อาจารย์มาร์ค สอนปั้นธุรกิจขายดี

อาจารย์มาร์ค สอนปั้นธุรกิจขายดี ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก อาจารย์มาร์ค สอนปั้นธุรกิจขายดี, ที่ปรึกษาทางธุรกิจ, 312 ถนนสีลม ต. สุริยวงศ์ อ. บางรัก, Phra Nakhon.

ให้คำปรึกษาและสอน การสร้างธุรกิจ | พัฒนาธุรกิจ
ช่วยให้คุณ ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ขายดีขึ้นแบบชีวิตไม่วุ่นวาย
อดีตผู้บริหารแบรนด์ระดับโลก
Adidas, Nestlé, Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจข้ามชาติ
Business Development
Sales, Marketing, Insight & Data

ทะลวงยอดขายที่ตัน แก้เกมได้ด้วยกลยุทธ์นี้ถ้าเราทำธุรกิจแบบเดิมๆ ท่าเดิมๆ จนยอดขายเริ่มตันแล้ว อย่าเพิ่งฝืนทำโปรโมชันลดรา...
20/08/2026

ทะลวงยอดขายที่ตัน แก้เกมได้ด้วยกลยุทธ์นี้

ถ้าเราทำธุรกิจแบบเดิมๆ ท่าเดิมๆ จนยอดขายเริ่มตันแล้ว อย่าเพิ่งฝืนทำโปรโมชันลดราคาเพื่อหวังเพิ่มยอดขายครับ ลองหาทางเพิ่มจุดที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงเราได้ให้มากขึ้น โอกาสในการขายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปทันที

การเพิ่มช่องทางการขายคือหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการขยายฐานลูกค้า แบบที่เราไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเยอะครับ วันนี้ผมเลยรวบรวม 10 ไอเดียในการเพิ่มช่องทางการขาย ขยายฐานลูกค้า มาฝากเจ้าของธุรกิจทุกคนกันครับ

1. ขายผ่านหน้าร้านของตัวเอง

การมีหน้าร้านของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านจริงหรือร้านออนไลน์ คือรากฐานสำคัญในการสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือครับ เพราะหน้าร้านคือพื้นที่ที่เราสามารถควบคุมประสบการณ์ให้ลูกค้ารู้จักเราในแบบที่เราอยากให้เป็นได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่หน้าตาร้าน การจัดสินค้า ไปจนถึงบริการหลังการขายครับ

2. ขายเข้าห้างโมเดิร์นเทรด คอนวีเนียนสโตร์

เป็นช่องทางที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้อย่างมากครับ หากสินค้าของเราผ่านการคัดเลือกจากห้าง แม้จะมีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนค่อนข้างมาก แต่ก็สามารถขยายฐานลูกค้าไปได้ทั่วประเทศในทันทีครับ

3. ขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

ข้อดีคือมีฐานลูกค้ารออยู่แล้ว มีระบบหลังบ้านครบ และลูกค้าก็คุ้นเคยกับการซื้อของผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและยังได้ลูกค้าใหม่จากระบบแนะนำของแพลตฟอร์มด้วยครับ ขอแค่เราจัดหน้าร้านออนไลน์ให้น่าสนใจและจัดการเรื่องรีวิวให้ดีครับ

4. ขายบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง

เป็นช่องทางที่เราควบคุมได้เอง ข้อดีคือสามารถสื่อสารตรงกับลูกค้าได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ช่วยสร้างตัวตนและสร้างยอดขายได้จริง โดยเฉพาะกับลูกค้าที่ชอบพูดคุยก่อนตัดสินใจซื้อ แต่เราต้องหมั่นโพสต์คอนเทนต์ที่โดนใจและตอบแชตให้ไวครับ

5. ฝากขายให้ร้านค้าอื่นเป็นพาร์ตเนอร์ช่วยขาย

เราไม่ต้องลงทุนเปิดร้านเองครับ แต่ใช้ร้านคนอื่นที่กลุ่มเป้าหมายตรงกันเป็นจุดจำหน่ายแทน เช่น วางของในคาเฟ่ ร้านไลฟ์สไตล์ หรือร้านเสื้อผ้า เหมาะกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม ทำได้ไม่ยากแค่เลือกร้านที่ตรงกับสินค้าเราแล้วเสนอเงื่อนไขที่วินวินได้ประโยชน์ทั้งคู่ครับ

6. เปิดร้านป๊อปอัพสโตร์

การเปิดหน้าร้านแบบชั่วคราวตามห้าง ออฟฟิศ หรืองานอีเวนต์ จะช่วยเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ให้กว้างขึ้น เป็นช่องทางที่เพิ่มความน่าสนใจและเข้าถึงลูกค้าหน้าใหม่ได้เร็ว โดยที่เราไม่ต้องลงทุนเยอะเพื่อเปิดร้านแบบถาวรครับ

7. หาคนมาร่วมมือช่วยขายแบบนายหน้า

ลองสำรวจดูว่ามีครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือร้านออนไลน์ไหนที่กลุ่มเป้าหมายของเราติดตามอยู่ แล้วลองเสนอสินค้าให้เขานำไปช่วยโปรโมตขาย โดยจ่ายค่าคอมมิชชันตามยอดขายจริง เหมาะกับธุรกิจที่เน้นขายออนไลน์เป็นหลักครับ

8. ใช้ตัวแทนจำหน่ายหรือยี่ปั๊วค้าส่ง

ให้คนอื่นช่วยกระจายสินค้าให้เรา โดยตั้งระบบกำไรที่จูงใจ ข้อดีคือเรามีคนช่วยขายโดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด และยังเข้าถึงเครือข่ายใหม่ๆ ยิ่งถ้ามีระบบจัดการที่ดี จะขยายยอดขายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับสินค้าที่ซื้อซ้ำได้เรื่อยๆ ครับ

9. ขายแบบองค์กรให้กลุ่มธุรกิจ

หลายคนมองข้ามตลาดกลุ่มธุรกิจเพราะรู้สึกว่าเข้าถึงยาก แต่จริงๆ แล้วช่องทางนี้ช่วยเพิ่มยอดขายได้แบบก้าวกระโดดเลยครับ เพราะแค่ได้ลูกค้าหนึ่งรายอาจจะเท่ายอดขายหลักร้อยหลักพันชิ้นต่อเดือน เหมาะสำหรับคนที่อยากขยายฐานลูกค้านอกเหนือจากผู้บริโภคทั่วไปครับ

