IFin Financial Planning Program

IFin Financial Planning Program iFin ง่าย จบ ครบในที่เดียว

สุดยอดผู้ช่วยของนักวางแผนทางการเงิน
- สามารถ print report เป็นรูปเล่มให้ลูกค้าด้วยการแสดงผลที่สวยงาม เข้าใจง่าย
- สรุปวิเคราะห์ Financial Ratio ต่างๆ
- จัดทำงบการเงิน (งบดุล,งบกระแสเงินสด)
- จัดทำแผนการเงินต่างๆ (แผนการศึกษา, แผนสุขภาพ, แผนเกษียณอายุ, แผนคุ้มครองรายได้ และแผนการเงินอื่นๆ)
- วางแผนทางการเงิน วางแผนภาษี สิทธิลดหย่อนต่างๆ อย่างครบถ้วน
และใช้เพื่อประโยชน์อื่นๆได้อีกมากมาย

การวางแผนเกษียณยุคที่4.0ปัญหาเรื่องการเกษียณอายุไม่ได้ไม่ใช่เป็นปัญหาของคนในประเทศใดประเทศหนึ่งไปแล้วแต่เป็นปัญหาของคนใน...
21/07/2017

การวางแผนเกษียณยุคที่4.0

ปัญหาเรื่องการเกษียณอายุไม่ได้
ไม่ใช่เป็นปัญหาของคนในประเทศใดประเทศหนึ่งไปแล้ว
แต่เป็นปัญหาของคนในหลายๆประเทศทั่วโลก

คำถามสำคัญเรื่องเกษียณที่คนจะเกษียณต้องตอบให้ได้คือ
1.จำนวนเงินที่เฉพาะเจาะจงที่คุณต้องมีเมื่อถึงวันเกษียณคือเท่าไร
จากการสำรวจในอเมริกาพบว่า
คนอเมริกันกว่า90% ไม่สามารถตอบคำถามข้อนี้ได้
(ผมว่าถ้าสำรวจในบ้านเราก็คงไม่แตกต่างกันหรืออาจจะหนักกว่า)

2.จำนวนเงินที่ต้องออมเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายนั้นคือเท่าไร
ถ้าข้อ1ตอบไม่ได้ก็คงหมดหวังที่จะตอบข้อ2จริงไหมครับ

3.จะมีวิธีการลงทุนอย่างไรที่จะทำให้โอกาสสำเร็จมากที่สุด
การลงทุนเพื่อเป้าหมายสำคัญอย่างเกษียณ
ไม่ใช่มุ่งหาแต่ผลตอบแทนสูงๆอย่างเดียว
แต่ต้องมองเรื่องความเสี่ยงของสินทรัพย์ลงทุนด้วยครับ

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในเรื่องการวางแผนเกษียณ
1.ความไม่แน่นอนของการลงทุนระหว่างทางทั้งก่อนและหลังเกษียณ
2.อัตราเงินเฟ้อที่ทำให้ต้องเผื่อจำนวนเงินตามข้าวของที่แพงขึ้น
3.การที่ต้องวางแผนเผื่อการมีอายุที่ยืนขึ้น
4.ความยั่งยืนของแผนการเกษียณที่ต้องยั่งยืน
5.การมีรายได้สม่ำเสมอหลังเกษียณ
6.ความยืดหยุ่นของแผนการเงินที่วาง

ในช่วงเวลาก่อนที่คนๆหนึ่งจะเกษียณ
จะต้องเปลี่ยน Human Capital หรือต้นทุนชีวิต ซึ่งได้แก่
ความรู้ ความสามารถ ในการหารายได้
มาสู่ Investment Capital หรือต้นทุนการลงทุน ซึ่งได้แก่
สินทรัพย์ลงทุนที่คุณเก็บสะสม
เช่น หุ้น พันธบัตร ทองคำ อสังหาฯ เงินสด ฯลฯ
เพื่อที่จะทำให้มันเติบโต
เพื่อที่จะใช้ดูแลคนๆนั้นหลังวันเกษียณ
ในวันที่Human Capitalของเขาหมดลง

จำนวนเงินที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนเกษียณ
ที่จะต้องรู้เพื่อใช้ในการวางแผนเกษียนคือ
Safe Savings Rate จำนวนเงินที่จำเป็นต้องออม
เพื่อให้มีเงินตามเป้าหมายเมื่อถึงวันเกษียณ และ
Safe Withdrawal Rate จำนวนเงินที่จะถอนออกมาใช้
และจะมั่นใจว่ามันจะไม่หมดไปก่อนสิ้นอายุขัย

ตัวเลขจำนวนเงินทั้งสอง
จะเป็นตัวเลขที่ใช้ในการออกแบบแผนเกษียณ
เป็นตัวบอกว่าคนๆนั้นจำเป็นต้องมีกองทุนเกษียณเมื่อวันเกษียณเท่าไร
จะเกษียณได้ตามวันเวลาที่ตั้งใจได้หรือไม่
และจะมีชีวิตเช่นไรหลังวันที่หยุดงาน

สำหรับแนวคิดเรื่องค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
ให้แบ่งค่าใช้จ่ายหลังเกษียณออกเป็น3ช่วงคือ

ช่วงแรก ช่วงGo Go Years ช่วงที่เริ่มเกษียณใหม่ๆ
เป็นช่วงที่ยังแข็งแรง อยากทำอะไรในช่วงที่วัยทำงานไม่ได้ทำ
ช่วงนี้ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก
ช่วงสอง ช่วงSlow Go Yearsช่วงที่เที่ยวหรือใช้จ่ายเงินลดลง
และช่วงที่สาม ช่วงNo Go Years ช่วงบั้นปลายของชีวิต
ช่วงที่ไม่ค่อยได้ไปไหนค่าใช้จ่ายลดลง

แต่อย่างไรก็ตามในความคิดของผม
ไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเกษียณช่วงไหนก็ตาม
ค่าใช้จ่ายสำคัญช่วงหลังเกษียณที่ทุกคนจะละเลยไม่ได้คือ
ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพที่อาจจะเพิ่มขึ้นสูงมากๆ
ดังนั้นนอกจากการดูแลสุขภาพแล้ว
ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแลสุขภาพ
หรือค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ต้องเตรียมเผื่อไว้ด้วย

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

เป็นหนี้ได้เท่าไหร่สำหรับคนที่จำเป็นต้องเป็นหนี้จำนวนเงินที่จะใช้ผ่อนชำระหนี้ที่ไม่สูงเกินไปควรเป็นเท่าไหร่ดีหลักการวางแ...
14/07/2017

