ICB Digital ผู้นำเทคโนโลยีทางการเงิน และระบบดิ

🏦🇹🇭 แบงก์ชาติเผย 3 รายชื่อให้จัดตั้ง Virtual Bank 🌐🏧💻🖥️📱ธปท. ประกาศ 3 รายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากรมว.ให้จัดตั้งธนา...
08/09/2025

🏦🇹🇭 แบงก์ชาติเผย 3 รายชื่อให้จัดตั้ง Virtual Bank 🌐🏧💻🖥️📱

ธปท. ประกาศ 3 รายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากรมว.ให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ย้ำทั้ง 3 กลุ่มจะต้องดำเนินการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงผ่านการประเมินความพร้อมจาก ธปท. ก่อนยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Virtual Bank และต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี

วันที่ 19 มิถุนายน 2568 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 (ประกาศกระทรวงการคลังฯ) เพื่อเปิดให้ผู้ที่ประสงค์จะขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ยื่นคำขออนุญาตต่อ ธปท. ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2567 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2567 ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ยื่นคำขออนุญาตจำนวนทั้งสิ้น 5 ราย นั้น

บัดนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ธปท. ได้พิจารณาคำขออนุญาต เอกสารหลักฐาน และข้อมูลประกอบการขออนุญาตของผู้ขออนุญาต ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศกระทรวงการคลังฯ เสร็จสิ้นแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ ธปท. ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank จึงขอประกาศว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของ ธปท. ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประกอบกับข้อ 9 ของประกาศกระทรวงการคลังฯ ให้ความเห็นชอบผู้ที่เห็นสมควรให้จัดตั้ง Virtual Bank ตามรายชื่อดังต่อไปนี้

1.บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต
2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต
3. บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) WeTechnology Limited KakaoBank Corp. และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต

ทั้งนี้ การพิจารณาข้างต้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศกระทรวงการคลังฯ โดยครอบคลุมทั้งคุณสมบัติ แผนการประกอบธุรกิจ รวมถึงศักยภาพของผู้ขออนุญาตแต่ละรายในการนำเสนอบริการทางการเงินรูปแบบใหม่หรือบริการทางการเงินที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของบริการทางการเงินที่มีอยู่เดิมผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้ใช้บริการทางการเงินแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะรายย่อย (retail) และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ยังไม่ได้รับบริการทางการเงินที่เพียงพอและเหมาะสมหรือที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ตลอดจนการสร้างประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินที่ดีแก่ผู้ใช้บริการ และการนำเสนอนวัตกรรมและบริการทางการเงินที่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเหมาะสมทั้งด้านคุณภาพและด้านราคา

นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงจำนวนที่เหมาะสมของธนาคารพาณิชย์รายใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝากเงิน ผู้ใช้บริการ และระบบเศรษฐกิจการเงินไทยโดยรวม โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ

ในการพิจารณาดังกล่าว ธปท. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใสและมีการปฏิบัติต่อผู้ขออนุญาตอย่างเท่าเทียม รวมทั้งมีการพิจารณาและสอบทานข้อมูลต่าง ๆ อย่างรอบด้าน รัดกุม และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ตลอดจนมีกระบวนการตรวจสอบการมีส่วนได้เสียของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาคำขออนุญาตอย่างครบถ้วน

ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังข้างต้น จะต้องดำเนินการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด รวมถึงผ่านการประเมินความพร้อมจาก ธปท. ก่อนยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Virtual Bank และต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ (วันที่ 19 มิถุนายน 2568)

สำหรับสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่สนใจก็ยังสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Virtual Bank ได้อยู่ตลอดตามหลักที่ ธปท. ตั้งไว้ เพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจดิจิตอลไปด้วยกัน

ตื่นตัว 🆘 เศรษฐีคริปโทแห่หาทีมบอดี้การ์ดส่วนตัว 🕶️ หวั่นตกเป็นเป้าถูกลักพาตัว 🦹🏻‍♀️🦸🏼‍♀️ หลังอาชญากรเริ่มเบนเป้าหา "ตัวบ...
19/05/2025

ตื่นตัว 🆘 เศรษฐีคริปโทแห่หาทีมบอดี้การ์ดส่วนตัว 🕶️ หวั่นตกเป็นเป้าถูกลักพาตัว 🦹🏻‍♀️🦸🏼‍♀️ หลังอาชญากรเริ่มเบนเป้าหา "ตัวบุคคล" แทนการบุกรุกในโลกไซเบอร์ซึ่งทำได้ยากขึ้น 🌐🏧

หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์โจรลักพาตัวคนในครอบครัวผู้บริหารกระดานเทรดที่ฝรั่งเศสแต่ถูกขัดขวางไว้ได้ และตามด้วยข่าว Coinbase ถูกแฮ็กข้อมูลลูกค้า และอาชญากรได้ข้อมูลลูกค้าไปบางส่วนจากนั้นก็หลอกลูกค้าบางรายโอนเหรียญให้

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา David Balland ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกระเป๋าคริปโทฯ ชื่อดังอย่าง Ledger ถูกลักพาตัวพร้อมภรรยาที่บ้านพักในภาคกลางของฝรั่งเศส และในเหตุการณ์นั้น Balland ได้รับบาดเจ็บและมีนิ้วขาดไปหนึ่งนิ้ว

ทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวของบรรดาเศรษฐีคริปโทฯ ในการรักษาความปลอดภัยให้กับตนเองและครอบครัวมากยิ่งขึ้น

สะท้อนจากมุมมองของ Jethro Pijlman กรรมการผู้จัดการ Infinite Risks International บริษัทให้บริการด้านความปลอดภัยระดับโลก (ทีมคุ้มกัน รถกันกระสุน ฯลฯ) กล่าวว่า เริ่มสังเกตเห็นว่าลูกค้าที่ถือคริปโทฯ จำนวนมาก เริ่มตื่นตัวและติดต่อขอใช้บริการบอดี้การ์ด และการรักษาความปลอดภัยในรูปแบบอื่น ๆ มากขึ้น แนวโน้มนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจะมีข่าว Coinbase ถูกแฮ็กข้อมูลลูกค้าแล้ว

ทั้งนี้ คริปโทฯ ไม่เหมือนเงินในธนาคารที่ถูกระงับบัญชีได้ โดยหากถูกขู่เข็ญให้บอก private key หรือ seed phrase โจรจะสามารถเข้าถึงเหรียญได้และโอนออกในพริบตาและแทบไม่มีโอกาสได้คืน ทำให้นักลงทุนคริปโทฯ หันมาจริงจังกับการปกป้องตัวเองและครอบครัวในโลกความจริง ไม่ใช่แค่ป้องกันในระบบออนไลน์เท่านั้น

“ผู้คนเริ่มตระหนักว่าความสำเร็จในโลกดิจิทัล อาจนำมาซึ่งภัยคุกคามในโลกจริงแบบไม่ทันตั้งตัว” Pijlman กล่าว

ด้าน Ronghui Gu ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยบล็อกเชนอย่าง CertiK กล่าวว่า เทรดเดอร์คริปโทฯ จะให้ความสำคัญอย่างมากกับความเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล เพราะคริปโทฯ โอนได้ทันทีเพียงแค่มีคีย์ส่วนตัวเท่านั้น และยังกู้คืนได้ยากมาก จุดนี้เองทำให้เทรดเดอร์วงการคริปโทฯ ตกเป็นเป้าสายตาอันดับต้นๆ ของเหล่าอาชญากร

ขณะที่ Charles Marino ซีอีโอบริษัทรักษาความปลอดภัย Sentinel กล่าวว่า ยิ่งระบบความปลอดภัยในโลกคริปโทฯ แข็งแกร่งมากขึ้นอาชญากรจะยิ่งเบนเข็มไปที่ตัวบุคคล เพราะทำได้ง่ายกว่า

“ขณะนี้ ภูมิทัศน์ของภัยคุกคามจากคริปโทฯ อยู่ในระดับที่สูงมาก” Marino ระบุ

รายงานล่าสุดยังระบุด้วยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัท Coinbase ได้ใช้เงินจำนวน 6.2 ล้านดอลลาร์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ซีอีโอ Brian Armstrong ซึ่งมากกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัยให้กับซีอีโอจาก 3 บริษัทอย่าง JPMorgan, Goldman Sachs และ Nvidia รวมกันเสียอีก

สถานการณ์โจมตีอย่างอุกอาจของเหล่าอาชญากรในฝั่งเศส ถึงขั้นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเตรียมตั้งสายด่วนตำรวจฉุกเฉินเฉพาะกิจเพื่อรับมืออาชญากรรมคริปโทฯ พร้อมส่งหน่วยพิเศษลงพื้นที่ให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริหารและครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น "Jameson Lopp" ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย Bitcoin เผยว่า ในปีนี้มีเหตุการณ์พยายามทำร้ายหรือลักพาตัวผู้ถือคริปโทฯ ทั่วโลกรวมแล้วเกิน 20 กรณี

