากขึ้น
🤖 4. วางระบบ Automation Workflow
เมื่อเข้าใจการสั่งงานแล้ว ขั้นต่อไปคือการออกแบบระบบการทำงานร่วมกับ AI หรือที่เรียกว่า Automation Workflow โดยโครงสร้างพื้นฐานของเวิร์กโฟลว์มีอยู่ 3 ส่วนหลัก คือ Trigger → Modules → Output
✅ Trigger คือตัวกระตุ้นที่ทำให้ระบบเริ่มทำงาน เช่น การได้รับข้อความหรือไฟล์จากผู้ใช้
✅ Modules คือบล็อกการทำงานที่ประมวลผลข้อมูลแต่ละขั้นตอน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลงข้อมูลหรือการส่งต่อไปยังระบบอื่น
✅ Output คือผลลัพธ์ที่ระบบสร้างออกมา เช่น การบันทึกข้อมูล การตอบกลับผู้ใช้ หรือการสร้างรายงาน
ตัวอย่างเวิร์กโฟลว์ที่นำ AI มาใช้งานจริง เช่น ระบบ OCR (ตัวช่วยอ่านข้อความจากเอกสาร)สำหรับอ่านบิลค่าใช้จ่ายผ่าน LINE OA แล้วบันทึกข้อมูลลงในระบบอัตโนมัติ สามารถสร้างกระบวนการทำงานเป็นลำดับได้ดังนี้ Input (ลูกค้าส่งรูปบิลใน LINE) → AI อ่านข้อมูลจากรูป (OCR + ChatGPT) → จัดโครงสร้างข้อมูล → บันทึกลง Google Sheets → ตอบกลับใน LINE อัตโนมัติ
ระบบลักษณะนี้ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ต้องทำด้วยมือ ทำให้ข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบ และสามารถประมวลผลหรือวิเคราะห์ต่อได้ทันที
แม้ AI จะช่วยลดต้นทุนและเร่งความเร็วในการผลิตได้อย่างมหาศาล แต่เทคโนโลยีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหา AI Hallucination หรือการตอบแบบมั่นใจแต่ไม่ถูกต้องซึ่งทำให้บทบาทของมนุษย์ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณค่าของมนุษย์ในโลกการทำงานยุคใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่การทำงานแทนเครื่องจักร แต่อยู่ที่สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงความรับผิดชอบ การดูแลลูกค้าด้วยความเข้าอกเข้าใจ และการออกแบบกระบวนการทำงานที่ผสานระหว่างมนุษย์กับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คนที่สามารถออกแบบเวิร์กโฟลว์ระหว่างคนและ AI ได้ดีที่สุด จะเป็นคนที่สร้างความได้เปรียบในโลกธุรกิจยุคถัดไปได้อย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้นำธุรกิจในยุค 2025 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครรู้จักเครื่องมือ AI มากที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครเข้าใจวิธีใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ และสามารถออกแบบระบบการทำงานใหม่ที่ทรงพลังพอจะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น
สำหรับใครที่อยากติดตามความรู้ดีๆ แบบนี้เพิ่มเติมสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ AEIOU ที่ปรึกษาที่เล่า AI ให้เข้าใจง่าย เน้นประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์จริง และ ‘งาน ‘AIS Presents WTF Festival’ into the world of outliers ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 เวลา 10:00-21:00 น. ชั้น 5 พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน

18/03/2026

วิธีเล่า Storytelling แบบ SCQA ไว้ใช้ Pitch งาน ขายของให้คนอยากซื้อ - MarketThink

การเล่าเรื่องราว หรือ Storytelling ถือว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ สำหรับการทำงานด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์

เพราะไม่ว่าจะทำการตลาดเพื่อขายสินค้า สร้างแบรนด์ให้ติดตลาด หรือ Pitching นำเสนองานให้กับลูกค้า ต่างก็ต้องอาศัยการเล่าเรื่องที่ดี มีความน่าสนใจ และมีเหตุผลโน้มน้าวให้คนอื่น ๆ คล้อยตามได้ แทบทั้งสิ้น

