SMART CEO โค้ช วิทยากร ที่ปรึกษาการบริหารจัด?

24/12/2023

ฝากหนังสือไว้ให้อ่าน สักเล่ม
ตอนนี้เป็นตอนที่ 11 แล้ว
จะขอพักการเขียนไว้แปปนึง
เพื่อทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา
หากใครอยากอ่านต่อ ขอรบกวน
ส่งข่าว แจ้งมานะครับ
แล้วจะทะยอยเขียนให้อ่านกัน

การโค้ชเพื่อความสำเร็จ

เพราะตอนนี้ผมทำอาชีพเป็นโค้ช จึงใช้กระบวนการโค้ชตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะเรียนมา แต่ผมเชื่อว่ากระบวนการโค้ชดีจริงๆ สำหรับการบริหาร ทั้งการบริหารตนเอง บริหารชีวิต บริหารงาน บริหารเวลา ผมจึงมักใช้การโค้ชกับตัวเองอยู่เสมอ

ผมขออนุญาตแชร์เรื่องการโค้ชเพื่อความสำเร็จของตัวเองนะครับ
ประการแรกเมื่อเราพูดเรื่องการโค้ช เราจะต้องรู้ความหมายของการโค้ชให้เข้าใจลึกซึ้งก่อนนะครับ
ความหมายของ “โค้ชชิ่ง” Coaching
คม สุวรรณพิมล : Coaching คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน
การโค้ชไม่ใช่หมายถึงมีบทบาทเป็นหัวหน้าแล้วจะกลายเป็นโค้ชโดยธรรมชาติ
การโค้ชไม่ใช่หมายถึงการเป็นแค่ Trainer หรือ ฝึกอบรมให้กับทีมงานของตัวเองเพียงครั้งเดียวแล้วเลิกกันไป
แต่การโค้ชที่แท้จริง หมายถึง การเป็นทั้งผู้ฝึกสอน ผู้ชี้แนะ ผู้สนับสนุน ผู้ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับทีมงานของตัวเอง โดยเริ่มตั้งแต่เข้าใจทีมงานของตนเองอย่างลึกซึ้ง ทั้งในเรื่องจุดอ่อน จุดแข็ง เข้าใจธรรมชาติของคนที่ถูกปลูกฝัง ถูกหล่อหลอมมาแตกต่างกัน เข้าใจวิธีการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และสื่อสารได้ตรงกับความต้องการของทีมงานแต่ละคน ที่อาจจะถนัดที่จะรับสารในรูปแบบที่แตกต่างกัน (Thespecialistcoach.com)
ณัฐภัส ชันกิ่ง : Coaching หมายถึง การสอนงานลูกน้องของตนเอง เป็นเทคนิคหนึ่งในการพัฒนาลูกน้องของตนเอง
Coaching การสอนงาน คือ การที่คนๆ หนึ่งช่วยให้ใครก็ตามพัฒนาขีดความสามารถในการทำงาน การสอนงานไม่ได้หมายถึงสาระของการสอนหรือบอกถึงวิธีการทำงานเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการช่วยเหลือ การให้คำแนะนำ การให้กำลังใจ และการให้โอกาสในการทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น
มีคนแปลคำว่า Coaching เป็นภาษาไทยหลายคำ บางคนใช้ทับศัพท์ไปเลยก็มี แต่ผู้เขียนชอบคำที่ง่ายแต่งามอย่าง “การชี้แนะ” เพราะชี้เป็นการบอกทิศทางให้ การแนะก็เป็นการเสนอแนวทางให้เดินไปสู่ทิศนั้น ส่วนการจะเดินไปทิศนั้น หรือจะเลือกเดินทางใด ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกของผู้รับการชี้แนะเป็นหลัก
“Coaching” แปลเป็นไทยว่าการสอนงาน ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนเท่ากับความหมายของคำๆ นี้จริงๆ โดยความหมายของคำว่า Coaching นั้นก็คือ การช่วยทำให้ผู้ถูกโค้ชสามารถตระหนักถึงความสามารถของตนเองในการไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้
ผมชอบความหมายของคำว่า Coaching ที่เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า “Helping People to unlock their potential” ซึ่งก็คือ เป็นการช่วยให้พนักงานได้รู้ว่าตนเองมีศักยภาพอะไรบ้าง เป็นการปลดล๊อคข้อจำกัดในตัวเอง เพื่อจะได้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการช่วยให้พนักงานได้เรียนรู้ เป็นการส่งเสริม กระตุ้น และผลักดันให้พนักงานได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง และสามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองมากกว่าการมาสั่งสอนกันทีละขั้นทีละตอน แบบนี้เราเรียกว่า Teaching มากกว่า

ICF ให้ความหมายของ Coaching ว่าอย่างไร ผมขอแนะนำว่าไปหาเอาเองดีกว่าครับ จะได้ชัดๆ ไปเลยว่า ชอบความหมายไหน ตอนนี้การโค้ชล้อมพวกเราไว้หมดแล้ว หันไปทางไหนเจอแต่โค้ช จริงมั้ย คงจะจริง

ที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมด เราสามารถหาได้ใน Internet เราสามารถเลือกศึกษาศาสตร์การโค้ชได้ตามใจเรา ---> เอาที่สบายใจ ความสำคัญบทนี้ อยู่ที่ความเชี่อ
เราจะเลือกเชื่อสิ่งที่เราให้ความหมายว่า “การโค้ชคืออะไร สำหรับคุณ”
สำหรับผมนะครับ ผมได้เปรียบเทียบเรื่องการโค้ชไว้ ดังนี้
การโค้ชเปรียบเหมือนภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัส การใช้ชีวิต การทำงาน มีเชื้อโรคมากมาย พูดง่ายๆ มีปัญหาสารพัดสารเพ ที่เข้ามาในแต่ละงาน แต่ละวัน ซึ่งเราต้องใช้ศาสตร์หลายๆ ด้านทั้งที่ได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กจนโต และวิชาอื่นๆ ที่ไม่ได้สอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย
วิชาโค้ช ถูกนำมาใช้นานแล้วล่ะ แต่เพิ่งโด่งดังในจุดนี้สมัยนี้ โค้ชก็มีมากมาย ความเข้าใจเรื่องโค้ชก็มีเยอะ เมื่อถามว่าเข้าใจเรื่องการโค้ชกันแบบไหน คำตอบก็ออกมาตามประสบการณ์และความเชื่อของแต่ละคน ซึ่งก็ไม่ผิดหรอก เพราะทุกๆ ศาสตร์การโค้ช มีวัตถุประสงค์เดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งก็แล้วแต่ว่า แต่ละคนจะนำมาใช้แบบไหน