10. ขายแฟรนไชส์

ถ้าธุรกิจของเรามีระบบที่ชัดเจนและสามารถถ่ายทอดต่อได้ การทำแฟรนไชส์จะช่วยให้เราขยายธุรกิจโดยใช้ทุนของคนอื่นครับ เหมาะกับแบรนด์ที่มีจุดขายชัดเจน มีระบบหลังบ้านที่ดี และสามารถควบคุมมาตรฐานได้ครับ
การเพิ่มช่องทางการขายก็คือการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเจอเรามากขึ้นครับ เราไม่จำเป็นต้องทำครบทุกข้อในทันที แต่ควรเลือกช่องทางที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและพร้อมลงทุนตามกำลัง แค่ขยายให้ถูกจุด ยอดขายก็เพิ่มได้แบบยั่งยืนแล้วครับ

ถ้าใครอยากให้ผมช่วยประเมินหรือเลือกช่องทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณเพื่อขยายตลาด ก็ทักเข้ามาพูดคุยกันได้ครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

ทุนน้อยกว่าก็ชนะได้ ถ้ารู้จุดอ่อนของเจ้าใหญ่ธุรกิจเจ้าเล็กมักจะกลัวกันว่าจะสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายมีทั้งงบโฆษณาเป...
19/08/2026

ทุนน้อยกว่าก็ชนะได้ ถ้ารู้จุดอ่อนของเจ้าใหญ่

ธุรกิจเจ้าเล็กมักจะกลัวกันว่าจะสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายมีทั้งงบโฆษณาเป็นล้าน ทีมงานมืออาชีพ และแบรนด์ก็ดังมีคนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่ความจริงก็คือ เราไม่จำเป็นต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่าเพื่อจะเอาชนะครับ แค่เราต้องมีความเฉียบคมกว่าในจุดที่คู่แข่งรายใหญ่เข้าไม่ถึง เพราะธุรกิจยิ่งใหญ่ ยิ่งขยับตัวช้า ปรับตัวช้า และมักจะมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ ที่ลูกค้าต้องการเสมอ

ถ้าใครกำลังหมดหนทางและไม่รู้ว่าจะสู้กับแบรนด์ใหญ่ยังไงให้ชนะ วันนี้ผมมี 3 กลยุทธ์ที่จะช่วยเพิ่มพลังให้ธุรกิจของเรากลายเป็นตัวเลือกที่ลูกค้าสนใจมากกว่าแบรนด์ใหญ่ แม้ว่าเราจะมีเงินทุนและทรัพยากรน้อยกว่าก็ตามครับ

1. อย่าแข่งว่าใครใหญ่กว่า แต่สร้างความแตกต่างให้ชัด

เจ้าตลาดมักจะขายแบบครอบคลุมทุกกลุ่มและพยายามเป็นทุกอย่างให้ทุกคน แต่แบรนด์เล็กแบบเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นครับ

สิ่งที่เราควรทำคือ เลือกจุดขายเพียงอย่างเดียวที่เราถนัดที่สุดแล้วเน้นให้ชัดเจน อาจจะเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน บริการที่เข้าถึงง่ายกว่า หรือการดูแลลูกค้าแบบใกล้ชิดที่แบรนด์ใหญ่ทำไม่ได้ เราอย่าพยายามเป็นแบรนด์ที่คล้ายเขา แต่ให้เป็นแบรนด์ที่แตกต่างแบบที่ลูกค้าจำได้ทันทีว่า ถ้าอยากได้แบบนี้ ต้องมาหาเราเท่านั้นครับ

2. เลือกลงสนามที่เขามองข้าม

เจ้าใหญ่จะเน้นตลาดแนวกว้าง เพราะเขามักจะมองว่าไม่คุ้มที่จะทุ่มกับตลาดย่อยขนาดเล็ก แต่นี่คือโอกาสทองของธุรกิจเราเลยครับ
ลองมองหาตลาดย่อยกลุ่มเล็กแต่มีกำลังซื้อ มีปัญหาเฉพาะ และยังไม่มีใครเข้าไปดูแล แล้วเข้าไปเป็นแบรนด์ที่รู้ใจเขามากที่สุด ถึงตลาดแบบนี้จะไม่ใหญ่นัก แต่มันจะทำให้เรารอดแน่นอน แถมยังมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นกว่าคนขายทั่วไปอีกด้วยครับ

3. ทำการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม

การตลาดของเจ้าใหญ่มักจะเป็นการทำโฆษณาแบบเน้นการรับรู้ในวงกว้าง ให้คนเห็นซ้ำบ่อยๆ เพื่อเข้าถึงคนจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้งบเยอะมากครับ แต่ธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบจำกัด

ควรเน้นทำตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อสารเฉพาะกลุ่ม และเข้าใจลูกค้ากลุ่มเดียวให้ลึกซึ้ง จากนั้นก็ใช้คำพูด โทนเสียง และช่องทางที่ตรงกับพวกเขา เราไม่จำเป็นต้องทำแบรนด์ให้ดังทั้งประเทศครับ ขอแค่ดังในกลุ่มเป้าหมายก็พอ เพราะยอดขายเกิดจากความไว้ใจ ไม่ใช่แค่การมองเห็นบ่อยๆ ครับ
ธุรกิจขนาดเล็กแบบพวกเราพยายามอย่าสู้ด้วยเงินครับ แต่ต้องสู้ด้วยความเข้าใจ ยิ่งเรารู้จักลูกค้าเป้าหมายมากแค่ไหน โอกาสที่เราจะชนะเจ้าใหญ่ก็ยิ่งมีมากเท่านั้นครับ ลองนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะครับ รับรองว่าจะช่วยพลิกเกมให้ธุรกิจของเราก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

ทางรอดธุรกิจยุคนี้ ซ่อนอยู่ในสิ่งที่คุณมีอยู่ครับช่วงนี้มีเจ้าของธุรกิจทักมาหาผมเยอะมากครับ หลายคนบ่นว่าขายไม่ได้เลย ตลา...
18/08/2026

ทางรอดธุรกิจยุคนี้ ซ่อนอยู่ในสิ่งที่คุณมีอยู่ครับ

ช่วงนี้มีเจ้าของธุรกิจทักมาหาผมเยอะมากครับ หลายคนบ่นว่าขายไม่ได้เลย ตลาดเงียบ ลูกค้าใหม่ก็หาไม่เจอ ผมฟังแล้วก็เข้าใจเลยครับ เพราะช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาคนก็ไม่ค่อยอยากใช้เงินกันเท่าไหร่

แต่ผมมักจะตั้งคำถามกลับไปว่า แล้วลูกค้าเก่าที่เคยซื้อของเราไป เราเคยติดต่อกลับไปหาเขาบ้างไหม ได้ส่งข่าวสารพูดคุยเป็นประจำอยู่หรือเปล่า คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่คือเงียบครับ เพราะหลายคนมัวแต่มองหาลูกค้าใหม่จนลืมดูแลคนที่เคยอุดหนุนเราไปแล้ว