เป็นหนี้ได้เท่าไหร่

สำหรับคนที่จำเป็นต้องเป็นหนี้
จำนวนเงินที่จะใช้ผ่อนชำระหนี้ที่ไม่สูงเกินไปควรเป็นเท่าไหร่ดี

หลักการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมีตัวเลขมาตรฐาน
ที่สามารถใช้เป็นหลักในการดูตัวเองว่ามีหนี้เยอะเกินไปหรือไม่คือ
จำนวนเงินที่ใช้ผ่อนทุกอย่างไม่ควรเกิน 45% ของรายได้หลังหักภาษี
นั่นหมายความว่าคุณจะยังพอมีเงิน
สำหรับการจับจ่ายใช้สอยหรือออมอีกอย่างน้อย 55%

แต่มีข้อควรระวังนิดนึงนะครับ
รายจ่ายที่ใช้ผ่อนหนี้อื่นๆที่ไม่ใช่หนี้อสังหาริมทรัพย์อย่างบ้าน
เช่นหนี้บัตรเครดิต หนี้กู้ยืม
ไม่ควรเกิน 20% ของรายได้หลังหักภาษี

ถึงแม้ว่าภาระจ่ายหนี้ทั้งหมดที่มีไม่เกิน 45% ของรายได้หลังหักภาษี
แต่ถ้าหนี้ส่วนนี้เกินกว่า 20% ของรายได้หลังหักภาษีแล้ว
ก็ถือว่าสุขภาพการเงินของคุณเริ่มไม่ปลอดภัยแล้วหล่ะ
เพราะหนี้พวกนี้มีภาระดอกเบี้ยที่สูง
ซึ่งจะทำให้รายจ่ายในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากการที่คุณอาจมีรายจ่ายเนื่องจากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นแล้ว
การมีหนี้สูงเกินกว่า 20% ของรายได้หลังหักภาษี
นั่นหมายถึงการที่คุณมีหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภคสูงเกินไป
ซึ่งหนี้ส่วนนี้อาจเกิดจากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ที่อาจเป็นรายจ่ายที่เกินความจำเป็นก็ได้
ซึ่งหมายถึงนิสัยการจับจ่ายใช้สอยที่มีปัญหาแล้วหละ

ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ในที่สุดคุณก็คงรู้นะครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น
กับสถานะการเงินของคุณในอนาค

เอาหละครับ ตอนนี้คุณก็รู้เกณฑ์ที่คุณอาจเป็นหนี้ได้แล้วนะครับ
รู้แล้วก้ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิเป็นหนี้จนเต็มเกณฑ์นะครับ
เพราะทางที่ดีที่สุดเรื่องการเงินก็คือ
การไม่เป็นหนี้หรือเป็นหนี้ให้น้อยที่สุดครับ

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

เคสยาก...วางแผนการเงินมีน้องๆหลายคนถามผมว่าจากประสบการณ์ของผมในการวางแผนการเงินให้กับผู้คนของผมเคสที่ยากที่สุดที่ผมเจอเป...
05/07/2017

เคสยาก...วางแผนการเงิน

มีน้องๆหลายคนถามผมว่า
จากประสบการณ์ของผมในการวางแผนการเงินให้กับผู้คนของผม
เคสที่ยากที่สุดที่ผมเจอเป็นยังไ

ผมตอบได้เลยว่าเคสที่ยากที่สุดคือ
เคสที่ถึงเวลาที่ต้องใช้เงินแล้วยังไม่เตรียม
รู้สึกไม่ดีเลยเพราะช่วยอะไรเค้าไม่ได้ครับ

*จะเกษียณอยู่แล้วแต่ยังไม่เตรียมเงินเพื่อเกษียณ
*พอตรวจพบว่าสุขภาพไม่ดี ก็ค่อยมาวางแผนซื้อประกันสุขภาพ
*ลูกใกล้เรียนจบม.ปลายแล้วเพิ่งรู้ว่า เงินที่มีไม่พอส่งลูกเรียนต่างประเทศ
*อื่นๆอีกมากมาย

อย่างเรื่องเกษียณมีพี่คนนึงรู้ว่าผมเป็นที่ปรึกษาการเงิน
มาบอกผมให้ช่วยดูแผนเกษียณให้หน่อย
ผมถามว่าพี่กะจะเกษียณเมื่อไร
พี่คนนี้บอกผมว่าตอนนี้อายุ 52 อยากเกษียณอีก 3ปีข้างหน้า
ผมถามต่อไปว่าแล้วพี่อยากมีเงินใช้ส่วนตัวเหมือนปัจจุบันเดือนละเท่าไร
50,000 พี่คนนี้ตอบ
คุณรู้ไหมว่าถ้าพี่คนนี้อยากเกษียณในอีก 3ปีข้างหน้าจริง
ต้องมีเงินเท่าไร ณ วันเกษียณ เพื่อจะเบิกใช้ไปตลอดจนถึงอายุ 85

" 15,622,830 บาท !!! "

ผมถามว่าแล้วพี่เตรียมอะไรไว้มั่ง
ก็มีเงินฝากกับธนาคารอยู่ประมาณ 2 ล้าน
ตอนเกษียณน่าจะได้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกประมาณ 3 ล้าน
แล้วมี LTF อีกนิดหน่อย

ผมบอกได้เลยว่าทำไม่ได้หรอกครับ
เลื่อนเวลาเกษียณออกไป 60 หรือ 65 เถอะ
แล้วอาจต้องลดคุณภาพชีวิตหลังเกษียณลงอีกหน่อย

คุณลองคิดดูสิครับ ว่ามันจะเกษียณได้จริงเหรออีก3ปีอ่ะ
ใกล้จะเกษียณต้องใช้เงินแล้ว
จะเอาเงินไปลงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก
เพื่อเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้นก็ไม่ได้
จะตลุยเก็บเงินเยอะๆก็ไม่ไหว
อย่างเคสนี้ต้องเก็บเงินอีกประมาณเดือนละ 270,000 บาท
ซึ่งมากกว่าเงินเดือนอีก

ผลปรากฎว่าเคสนี้คงต้องเลื่อนเวลาเกษียณออกไปอีกนาน
พี่คนนี้ความกังวลฉายขึ้นใบหน้าทันตาเห็น