ที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เอามาใช้นะครับ ทวนให้อีกที

G R O W Model

Goal เรามีเป้าหมายอะไร
Reality ตอนนี้เป็นยังไง
Option เรามีทางเลือกอะไรบ้าง
Will to Do เราต้องทำอะไรวะ

ง่ายขึ้นมั้ย มาลองทำไปด้วยกันนะครับ

อธิบายสั้นๆ เมื่อเราเริ่มตั้งเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายจะต้องเป็นเป้าหมายที่ SMART (หล่อๆหน่อย) คือ ค่อนข้างจะเป็นไปได้ ไม่เกินตัว ชัดเจน มีเวลาแน่นอน ไม่ไร้สาระ เวอร์จนเกินไป หลังจากได้เป้าหมายแล้ว ขอเวลานิดหนึ่งเพื่อทบทวนสถานะปัจจุบัน หรือตั้งสติก่อนสตาร์ท ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน มีต้นทุนอะไรอยู่แล้วบ้าง มององค์ประกอบของตัวเองสักพักก่อน จากนั้นให้เรามองทางเลือกว่ามีอะไรบ้าง ทางไหนบ้าง เพื่อเราจะได้เลือกลงมือทำ เมื่อตัดสินใจลงมือ Way forward ไปข้างหน้าเพื่อมุ่งสู่ทั้งสำเร็จ (ขยายได้อีกแล้วแต่พวกเรา เอาที่สบายใจเลย)

ซึ่งใน Model นี้ จะผสมผสานควบคู่ไปกับ
Follow Model คือการติดตามผม เพื่อให้เกิดการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง Follow มีดังนี้นะ

Fact หาความจริงให้เจอเพื่อจะได้รู้เข้าใจสถานการณ์
Opinion / Obstacles ดูอุปสรรค และความคิดเห็น เพื่อปรับปรุงและพัฒนา
Learning เรียนรู้เพื่อพัฒนา
Linkage to Goal หาจุดเชื่อมโยง การไปถึงเป้าหมาย
Outlook การมองไปข้างหน้าเพื่อถึงเป้าหมาย
Way forward จะไปต่อด้วยอะไรเพื่อถึงเป้าหมายแล้วไปทำซะ

จริงๆ แล้ว สุดท้ายเมื่อเราพูดถึงเป้าหมาย จะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่คนพูดครับ บางคนพูดเอามัน บางคนพูดจริงทำจริง เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าอะไรจริงหรือไม่จริง จนกว่าเราจะมองเห็นความสำเร็จ ผมไม่เถียงเลยว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นได้จากการลงมือทำ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องการความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น และต้องการสำเร็จแบบไวๆ และง่ายๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ ผมชอบคำพูดของนักสร้างแรงบันดาลใจท่านหนึ่ง (เอกชัย วรรณแก้ว) ในประโยคที่ว่า “อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ได้ลงมือทำ”

ได้ยินแล้วก็คิด เออ จริงว่ะ ขึ้นมาทันที

ผมได้มีโอกาสรู้จักเอกชัย วรรณแก้ว เมื่อราวๆประมาณ 15 ปีที่แล้ว ทุกครั้งที่พบกัน ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ และนี่แหละเป็นแรงผลักดันให้ผมได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดไปในทิศทางที่ดีขึ้น ความสำเร็จ มักจะมีรูปแบบเสมอ ลองศึกษาดีๆ นะครับ อยู่ใกล้คนคิดดี เราจะคิดดีตาม อยู่ใกล้คนสำเร็จ เราก็จะสำเร็จตาม ให้เราศึกษาว่า คนเหล่านี้ พวกเขามีพฤติกรรมอะไรที่สอดคล้องกับความสำเร็จ แล้วเรานำมาประยุกต์ใช้
ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้แนวคิดว่า ผู้ชายคนหนึ่งที่ยึดติดกับความคิดของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก โดยไม่มีใครรู้เลยว่า ข้างในเป็นอย่างไร จริงๆ แล้วคนเรามีหลายด้านเสมอ บทบาทก็เหมือนกัน เราอยู่ในหลายๆ บทบาท หลายๆ หน้าที่ หลายๆ ความรับผิดชอบ
และเราต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ต่างที่มา ต่างความรู้ ต่างความคิด ต่างประสบการณ์ ถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี เราจะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร
ผมได้เขียนถึงศาสตร์การโค้ช โดยยังไม่ลงรายละเอียดมากนั้น นั่นก็เพราะศาสตร์การโค้ชเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกซึ้ง เขียนผิดๆ ถูกๆ ไม่ดีแน่ครับ จึงขอยกตัวอย่างเพียงประเด็นที่สำคัญๆ ซึ่งผู้อ่านจะต้องเลือกที่จะเชื่อและนำไปประยุกต์ใช้นะครับ

เครื่องมือบางอย่างดีมากสำหรับใครบางคน แต่อาจไม่เหมาะกับใครบางคน และถ้าเรามีเครื่องมือดีแล้ว เราควรใช้ให้เป็นด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญครับ เราควรรู้จักตนเองก่อนที่จะไปรู้จักคนอื่นๆ นะครับ ผมจึงอยากแนะนำให้เรียนรู้ ศึกษาให้รู้ลึกรู้จริง และนำมาใช้กับตัวเองในหลายๆ ด้าน ก่อนจะนำไปช่วยคนอื่น และคุณจะรู้ว่าศาสตร์การโค้ช เป็นอะไรที่มหัศจรรย์จริงๆ