ถ้าเราอยากทำธุรกิจให้รอดในยุคที่ตลาดชะลอตัว ผมขอแนะนำให้ลองหันกลับมาใส่ใจและดูแลลูกค้าเก่ากันให้มากขึ้นครับ ลองมาดู 3 เหตุผลสำคัญว่าทำไมลูกค้ากลุ่มนี้ถึงเป็นทางรอดของธุรกิจเราครับ

1. ลูกค้าเก่าซื้อง่ายกว่าลูกค้าใหม่

ผมมักจะพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ครับ โอกาสที่ลูกค้าเก่าจะกลับมาซื้อซ้ำมีสูงถึง 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ลูกค้าใหม่จะมีโอกาสซื้อแค่ 5 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่คือสถิติจริงที่มีการวิจัยสำรวจกันมาครับ

เพราะคนที่เคยใช้ เคยชอบ และเคยประทับใจในสินค้าของเรา เขาไม่ต้องคิดนานเลย ถ้าเราดูแลเขาดีพอ ลูกค้าเก่าแค่ได้รับการใส่ใจที่ดี เขาก็พร้อมที่จะกลับมาซื้อซ้ำแล้วครับ

2. ลูกค้าเก่าซื้อเยอะกว่า

เคยสังเกตไหมครับเวลาลูกค้าใหม่ทักเข้ามา มักจะถามรายละเอียดเยอะแยะ ลังเลคิดอยู่นาน และอาจจะซื้อของไปแค่นิดเดียวเพื่อไปลองใช้ก่อน แต่ลูกค้าเก่าเขาจะไม่ถามเยอะครับ มาถึงก็สั่งซื้อทีละมากๆ หรือซื้อยกแพ็กเลย

เพราะเขามีความเชื่อใจในแบรนด์ของเราไปแล้ว นี่แหละครับคือความต่างที่เห็นได้ชัด บางคนซื้อทีละหลายพันเพราะเคยลองแล้วและรู้ว่าของของเราดีจริงครับ

3. ลูกค้าเก่าประหยัดงบมากกว่า

รู้ไหมครับว่าการหาลูกค้าใหม่หนึ่งคน บางทีเราต้องใช้เงินไปเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นค่าทำโฆษณา ค่าทำคอนเทนต์ ค่าถ่ายคลิป หรือค่าจ้างทีมงาน

แต่สำหรับลูกค้าเก่า บางทีเราแค่ส่งข้อความไปทักทายง่ายๆ ว่า สวัสดีครับ สินค้ายังใช้อยู่ไหมครับ เพียงแค่นี้ก็มียอดสั่งซื้อเข้ามาแล้วครับ เราไม่ต้องเสียเงินยิงโฆษณา ไม่ต้องสร้างเพจใหม่ แต่ได้ยอดขายจริง เพราะเขาชอบและไว้ใจเราไปเรียบร้อยแล้วครับ
ใครอยากรอดในยุคที่ตลาดซบเซา ลองหันมาโฟกัสที่ลูกค้าเก่าก่อนครับ ถ้าเรายังดูแลเขาได้ไม่ดีพอ อย่าเพิ่งรีบเทงบไปหาลูกค้าใหม่เลยครับ เพราะธุรกิจที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว คือธุรกิจที่มีลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่องเท่านั้นครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

ขายดีแต่ไม่เหลือกำไร ลองเช็ก 4 ข้อนี้ดูครับหลายร้านขายดีมากแต่ทำไมกำไรถึงหายไปหมด นั่นก็เพราะมีความเข้าใจผิดในเรื่องของก...
16/08/2026

ขายดีแต่ไม่เหลือกำไร ลองเช็ก 4 ข้อนี้ดูครับ

หลายร้านขายดีมากแต่ทำไมกำไรถึงหายไปหมด นั่นก็เพราะมีความเข้าใจผิดในเรื่องของกำไรอยู่หลายอย่างครับ ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะแฝงตัวอยู่เงียบๆ และทำให้ธุรกิจของเราเจ๊งได้โดยที่ไม่รู้ตัวเลยครับ

เราลองมาเช็กดูกันก่อนครับว่า เรามีความเข้าใจเรื่องกำไรได้อย่างถูกต้องแล้วหรือยัง เพื่อให้ร้านของเราขายดีและมีเงินเหลือเก็บจริงๆ ครับ

1. คิดว่ายอดขายเยอะคือกำไรดี

หลายคนเข้าใจว่าเงินเข้าร้านทุกวันคือ สัญญาณที่ดีว่าธุรกิจไปได้ดีและมีกำไรแล้ว แต่จริงๆ แล้วยอดขายเยอะยังไม่ได้แปลว่าร้านมีกำไรครับ เพราะเราต้องเอายอดขายไปหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนถึงจะรู้ว่ามีกำไรหรือไม่
ถ้ายอดขาย 100,000 บาท แต่ต้นทุนสินค้า 50,000 บาท ค่าจ้าง 20,000 บาท ค่าเช่า 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก 15,000 บาท

แบบนี้คือมีกำไรเหลือจริงๆ แค่ 5,000 บาท ซึ่งถ้าค่าใช้จ่ายอื่นๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ ร้านก็อาจขาดทุนได้

2. ไม่ได้คิดค่าแรงตัวเองเป็นต้นทุน

เจ้าของร้านจำนวนมากไม่ได้บวกค่าจ้างตัวเองเข้าไปในต้นทุน เพราะคิดว่าไม่ต้องจ่ายเงินตัวเองก็ถือว่าเป็นกำไร แต่ในความเป็นจริง หากเราทำงานเต็มเวลา เราควรคิดค่าจ้างตัวเองเหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งครับ เพื่อประเมินว่าธุรกิจนี้ทำแล้วคุ้มค่าเหนื่อยหรือเวลาไหม ไม่อย่างนั้นธุรกิจจะดูเหมือนมีกำไร แต่เจ้าของกลับไม่มีเงินเก็บเลยครับ

3. มองข้ามต้นทุนแฝงและค่าใช้จ่ายจุกจิก

เรามักจะลืมนับค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ราคาสินค้าครับ เช่น ค่าถุง ค่าขนส่ง ค่ารูดบัตรเครดิต ค่าของเสีย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าภาษี หรือแม้แต่ค่าโฆษณาการตลาด สิ่งเหล่านี้ทำให้เราตั้งราคาขายต่ำเกินความจริงจนไม่เหลือกำไร เพราะกำไรที่เราคิดว่าจะได้กลับถูกกินหายไปกับต้นทุนแฝงและค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่ได้คิดรวมไว้เป็นต้นทุนครับ