ทำไมครับที่คนจำนวนมากถึงประมาทกับชีวิตนัก
ทำไมต้องมีการรณรงค์เมาไม่ขับ ทุกช่วงปีใหม่ สงกรานต์
แต่ทุกครั้งก็มีคนตายครั้งละ 300-400ศพ อย่างกับสงคราม
ทำไมต้องมีกฏหมายบังคับให้คนขับขี่มอเตอร์ไซค์ สวมหมวกกันน็อค
ทั้งๆที่เป็นความปลอดภัยของตัวเอง
และก็ยังมีคนสวมหมวกกันน็อกไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย แต่เพื่อกันตำรวจ

ทั้งๆที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปัจฉิมโอวาทว่า"อย่าประมาท"
มาตั้ง2,500 กว่าปีมาแล้ว แต่คนก็ยังประมาท
โดยเฉพาะประมาทกับชีวิตตนเอง
ทำยังไงหนอถึงจะไม่ประมาทกัน
สงสัยคงต้องให้พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปมาโปรดแล้วมั้งครับ
ถึงจะหายประมาท ... เฮ้อ!

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

Serious Money เงินที่ไม่มีไม่ได้คุณรู้ไหมว่าSerious Money เงินที่คุณไม่มีไม่ได้ คือเงินสำหรับอะไรในต่างประเทศเงินสำหรับเ...
04/07/2017

Serious Money เงินที่ไม่มีไม่ได้

คุณรู้ไหมว่าSerious Money เงินที่คุณไม่มีไม่ได้ คือเงินสำหรับอะไร

ในต่างประเทศเงินสำหรับเกษียณเป็นเงินที่เรียกว่าSerious Money
เพราะไม่มีใครไม่เกษียณ ขึ้นอยู่กับจะมีชีวิตหลังเกษียณยังไง
เกษียณสุข หรือเกษียณทุกข์

ในออสเตรเลียเด็กจบใหม่เพิ่งเริ่มทำงาน
จะเริ่มวางแผนเก็บเงินเพื่อเกษียณ

แต่ในบ้านเราคนเริ่มทำงานมักเก็บเงินซื้อรถ
อาจเป็นเพราะคนบ้านเราไม่Seriousเรื่องเกษียณมั้งครับ

มาดูกันว่าคุณต้องมีเงินสำหรับเกษียณเท่าไหร่
จะได้เริ่มSeriousกันเสียที

ถ้าวันพรุ่งนี้คือวันเกษียณของคุณ
สมมุติว่าหลังเกษียณคุณหาผลตอบแทนได้เท่าเงินเฟ้อ
สมมุติว่าคุณมีชีวิตอยู่ได้อีก25ปี
สมมุติว่าคุณมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ50,000บาท
จำนวนเงินที่คุณต้องมีวันนี้เพื่อเกษียณคือ
(50,000 x 12) x 25 = 15,000,000 บาท!

แต่ถ้าวันเกษียณคุณเป็นอีก 10ปีข้างหน้า
จำนวนเงินที่คุณต้องมีเพื่อเกษียณจะเป็น 21,150,000 บาท!!

แต่ถ้าวันเกษียณคุณเป็นอีก 20ปีข้างหน้า
จำนวนเงินที่คุณต้องมีเพื่อเกษียณจะเป็น 29,850,000 บาท!!!

แต่ถ้าวันเกษียณคุณเป็นอีก 30ปีข้างหน้า
จำนวนเงินที่คุณต้องมีเพื่อเกษียณจะเป็น 42,150,000 บาท!!!!

ตัวเลขนี้ยังไม่ได้เผื่อ
>ค่าใช้จ่ายพิเศษที่อาจมีหลังเกษียณ
เช่นการเจ็บป่วยร้ายแรง
>อายุยืนกว่าแผนที่วางไว้
เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ
“น่าเสียดายตายไป ใช้เงินไม่หมด น่าสลดใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย”
นั้นแหล่ะครับที่ต้องระวัง
>เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน
เนื่องจากการขาดแคลนด้านอาหารและพลังงานในอนาคต

เห็นตัวเลขนี้แล้ว ไม่ทราบว่าตอนนี้เริ่มซีเรียส
กับSerious Moneyก้อนนี้แล้วหรือยังครับ

ถ้าซีเรียสแล้วรีบเตรียมตอนนี้เลยครับ
อนาคตจะได้ไม่ต้องซีเรียสกับSerious Money ก้อนนี้

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนถ้าคุณมีโอกาสอ่านหนังสือ หรือรับฟังเรื่องราวชีวิตของคนรวยหรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต...
30/06/2017

แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

ถ้าคุณมีโอกาสอ่านหนังสือ หรือรับฟังเรื่องราวชีวิต
ของคนรวยหรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
คุณจะพบว่าสิ่งที่คนเหล่านี้มีไม่เหมือนคนทั่วๆไปคือความคิด

คุณว่าคนเหล่านี้เค้าคิดแบบนี้แล้วรวย แล้วสำเร็จ
หรือเค้ารวยหรือสำเร็จ แล้วเค้าค่อยคิดแบบนี้

ผมตอบได้เต็มปาก เต็มคำเลยครับ
เพราะเค้าคิดแบบนี้แหล่ะจึงทำให้เค้ารวย เค้าสำเร็จ

แต่คนส่วนใหญ่อยากรวย อยากสำเร็จ
โดยไม่ได้พัฒนา ปรับเปลี่ยนความคิด
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนๆหนึ่งที่คิดเหมือนคนส่วนใหญ่
ที่ไม่ได้มีความสำเร็จอะไรที่โดดเด่นในชีวิต
จะสามารถสร้างชีวิตตัวเองให้รวย ให้สำเร็จต่างจากคนส่วนใหญ่ได้

ถ้าคุณพร้อมจะเป็นคนรวย คนสำเร็จ
สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ
เรียนรู้ความคิด และวิธีคิดของคนรวย ของคนสำเร็จ

อ่าวคุณก็จะมาถามอีกว่าจะไปหาคนรวย คนสำเร็จที่ไหนมาสอนเราล่ะ
ทุกวันนี้ผมว่าไม่ยากนะ
เรามีหนังสือดีๆที่ถ่ายทอดแนวคิด หรือวิธีคิดของคนสำเร็จมากมาย
ไม่ต้องอื่นไกล ในFB นี่เกือบทุกวัน
มีบทความ แนวคิดของตนรวย คนสำเร็จ
มาแบ่งปันให้อ่าน ให้เรียนรู้มากมาย
ว่าแต่ว่าคุณอ่านมันบ้างหรือเปล่าล่ะ

