03/02/2023
🆕 ต้นปีนี้ มาอัพเดทเทรนด์ตลาดกัน 🆙
รู้ทัน!! 12 เทรนด์ E-Commerce 2023 เตรียมตัวก่อน ได้เปรียบกว่า
🚩 ในปี 2023 เเนวโน้มของ E-Commerce ไทย มีความเปลี่ยนเเปลงทั้งในด้านเเพลตฟอร์มการให้บริการ เทคโนโลยี เเละโอกาสใหม่ ๆ ที่คนทำธุรกิจต้องเตรียมพร้อมสำหรับเเผนกลยุทธ์ดิจิทัล แอดมินจึงขอรวบรวม12 เทรนด์ E-Commerce ในปีนี้ โดยคุณป้อม - ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้บุกเบิกวงการ E-Commerce ไทย มาแชร์ให้อ่านกันครับ
1. มูลค่าการค้าออนไลน์ กำลังดีดกลับขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเริ่มมีการฟื้นตัว
จากการที่ไทยเริ่มเปิดประเทศ จึงทำให้ตัวเลข E-Commerce เริ่มฟื้นตัวกลับมา โดยคาดการณ์ว่าในปี 2023 มูลค่า E-Commerce ของไทยน่าจะกลับเป็นบวกแบบเต็มที่ ประกอบกับโมเมนตัมของธุรกิจเข้าสู่ออนไลน์เต็มรูปเเบบ ส่งผลทำให้ตัวเลข E-Commerce ไทยโตขึ้นแบบก้าวกระโดด
2. สงคราม E-Marketplace กำลังจะจบลง
เพราะ E-Marketplace ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, LAZADA และ JD Central กำลังเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนโหมดตัวเอง จากเน้น Growth โดยการใช้เงินลงทุนทำให้ตัวเองเติบโต ก็ปรับเปลี่ยนตัวเองสู่ธุรกิจเพื่อทำกำไรอย่างชัดเจน ใช้งบในการทำตลาดลดลง ทำโปรโมชั่นลดลง และหันมาเก็บเงินจากลูกค้าเเละร้านค้าเพิ่มมากขึ้น ตลอดไปจนถึงการถอนตัวออกจากตลาดที่ไม่ทำกำไร และการตัดต้นทุนในส่วนต่างๆ การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้เราเริ่มเห็นผู้ชนะของ Marketplace ในแต่ละตลาดมากขึ้น
3. สินค้าจีนบุกไทยเต็มสูบ เพราะตลาด E-Commerce ของไทยเติบโต
สินค้าจีนจึงหันมาบุกตลาดประเทศไทย โดยสินค้าจีนจะเข้ามาแก้ Pain Point ที่ต้องรอสินค้าส่งจากประเทศจีนเป็นเวลานาน ด้วยการขนส่งสินค้าจำนวนมากผ่านการขนส่งทั้งทางรถ ทางน้ำและทางราง โดยจะนำเข้ามาเก็บไว้ที่คลังสินค้าในประเทศไทยรอบกรุงเทพฯ เพื่อให้สามารถจัดส่งได้ในเวลาเพียง 2 - 5 วันเท่านั้น
4. On-Demand Commerce สงครามการค้าออนไลน์รูปแบบใหม่
การแข่งขันการค้าลักษณะ Platform จัดส่งอาหาร หรือ Food Delivery จะต้องเริ่มเปลี่ยนตัวเองให้เป็นบริการที่มากกว่าอาหาร หรือที่เรียกว่า Beyond Food ปัจจุบันผู้ให้บริการหลายรายมีการแข่งขันมากขึ้นในช่วงปีที่่ผ่านมา จากธุรกิจจัดส่งอาหาร หรือการเรียกรถ ก็จะมีบริการอื่นเช่น Grab Mart, Grab Home เห็นได้ว่ามีการขยายฐานบริการ e-Commerce ซึ่งในปีหน้าเราคงได้เห็นกันมาก โดยเฉพาะ Grab
5. การบุกของ DFS (Digital Financial Service) หรือบริการการเงินทางออนไลน์
ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น และไม่ได้หมายถึงแค่สถาบันการเงินหรือธนาคาร แต่เป็นบริษัททั่วไปที่สามารถให้บริการทางการเงินได้ (Non Bank) ไม่ว่าจะเป็น บริการรับชำระเงิน, บริการกู้เงินทางออนไลน์, บริการประกันออนไลน์, การโอนเงินออนไลน์ หรือโอนเงินต่างประเทศ
6. สงคราม Short Video Commerce ที่กำลังดุเดือดมากในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็น Tiktok, Youtube, Facebook, Line เเละ Instagram ที่กระโดดลงมาเเข่งขัน ดังนั้นแพลตฟอร์ม Short Video ต่าง ๆ จึงไม่ได้ให้บริการเฉพาะ Short video เพียงอย่างเดียว แต่มีบริการอื่นในรูปแบบ E-Commerce เช่น การเปิดร้านค้า เข้ามาเสริมด้วย
7. โฆษณาออนไลน์ที่มีทางเลือกมากขึ้น
จากที่ Facebook คือแพลตฟอร์มยอดนิยมในการยิงโฆษณา แต่ตอนนี้แบรนด์เเละผู้โฆษณาเริ่มเปลี่ยนไปโฆษณาผ่าน Tiktok เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองเพื่อเสริมให้ลูกค้าขายของได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
8. การตลาดผ่านการบอกต่อ หรือ Affiliate Marketing กำลังเป็นเทรนด์ที่มีการเติบโต