อยากรู้เรื่องโค้ช มาคุยกันได้ครับ

23/12/2023

ฝากหนังสือไว้อ่านสักเล่ม
ตอนที่ 9 แล้ว เขียนเอง อ่านเอง
แบ่งกันอ่านมั่ง

ใจดี VS เข้มงวด

จำได้ว่าได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกแล้วประทับใจมาก เปรียบเทียบได้ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คิดว่าจะเกี่ยวกับชีวิตของเราอะไรมากมาย พอได้นั่งทบทวน โอ้ย! มันจี๊ดมาก รู้งี้นะ (รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้ อีกแล้ว!) โอ๊ยๆ อยากจะร้องเพลงแจ้
เรื่องนี้สอนอะไรผมหลายอย่างมาก ชนิดที่เรียกว่ามากมายมหาศาลถล่มทลายเลยทีเดียว
เรื่องมีอยู่ว่ามีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีประชากรอยู่หลายร้อยคน มีผู้ปกครอง หรือ ผู้นำ ที่ปกครองหมู่บ้านนี้มาช้านาน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี ผู้นำนึกอยากจะทดสอบการปกครองอะไรบางอย่างว่าจะใช้ระบบการปกครองแบบไหนจึงจะเหมาะสมและสามารถจะพัฒนาหมู่บ้านได้ จึงเรียกรองหัวหน้ามาแล้วบอกว่า “เราจะลองปรับการปกครองรูปแบบใหม่ รู้สึกเบื่ออะไรแบบนี้แล้ว เราแต่งตั้งให้เจ้าปกครองหมู่บ้านนี้ครั้งหนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่า เจ้าต้องดูแลประชาชนแบบเข้มงวด ส่วนเราจะดูแลแบบใจดี เจ้าตกลงหรือไม่” เมื่อรองหัวหน้าตกลงรับคำ จึงได้เริ่มการดูแลรูปแบบใหม่ ชาวบ้านก็เริ่มมีปัญหากับรองหัวหน้าที่เข้มงวดเหลือเกิน แต่ชื่นชอบกับการปกครองแบบใจดีของผู้นำเดิม

ผู้นำเข้มงวดสั่งให้ประชาชนดูแลหมู่บ้าน ทำนาทำสวน เข้มงวดทุกกระบวนการ ไม่ให้ขี้เกียจ ตรวจตราทุกอย่าง

ในขณะที่อีกครึ่งของหมู่บ้าน อยู่กันแบบสะดวกสบาย อยากทำอะไรก็ทำ ประชาชนอยู่กันแบบไร้ระเบียบ เพราะมีผู้นำที่ใจดี อะไรก็ได้ แต่ถึงเช่นนั้น เขาก็เริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านฝั่งเข้มงวดว่ามีวินัย มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ ทุกคนเชื่อฟังผู้นำดีเหลือเกิน

ฝั่งของตัวเองใช้ให้ทำอะไร มักจะไม่ยอมทำ มีข้ออ้างมากมายตลอดเวลา ลูกน้องของตนไม่เชื่อฟังเลย

เมื่อเห็นดังนั้น จึงเรียกรองหัวหน้ามาทำข้อตกลงกันใหม่ว่า “เราเบื่อการปกครองแบบนี้แล้ว เรามาแลกกัน เจ้ามาปกครองแบบใจดี เดี๋ยวข้าจะปกครองแบบเข้มงวดบ้าง” ว่าแล้วก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง

เจ้าเมืองเดิมเริ่มเข้มงวดการปกครอง สั่งให้ชาวบ้านมีระเบียบวินัยมากขึ้น เข้มงวดทุกสิ่งอย่าง จนชาวบ้านเริ่มทนไม่ไหว แอบประชุมลับๆ กันเพื่อจะปฏิวัติการปกครอง
ในขณะที่อีกฝั่งผู้ปกครองใหม่ได้มาแจ้งชาวบ้านว่า เหนื่อยกันมามากแล้ว ตอนนี้จะเริ่มผ่อนกฎระเบียบให้บ้าง แต่จะให้เป็นบางกรณีเท่านั้น ชาวบ้านก็ชอบใจ เหมือนได้รับรางวัลว่าผู้นำรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ให้รางวัลทีมงาน ก็ยิ่งชื่นชมผู้นำมากยิ่งขึ้น

เล่ามาถึงตอนนี้ คุณพอจะมองเห็น หรือคิดอะไรถึงตัวเองบ้างหรือยังครับ เรื่องความเข้มงวดและใจดี สำหรับผม เมื่อทบทวนเส้นทางชีวิตตั้งแต่เด็กๆ ผมใช้ชีวิตแบบใจดีกับตัวเองมาโดยตลอด ทำให้ผมสบาย ใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่มีเป้าหมาย เมื่อเปรียบกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่มีเป้าหมาย เช่น อยากเป็นหมอ --->เขาก็จะตั้งใจอ่านหนังสือ เข้มงวดกับตัวเองมาตลอด จนในที่สุด เขาก็สามารถสอบติดหมอได้สำเร็จ

ส่วนผม ผลแห่งการใช้ชีวิตแบบใจดี ทำให้ไม่สามารถสอบอะไรได้เลย จนผมต้องเริ่มเข้มงวดกับตัวเอง และต้องใช้ความพยายามหลายเท่าเพื่อเอาชนะความใจดีของตัวเอง เพื่อให้ได้ความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ผมจึงอยากให้ทุกคน ทบทวนให้ดีๆ อีกครั้ง ว่าวันนี้เราใช้ชีวิตแบบไหน ใจดีหรือเข้มงวด เราจะเอาอะไรนำและจะทำให้ทั้งสองอย่างสมดุลได้อย่างไร