ทุกวันนี้มีสัมนาดีๆมากมาย มีรายการทีวีดีๆมากมาย
ที่นำเรื่องราว วิธีคิด และความคิดดีๆของคนสำเร็จ
มาเล่า มาบอกให้ฟัง ให้รู้มามาย
ว่าแต่ว่าคุณได้เคยชม เคยฟังบ้างไหมล่ะ

ถ้าคุณได้อ่าน ได้ฟัง ได้เรียนรู้ความคิด และวิธีคิดเหล่านี้นะ
ถึงแม้ได้ฟัง ได้เรียนรู้ใหม่ๆ คุณอาจจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร
แต่คุณลองอ่าน ลองฟัง บ่อยๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าสิ
ในที่สุดคุณต้องได้ซึมซับความคิด และวิธีคิดเหล่านั้นบ้างสิน่า
จนในที่สุดมันหลอมรวมจนกลายเป็นความคิดของคุณ

เมื่อความคิดคุณเปลี่ยน ความเชื่อของคุณก็เปลี่ยน
เมื่อความเชื่อของคุณเปลี่ยน การกระทำของคุณก็เปลี่ยน
เมื่อการกระทำของคุณเปลี่ยน ผลลัพธ์ที่ได้ก็เปลี่ยน
เมื่อผลลัพธ์ที่ได้เปลี่ยน ชีวิตทั้งชีวิตของคุณก็เปลี่ยน

เหมือนประโยคนี้ไงครับ
"ทันทีที่คนเปลี่ยนความคิด คนเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต"

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

แกะรอย Bill Gates ว่าเขาสร้างตัว และรักษาความรวยอันดับหนึ่งของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้อย่างไร ?1. เอาบริษัทเข้าตลาด ....
26/06/2017

แกะรอย Bill Gates ว่าเขาสร้างตัว และรักษาความรวยอันดับหนึ่งของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้อย่างไร ?

1. เอาบริษัทเข้าตลาด ..คนรวยเกือบทุกคนใช้กลไกตลาดทุน เพราะ ตลาดหุ้นมี Multiple แปลว่า ตลาดมีตัวคูณความรวยถ้าคุณทันเกม ..ซึ่งทันก็คือ ค่า P/E นั่นเอง - ความแพงที่นักลงทุนยอมลงทุนในธุรกิจเรา (วันนี้ P/E เฉลี่ย 15 เท่า แปลว่า ทุกๆ 1 บาทของกำไรธุรกิจ ..นักลงทุนยอมจ่ายให้ที่ 15 บาท)

2. ใช้บริษัทในตลาดซื้อคู่แข่ง ...เราจะเห็นบริษัท IT หรือ ธุรกิจใหม่ๆ ทุกวันนี้ที่พอเข้าตลาดก็ตลุยใช้เงินซื้อคู่แข่ง ...นาย Bill Gates เขาใช้กลยุทธ์นี้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว มันทำให้ กำไรโต พร้อมๆกับลดการแข่งขัน ...สุดท้ายกำไรจะดีขึ้นเรื่อยๆ

3. การผันตัวเป็นนักลงทุน ..การที่ Bill Gates รักษาความรวยอันดับหนึ่งของโลกได้ ทั้งๆ ที่ Microsoft โดนแซงไปนานแล้ว เพราะวันนี้ เขาถือหุ้น Microsoft แค่ 2% กว่าๆ ..ที่เหลือเขาไปซื้อหุ้นบริษัทอื่น ..การผันตัวไปเป็นนักลงทุนนี่แหละ ที่ทำให้ Bill Gates ยังคงรักษาตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกไว้ได้

4. การลงทุนในคนรุ่นใหม่ ..ให้โอกาส Start Up และ ร่วมธุรกิจกับคนรุ่นใหม่ อันนี้ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อหาเงิน แต่ทำให้เราเข้าใจโอกาส เรียนรู้ไปพร้อมคนรุ่นใหม่

5. มองโลกในฐานะผู้ให้ ..ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา Bill Gates ทำงานในมูลนิธิของเขามากกว่าที่ Microsoft อีก แต่จุดนี้เองทำให้เขามองโอกาสผ่านสายตาผู้ให้ ..จะเห็นชัดๆว่า โลกยุคใหม่ ธุรกิจคือการแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้คนอื่น ..ถ้าเริ่มจากมองด้วยการให้ก่อน เดี๋ยวประตูโอกาสมันจะเปิดขึ้นเอง


นี่เป็น 5 ข้อหลักๆ ที่ช่วยสร้างและรักษา ความร่ำรวยให้เศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates ..ซี่งผมเชื่อแน่ว่า ถ้ามีใครถามว่าเมื่อไหร่เขาจะเกษียณ เขาคงตอบเหมือนเศรษฐีระดับโลกคนอื่นๆ ว่า 'ทำงานจนตาย ไม่มีวันเกษียณ'

- ก็การเป็นนักลงทุน มันสร้างเงินให้เขาแบบไม่ต้องพะวงเรื่องเงินอีก เวลาที่เหลือก็ทำงานที่รักได้แบบเต็มที่

นี่คือ Trend ใหม่ของโลก ...คือ ไม่มีเกษียณ ..ต้องถามตัวเองว่า เราอยากเกษียณเร็วๆ นั่นแปลว่า เรากำลังตามโลกไม่ทัน - เพราะคนยุคใหม่ ไม่มีเกษียณ แต่เขาจะค้นหาสิ่งที่รักให้เจอ แล้วทำจนตายนั่นเอง

Cr.ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

5 นิสัยทางการเงินที่ควรสอนให้ลูกรู้ความสำเร็จทุกความสำเร็จมักเริ่มต้นที่บ้านความสำเร็จด้านการเงินก็เหมือนกันที่ต้องเริ่ม...
22/06/2017

5 นิสัยทางการเงินที่ควรสอนให้ลูกรู้

ความสำเร็จทุกความสำเร็จมักเริ่มต้นที่บ้าน
ความสำเร็จด้านการเงินก็เหมือนกันที่ต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ตอนเด็กๆ
ซึ่งในความเห็นของผม
ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่สำคัญของคนเป็นพ่อเป็นแม่ครับที่จะช่วยลูก