ในสหรัฐฯ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เช่น บริษัท Circle ใช้เงินกว่า 800,000 ดอลลาร์ในปี 2024 เพื่อดูแลความปลอดภัยซีอีโอ Jeremy Allaire ส่วน Robinhood ทุ่ม 1.6 ล้านดอลลาร์ดูแล Vlad Tenev

แต่หากเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ๋เทคโนโลยีแล้วยังห่างกันอยู่มาก โดย Meta จัดงบให้ Mark Zuckerberg สูงถึง 27.2 ล้านดอลลาร์และ Alphabet จ่าย 8.2 ล้านดอลลาร์เพื่อคุ้มครอง Sundar Pichai

-----------------------------------------------------

⚠️ การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

#คริปโต #คริปโท #สกุลเงินดิจิตอล #บล็อกเชน #สินทรัพย์ดิจิทัล #โทเคน #บิตคอยน์ #บิทคอยน์ #เงินดิจิตอล #ฟินเทค

04/04/2025

Next Step : Superchin Token 2025 🌐

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2567 บิตคอยน์ (Bitcoin) ทำนิวไฮทะลุ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 2.01 ...
20/02/2025

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2567 บิตคอยน์ (Bitcoin) ทำนิวไฮทะลุ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 2.01 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นท็อป 7 สินทรัพย์มูลค่าสูงสุดในโลก แต่ล่าสุดได้ปรับตัวลงลงมาอยู่ที่ระดับ 97,249.69 ดอลลาร์ และยังกลับไปอยู่ในระดับสูงสุดเดิมไม่ได้
‘ไรอัน ลี’ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ บิตเก็ต (Bitget) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ในช่วงนี้คือนโยบายด้านดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
โดยตัวแปรสำคัญที่มีผลค่อนข้างมากคือตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ หากอัตราเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ อาจลดโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยและส่งผลเชิงลบต่อตลาดคริปโทโดยเฉพาะ Bitcoin ที่อาจเผชิญกับแรงขายในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม หากอัตราเงินเฟ้อออกมาต่ำ อาจสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นในอัตราที่ไม่รุนแรง นักลงทุนบางส่วนอาจแบ่งเงินมาซื้อ Bitcoin เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาของ Bitcoin และ Altcoins อาจปรับตัวขึ้น
ล่าสุด การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมกราคมออกมาสูงกว่าที่คาดเล็กน้อยโดยออกมาที่ 3.0% ขณะที่ตลาดมองว่าจะออกมา 2.9% แต่ราคา Bitcoin ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากตลาดยังได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ซึ่งจะสามารถผลักดันราคา Bitcoin ได้หลังจากนี้
“ในสัญญาณทางเทคนิคบ่งชี้ว่า Bitcoin อาจมีการทดสอบแนวรับสำคัญที่ 91,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะกลับตัวขึ้นในระยะยาว ระยะสั้นอาจมีแนวโน้มขาลงจากแรงขายทำกำไร แต่หากสามารถทรงตัวเหนือระดับแนวรับ 94,000 และ 91,000 ดอลลาร์ได้ ยังมองโอกาสที่จะกลับไปยืนเหนือระดับ 110,000 ดอลลาร์ ”
ขณะที่ Ethereum ซึ่งมีมาร์เกตแคปอันดับที่ 2 มีแนวโน้มราคามีความผันผวนสูงโดยอาจลงไปทดสอบแนวรับ 2,300 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Ethereum ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตาคือการอัปเกรดครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมเวอร์ชั่น Pectra อาจช่วยสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นการฟื้นตัวของราคา โดยมองว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 2,700 ดอลลาร์
ด้าน ‘เกรซี่ เฉิน’ กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) กล่าวว่า นอกจากนักลงทุนสถาบันที่มีส่วนผลักดันราคา Bitcoin ยังต้องจับตากลุ่มของรัฐบาลต่างๆ ที่ให้ความสนใจลงทุนใน Bitcoin ตามนโยบาย Strategic Reserve ของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีส่วนผลักดันมูลค่าของ Bitcoin ได้อย่างมาก
ตัวอย่างเช่น ประเทศสาธารณรัฐเช็กได้ตัดสินใจยกเว้นภาษีกำไรจากการถือครอง Bitcoin ระยะยาวรวมถึงเตรียมจัดสรรเงิน 5% ของทุนสำรองระหว่างประเทศมูลค่า 140,000 ล้านยูโรเข้าลงทุนใน Bitcoin ซึ่งหากมีการซื้อ Bitcoin ตามมูลค่านี้จริงอาจกลายเป็นประเทศที่ถือ Bitcoin มากเป็นอันดับ 3 ของโลก แซงหน้าสหราชอาณาจักร เยอรมนี และยูเครน
“ต้องจับตาท่าที่ของรัฐบาลบางประเทศว่าจะจัดสรรเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาซื้อ Bitcoin หรือไม่โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่างบางประเทศในยุโรปซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆที่ลังเลมีการตัดสินใจลงทุนใน Bitcoin ในที่สุดซึ่งจะผลักดันมูลค่าและการใช้งานในวงกว้าง”
สำหรับ Bitget ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 โดยเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน Bitget ให้บริการผู้ใช้มากกว่า 20 ล้านรายในมากกว่า 100 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก

24/11/2024

Utility Token พร้อมใช้ ของกลต.ไทย

‘โทเคนไนเซชั่น’ อนาคตการเงิน’ดิจิทัล’ 🌐🏦 เชื่อมสินทรัพย์โลกเก่าสู่โลกใหม่ 💯💯ทำไมการออกโทเคนจากสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็น...
12/02/2024

‘โทเคนไนเซชั่น’ อนาคตการเงิน’ดิจิทัล’ 🌐🏦 เชื่อมสินทรัพย์โลกเก่าสู่โลกใหม่ 💯💯

ทำไมการออกโทเคนจากสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง หรือ Real-World Asset Tokenization(RWA) จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า 16 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสิ้นทศวรรษนี้

เริ่มต้นมาจาก "โทเคนไนเซชั่น" คือการออก โทเคนประเภทหนึ่งที่รียกว่า “Investment Token” ที่เป็นตัวแทนสิทธิ์และมูลค่าของสินทรัพย์นั้นๆ ด้วยการเปลี่ยนสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือโทเคน โดยใช้เทคโนโลยี “บล็อกเชน” ทำให้เราสามารถแปลงสินทรัพย์อย่าง ทอง อสังหาริมทรัพย์ หรืองานศิลปะให้เป็นโทเคนดิจิทัลได้

อีกทั้ง ทำให้การซื้อขายสินทรัพย์ก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง โอนถ่ายความเป็นเจ้าของได้สะดวก ช่วยให้สภาพคล่องของสินทรัพย์นั้น ๆ ดีขึ้น และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุนอีกด้วย เช่น Asset Backed เป็นอหังสาริมทรัพย์อย่าง RealX Token และ Sirihub Token ที่มี Project Backed เป็นการระดมทุนในการสร้างผลงานที่น่าสนใจ เช่น Destiny Token

การวิจัยโดยบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) ประเมินอุตสาหกรรมโทเคนไนเซชั่นไว้ว่าเมื่อสิ้นทศวรรษนี้ หรือในปี2573 จะมีมูลค่าเติบโตมากกว่าปัจจุบันถึง 50 เท่า อาจทำให้อุตสาหกรรมมีมูลค่าราว 16 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นโทเคนจากสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น เช่น ตราสารทุน พันธบัตร กองทุนรวมเพื่อการลงทุน และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ซึ่งรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองและเงิน และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้การยอมรับ“คริปโท”เพิ่มขึ้น

จิตตินันท์ ชาติสีหราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด หรือ Token X กล่าวในงาน Blockchain Genesis, Thailand Blockchain Week 2023 ภายใต้หัวข้อ Tokenization หรือ Real-World Assets จะเข้ามาพลิกโฉมโลกคริปโทและการเงินอย่างไร? โดยมองว่า โทเคนไนเซชั่นจะเข้ามาส่งเสริมให้ตลาดคริปโทก้าวไปข้างหน้าได้ทำให้มีสินค้าให้เลือกได้หลากหลายมากขึ้น จากเดิมทีหากกล่าวถึง “ผลตอบแทน” จากการลงทุนในโลกคริปโท ย่อมจะนึกถึงการลงทุนในแพลตฟอร์ม DeFi ที่มีความซับซ้อน

แต่ในทางกลับกันอินเวสเมนท์โทเคนจะถูกพัฒนาไปสู่รูปแบบโทเคนที่ “สร้างผลตอบแทน”ได้ด้วยตัวเอง หรือYield Generated Token สู่การระดมทุนรูปแบบใหม่ที่แตกต่าง ซึ่งโทเคนทำให้การระดมทุนเป็นเรื่อง“ง่าย” รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนที่มีไอเดียใหม่ๆ หรือธุรกิจรูปแบบใหม่เข้ามาระดมทุนได้ง่ายขึ้น