4. ตั้งราคาขายตามตลาดโดยไม่ดูต้นทุนตัวเอง

บางคนตั้งราคาขายตามคู่แข่ง เห็นร้านอื่นขายเท่านี้ก็ขายเท่ากันบ้าง โดยไม่รู้ว่าต้นทุนของตัวเองเป็นเท่าไหร่ ซึ่งการทำแบบนี้เสี่ยงมากครับ เพราะต้นทุนของร้านเราอาจจะสูงกว่าร้านอื่นมาก เช่น ร้านอื่นได้ของมาต้นทุนถูกกว่าเพราะสั่งจำนวนเยอะ แต่ร้านเราสั่งจำนวนน้อยเลยมีต้นทุนสูงกว่า พอเราขายราคาเท่ากัน กำไรของเราก็จะเหลือน้อยหรือไม่เหลือเลย กลายเป็นว่ายิ่งเราขายเยอะ เราก็จะยิ่งขาดทุนเยอะตามไปด้วยครับ
กำไรที่แท้จริงไม่ได้ดูแค่เงินเข้าร้านครับ แต่เราต้องรู้ลึกถึงต้นทุน ค่าใช้จ่าย และเวลาที่เสียไป ธุรกิจที่เข้าใจหลักการคิดกำไรอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เราวางแผนได้แม่นยำและมีโอกาสรอดได้มากกว่าแน่นอนครับ ลองนำไปเช็กและปรับใช้กันดูนะครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

สร้างรากฐานให้แน่น ธุรกิจโตนำหน้าคู่แข่งได้ครับในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดและมีความรวดเร็วกว่าที่เคย ธุรกิจที่...
15/08/2026

สร้างรากฐานให้แน่น ธุรกิจโตนำหน้าคู่แข่งได้ครับ

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดและมีความรวดเร็วกว่าที่เคย ธุรกิจที่อยากประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ต้องมีไอเดียดีหรือทุ่มงบโฆษณาเยอะๆ เท่านั้นครับ แต่ต้องรู้จักสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีเสาหลักเพื่อรับมือกับความท้าทาย เพื่อให้เราสามารถเอาชนะคู่แข่งได้อย่างยั่งยืน

ถ้าอยากรู้ว่าเสาหลักทั้ง 5 นี้มีอะไรบ้าง และเราจะเริ่มต้นสร้างรากฐานเหล่านี้ได้อย่างไร ลองมาดูเคล็ดลับที่ผมนำมาฝากกันได้เลยครับ

1. มีจุดยืนและจุดขายที่ชัดเจน

จุดยืนและจุดขายคือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจของเรามีความแตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่งครับ การมีจุดยืนที่ชัดเจนจะช่วยให้ลูกค้ารู้ว่าเราคือใคร ทำอะไร และทำไมถึงควรเลือกเรา

ส่วนจุดขายที่แข็งแรงจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้าอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ เช่น ราคาคุ้มค่า คุณภาพดี หรือบริการเป็นกันเอง ถ้าเราไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ลูกค้าก็จะสับสนและหันไปหาคู่แข่งแทนครับ

2. รู้ใจลูกค้า เข้าใจปัญหาและความต้องการ

การทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จครับ เราควรรู้ว่าลูกค้าของเราคือใคร มีปัญหาอะไรที่อยากแก้ และเขาต้องการอะไรจากสินค้าของเรา

เมื่อเราเข้าใจความต้องการเหล่านี้อย่างแท้จริง เราก็จะออกแบบสินค้าและบริการได้ตอบโจทย์ รวมถึงสร้างโปรโมชันได้ตรงใจ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าพึงพอใจและกลับมาซื้อซ้ำครับ

3. รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของคู่แข่ง

การรู้จักคู่แข่งอย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้เราวางกลยุทธ์ได้อย่างชาญฉลาดครับ เราควรวิเคราะห์ว่าคู่แข่งทำอะไรได้ดี และจุดไหนที่ยังอ่อนแอ ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราสามารถนำมาอุดรอยรั่วของตัวเอง หรือใช้จุดแข็งที่เรามีเหนือกว่าในการดึงดูดลูกค้า เช่น การปรับราคาหรือเพิ่มบริการพิเศษที่คู่แข่งไม่มีให้ลูกค้าครับ

4. ปรับตัวไวและใช้เทคโนโลยีให้เป็น

ในโลกที่เปลี่ยนไว การยึดติดกับวิธีเดิมๆ อาจทำให้เราตามคนอื่นไม่ทันครับ เสาหลักข้อนี้คือความสามารถในการปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นระบบหลังบ้านหรือช่องทางออนไลน์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนและทำให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้นครับ

5. สร้างทีมงานที่แข็งแกร่งพร้อมเติบโต

ธุรกิจจะโตได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับทีมงานที่คอยขับเคลื่อนครับ การดูแลและพัฒนาคนในทีมให้มีศักยภาพ เข้าใจเป้าหมายขององค์กร และพร้อมลุยไปด้วยกัน จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้ธุรกิจของเราแข็งแกร่งจากภายในและยากที่ใครจะเลียนแบบได้ครับ
การเอาชนะคู่แข่งไม่ได้อยู่ที่การตัดราคาครับ แต่อยู่ที่การสร้าง 5 เสาหลักนี้ให้แข็งแกร่ง ลองนำไปสำรวจธุรกิจของเราดูนะครับว่ามีข้อไหนที่ต้องเติมเต็มบ้าง เพื่อให้กิจการของเราเติบโตอย่างมั่นคงและทิ้งห่างคู่แข่งได้อย่างยั่งยืนครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

ขายดีมาตลอด แล้วอยู่ๆ ยอดขายตก อย่าเพิ่งถอดใจ ลองใช้วิธีนี้เคยเห็นสินค้าที่เปิดตัวมาแล้ว ปังแบบสุดๆ คนแห่ซื้อ รีวิวแน่น ...
13/08/2026

ขายดีมาตลอด แล้วอยู่ๆ ยอดขายตก อย่าเพิ่งถอดใจ ลองใช้วิธีนี้

เคยเห็นสินค้าที่เปิดตัวมาแล้ว ปังแบบสุดๆ คนแห่ซื้อ รีวิวแน่น แต่ผ่านไปได้ไม่กี่เดือน กลับนิ่งเงียบไปเฉยๆ
การทำให้สินค้าขายดีในช่วงเปิดตัวอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ ทำยังไงให้สินค้าของเราขายดีไปตลอด ไม่ใช่ดังแค่ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วจบไป

จากประสบการณ์ของผม แบรนด์ที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ยาวนาน ล้วนมีเคล็ดลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จครับ ผมขอสรุป 7 วิธีปั้นสินค้าให้ขายดียาวๆ ไม่ตกกระแสตามนี้ครับ