สิ่งแรกที่ควรสอนลูกคือการสอนให้รู้จักการออม
ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
ผมยังจำได้ดีถึงกระปุกหมูที่ผมหยอดตอนเด็กๆ
ทุกวันกลับจากโรงเรียนเหลือเงินบาทสองบาทก็เอามาหยอด
พอหยอดเต็มแล้วก็ทุบแตกเอาเงินไปฝากธนาคาร
แล้วแม่ก็ซื้อตัวใหม่มาให้หยอดต่อ
มันไม่ใช่แค่การหยอดเงินหรอกครับ
แต่มันเป็นการหยอดนิสัยทางการเงินที่ดีให้กับเด็กๆครับ

นิสัยที่สองที่ต้องให้เกิดขึ้นให้ได้กับเด็กๆคือ
นิสัยระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย
ให้รู้จักการคิดก่อนจ่ายว่าของที่จะซื้อนั้นถูกหรือแพง จำเป็นหรือไม่จำเป็น
ตอนลูกผมเด็กๆเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ
เวลาไปช็อปปิ้งลูกอยากได้ของ
ภรรยาผมมักให้เครื่องคิดเลขแล้วสอนให้ลูกกด
ว่าถ้าแปลงเป็นเงินบาทแล้วแพงไหม สมกับราคาไหม
ถ้าอยากได้จริงๆและสมเหตุสมผลก็ซื้อ แต่ต้องให้คิดก่อนซื้อ
อีกอย่างคือต้องหัดให้รอได้กว่าจะซื้อ จะได้เห็นคุณค่าของๆที่จะซื้อ
ตอนเด็กๆผมกว่าจะซื้อลูกฟุตบอลลูกนึง
ทยอยเก็บเงินทุกวันเป็นเดือนกว่าจะซื้อได้
ซื้อได้นะโห..ทะนุถนอมลูกบอลเตะเสร็จเช็ดซะสะอาดทุกวัน 5555

นิสัยที่สามคือ นิสัยให้รู้จักคุณค่าของเงิน
ให้เค้ามีประสบการณ์ทำงานเล็กๆน้อยๆเช่นล้างจาน กวาดบ้าน
และได้รับรางวัลเป็นเงินเล็กๆน้อย
เพื่อให้เด็กรู้ว่ากว่าจะได้เงินมาต้องทำงานแลกมา
ทำให้รู้คุณค่าของเงิน ทำให้เค้าไม่ใช้เงินเกินตัว
รู้ถึงความยากลำบากในการหาเงิน

นิสัยที่สี่คือ ฝึกให้ลูกบริหารเงินเอง
พอลูกโตหน่อย การให้เงินลูกเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน
ทำให้เค้ารู้จักการวางแผนการเงินด้วยตนเอง
ทุกวันนี้ลูกสาวผมทั้งสองคน
เรียนอยู่ต่างประทศได้งบประมาณเงินที่จะใช้จ่ายรายเดือน
เค้าต้องวางแผน จดบันทึกรายรับ รายจ่าย รายเหลือทุกเดือน
มันทำให้เกิดนิสัยและความรู้การวางแผนการเงินภาคปฏิบัติง่ายๆด้วยตัวเอง

นิสัยที่ห้าคือ ฝึกนิสัยให้เรียนรู้เรื่องการเงิน การลงทุน
พอเด็กโตขึ้นพอรู้พอสอนได้
เด็กควรจะรู้ว่าการออมเงินและการลงทุน
ไม่ใช่มีแค่ฝากธนาคารเท่านั้น
ยังมีเครื่องมือการเงินอื่นๆอีกหลายอย่าง
ผมและภรรยาผมเปิดบัญชีให้ลูกซื้อ ขายกองทุนเป็นชื่อเค้าเอง
ให้เค้าเซ็นต์เอกสารเองในใบสมัครทำประกันแบบสะสมทรัพย์
ทำให้เค้าได้เริ่มซึมซับ คุ้นเคยเครื่องมือการเงินหลายๆอย่างตั้งแต่เด็ก

น่าเสียดายนะครับที่นิสัยพวกนี้ไม่มีการเรียน การสอนในโรงเรียน
ก็คงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่หล่ะครับ
ที่จะช่วยสร้างนิสัยการเงินเหล่านี้ให้กับลูกๆของเราเอง

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

คำแนะนำที่ทำให้ทุกเป้าหมายเป็นจริงผมชอบประโยคนี้จริงๆครับ”คิดให้ใหญ่แต่ให้เริ่มจากเล็กๆ”มันเป็นประโยคเตือนใจได้ดีในการจะ...
21/06/2017

คำแนะนำที่ทำให้ทุกเป้าหมายเป็นจริง

ผมชอบประโยคนี้จริงๆครับ”คิดให้ใหญ่แต่ให้เริ่มจากเล็กๆ”
มันเป็นประโยคเตือนใจได้ดีในการจะลงมือทำอะไรก็ตาม
ไม่จะเป็นเรื่องของเป้าหมายชีวิต เป้าหมายธุรกิจ หรือเป้าหมายการเงิน

จุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จคือการกล้าที่จะฝัน กล้าที่จะคิด
แต่คนจำนวนมากที่คิดแล้วแต่กลับไม่ได้ลงมือทำ
และหนึ่งในเหตุผลที่ไม่ได้ลงมือทำคือ
การไม่ได้เริ่มต้นลงมือทำสักที

หากคุณไม่เริ่มเดิน คุณจะไปถึงจุดหมายที่หวังไว้อย่างไร
หากคุณไม่เริ่มลงมือทำ สิ่งที่คุณตั้งใจจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไร
หากคุณไม่เริ่มต้นเก็บออมเงิน คุณจะมีเงินล้านวันไหน

คุณเคยเล่นต่อจิ๊กซอว์ไหมครับ
ที่หลังกล่องจิ๊กซอว์คือภาพที่เราต่อจิ๊กซอว์เสร็จรูปจะเป็นอย่างไร
หากคุณมัวแต่มองรูปที่อยู่หลังกล่อง โดยไม่ลงมือทำอะไร
มองให้ตายตัวต่อจิ๊กซอว์มันก็ไม่มีทางจะต่อกันเป็นภาพตามหลังกล่องนั้นได้หรอกครับ

สิ่งที่คุณต้องทำให้ภาพหลังกล่องนั้นเป็นจริงก็คือ
การเริ่มต้นเอาตัวจิ๊กซอว์เล็กตัว สองตัวแรกมาต่อกัน
เมื่อคุณเริ่มต่อ มันจะเริ่มมีทางในการต่อตัวต่อๆไป