เรื่องความเข้มงวดกับใจดี สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารได้ คือ เรื่องของ Leadership ความเป็นผู้นำ เมื่อผมได้เข้าไปบริหารองค์กร แต่ละที่จะมีวัฒนธรรมขององค์กรนั้นๆ อยู่ หลายๆ คนอาจจะเคยคิดว่า เราต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นแบบนั้น แบบนี้ แบบที่ผู้นำอยากให้เป็น เชื่อเถอะครับว่า แต่ละองค์กรมันมีวัฒนธรรมของตัวมันเอง จากการรวมตัวกันของพนักงานในองค์กรนั้นๆ อยู่แล้ว ผู้นำต้องใช้เวลา ใช้ความสามารถความอดทนอย่างมาก หากจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ขึ้นมาตามที่ตัวเองอยากให้เป็น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถทำได้
ผู้นำที่เข้าไปแล้วใจดี จะถูกมองว่าหน่อมแน้ม
ผู้นำที่เข้าไปแล้วเข้มงวด จะถูกมองว่าโหด บ้าอำนาจ

คนเรานี่ก็แปลก อยากมีหัวหน้าใจดี แต่ใช้งานแล้วไม่ทำ อยากมีคนจิก กดดัน ไม่งั้นงานไม่ออก พอได้หัวหน้าเข้มงวด ก็บ่นเหนื่อย เบื่อ หัวหน้าใจร้าย บ้าพลัง จะเอาใจกันยังไง บางคนอายุมากกว่าหัวหน้า โดนว่าหน่อยก็หาว่าไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ มีประสบการณ์เยอะ ไม่เห็นคุณค่า ลืมมองตัวเองไป
ดังนั้น ผู้นำที่ดี ควรจะเป็นอย่างไร
คงต้องทบทวนตัวเองแล้วล่ะครับ
เพราะคำตอบนี้ คุณเท่านั้นที่จะตอบได้
แนวคิดและเรื่องเล่าสั้นๆ ของผมคงจะทำให้ท่านได้คิดและพิจารณาได้บ้าง

คำถาม คือ 1. ผู้นำที่ท่านอยากได้เป็นอย่างไร
2. ผู้นำที่ท่านอยากเป็นเป็นอย่างไร
3. ทั้งสองผู้นำเป็นคนเดียวกันหรือไม่ อย่างไร

จากคำตอบที่ได้ มันคจะบอกอะไรบางอย่างในชีวิตของเราได้และชื่อเถอะว่า
ชีวิตนี้ของใครของมัน เราคงไม่สามารถไปควบคุมชีวิตใครได้หรอก ท้ายที่สุดก็ต้องหันมาปรับชีวิตของเราเอง เพื่อสสร้างสมดุลชีวิตของตัวเองกัน ว่ามั้ย

พี่ช่อเอง ฝากแชร์ด้วยนะ ถ้าคิดว่าดี
ขอบคุณล่วงหน้าเลย

22/12/2023

ฝากหนังสือไว้ให้อ่านสักเล่ม
มาถึงตอนที่ 8 แล้วรึ
เขียนเอง อ่านเอง แบ่งกันอ่านแล้วตอนนี้
ทุกความสำเร็จ มีเหตุผลของมันเสมอ

ผมเชื่อว่า ไม่ว่าอะไรก็ตาม จะมีเหตุมีผลในตัวของมันเองเสมอ ทุกการกระทำก็ย่อมมีผลลัพธ์ของมัน จริงหรือ จริงครับ
Timing เป็นอีกเหตุผลของความสำเร็จ
ทุกความสำเร็จย่อมมีเวลาของมัน
ทุกความสำเร็จ ย่อมใช้เวลาที่ต่างกัน ตามความยิ่งใหญ่ของความสำเร็จ

ยกตัวอย่าง “ความสำเร็จจากธรรมชาติ”
คนเราจะเกิดเป็นคนได้ ใช้เวลา 9 เดือน บวกลบนิดหน่อย ใครใช้เวลา 3 เดือนบ้าง? ไก่ต้องเป็นไข่ก่อนเสมอ หรือ ไข่ต้องมีไก่ เอ๊ะ หรือมีนก มีเป็ด ย้อเย่นนะ ประมาณนี้
เมื่อไม่สามารถทำความสำเร็จแบบธรรมชาติเองได้ ก็ต้องอาศัยตัวช่วย วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ช่วยได้

“ความสำเร็จจากตนเอง”
ผู้พันแซนเดอร์ส ผู้ก่อตั้ง KFC ใช้เวลานานเท่าใด
Steve Jobs ใช้เวลาแค่ไหน จึงทำให้ iPhone ประสบความสำเร็จ
เอกชัย วรรณแก้ว บัณฑิตหนุ่มผู้พิการหัวใจเกินร้อยใช้เวลาเท่าใดจึงจะจบการศึกษา
นอกจากเวลาแล้ว พวกเขาก็ยังใช้ศักยภาพ สมรรถนะ อีกเท่าไหร่ จึงจะสำเร็จ

Step ขั้นตอน ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบ

ยกตัวอย่าง
การฝึกปลาวาฬ ให้สามารถกระโดดลอดห่วงในอากาศ ลองคิดดู เพราะอะไร คนจึงสามารถฝึกให้ปลาวาฬกระโดดลอดห่วงได้ เพราะการให้เราเข้าไปชมปลาวาฬธรรมดาๆ คงเป็นอะไรที่ธรรมดา และถ้าปลาวาฬลอดห่วงใต้น้ำ ก็ไม่มีอะไรน่าชม ว่าไหมครับ

เอียนแรนต์ บอกว่า “สิ่งมีชีวิตทุกชนิด พยายามดำรงชีวิตให้ได้ด้วยการใช้ศักยภาพที่มีอยู่สูงสุด เพื่อเอาชีวิตรอด” คนเราก็คงเหมือนกัน เพราะมนุษย์เรียนรู้ได้ดีกว่า จึงเอาวิธีนี้มาฝึกปลาวาฬ เพราะถ้าปลาเรียนรู้ได้ดีกว่า ก็คงเอามาฝึกมนุษย์เนอะ