เพราะคนเริ่มเป็น Influencer เริ่มมีฐานลูกค้าตัวเองมากขึ้น และ Social Media เป็นเครื่องมือที่ทำให้เรามีความสามารถบอกต่อสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้า รวมถึงอาจได้ส่วนเเบ่งกำไรจากการที่สินค้าเหล่านั้นมีการขายได้
9. “Mar-Erce” เมื่อ มาร์เทค (MarTech) ผสานเข้ากับ อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)
จากเมื่อก่อนคนทำการตลาด (Marketing) จะเน้นเรื่องการตลาด และคนค้าขายออนไลน์ (E-Commerce) ก็เน้นเรื่องการขาย แต่ปัจจุบัน Marketing กับ E-Commerce ถูกผสานรวมเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ให้บริการด้านมาร์เทค (MarTech) เริ่มมีแพลตฟอร์มที่ไม่ใช่แค่ทำการตลาดเท่านั้น แต่จะเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยทำให้เกิดออเดอร์ เกิดการซื้อขาย เเละเมื่อเกิดการขายแล้วทางฝั่งมาร์เทค (MarTech) จะนำเทคโนโลยีย้อนกลับไปทำ CRM หรือ Retention เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำต่อไปอีกที
10. การแข่งขัน e-Commerce ในแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่
ที่เริ่มแข่งขัน E-Commerce อย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line, Tiktok ทุกคนเริ่มมีแพลตฟอร์มที่รองรับเเละส่งเสริม E-Commerce มากขึ้น ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้ากระโดดข้ามไปใช้บริการของคู่แข่ง เช่น Facebook มี Facebook Shop, Facebook Live, Facebook Marketplace ฝั่ง Line มี Line OA, Line Shop, Line Pay หรือฝั่ง Tiktok มี Tiktok Video, Tiktok Ads, Tiktok Shop
11. การขาดดุลดิจิทัลของประเทศไทย จากการที่กรมสรรพากรได้ออกกฎหมายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากแพลตฟอร์มผู้ให้บริการต่างประเทศเมื่อ 1 กันยายน 2564
เเละจากข้อมูลล่าสุด มีผู้ให้บริการต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนเเล้วจำนวน 127 ราย ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บสะสม 6 เดือน (ตุลาคม 2564 – มีนาคม 65) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,200 กว่าล้านบาท คาดการณ์ว่าอาจจะเก็บได้ถึงเกือบหมื่นล้านเมื่อครบปี นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้มูลค่าการซื้อ - ขายบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของคนไทยอาจจะขึ้นไปสูงถึงเกือบ ๆ สองแสนล้านบาท จึงถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรต้องเริ่มเข้ามาดูแลสอดส่องว่าประเทศไทยเรามีการขาดดุลทางการค้าดิจิทัลอย่างไร และควรนำตัวเลขนี้ไปคำนวณ วิเคราะห์เรื่องของการขาดดุลของระบบประเทศไทยด้วยเช่นกัน
12. D2C (Direct to Consumer) หรือการขายตรงไปยังผู้บริโภค จะฆ่าตัวกลางทางการค้า
การตัดตัวกลางออกไปจากห่วงโซ่เป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับโรงงานผู้ผลิตต่าง ๆ เพราะหลายปีที่ผ่านมาโรงงานเริ่มขายของออนไลน์มากขึ้น ขายตรงไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้ธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นเริ่มถดถอย เนื่องจากคนรุ่นใหม่เริ่มซื้อสินค้าจากร้านในท้องถิ่นน้อยลง และหันมาซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น ทำให้ในแง่ของธุรกิจท้องถิ่นจะมีผู้ที่เป็นตัวกลาง หมดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเพราะพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่ต้องการเตรียมรับมือในปี 2023 นี้นะครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก: paysolutions.asia และ Marketingoops
ติดต่อ
📲 line https://lin.ee/OHIsZ6b
📞 Tel: 095-146-0263 (คุณอั๋น)
🌐 www.klangone.com
#ส่งออก #สินค้าไทย #ลาว #กัมพูชา #ขยายตลาด #ตลาดเพื่อนบ้าน #ส่งข้ามแดน