ทุกเป้าหมาย ทุกความฝัน
ทางมันมีอยู่แล้วครับ แค่คุณเริ่มเดินทาง ทางมันก็จะเข้ามาหาคุณ
อย่ารอให้พร้อมก่อนออกเดินทางเลยครับ
เพราะคำว่าพร้อมมันจะไม่มีวันมาถึงเด็ดขาด

จงทำเท่าที่รู้ แล้วจะรู้วิธีที่ทำ
คือประโยคที่ผมมักจะเตือนตัวเองเสมอๆ
ในการลงมือทำอะไรบางอย่างที่ผมตั้งใจจะทำ

ฝันให้ใหญ่ ย่อยเป้าหมายให้เล็ก
จดจ่อกับการเดินก้าวเล็กๆทีละก้าว
ทุกฝัน ทุกเป้าหมาย คุณจะไปถึงมันแน่นอนครับ

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

อย่าดูแลแต่ทรัพย์สินการเงินคุณว่าในความเป็นจริงแล้วในชีวิตของคนเรามีทรัพย์สินเฉพาะข้าวของ เงิน ทองที่เรามีแค่นั้นหรือครั...
19/06/2017

อย่าดูแลแต่ทรัพย์สินการเงิน

คุณว่าในความเป็นจริงแล้ว
ในชีวิตของคนเรามีทรัพย์สินเฉพาะข้าวของ เงิน ทอง
ที่เรามีแค่นั้นหรือครับ
ผมว่าไม่ใช่นะ

ทรัพย์สินพวกนี้
เค้าเรียกกันว่าทรัพย์สินทางการเงิน หรือ Financial Assets ครับ

แต่ในความจริงแล้ว เรายังมีทรัพย์สินที่สำคัญ
นอกจากทรัพย์สินทางการเงินในชีวิตของเราอีก 2 อย่างคือ

ทรัพย์สินมนุษย์ Human Assets
เช่นครอบครัว คนที่เรารัก ความรัก ความห่วงใย
สุขภาพใจ สุขภาพกายของเรา

และทรัพย์สินทางปัญญา Intellectual Assets
เช่นความรู้ ความสามารถ ทักษะ
ประสบการณ์ ชื่อเสียง การศึกษา

คนแต่ละคนมีทรัพย์สิน 3 อย่างนี้
ในจำนวนหรือปริมาณที่ต่างกัน
และคุณคงเห็นด้วยกับผมใช่ไหมครับว่า
ทรัพย์สินทั้ง3อย่างมีความสำคัญมากๆกับชีวิตของเรา

ผมถามคุณจริงๆนะครับ
หากคุณต้องสูญเสียทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งไป
คุณจะยอมสูญเสียทรัพย์สินอย่างไหนครับ

ทรัพย์สินการเงิน
ทรัพย์สินมนุษย์
หรือทรัพย์สินนทางปัญญา

ผมว่าถ้าเป็นคนปกติๆนะ
ถ้าจำเป็นต้องเสียทรัพย์สินอย่างหนึ่งไป
ก็คงยอมตัดใจเสียทรัพย์สินทางการเงินใช่ไหมครับ

ที่เรายอมเสียส่วนนี้ไปเพราะ
ถ้าเรายังมีทรัพย์สินอีก 2อย่าง
คือ ทรัพย์สินมนุษย์ และ ทรัพย์สินทางปัญญา
อีกไม่นานเราก็คงหาทรัพย์สินทางการเงินได้ใหม่จริงมั๊ย

แต่แปลกนะครับที่คนส่วนใหญ่
เลือกหรือพยายามที่จะปกป้องทรัพย์สินทางการเงิน
มากกว่าที่จะปกป้องทรัพย์สินทั้ง 2อย่างที่เหลือ

เช่นบางคนซื้อประกันรถยนต์ ยอมจ่ายเบี้ยเป็นแสน
แต่ไม่ยอมซื้อประกันชีวิตที่ปกป้องความเสียหาย
หากหมดความสามารถในการหารายได้ไป

คนบางคนพยายามมุ่งแต่จะหาเงิน
แต่ลืมที่จะมุ่งหาสุขภาพที่ดีให้กับตัวเอง

บางคนห่วงพอร์ตการลงทุน
ให้เวลาเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
แต่ไม่เคยให้เวลาเฝ้าติดตามสุขทุกข์ของคนในครอบครัว

ผมว่านะหากคุณจะสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตตัวเองที่แท้จริง
คุณต้องไม่ลืมที่จะดูแลทรัพย์สินทั้ง 3 อย่าง
ไม่ใช่แค่ดูแลแต่ทรัพย์สินทางการเงินเท่านั้น

และต้องไม่ลืมเด็ดขาด
ที่จะให้การปกป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
กับทรัพย์สินทั้ง 3อย่างของคุณด้วย
จริงม๊ะ

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

THAIFA – FA Paper 61FA Time กับ อ.ตี๋ ชวลิต ลีลาภรณ์, CFP® & FChFP เปิดหัวด้วยคำถามครับ1. อะไรคือ FinTech?2. เรารู้จัก F...
06/06/2017

THAIFA – FA Paper 61
FA Time กับ อ.ตี๋ ชวลิต ลีลาภรณ์, CFP® & FChFP

เปิดหัวด้วยคำถามครับ
1. อะไรคือ FinTech?
2. เรารู้จัก FinTech แค่ไหน?
3. กำลังจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
4. ข้อดี และข้อเสีย ของ FinTech ต่อธุรกิจ ต่อประชาชน?
5. FinTech สร้างผลกระทบในด้าน + และ – กับเรา และอาชีพเราอย่างไร?
6. ในวันข้างหน้าเราจะอยู่อย่างไรในยุค FinTech?