1. สินค้าต้องดี ไม่ใช่แค่ดัง

กระแสอาจจะช่วยดึงความสนใจของลูกค้าได้ครับ แต่ต้องไม่ลืมว่า สินค้าต้องตอบโจทย์ได้จริง ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะซื้อแค่ครั้งเดียวแล้วก็จะไม่กลับมาอีกเลย

การทำโปรโมชันแรงๆ หรือจ้างอินฟลูเอนเซอร์ช่วยดันสินค้า อาจทำให้คนอยากลอง แต่ถ้าใช้แล้วไม่โอเค ไม่เกิดการบอกต่อ ก็จบง่ายๆ ครับ ดังนั้นเราต้องโฟกัสที่คุณภาพ และให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้งานครับ

2. อย่าหยุดแค่ยอดขายแรก ต้องปั้นฐานลูกค้าประจำ

การขายดีแค่รอบแรกแล้วจบคือเรื่องที่พลาดสุดๆ ครับ ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ

ลองคิดดูว่าอะไรที่จะทำให้คนติดใจสินค้าแล้วกลับมาซื้ออีก อาจจะเป็นคุณภาพที่ดี ราคาที่เหมาะสม หรือประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าเจ้าอื่น ลองออกแบบโปรแกรมสะสมแต้ม หรือสร้างคอมมูนิตี้ให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์เราดูนะครับ

3. ปรับตัวให้เร็ว เทรนด์เปลี่ยน แบรนด์ต้องไว

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วมากครับ ถ้าสินค้าและแบรนด์ไม่พัฒนา ก็จะถูกลืมไปในที่สุด ต่อให้ตอนนี้ขายดีแค่ไหนก็ตาม เราต้องจับตาดูเทรนด์ตลาด รู้ว่าพฤติกรรมลูกค้ากำลังไปทางไหน แล้วปรับให้ทัน

อาจจะเป็นการออกแบบใหม่ เพิ่มฟังก์ชัน หรือทำแพ็กเกจจิ้งให้สดใหม่ อย่าปล่อยให้สินค้าดูเก่า หรือกลายเป็นของที่เคยฮิตเมื่อปีที่แล้วครับ

4. ไม่ทิ้งการตลาด ต้องทำต่อเนื่อง

แบรนด์ที่ขายดีตลอดไม่ใช่เป็นแค่แบรนด์ที่ดี แต่คือแบรนด์ที่คนยังเห็นอยู่เรื่อยๆ ครับ หลายธุรกิจทำการตลาดแรงๆ แค่ช่วงเปิดตัว แล้วคิดว่าสินค้าจะขายตัวเองได้ แต่พอปล่อยไป คนก็ลืม

เราต้องมีแผนการตลาดระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตคอนเทนต์ ออกแคมเปญใหม่ หรือสร้างเรื่องราวให้สินค้ายังอยู่ในความสนใจของลูกค้าเสมอครับ

5. ขยายช่องทางขายให้กว้างขึ้น

ถ้าขายดีแล้วแต่ยังอยู่ที่เดิม ธุรกิจก็จะเริ่มตันครับ ถ้าอยากให้ขายดีต่อเนื่องเราต้องขยายโอกาสให้มากขึ้น เช่น จากออนไลน์ไปออฟไลน์ ขยายไปขายในห้าง หรือหาตัวแทนจำหน่ายเพิ่ม อย่ายึดติดกับช่องทางเดิมๆ

ลองวิเคราะห์ดูว่ามีโอกาสอะไรที่จะทำให้สินค้าของเราไปถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้อีกบ้างครับ

6. ฟังเสียงลูกค้า แล้วเอามาปรับ

สินค้าหลายตัวหายไปจากตลาดเพราะไม่ยอมฟังลูกค้าครับ ลูกค้าอยากได้แบบนี้ แต่แบรนด์กลับมองข้าม สุดท้ายก็ต้องแพ้คู่แข่งที่เข้าใจตลาดมากกว่า

เราต้องหมั่นเช็กฟีดแบ็ก ดูรีวิว ฟังเสียงบ่น แล้วนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น เมื่อลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น โอกาสที่เขาจะอยู่กับเราต่อไปก็เยอะขึ้นตามไปด้วยครับ

7. คิดเผื่ออนาคต สินค้าต้องพัฒนา ไม่ใช่ขายแบบเดิมตลอดไป

สินค้าตัวเดิมขายดีวันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะขายดีตลอดไปครับ แบรนด์ที่อยู่ได้ยาวต้องมีแผนพัฒนาสินค้าใหม่ หรือทำให้สินค้าปัจจุบันดีขึ้นกว่าเดิม เช่น ปรับสูตรใหม่ เพิ่มฟังก์ชัน หรือออกสินค้ารุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในอนาคต อย่าปล่อยให้คู่แข่งพัฒนาไปข้างหน้าแล้วเรายังย่ำอยู่ที่เดิมครับ
ถ้าอยากให้สินค้าขายดีตลอดไป ไม่ใช่แค่ดังชั่วคราว เราต้องทำของให้ดีจริง วางแผนการตลาดต่อเนื่อง ขยายช่องทางขาย และปรับตัวให้ทันครับ แบรนด์ที่อยู่รอดได้นานคือแบรนด์ที่พัฒนาตัวเองและเข้าใจลูกค้าอยู่เสมอ ลองนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะครับ ธุรกิจจะได้โตแบบยาวๆ ครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

เบื้องหลังแบรนด์ขายดี ซ่อนอยู่ใน 5 สูตรนี้ครับเวลาที่เราตัดราคาไปตั้งเยอะ จัดโปรโมชั่นถี่ๆ หรือนั่งไลฟ์ขายของกันจนเสียงแ...
12/08/2026

เบื้องหลังแบรนด์ขายดี ซ่อนอยู่ใน 5 สูตรนี้ครับ

เวลาที่เราตัดราคาไปตั้งเยอะ จัดโปรโมชั่นถี่ๆ หรือนั่งไลฟ์ขายของกันจนเสียงแห้งก็แล้ว แต่ยอดขายของร้านเรายังดูนิ่งๆ ไม่หวือหวาเหมือนที่ตั้งใจไว้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพราะว่า เรายังจับจุดหาวิธีมัดใจคนซื้อไม่ได้

สมัยที่ผมเคยดูแลบริหารงานและวางกลยุทธ์การตลาดให้กับแบรนด์ระดับโลก ผมพบว่าแบรนด์เก่งๆ มักจะมีสูตรลับในการทำการตลาดมัดใจลูกค้าให้ยอมควักเงินจ่ายด้วยความเต็มใจ ซ่อนอยู่ใน 5 วิธีคิดนี้ครับ