กระบวนการฝึก คือ ให้ปลาเรียนรู้ว่าต้องทำอะไร ถึงจะได้มีชีวิตรอด คือ มีกิน

เอาปลาขังไว้ในบ่อให้มันว่ายจนมึนหัว แล้วเอาห่วงใส่ลงไปในบ่อ ปลาก็สงสัยว่าเมื่อไรฉันจะได้กินอาหาร หิวจนตาลายแล้วยังไม่ได้กินสักที ทำยังไงดี
เอ๊ะ ห่วงนี้มันคืออะไร ลองว่ายลอดดีกว่า ว่าแล้วก็ลอดห่วง ทันใดนั้น อาหารก็หล่นมาจากฟากฟ้า มันก็ลอดห่วงใหญ่เลย
มันได้เรียนรู้ว่า เมื่อลองทำอะไรใหม่ๆ ผลลัพธ์ใหม่ก็เกิดทันที
การลอดห่วงใต้น้ำของปลาวาฬ เริ่มขึ้นแล้ว ห่วงก็ถูกยกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนห่วงอยู่เหนือน้ำ ความท้าทายสำหรับปลาวาฬจึงเกิดขึ้นตรงนั้นล่ะครับ
เมื่อไม่มีห่วงใต้น้ำให้ลอด ปลาจะทำอย่างไร หิวก็หิว ห่วงก็ไม่มี การลอดห่วง คือ ชีวิต ทำไงดี เราต้องลอดห่วงเท่านั้น จึงได้รวบรวมพลังทั้งหมด กระโดดลอดห่วงเหนือน้ำให้ได้ เมื่อได้พุ่งตัวขึ้นครั้งแรกอาจจะไม่สำเร็จ แต่หากไม่พยายาม มันก็อาจจะอดตายได้ สุดท้ายปลาวาฬก็สามารถลอดห่วงที่อยู่เหนือน้ำได้ ปลาจำนวนมากก็หล่นมาจากฟากฟ้าอีกแล้วครับท่าน ปลาได้เรียนรู้ถึงความสำเร็จนี้และจดจำไว้ว่า เมื่อมันกระโดดลอดห่วงกลางอากาศได้ มันจะได้รับสิ่งที่มันอยากได้ เมื่อเวลาผ่านไป ห่วงก็ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่รอผู้ชมมากมายมาดูความมหัศจรรย์ที่ถูกเรียกว่า เปลี่ยนความสามารถเป็นความสำเร็จ

จำได้ไหม เวลาเราชมการแสดงของปลาวาฬโชว์ ปลาจะกระโดดลอดห่วงสูงมาก และกระแทกน้ำจนกระเด็น ผู้ชมจำนวนมากเปียกปอนไปตามกัน แต่มีเสียงปรบมือ หรือส่งเสียงเฮ ไม่มีอารมณ์โกรธแสดงออกมาเลย
เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องเล่าเรื่องนี้บ้างครับ สำหรับผม ได้เรียนรู้ดังนี้ครับ
เราต้องใช้ศักยภาพให้สูงสุดเท่าที่มี เพื่อประสบความสำเร็จ
ทุกความสำเร็จมีเหตุมีผลเสมอ
ความสำเร็จมีช่วงเวลาของมัน
ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง เราจะใช้ชีวิตแบบเดิม
เมื่อเราเปลี่ยนแปลง เราจะพบอะไรใหม่ๆ เสมอ
ความท้าทาย คือ จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
ความล้มเหลว คือ ประสบการณ์
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ คือ ความสามารถพิเศษที่เราทำได้
ทุกความสำเร็จ จะมีคำชื่นชม
ทุกคำชื่นชม คือ แรงผลักดันที่ทำให้เราไปต่อ

และผมเชื่อว่า คุณได้เรียนรู้อะไรมากกว่าที่ผมเขียน
ทั้ง 10 ข้อที่ผมได้เรียนรู้ ผมได้นำมาต่อยอดจนกลายเป็นความสำเร็จของผมในวันนี้ และผมจะไม่หยุดไว้เพียงเท่านี้ ผมจะต้องกระโดดลอดห่วงที่สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น
เมื่อเราได้เรียนรู้ เราต้องต่อยอดความสำเร็จนั้นทันที ลงมือเลยครับ
คุณได้เรียนรู้อะไร เขียนมันออกมา และสิ่งที่ได้เรียนรู้จะส่งผลต่อเป้าหมายของคุณอย่างไร ลงมือทำเลยครับ ความสำเร็จรอคุณอยู่

ยินดีด้วย คุณมาได้ครึ่งทางแล้ว ครึ่งของแค่ละคนไม่เท่ากัน จริงมั้ย
ว่าไป ค่อยมาเขียนต่อ

พี่ช่อเองฮะ

มาถึงตอนที่ 7 ฝากหนังสือไว้อ่านสักเล่ม เขียนเองอ่านเอง ตอนนี้แบ่งเพื่อนอ่านบ้าง ชอบก็แชร์นะครับ จากวันนั้นถึงวันนี้  ทุก...
22/12/2023

มาถึงตอนที่ 7
ฝากหนังสือไว้อ่านสักเล่ม
เขียนเองอ่านเอง ตอนนี้แบ่งเพื่อนอ่านบ้าง
ชอบก็แชร์นะครับ