และยังมีคำถามอีกมากมายครับ ซึ่งคงอธิบายกันได้ไม่หมด และในการคุยกันครั้งนี้ ก็ตั้งอยู่บนแนวคิดของผู้เขียน ซึ่งอาจจะตรงกับแนวคิดผู้อ่านบ้าง ไม่ตรงบ้าง

เริ่มจากมารู้จักกับ FinTech ก่อน FinTech คือ Financial + Technology นั้นคือ สร้าง/นำ Technology และ Financial ใหม่/เก่า มาเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ โดยเน้นให้ง่ายขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น เร็วขึ้น ถูกขึ้น ปลอดภัยขึ้น สะดวกขึ้น ดีขึ้น สมบูรณ์แบบขึ้น … นั้นหมายถึงโลกที่อาจจะไร้ limit มากขึ้นนั้นเอง

ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีธุรกิจ CrownFunding หรือแนวคิด Startup คืออะไร? นั้นคือแนวคิดให้ทุนกับแนวคิดที่น่าสนใจ นั้นหมายความว่าใครคิดได้ ใครมีความคิดดีๆ เสนอมา ฉันพร้อมให้ทุนไปเริ่มต้น โดยอาจจะมีเงื่อนไขในการร่วมทุน หรือการซื้อกิจการกลับ หรือการจ่ายดอกเบี้ยและผลประโยชน์อื่นๆ ดังนั้นยุคนี้ขอให้มีความคิดบรรเจิดจะหานายทุนไม่ยากครับ

FinTech เกิดมานานเท่าไรแล้ว? ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าจุดเริ่มต้นคือเมื่อไร แต่ส่วนตัวตั้งแต่ 2010 2011 ก็เริ่มมีคำนี้ใช้กันแล้ว จวบจน 2015 2016 มีความชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ จนปี 2016 ในประเทศไทยก็เริ่มมีสมาคม FinTech ประเทศไทยเกิดขึ้น

ในต่างประเทศหลายต่อหลายประเทศ และหลายครั้งที่กล่าวถึง FinTech ในระดับทวีปด้วยซ้ำ เมื่อต่างประเทศก้าวไป ประเทศไทยเราก็ต้องก้าวตาม จนเมื่อปีที่แล้ว จวบจนปีนี้ ภาครัฐกำลังสร้างกฎกติกา หรือกฎหมายขึ้นมารองรับ FinTech เพื่อรองรับการเกิด การเปลี่ยนแปลง และการผลักดัน จากภาคใหญ่กระจายลงหน่วยงานต่างๆ เช่น จากกระทรวงการคลัง ลงไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึง คปภ. ที่เราคุ้นเคยด้วย ในอีกไม่ช้าไม่นาน คปภ. ก็คงจะอนุมัติกฎ หรืออาจจะเป็น พรบ. ใหม่ๆขึ้นมาเพื่อตอบรับ FinTech เช่นสมมุติว่า ในอนาคตกฎหมายอนุมัติให้บริษัทประกัน และ Broker สามารถก้าวเข้าสู่ FinTech โดยใช้ระบบหุ่นยนต์ / ระบบ Web Site / ระบบ Mobile App ให้สามารถเสนอขายและรับเบี้ยประกันได้โดยตรง จะเกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มอาชีพตัวแทน/นายหน้าประกัน?

ถามว่า ภาครัฐจะติด Break FinTech หรือไม่? ก็คงไม่อย่างแน่นอน แถมยิ่งต้องส่งเสริมซะด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อภาครัฐสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ บริษัทต่างๆก็ตอบรับการเปลี่ยนแปลง ตัวเราเองคงหนีไม่ได้ที่จะต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน บางคนก็เห็นเป็นโอกาส แต่บางคนก็อาจจะเห็นเป็นปัญหา เราเลือกที่จะอยู่ข้างไหน? และอยู่อย่างไร?

สำหรับครั้งนี้ เราจะจบลงที่คำว่า “ InsurTech” หรือ “Insurance Technology” ซึ่งเป็น FinTech ในด้านประกันนั้นเอง นั้นหมายความว่ายุค FinTech จะเปลี่ยนโลก ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจประกัน อยากให้พวกเราทุกคนติดตามข่าวสารในด้าน InsurTech กันอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเร็วมาก และผู้ที่เปลี่ยนแปลงตนเองไม่ทัน อาจจะต้องร้องไห้เหมือน Nokia “เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก จนตามไม่ทัน สุดท้ายเราก็กลายเป็นผู้แพ้” https://techsauce.co/topics/insurance/ ที่ Web Site นี้จะมีบทความดีๆในด้าน InsurTech อยู่ไม่น้อยเลยครับ

“เวลาไม่เคยหยุดเดิน แต่พวกเราต้องเดินแซงเวลาให้ได้”

อ้างอิง https://techsauce.co/fintech/what-is-fintech/
http://thaipublica.org/2015/02/crowdfunding/
https://techsauce.co/country/thailand/thailand-fintech-startup-landscape-2016-q1/
https://techsauce.co/topics/insurance/
https://techsauce.co/insurance/could-insurtech-revolutionise-insurance-into-a-utility/
https://techsauce.co/insurance/free-insurance-service-could-solidify-alipays-lead-in-the-payments-sector/

THAIFA “รวมพลัง สร้างอนาคต”
http://www.facebook.com/CFP.Tee

เรื่องเงินมองแง่ร้ายมั่งก็ได้นะเรื่องหลายๆเรื่องในชีวิต คุณต้องเคยถูกบอก ถูกสอนให้คิดบวกใช่ไหนครับแต่เรื่องการเงินผมไม่แ...
05/06/2017

เรื่องเงินมองแง่ร้ายมั่งก็ได้นะ

เรื่องหลายๆเรื่องในชีวิต
คุณต้องเคยถูกบอก ถูกสอนให้คิดบวกใช่ไหนครับ
แต่เรื่องการเงินผมไม่แนะนำให้คุณคิดบวกนะครับ

อย่างเรื่องวางแผนการเงินเช่นวางแผนเกษียณ
ระหว่างวางแผนโดยคาดหวังว่า
จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% กับคาดหวังว่าได้ 8%
ผลลัพธ์ต่างกันเยอะนะครับ

เช่นคุณวางแผนที่จะมีเงินยามเกษียณ 20ล้านบาท
ถ้าตอนนี้คุณอายุ 40 คุณกะจะเกษียณที่อายุ 60
ถ้าคาดหวังผลตอบแทน 15%
แค่คุณออมเงินปีละ 169,765 บาทก็เข้าเป้าแล้ว

แต่ถ้าคุณคาดหวังผลตอบแทน 8%
คุณต้องออมเงินเพิ่มเป็น 404,670 บาท คุณถึงจะเข้าเป้า
อ่าวแล้วจะใช้ตัวไช้ผลตอบแทนตัวไหนดีหล่ะ

ผมแนะนำเลยนะครับสำหรับผู้ที่จะวางแผนการเงินเอง
คาดหวังตัวเลขน้อยๆเถอะครับ
หากคุณไปคาดหวัง 15% แล้วคุณก็เชื่อว่าจะได้ 15%
คุณเก็บเงินปีละ 169,765 บาทมาตลอด
แต่ถ้าไม่ได้ตามนั้นเช่นเหลือ 8%
คุณจะเหลือเงิน ณ วันเกษียณเพียง 8,390,282 บาท อดเกษียณเลยนะ
แล้วจะย้อนเวลามาแก้ตัวอะไรก็ไม่ได้ด้วยนะครับ