1. สินค้าต้องเด่นตั้งแต่แรกเห็น

ถ้าสินค้าของเราดูธรรมดาและหน้าตาเหมือนกับของคู่แข่งในตลาดไปซะหมด เราก็อาจจะกลายเป็นแค่ตัวเลือกหนึ่งของลูกค้าครับ

แต่ถ้าสินค้าของเรามีจุดเด่นที่โดนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานที่พิเศษกว่า คุณภาพที่เหนือชั้นกว่า หรือมีดีไซน์ที่สวยงามไม่ซ้ำใคร สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ลูกค้าอยากได้สินค้าของเราทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดนานเลยครับ

2. เข้าใจลูกค้าให้ลึกกว่าที่เคย

ธุรกิจที่มียอดขายดี ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำความรู้จักว่าลูกค้าเป็นใครครับ แต่พวกเขาพยายามทำความเข้าใจไปถึงตัวตน ปัญหา และความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

การเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เราสามารถออกแบบสินค้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงความต้องการมากที่สุดครับ

3. เล่าเรื่องให้ลูกค้าอิน

ถ้าเราอยากให้สินค้าสามารถขายตัวมันเองได้ เราควรมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับชีวิตและประสบการณ์ของลูกค้าครับ เพราะตามธรรมชาติแล้ว

คนเรามักจะไม่ค่อยจดจำคุณสมบัติทางเทคนิคของสินค้าเท่าไรนัก แต่ลูกค้าจะจดจำเรื่องราวดีๆ และความรู้สึกประทับใจที่สินค้าชิ้นนั้นมอบให้กับเขาได้เสมอครับ

4. ตั้งราคาให้คุ้มในใจลูกค้า

ราคาที่เราตั้งเอาไว้ ควรทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้รับนั้นมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เขาจ่ายออกไปครับ ไม่ว่าสินค้าของเราจะเป็นกลุ่มราคาที่เข้าถึงง่าย หรือเป็นกลุ่มราคาพรีเมียมที่สะท้อนคุณค่าระดับสูง

เป้าหมายสำคัญคือเราต้องทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปสามารถพูดได้เต็มปากว่า สินค้าชิ้นนี้คุ้มค่าจริงๆ ครับ

5. ประสบการณ์การซื้อต้องง่ายและประทับใจ

เราไม่ควรมองแค่เรื่องของตัวสินค้าเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ควรใส่ใจเรื่องการบริการตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้น ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย รวมถึงความสะดวกสบายในทุกขั้นตอนการสั่งซื้อด้วย

เพราะประสบการณ์ที่ดีเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น และพร้อมที่จะไปบอกต่อให้คนรอบข้างฟังด้วยความเต็มใจครับ
ดังนั้น ธุรกิจที่ขายดี จึงหมายถึงธุรกิจที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี และสามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างถูกทิศทางครับ ซึ่งสูตรไม่ลับทั้ง 5 ข้อนี้ เปรียบเสมือนเส้นทางลัดที่ถ้าเรานำไปลงมือทำอย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้เราสามารถก้าวแซงหน้าคนอื่นได้สบายๆ แบบที่ไม่ต้องออกแรงเหนื่อยเท่าเดิมครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

ขายดีต้องมีกำไร ไม่ใช่มีแค่ตัวเลขยอดขายครับสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเปิดร้านหรือทำธุรกิจมาได้สักพักแล้ว แล้วอยากรู้ว่ากิจการ...
11/08/2026

ขายดีต้องมีกำไร ไม่ใช่มีแค่ตัวเลขยอดขายครับ

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเปิดร้านหรือทำธุรกิจมาได้สักพักแล้ว แล้วอยากรู้ว่ากิจการของเรากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่

การเช็กสุขภาพธุรกิจเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามครับ ทำให้เรารู้ว่าธุรกิจที่ทำอยู่นั้น มันกำลังไปได้สวยหรือกำลังร่วงกันแน่

ผมเลยรวบรวม 4 สัญญาณง่ายๆ จากประสบการณ์ที่ทำงานมา จะช่วยให้เราประเมินสถานการณ์ของกิจการได้อย่างแม่นยำมาฝากกันครับ

1. ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ หรือซื้อแค่ครั้งเดียวแล้วหายไป

ธุรกิจที่เวิร์กไม่ใช่แค่ขายได้ในครั้งแรกครับ แต่ต้องมีการซื้อซ้ำหรือกลับมาใช้บริการอีก ถ้าร้านของเราขายได้แค่ครั้งเดียวแล้วลูกค้าหายเงียบ หรือไม่มีใครบอกต่อเลย แสดงว่าอาจจะมีปัญหาที่ตัวสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับครับ เพราะธุรกิจที่เริ่มร่วงมักจะเริ่มจากการที่มียอดขายแค่ครั้งแรกแต่ลูกค้าไม่กลับมาอีกเลย

สัญญาณที่ดีคือ ลูกค้าแวะมาซื้อซ้ำ ช่วยแนะนำเพื่อนให้มาซื้อ หรือกลับมาหาเราเองโดยที่เราไม่ต้องเสียเงินยิงโฆษณาซ้ำครับ

2. ขายดี แต่ทำไมไม่เหลือเงินเลย

การที่ยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังไปได้สวยนะครับ ถ้าขายแล้วไม่มีเงินเหลือเข้ากระเป๋า บางธุรกิจสามารถทำยอดได้หลักแสนต่อเดือน แต่สุดท้ายกลับไม่มีเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ จ่ายลูกน้อง หรือแม้แต่จ่ายค่าเช่าร้าน สาเหตุก็เพราะต้นทุนที่สูงเกินไป หรืออาจจะจัดการเงินไม่เป็นครับ

สัญญาณที่ดีคือ ธุรกิจเริ่มมีเงินเหลือในบัญชีจริงๆ แม้จะยังไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่มันก็ชัดเจนว่าเรามีกำไรสุทธิ และไม่ต้องมาคอยหมุนเงินจนเหนื่อยครับ

3. เจ้าของยังไหวมั้ย หรือเริ่มหมดแรงแล้ว

ธุรกิจที่ดูเหมือนจะรุ่ง บางครั้งก็เป็นแค่ภาพลวงตาครับ เพราะเจ้าของต้องกัดฟันทนทำเองทุกอย่าง ทั้งผลิตเอง ขายเอง แพ็กของเอง ทำบัญชีเอง หรือแม้แต่ขับรถไปส่งเอง สุดท้ายกลายเป็นว่าร่างพัง ใจพัง ธุรกิจไปต่อไม่ได้เพราะเจ้าของล้มไปก่อนครับ

สัญญาณที่ดีคือ เราเริ่มมีระบบที่ดีหรือมีทีมงานเข้ามาช่วยดูแลในบางส่วน ทำให้เจ้าของไม่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และมีเวลาไปวางแผนพัฒนาธุรกิจมากขึ้นครับ