จากวันนั้นถึงวันนี้

ทุกสิ่งอย่างต้องมีก้าวแรกเสมอ เมื่อเราทำบางสิ่งบ่อยๆ เราจะเกิดความชำนาญ
จำได้ว่าเมื่อเริ่มทำงานครั้งแรก หลังจากเรียนจบอย่างเป็นทางการผมตื่นเต้นทุกวันของการทำงาน ไม่เหมือนชีวิตวัยเรียนเลย เจอแต่ผู้ใหญ่ๆ ดูไฮโซ ก็ไอ้เรามันเด็กบ้านนอกนี่นา
เล่าย้อนกลับไปในช่วงก่อนเรียนจบ ผมมีโอกาสได้ทำงานหาเงินด้วยตัวเองด้วยการขายเสื้อผ้าหน้ามหาวิทยาลัย ได้ทำงานอยู่บริษัททัวร์ขับรถให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นเซลล์ขายหนังสือ ขับรถรับจ้าง ตอนเรียนใกล้จบก็ได้ไปอยู่บ่อทราย ควบคุมการขุดทรายขาย ขับรถสิบล้อบ้าง ขับรถขุดบ้าง ปลูกผัก ทำอาหารกินเอง สนุกสนานตามประสาผู้ชายวัยสิงห์คะนองนา ด้วยประสบการณ์อันแสนพิลึกของผม (เพื่อนๆ บอก) จึงทำให้ผมได้สะสมวิชาที่ผมใช้ชื่อว่า “วิชาพึ่งตนเอง” วิชาพวกนี้ได้จากอารมณ์ ความอยากเรียนรู้ของผม และติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้
ที่เล่ามาไม่ได้จะบอกว่าผมเก่งนะ แต่อยากให้พวกเราลองทบทวนถึงข้อดี ความสามารถในทุกๆ ด้านของตนเอง ว่าเรามีความสามารถในด้านไหนบ้าง และนำมาต่อยอดเพื่อความสำเร็จได้บ้าง จำได้ไหมครับ ว่าผลของการกระทำในอดีตจะส่งผลถึงผลลัพธ์ในปัจจุบัน --->นั่นแหละครับ ตรงประเด็นเลย
สำหรับการสัมภาษณ์งานครั้งแรกของผมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ทำให้ผมรู้ว่าเราต้องมีความเชี่ยวชาญสักด้าน เพื่อให้เราเด่นกว่าคนอื่น เป็นดาว ในหมู่เดือน เพราะผมรู้ทุกเรื่อง แต่ไม่เก่งสักเรื่อง ผลการสัมภาษณ์ครั้งนั้นก็เลยพลาด

คุณล่ะครับ เคยเป็นแบบนี้หรือเปล่า

แต่ก็นั่นล่ะ มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า เราต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้เราเป็นคนๆ นั้น คนที่สำเร็จ เขาทำอะไร อย่างไร และในที่สุดผมก็ได้งานทำ และสามารถไต่เต้ามาจนเป็นผู้บริหาร เพราะอะไรน่ะเหรอครับ จะทวนให้นะครับ
หลักการของความสำเร็จ
รู้จักตัวเอง
เข้าใจตัวเอง
สามารถนำตนเองไปสู่สิ่งที่อยากเป็นได้
สามารถนำผู้อื่นให้สนับสนุนเราได้
แบ่งปันสิ่งที่เรามีให้กับสังคมด้วยนะ

เดี๋ยวจะขยายให้ฟัง และอาจจะยกตัวอย่างด้วย ถ้าไม่ขี้เกียจเขียน (จะขี้เกียจแล้วได้อะไร)

1. เริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมาย
สำคัญมากๆ เพราะหมายถึงทั้งชีวิตของคุณเลยทีเดียว เหมือนจะออกเรือท่ามกลางทะเลมืด ต้องวางแผนการเดินทาง มีเข็มทิศเพื่อจะไปถึงจุดหมาย

ซึ่งหลักการตั้งเป้าหมายอย่างง่ายๆ ก็มีหลายแบบ แบบที่เป็นมาตรฐาน คือ SMARTGoals ประกอบไปด้วย

S Specific เจาะจงชัดเจน
M Measurable วัดผลได้อย่างไร
A Attainable เป็นไปได้ไม่เกินตัว
R Relevant สำคัญอย่างไร
T Time ช่วงเวลาแน่นอนชัดเจน

รายละเอียด ไปหาเองนะใน Google เยอะแยะ ไม่เข้าใจค่อยมาคุยกันเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน (พยายามบ้าง)

Model แห่งความสำเร็จ

จากการทำงานด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา รวมไปถึงการแสวงหาเครื่องมือในการนำมาใบริหารองค์กรที่ทำงาน พบว่า แต่ละองค์กรมีเรื่องราวที่ต่างกัน ดังนั้นเครื่องมือแต่ละอย่างก็ใช้ได้ดีกับบางแห่งเท่านั้น บางอย่างใช้ไม่ได้ วิธีการบริหารบางอย่างก็ดีสำหรับบางที่ แต่? เชื่อไหมครับ ผมได้นำหลักการโค้ชชิ่ง Coaching ซึ่งจะบอกว่ามหัศจรรย์มากๆ ผมได้ไปอบรม ศึกษา จนได้ใบประกาศนียบัตร สามารถนำมาประกอบอาชีพได้ แต่ผมยังไม่เชื่อว่าจะสามารถนำมาใช้ได้

จนกระทั่งผมนำมาใช้จริงกับตนเอง และได้พบประสบการณ์ที่ดีมากมาย
และจึงได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการนำกระบวนการหรือวิชาใดๆ มาใช้ให้ได้ผลกับคนอื่น เราต้องใช้กับตัวเอง กับคนใกล้ชิด กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ไปทีละขั้น ทีละตอน และต้องใช้เวลา จนตกผลึกในแบบของตัวเอง

สุดท้าย เราต้องเข้าใจตนเองก่อน จึงจะสามารถเข้าใจคนอื่นได้

พูดเรื่องการเข้าใจตนเอง ก็จะอธิบายยาก เพราะการยอมรับตนเอง การมีความสุขกับตนเอง ค่อนข้างลึกซึ้ง แต่อธิบายลำบาก สรุปสั้นๆ ว่า “เข้าใจตนเองนะ”

เมื่อคุณใช้กระบวนการโค้ชอย่างจริงจังแล้ว จะพบว่าการโค้ชมีความหลากหลายจริงๆ แบบไหนเหมาะกับคุณ คุณจะรู้เอง หลักการคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว คุณต้องศึกษามัน ตัวอย่าง Model ง่ายๆ

G R O W Model

Goal เรามีเป้าหมายอะไร
Reality ตอนนี้เป็นยังไง
Option เรามีทางเลือกอะไรบ้าง
Will to Do เราต้องทำอะไรวะ

ผมจะอธิบายความเชื่อบางอย่างก่อนที่เริ่มต้นใช้ Models เพื่อการตั้งเป้าหมายของความสำเร็จนะครับ
เราต้องเชื่อว่า เราทุกคนมีความเก่ง ฉลาด อยู่ในตัวเอง