แล้วถ้าถามว่า เราจะมีวิธีในการเล่าเรื่องราวอย่างไรให้น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเป็นเหตุเป็นผลมากพอที่จะโน้มน้าวคนอื่น ๆ ให้คล้อยตามได้

จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้มีเฟรมเวิร์กหนึ่ง ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับการเล่าเรื่องราวโดยเฉพาะ
เฟรมเวิร์กนั้นมีชื่อว่า “SCQA Storytelling Framework”

- SCQA Storytelling Framework คือเฟรมเวิร์กที่ใช้ในการเล่าเรื่องราวอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นขั้นเป็นตอน มีความเชื่อมโยง เป็นเหตุเป็นผล และเข้าใจได้ง่าย

โดย SCQA Storytelling Framework จะมีวิธีในการเล่าเรื่องราวออกเป็น 4 ขั้นตอน ตามอักษรย่อ S, C, Q และ A

1. S: Situation ปูพื้นฐาน เล่าสถานการณ์ ให้เข้าใจตรงกัน

เป็นขั้นตอนแรกของการเล่าเรื่องราว ควรเริ่มจากการปูพื้นฐานเพื่อให้ผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วย เกิดความเข้าใจในสถานการณ์ บริบท หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันก่อน

ที่สำคัญคือ ในขั้นตอนนี้จะได้ผลดีหากเราทำการบ้านมาก่อน ว่าผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วยเป็นใคร ชอบการเล่าเรื่องราวแบบไหน สนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ

เพราะหากเราหยิบเอาสถานการณ์ที่เหมาะสมกับผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วย ก็จะเกิดเป็น “ความอิน” ไปกับเรื่องราวที่เรากำลังจะเล่า
และสร้างความรู้สึกเชื่อมโยง รู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเรื่องราวที่เรากำลังจะเล่า ได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกขั้น

แม้จะเป็นเรื่องราวที่ใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้ว แต่ก็ใช้เป็นการเปิดเรื่องที่น่าสนใจได้

2. C: Complication ชี้ให้เห็นชัด ๆ ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

ในขั้นตอนที่ 2 หลังจากที่กลุ่มเป้าหมายรู้ถึงสถานการณ์ หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันแล้ว ก็ได้เวลาขยี้ต่อ ด้วยการเล่าถึง “ปัญหา” ที่กำลังเกิดขึ้น จากสถานการณ์ในปัจจุบัน หรือสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

แม้ว่าในขั้นตอนแรก จะเป็นการเล่าถึงสถานการณ์ที่ใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้ว แต่ในขั้นตอนนี้จะเป็นการชี้ให้เห็นแบบชัด ๆ ไปเลยว่า จากสถานการณ์นั้น มีอะไรที่เป็นปัญหา มีอะไรที่น่ากังวล หรือมีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง

เป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเรากับกลุ่มเป้าหมาย ให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกสนใจ ฉุกคิด หรือต้องการทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้

3. Q: Question หรือการตั้งคำถาม ชวนให้สงสัย

หลังจากที่กลุ่มเป้าหมายที่เราสื่อสารด้วยรู้แล้วว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้คืออะไร

ขั้นตอนต่อไปของการเล่าเรื่องราวที่ดี คือการพยายามทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เราสื่อสารด้วย เกิดการตั้งคำถามกับตัวเอง หรือเกิดความรู้สึกอยากรู้ว่า จะมีวิธีในการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

หรือจะเป็นการเล่าเรื่องราวโดยการถามตรง ๆ กับกลุ่มเป้าหมายที่เราสื่อสารด้วยเลยก็ได้ว่า เราจะแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างไร