4. ลูกค้าจ่ายเพราะอยากได้ ไม่ใช่เพราะราคาถูกกว่า

ถ้าธุรกิจของเราขายของได้ด้วยการตัดราคาอยู่ตลอดเวลา นั่นคือสัญญาณอันตรายครับ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนขายถูกกว่าเข้ามาในตลาด เราจะหมดหนทางขายทันที ในทางกลับกัน ถ้าลูกค้าซื้อเพราะชอบแบรนด์ ชอบบริการ ชอบคุณค่า หรือเพราะสินค้าของเรามีความแตกต่าง แสดงว่าธุรกิจของเรากำลังมาถูกทางแล้วครับ

สัญญาณที่ดีคือ ลูกค้ายอมจ่ายเงินซื้อแม้ว่าร้านเราจะไม่ได้ราคาถูกที่สุดในตลาด และมีคนพูดถึงแบรนด์เราในทางบวกเสมอครับ
การประเมินสุขภาพธุรกิจไม่ได้วัดกันแค่ที่ยอดขายครับ แต่อยู่ที่ว่าเราขายดีแล้วมีกำไรจริงๆ ไหม ถ้าวันนี้กิจการของเรายังไม่ผ่านครบทุกข้อก็ไม่ต้องตกใจนะครับ ค่อยๆ วางแผนปรับไปทีละจุด เพื่อเปลี่ยนสัญญาณร่วงให้กลายเป็นธุรกิจที่รุ่งในระยะยาวครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

เบื้องหลังแบรนด์ขายดี ซ่อนอยู่ใน 5 สูตรนี้ครับเวลาที่เราตัดราคาไปตั้งเยอะ จัดโปรโมชั่นกันถี่ๆ ก็แล้ว หรือนั่งไลฟ์ขายของก...
09/08/2026

เบื้องหลังแบรนด์ขายดี ซ่อนอยู่ใน 5 สูตรนี้ครับ

เวลาที่เราตัดราคาไปตั้งเยอะ จัดโปรโมชั่นกันถี่ๆ ก็แล้ว หรือนั่งไลฟ์ขายของกันจนเสียงแห้งก็แล้ว แต่ทำไมยอดขายของร้านเรายังดูนิ่งๆ ไม่หวือหวาเหมือนที่ตั้งใจไว้ การที่เราขายไม่ดียังไม่ได้แปลว่าเราขยันไม่พอนะครับ แต่มันอาจจะเป็นเพราะเราอาจจะยังจับจุดหาวิธีมัดใจคนซื้อไม่ได้เท่านั้นเอง

สมัยที่ผมเคยดูแลบริหารงานและวางกลยุทธ์การตลาดให้กับแบรนด์ระดับโลก ผมเห็นชัดเลยครับว่าแบรนด์เก่งๆ เขามีสูตรลับในการทำการตลาดมัดใจลูกค้าให้ยอมควักเงินจ่ายด้วยความเต็มใจ ซ่อนอยู่ใน 5 วิธีคิดนี้เองครับ

1. สินค้าต้องเด่นตั้งแต่แรกเห็น

ถ้าสินค้าของเราดูธรรมดาและหน้าตาเหมือนกับของคู่แข่งในตลาดไปซะหมด เราก็อาจจะกลายเป็นแค่ตัวเลือกหนึ่งของลูกค้าครับ

แต่ถ้าสินค้าของเรามีจุดเด่นที่โดนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานที่พิเศษกว่า คุณภาพที่เหนือชั้นกว่า หรือมีดีไซน์ที่สวยงามไม่ซ้ำใคร สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ลูกค้าอยากได้สินค้าของเราทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดนานเลยครับ

2. เข้าใจลูกค้าให้ลึกกว่าที่เคย

ธุรกิจที่มียอดขายดี ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำความรู้จักว่าลูกค้าเป็นใครครับ แต่พวกเขาพยายามทำความเข้าใจไปถึงตัวตน ปัญหา และความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

การเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เราสามารถออกแบบสินค้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงความต้องการมากที่สุดครับ

3. เล่าเรื่องให้ลูกค้าอิน

ถ้าเราอยากให้สินค้าสามารถขายตัวมันเองได้ เราควรมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับชีวิตและประสบการณ์ของลูกค้าครับ เพราะตามธรรมชาติแล้ว

คนเรามักจะไม่ค่อยจดจำคุณสมบัติทางเทคนิคของสินค้าเท่าไรนัก แต่ลูกค้าจะจดจำเรื่องราวดีๆ และความรู้สึกประทับใจที่สินค้าชิ้นนั้นมอบให้กับเขาได้เสมอครับ

4. ตั้งราคาให้คุ้มในใจลูกค้า

ราคาที่เราตั้งเอาไว้ ควรทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้รับนั้นมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เขาจ่ายออกไปครับ ไม่ว่าสินค้าของเราจะเป็นกลุ่มราคาที่เข้าถึงง่าย หรือเป็นกลุ่มราคาพรีเมียมที่สะท้อนคุณค่าระดับสูง

เป้าหมายสำคัญคือเราต้องทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปสามารถพูดได้เต็มปากว่า สินค้าชิ้นนี้คุ้มค่าจริงๆ ครับ

5. ประสบการณ์การซื้อต้องง่ายและประทับใจ

เราไม่ควรมองแค่เรื่องของตัวสินค้าเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ควรใส่ใจเรื่องการบริการตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้น ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย รวมถึงความสะดวกสบายในทุกขั้นตอนการสั่งซื้อด้วย

เพราะประสบการณ์ที่ดีเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น และพร้อมที่จะไปบอกต่อให้คนรอบข้างฟังด้วยความเต็มใจครับ
ดังนั้น ธุรกิจที่ขายดี จึงหมายถึงธุรกิจที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี และสามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างถูกทิศทางครับ ซึ่งสูตรไม่ลับทั้ง 5 ข้อนี้ เปรียบเสมือนเส้นทางลัดที่ถ้าเรานำไปลงมือทำอย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้เราสามารถก้าวแซงหน้าคนอื่นได้สบายๆ แบบที่ไม่ต้องออกแรงเหนื่อยเท่าเดิมครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

ปรับวิธีสัมภาษณ์นิดเดียว ได้คนคุณภาพเลยครับเวลาทำธุรกิจ หลายคนอาจคิดว่าสินค้าดี การตลาดปัง หรือมีเงินทุนเยอะคือที่สุดแล้...
08/08/2026

ปรับวิธีสัมภาษณ์นิดเดียว ได้คนคุณภาพเลยครับ

เวลาทำธุรกิจ หลายคนอาจคิดว่าสินค้าดี การตลาดปัง หรือมีเงินทุนเยอะคือที่สุดแล้ว แต่จริงๆ แล้วปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนคือ คนในทีม ครับ