ลองดูนะว่า เราจะไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อเรามีหลักในการดินทากขึ้น

พี่ช่อเอง

จะเป็นผู้นำที่ดี เริ่มต้นที่ตัวเอง เป็นผู้ตามที่ดีก่อนเข้าใจผู้ตามแล้วเราจะนำเขาได้
26/07/2018

จะเป็นผู้นำที่ดี

เริ่มต้นที่ตัวเอง

เป็นผู้ตามที่ดีก่อน

เข้าใจผู้ตาม

แล้วเราจะนำเขาได้

เมื่อเรา "ต้อง" ทำงาน กับ เมื่อเรา"ได้" ทำงาน ความรู้สึกต่างกันมั้ย คำพูดนี้ได้มาจาก กัปตันตอง Baitong Prakanพูดในคลาสเท...
04/07/2018

เมื่อเรา "ต้อง" ทำงาน กับ เมื่อเรา"ได้" ทำงาน

ความรู้สึกต่างกันมั้ย
คำพูดนี้ได้มาจาก กัปตันตอง Baitong Prakan
พูดในคลาสเทรนเนอร์การบินไทยเมื่อสองปีที่แล้ว
ผมจำและนำมาใช้เสมอ

ภาพนี้กำลังบอกว่าอะไร

1. ผมต้องเดินทางมาสอนที่พม่า ผมต้องทำทุกอย่างเอง ผมต้องสอนตั้งแต่เช้าถึงเย็นสามวันรวด
(รู้สึกยังไงหลังจากอ่านจบ เหมือนถูกบังคับมาเลย)

2. ผมได้เดินทางมาสอนที่พม่า ผมได้ทำทุกอย่างเอง ผมได้สอนตั้งแต่เช้าถึงเย็นสามวันรวด
(รู้สึกยังไง โคตรโชคดีและมีโอกาสได้เรียนรู้เลย)

คุณละครับ วันนี้ "ต้อง" หรือ "ได้"

ถ้าทุกอย่าง ต้อง ชีวิตจะเป็นอย่างไร

ลองปรับขยับเปลี่ยนทุกอย่างในการทำให้เป็น

"ได้" ชีวิตคุณจะเปลี่ยนทันที ขอบคุณครับ

#โค้ชช่อ

วันนึง เราก็จะแก่เคยมั้ยที่เราเห็นคนแก่ทำอะไร ช้าๆ เงอะๆเงิ่นๆ แล้วเรารู้สึกรำคาญ บ่นในใจ เซงเป็ดผมก็เคยเป็นอย่างนั้นส่ว...
31/01/2018

วันนึง เราก็จะแก่

เคยมั้ยที่เราเห็นคนแก่ทำอะไร ช้าๆ เงอะๆเงิ่นๆ
แล้วเรารู้สึกรำคาญ บ่นในใจ เซงเป็ด

ผมก็เคยเป็นอย่างนั้น
ส่วนเกิดขึ้นกับใครนั่นเหรอ
ก็กับคนในครอบครัวเรานั่นแหละ

บ่น ด่า ทำกิริยาไม่ดี กับผู้ใหญ่
แต่ก็น่าแปลก ที่ในวันนั้น
ผู้ใหญ่ของเรา ไม่ได้โต้ตอบอะไรเรา
ก็แค่เฉยๆ หรืออาจเบื่อกับพฤติกรรมของเด็ก

เออใช่ วันนี้อยู่ๆก็แว้บขึ้นมา
เมื่อทดลองเป็นคนแก่ ลองใส่แว่น
นั่งอ่านหนังสือแบบนี้

ภาพเก่าๆของ เตี่ย แม่ ลุง ป้า น้า อา พี่ๆ
ก็ปรากฏขึ้นในหัวทันที

แต่เดี่ยวก่อน นี่ถ้าวันนี้เราอายุเท่านั้น
ทำอะไรช้าๆ หลงๆ ลืม เราจะเป็นเช่นไร
ลูกๆหลาน เราจะทำกิริยาแบบที่เราเคยทำมั้ย
เครียดเลย เอ้อ เวรกรรมตามทัน

เป็นไงครับ ถ้าวันนี้เรายังคง
ใช้แผนที่ของเราไปตัดสินคนอื่น
ชีวิตก็อาจจะคล้ายๆเรื่องที่ผมเล่ามาก็ได้

คนเราประสบการณ์ต่างกัน
ต่างที่มา ต่างพ่อต่างแม่ ต่างการเลี้ยงดู
ต่างโรงเรียน ต่างจังหวัด อันนี้เกี่ยวมั้ย

จะให้เหมือนกันได้อย่างไร
ขนาดคลานตามกันมายังแตกต่างเลย

หากเราเข้าใจความต่าง
อยู่กับความต่างอย่างเข้าใจและลงตัว
สร้างความสมดุลย์บนความต่าง
เคารพความแตกต่างอย่างสันติ

เราก็จะจิตสูงขึ้น
เราไม่อาจไปเปลี่ยนคนอื่น
แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้

รู้ก่อนได้เปรียบ ปรับก่อนได้เปรียบ
เปลี่ยนก่อนได้เปรียบ ความเรียบง่ายเป็นของเรา
ใครไม่เข้าใจช่างเขา
เราเป็นตัวอย่างที่สร้างสรรค์
สวรรค์ก็จะเป็นของเรา

ชอบกด like
ใช่กด แชร์
ที่แน่ๆ ไม่เข้าใจ
ส่ง inbox มาคุยกันได้

ดีใจ วันเด็ก 😁😁😁ลูกศิษย์ ตัวน้อยในวัยเรียน วัยรุ่น ส่งข้อความมาเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง เป็นความซาบซึ้ง ขอบคุณ กับ 1 ปี...
13/01/2018

ดีใจ วันเด็ก 😁😁😁

ลูกศิษย์ ตัวน้อยในวัยเรียน วัยรุ่น
ส่งข้อความมาเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง

เป็นความซาบซึ้ง ขอบคุณ
กับ 1 ปี ที่ได้เรียนรู้
วิชา ปรับความคิด พิชิตเป้าหมาย
และอ่านหนังสือ สำเร็จไวถ้าใช้สมองเป็น
เป็นความภูมิใจ กับ การมอบทุนทางปัญญา
ที่ทำมาตลอด 3 ปี ต้นกล้าแห่งความดี ต้นน้อยๆ
กำลังเติบโต เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงของประเทศไทย🇹🇭 เป็นคนคุณภาพที่โลกต้องการ 🌍🌎🌏

เยาวชนที่ดี เก่ง มีวิธีคิดที่ดี จะเป็นอนาคตที่ดีของชาติ
COS สนับสนุนการเติบโตของเยาวชนไทยอย่างเป็นทางการ 🇹🇭🇹🇭

ค่อยเล่าที่ละเรื่องนะครับ มีเยอะ

สวัสดีปีใหม่ครับ ทุกคนขอให้ปีนี้เป็นปีที่สุดยอดของทุกคนนะครับ
03/01/2018

สวัสดีปีใหม่ครับ ทุกคน
ขอให้ปีนี้เป็นปีที่สุดยอดของทุกคนนะครับ

สอนคนอื่น อย่าลืมสอนตัวเอง ช่วงนี้ จะได้ยินผมพูดคำว่า PAUSE บ่อยๆนะครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้สำหรับตัวเอง ที่...
21/11/2017

สอนคนอื่น อย่าลืมสอนตัวเอง

ช่วงนี้ จะได้ยินผมพูดคำว่า PAUSE บ่อยๆนะครับ
ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้สำหรับตัวเอง
ที่ผมได้ไปเรียนรู้มา จากการเรียนหลักสูตร certified Trainer Points of You ที่ประเทศโปแลนด์
เขาไม่ได้สอนให้เราไปสอนคนอื่น
แต่เขาสอนให้เราสอนตัวเอง
เมื่อเราได้เรียนรู้มีประสบการณ์กับตัวเอง
และสามารถสร้างผลลัพธ์ให้กับตัวเองได้
เมื่อนั้น ความลึกซึ้ง ตกผลึก จะเกิดขึ้นกับตัวเอง
และสามารถนำไปถ่ายทอดให้กับคนอื่น
ได้อย่างเป็นกระบวนการ

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผมได้รับข่าว เพื่อนๆ ป่วย ไม่สบาย
ใช้ชีวิตเข้าออกโรงพยาบาลหลายๆครั้ง และมีเพื่อน
หรือญาติผู้ใหญ่บางคน ได้สูญเสีย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น เกิดจากอะไร ลองพิจารณาเรื่องนี้ดูนะครับ

มีนายพรานอยู่คนหนึ่ง มีความเก่งกาจ เชี่ยวชาญ
ด้านการล่าสัตว์โดยใช้ธนู เป็นอาวุธประจำกาย
วันหนึ่ง ในขณะที่นายพรานกำลังเดินทางออกไปล่าสัตว์ ได้เดินผ่านศาลาที่มีพระอาจารย์ นั่งสมาธิอยู่
และมีพระอีกกลุ่มหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่รายรอบ
นายพรานได้เข้าไปกราบพระอาจารย์
และถามพระอาจารย์ว่า
: การที่ท่านนั่งสมาธิแบบนี้ มันไม่ทำให้ท่านเสียเวลาเหรอ ทำไมไม่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ที่เป็นประโยชน์
พระอาจารย์ยิ้มและถามว่า
: ท่านนายพราน ท่านยิงธนูเก่งมั๊ย
นายพราน : แน่นอนครับพระอาจารย์
พระอาจารย์ : ไหนท่านลองยิงไปที่ต้นไม้ฝั่งตรงข้ามนั่นสิ

นายพรานยกธนูขึ้นเล็ง
ลูกธนู วิ่งพุ่งเข้ากลางลำต้น ปักแน่นิ่ง
พระอาจารย์พูดต่อว่า ไหนท่านลองยิงอีกดอกซิ
นายพรานยกธนูขึ้น ลูกธนูวิ่งปักกลางลำต้นอีกครั้งหนึ่ง พระอาจารย์บอกว่า อีกทีสิ ลูกธนูวิ่งกลางลำต้นเป๊ะ
อีกทีสิ สายพรานเสียงดัง ตอบพระอาจารย์ว่า

"ยิงแบบนี้ เดี๋ยวคันธนูข้าก็หักสิ"

พระอาจารย์ยิ้ม และตอบเสียงเบาเบาๆว่า ท่านก็รู้นี่
ลองพิจารณาดู ร่างกายคนเราก็เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างจากคันธนูของท่านเลย หากท่านทำงานหนักจนเกินไป วันหนึ่ง ร่างกายท่าน ก็ต้องเสียหายเหมือนกับคันธนู

ดูเถิดท่านนายพราน เราไม่ได้ใช้เวลาทั้งวันในการนั่งสมาธิแต่เราใช้เวลาในการพิจารณาตัวเองอยู่กับตัวเองทบทวนตัวเองเพื่อให้ร่างกาย ความคิด ของเราได้พัก เพื่อเราจะได้มีชีวิตอยู่ต่ออย่างมีความสุข

ลองพิจารณาเถิด เราจะทำงานตลอดเวลา เราจะทำงานหนัก โดยไม่หยุดพัก ไปเพื่ออะไร เมื่อร่างกายเรารู้สึกไม่ดี มันจะเตือนเรา และถ้าเราไม่รู้จักพัก ธรรมชาติจะพักให้เราเอง

เมื่อผมได้เข้าใจ กระบวนการ Pause เท่านั้นแหละ
สมองผมก็ประมวลผล และ พฤติกรรมใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นทันที

เพราะอะไรเหรอ ร่างกายมันเตือนอะไรบางอย่างเราแล้ว
พักเถอครับ เราจะพักเองหรือให้ธรรมชาติพักให้

ว่าแล้วก็ ไปพักก่อนนะครับ
ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเราครับ อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน

ที่อยู่

Nonthaburi

เบอร์โทรศัพท์

+66802215053

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SMART CEOผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์