แต่ถ้าคุณคาดหวังแค่ 8% แล้วคุณก็เก็บเงินปีละ 404,670 บาท
ถึงเวลาจริงๆ คุณได้มากกว่าที่คาดก็ยิ่งดี
คุณอาจจะเกษียณเร็วขึ้นหรือมีเงินมากขึ้น ณ วันเกษียณ
มันปลอดภัยกว่าเยอะเลยใช่ไหมครับ

และผมขอฝากคนที่ทำงานวางแผนการเงินด้วยนะครับ
อย่ามองในแง่บวกนักเลย เพราะถ้าถึงเวลาไม่ได้ตามนั้น
อนาคตลูกค้าคุณดับวูบเลยนะครับ
และคุณจะโดนด่าแน่ๆ ผมบอกได้เลย

เรื่องการเงินอื่นๆเหมือนกันครับต้องมองเผื่อในทางร้ายก่อนเสมอ
เช่นหากลูกยังเรียนไม่จบ แล้วผู้ปกครองเป็นอะไรไปก่อนล่ะ
หากตอนแก่ แล้วลูกไม่เลี้ยงล่ะ
หากเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วต้องใช้เงินรักษาก้อนใหญ่ล่ะ
หากเงินที่ลงทุนไปเสียหาย จะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายล่ะ
ต้องคิดเผื่อในทางร้ายแล้วหาทางป้องกันไว้ก่อน
ถ้าไม่เป็นไปตามที่คุณกังวล แต่คุณเตรียมเงินไว้แล้ว ก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าเป็นไปตามที่คุณกังวล แต่คุณไม่ได้เตรียมเงินไว้ ก็คงยุ่งแน่ๆ

วางแผนการเงินเป็นการคาดหวังในอนาคต
ดังนั้นคาดหวังทางร้าย หรือคิดลบไว้ก่อน
ชีวิตของคุณ และผู้วางแผนของคุณจะปลอดภัยครับ

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

วางแผนสร้างPassive Incomeให้ตัวเองPassive Income สุดยอดปรารถนาของคนรุ่นใหม่เรียกว่าถ้าจะชักชวนใครมาทำอะไรหากจูงใจเรื่องก...
01/06/2017

วางแผนสร้างPassive Incomeให้ตัวเอง

Passive Income สุดยอดปรารถนาของคนรุ่นใหม่
เรียกว่าถ้าจะชักชวนใครมาทำอะไร
หากจูงใจเรื่องการมาสร้างPassive Income แล้วจะเป็นที่สนใจทันที
เรียกได้ว่ายุคสมัยนี้แทบจะเป็นยุคลัทธิPassive Income กันไปแล้ว
แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถมีPassive Income ได้จริง

ก่อนอื่นเลยมาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า
เจ้าPassive Income จะมาได้ยังไง

Passive Income คือรายได้ที่มาจากทรัพย์สิน
ทั้งเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้เช่นเงินปันผลจากหุ้น กองทุน ,รายได้ค่าเช่าอสังหาฯ,รายได้จากระบบธุรกิจฯลฯ
หรือทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ เช่นค่าลิขสิทธิ์จากทรัพย์สินทางปัญญา

แต่กว่าจะมีPassive Income ได้
คุณต้องสร้างทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ก่อน
และการที่คุณจะสร้างทรัพย์สินเหล่านั้นได้คุณก็ต้องมีเงิน
แล้วเงินที่จะเอาไปสร้างจะมาจากไหนหละ
ถ้าไม่ใช่มาจากรายได้จากการลงมือทำงานหรือ Active Income
Passive Incomeจึงต้อง เริ่มมาจากActive Incomeก่อน ครับ

ผมนำเสนอวิธีสร้างPassive Income
จากงานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบันกันครับ
แนวคิดคือการสร้างสินทรัพย์ที่จะทำให้เงินคุณเติบโต
และเมื่อสินทรัพย์ที่คุณสร้างนั้นเติบโตพอสมควร
ก็เปลี่ยนสินทรัพย์นั้นให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้หรือPassive Incomeครับ

ดูตัวอย่างกันเลยนะครับสมมุติตอนนี้คุณอายุ 35ปี
คุณพอเก็บเงินได้เฉลี่ยเดือนละ10,000 หรือปีละ120,000
คุณเริ่มลงทุนทุกปีต่อเนื่อง และลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปีๆละ5%
คุณลงทุนในRMF หรือLTF หรือกองทุนทั่วไปก็ได้
สมมุติได้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 8%ต่อปี
(กองทุนหุ้น หรือLTF RMF บ้านเราที่ผลตอบแทนระยะยาว
ย้อนหลังมากกว่า8%ก็มีหลายกองครับ)

ครบอายุ 55 พอร์ตการลงทุนของคุณจะมีมูลค่า 9,710,803 บาท
คุณเอาเงินจำนวนนี้เปลี่ยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้รายได้ประจำ
เช่นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในกองอสังหาฯ
คาดหวังเงินปันผลต่อปี5%(ปัจจุบันกองอสังหาฯบ้านเราได้ปันผลเฉลี่ย6-7%)
คุณจะได้เงินปันผลปีละ 485,540 บาท เฉลี่ยเดือนละ 40,461 บาท

และถ้าคุณรอช้าไปหน่อยไปรอตอนอายุ 60
พอร์ตลงทุนของคุณจะโตเป็น 16,591,740 บาท
ซึ่งจะสร้างPassive Incomeให้คุณไปตลอดชีวิต
ด้วยเงินปันผลปีละ 829,587 บาท หรือ 69,132 บาทต่อเดือน

แผนการลงทุน แบบนี้สำหรับคนทำงานทั่วไป
ผมว่ามันพอเป็นไปได้ครับ
หากคุณได้เริ่มออม เริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้
ไม่ว่าจะเป็นกองทุนต่างๆ หรือแม้แต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทคุณมี
ในชีวิตนี้คุณได้มีPassive Income แน่ๆครับ

มงคล ลุสัมฤทธิ์ Wealth Designer

ที่อยู่

Nonthaburi
11120

เบอร์โทรศัพท์

0955255392

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ IFin Financial Planning Programผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง IFin Financial Planning Program:

แชร์