สมัยที่ผมเป็นผู้บริหารให้บริษัทระดับโลกและดูแลทีมงานขนาดใหญ่ ผมเห็นว่าบริษัทที่ประสบความสำเร็จมักมีจะระบบคัดคนเข้าทำงานที่ชัดเจนครับ การหาคนเก่งไม่ได้แปลว่าต้องเลือกคนที่โปรไฟล์ดีที่สุด แต่คือการเลือกคนที่ใช่ ที่พร้อมจะจับมือกันเติบโต ลุยด้วยกันไปกับเป้าหมายของเราในระยะยาว

นี่คือ 3 เทคนิคที่ผมใช้จริง และแนะนำลูกค้ามาโดยตลอด เพื่อช่วยให้เขาได้คนที่ใช่ตั้งแต่เริ่มต้นครับ

1. ใช้การสัมภาษณ์แบบสร้างสรรค์

เวลาเราสัมภาษณ์งานแบบถามตอบทั่วๆ ไป คำตอบที่ได้ ส่วนใหญ่ มักจะมาจากสิ่งที่ผู้สมัครเตรียมท่องจำมาเป็นอย่างดีครับ ถ้าเราอยากจะรู้ถึง วิธีคิด และ การตัดสินใจ ของเขามากกว่านี้ ผมแนะนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ดูกันครับ

- ให้เขาเล่าประสบการณ์ตอนที่เคยเจอปัญหากับลูกค้าหรือปัญหาในที่ทำงาน แล้วดูว่าเขามีวิธีการรับมือและแก้ไขปัญหานั้นยังไงบ้าง

- ให้ตั้งโจทย์สถานการณ์สมมติแบบกะทันหัน แล้วให้เขาคิดหาทางออกในเวลาที่จำกัด เพื่อดูไหวพริบและการตอบรับแรงกดดันครับ

- ให้สังเกตภาษากายและทักษะการสื่อสาร ในช่วงที่เราชวนคุยเล่นแบบไม่เป็นทางการดูครับ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ เราอย่าไปยึดติดแค่คำตอบที่ฟังดูดี แต่ให้มองลงไปลึกๆ ว่า วิธีและขั้นตอนการคิดและทัศนคติที่ซ่อนอยู่ภายใต้ของคำตอบเหล่านั้นครับ

2. มองหาทัศนคติมากกว่าทักษะ

หลักการที่บริษัทชั้นนำระดับโลกนิยมใช้ ก็คือ การเลือกคนจากทัศนคติ เพราะทักษะพัฒนาได้ แต่ทัศนคติที่ดีเป็นของหายาก

ส่วนตัวผมจะเน้นเลือกคนที่มีทัศนคติที่ดี ที่เหมาะสมกับองค์กร มากกว่าการมองไปที่ประสบการณ์ หรือทักษะที่ตรงตามตำแหน่งแบบเป๊ะๆ เพราะทักษะคือสิ่งที่ฝึกกันได้ แต่ทัศนคติที่ดี มีความรับผิดชอบ และพร้อมที่จะเรียนรู้ คือสิ่งที่ฝังลึกในตัวคนซึ่งฝึกกันยากครับ

เทคนิคในการคัดเลือกของผม ก็จะดูจาก
- วิธีเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์ ว่าเขาเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ซึ่งแสดงถึงความรับผิดชอบ
- ความใส่ใจในรายละเอียด
- มุมมองต่อปัญหา และวิธีคิดเวลาเจอสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
- สิ่งที่เขาให้คุณค่า หรือให้ความสำคัญในการทำงาน

เพราะการเลือกคนที่มีทัศนคติที่เหมาะสม เราจะได้คนที่เติบโตไปกับองค์กร ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานเก่งแต่ไม่อยากร่วมทีมครับ

3. ให้ทีมมีส่วนร่วมในการคัดเลือก

3. ให้ทีมมีส่วนร่วมในการคัดเลือก
คนที่ต้องทำงานด้วยกันจริงๆ คือทีมงาน ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร ผมมักให้หัวหน้าทีมหรือเพื่อนร่วมงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมสัมภาษณ์ด้วย เพื่อให้ได้มุมมองที่หลากหลายครับ
- เขาจะช่วยมองอีกมุมที่ผมอาจมองไม่เห็น
- ทีมจะช่วยตัดสินว่าเข้ากับทีมได้ไหม
- เมื่อทีมมีส่วนร่วม จะรู้สึกมีความรับผิดชอบในการช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวได้

หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผมจะให้ทุกคนช่วยประเมิน แล้วคุยสรุปก่อนตัดสินใจครับ เพราะบางทีสิ่งเล็กๆ ที่ทีมเห็น อาจเป็นสิ่งสำคัญที่เรามองข้ามไป
ดังนั้นการหาคนเก่งไม่ใช่แค่เลือกคนที่ดูดีวันนี้ แต่คือการมองให้ขาดว่า ใครจะเติบโตไปกับเราในระยะยาว

การคัดคนที่ใช่ คือการวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแรงตั้งแต่แรกเริ่ม อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก หรือรีบเลือกเพียงเพราะต้องการคนมาช่วยงาน แต่ให้คิดว่า คนที่เลือกวันนี้ จะกลายเป็นคนที่พาเราไปสู่เป้าหมายในอีก 1 ถึง 3 ปีข้างหน้า

และเมื่อได้คนที่ใช่แล้ว ได้เพชรเม็ดงามที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่มีค่าของธุรกิจ ก็อย่าลืมดูแลพวกเขาให้ดี เพราะคนคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของทุกธุรกิจ และคนดีๆ ไม่ได้หาได้ง่ายๆ นะครับ

อาจารย์มาร์ค -​ Mark Kosit
Business Growth Advisor
ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาธุรกิจ สร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์

—-------------------------

ประสบการณ์ด้านธุรกิจกว่า 30 ปี
อดึตผู้บริหาร แบรนด์ระดับโลก Adidas | Nestlé | Hyundai
อดีต GM บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก

ปรึกษาธุรกิจได้ที่
👉 Line:

#อาจารย์มาร์ค #ที่ปรึกษาธุรกิจ #ธุรกิจ #การขาย #การตลาด #กลยุทธ์การตลาด #พัฒนาธุรกิจ #เติบโตธุรกิจ

ที่อยู่

312 ถนนสีลม ต. สุริยวงศ์ อ. บางรัก
Phra Nakhon
10500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อาจารย์มาร์ค สอนปั้นธุรกิจขายดีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง อาจารย์มาร์ค สอนปั้นธุรกิจขายดี:

ทางลัด

แชร์