4. A: Answer หรือการให้คำตอบ กับสิ่งที่สงสัย

เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเล่าเรื่องราว ในขั้นตอนนี้เป็นเหมือนการคลายปมทุกอย่างที่เราปูมา ด้วยการให้คำตอบ บอกวิธีแก้ไขปัญหา หรือเฉลยความจริงให้กับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายที่เราสื่อสารด้วยมีความสงสัย

ถ้าให้เปรียบเทียบเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง การเล่าเรื่องในขั้นตอนนี้คงเป็นบทสุดท้ายของหนังสือ ที่เฉลยปมทุกอย่าง ก่อนที่จะปิดจบเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ

ทีนี้ เราลองมาดูตัวอย่างของการเล่าเรื่องตาม SCQA Storytelling Framework กันดีกว่า

สมมติสถานการณ์ว่า เราเป็นเจ้าของเว็บไซต์ ที่รวบรวมความรู้ด้านการตลาด สำหรับคนที่สนใจ ให้สามารถหาความรู้ด้านการตลาดที่มีคุณภาพ แบบง่าย ๆ ในที่เดียว

หากเราลองเล่าเรื่องราวตาม SCQA Storytelling Framework จะได้แบบนี้

1. S: Situation

ในปัจจุบัน ความรู้ต่าง ๆ สามารถหาได้ง่ายทั่วอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่มักมีคนที่ชอบแบ่งปันความรู้ สาระดี ๆ ในเรื่องต่าง ๆ

โดยเฉพาะเรื่องการตลาด และเทรนด์ของผู้บริโภค เป็นโอกาสสำหรับคนที่ต้องการหาความรู้ หรือไอเดียใหม่ ๆ ด้านการตลาดด้วยตัวเอง

2. C: Complication

แต่ปัญหาอย่างหนึ่งคือ ความรู้ด้านการตลาดที่มีอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต มีทั้งถูกและผิด
หลายครั้งต้องอาศัยการหาข้อมูลต่อ หลายครั้งข้อมูลนั้นก็กระจัดกระจาย ไม่ได้รวมอยู่ในแหล่งเดียวกัน ให้ค้นหาได้แบบง่าย ๆ

3. Q: Question

แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร ? จะดีกว่าหรือไม่หากมีเว็บไซต์ที่รวบรวมความรู้ทางด้านการตลาดไว้ในที่เดียว ?

4. A: Answer

เว็บไซต์ของเรารวมความรู้ด้านการตลาดกว่า 1,000 เรื่อง ไว้ในที่เดียว ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงความรู้ด้านการตลาดที่มีคุณภาพ ต่อยอดไอเดีย ทำการตลาดได้ถูกใจผู้บริโภค ได้แบบฟรี ๆ ทุกที่ ทุกเวลา

ซึ่งหากเราลองมาสังเกตกันดี ๆ จะพบว่า SCQA Storytelling Framework นั้น จะมีการเล่าเรื่องที่เป็นขั้นเป็นตอน ไล่ระดับเรื่องราวได้อย่างชัดเจน

ตั้งแต่การปูพื้นฐานด้วยสถานการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้น โหมโรงให้รู้สึกตื่นเต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงปัญหา กระตุ้นให้อยากรู้วิธีการแก้ไข และปิดจบด้วยการคลายปม เฉลยวิธีการแก้ไขปัญหาเป็นการปิดท้าย

ซึ่งเราสามารถนำ SCQA Storytelling Framework มาใช้ได้ ทั้งการ Pitch งานด้านการตลาดให้กับผู้บริหาร หรือลูกค้า ให้ซื้อไอเดียการตลาดที่เรานำเสนอ

หรือจะใช้ในการเล่าเรื่องราวให้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความรู้สึกอยากได้สินค้าก็ได้

หรือจะใช้กับการทำรายงาน หรือการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อน ให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ก็ทำได้เช่นกัน

ที่อยู่

222 ต. ไทยบุรี อ. ท่าศาลา
Nakhon Si Thammarat
80160

เบอร์โทรศัพท์

+6675673000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DB Design&Brandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์