ธนศักดิ์ กฤษณะเศรณี รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซ์สปริง ดอจิทัล จำกัด หรือ XSpring Digital มองว่าการโทเคนไนเซชั่นยังทำให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้นได้อย่าง หุ้นนอกตลาด(Private Equity), Public Equity, บอนด์ หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ด้วยการ “ลดจำนวนเงินขั้นต่ำ” ลง ทำให้สามารถแบ่งสัดส่วนเข้าไปเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก พร้อมทั้งเปิดให้นักลงทุนทั่วโลกได้เข้าถึงสินทรัพย์ และเกิดการระดมทุนรูปแบบใหม่ๆ นอกจากนี้ การโทเคนไนเซชั่นยังเป็นเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดอีกด้วย

พงศ์ปิติ เอกเธียรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จำกัด หรือ TDX เปิดเผยว่าในปัจจุบันต่างประเทศเริ่มได้มีการออกกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว อย่างสิงคโปร์หรือในยุโรปเอง แต่ทว่าในไทยการกำกับดูแลยังไม่ได้มีความคืบหน้าขนาดนั้น โดยกฎหมายของไทยในตอนนี้รองรับ อินเวสเมนท์โทเคนที่มีสินทรัพย์สำรอง Asset Backed และ Project Backed เท่านั้น

อย่างไรก็ดีผู้ให้บริการเกี่ยวกับ ICO Potal ทั้ง 2 แห่งก็มี “ความหวัง” ว่าอินเวสเมนท์โทเคนจะสามารถเอาไปต่อยอดได้ในโลก DeFi ได้ ทั้งนี้การเข้าไปในโลก DeFi ต้องเป็นการขยับคนละครึ่งทางโดยต้องมีตัวกลางบางส่วนเหลืออยู่เพื่อความสบายใจของนักลงทุนและหน่วยงานผู้ดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ทั้งนี้ยังต้องเหลือช่องให้ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาโปรเจกต์การลงทุนได้คิดค้นสิ่งใหม่ๆด้วย

แม้ว่าในตอนนี้มองไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่า อินเวสเมนท์ โทเคนกับ DeFi จะสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ แต่มีความเห็นที่อยากจะเห็นอินเวสนเมนท์โทเคน,คริปโท และโลก DeFi เติบโตไปด้วยกัน ถ้าทั้ง 3 สิ่งนี้สามารถทำงานร่วมกันได้ และดึงศักยภาพสูงสุดออกมาได้ คนที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด คือนักลงทุนและผู้คนอย่างเรา

เหตุใดราคา Bitcoin ถึงดิ่งกว่า 9% หลังจาก ETF ได้รับการอนุมัติ 📉🪙ราคา Bitcoin ลดลงกว่า 9% เป็นการยืนยันทฤษฎีหมีเกี่ยวกับ...
13/01/2024

เหตุใดราคา Bitcoin ถึงดิ่งกว่า 9% หลังจาก ETF ได้รับการอนุมัติ 📉🪙

ราคา Bitcoin ลดลงกว่า 9% เป็นการยืนยันทฤษฎีหมีเกี่ยวกับ “sell-the-news” ที่เกิดขึ้นหลังจากการอนุมัติของกองทุน Spot BTC ETF โดยเกิดขึ้นหลังจากราคาปรับขึ้นกว่า 75% ใน 90 วัน

เทรดเดอร์กำลังตั้งคำถามว่า “หมี” จะกลับมาหรือไม่หลังจากล้มเหลวหลายครั้งเพื่อทะลุระดับ 47,000 ดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในด้านหนึ่ง มีเหตุผลบางประการที่อยู่เบื้องหลังความกลัวนี้นั่นคือ market maker และกลุ่มวาฬที่ซื้อไปก่อนถึงการเปิดตัว ETF อาจถูกบังคับให้ขายโดยขาดทุน นอกจากนี้ นักขุด Bitcoin อาจรู้สึกกดดันที่ต้องขายการถือครองบางส่วน เนื่องจาก การ halving นั้นอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 100 วัน

ไม่ว่าการขุด Bitcoin จะทำกำไรได้มากเพียงใด แต่การลดเงินอุดหนุนบล็อกลง 50% จะส่งผลต่ออัตรากำไรอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน ซึ่งตามรายงานของ Bitcoin News พบการไหลออกของนักขุดแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี โดยมีการส่ง BTC มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ไปยังตลาดเว็บเทรด

มาดูปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา Bitcoin ในวันนี้กันดีกว่า

นักลงทุนรายใหญ่ยังคงพิจารณาถึงการเปิดตัว Spot Bitcoin ETF เนื่องจากสถาบันต่าง ๆ มักรอสอง – สามวันก่อนที่จะใช้เงินทุนของพวกเขา

บัญชีขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนจำนวนมากมักจะดำเนินการด้วยความระมัดระวังและแม่นยำ พวกเขามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงความคลั่งไคล้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ และเลือกที่จะรอให้ตลาดมีเสถียรภาพก่อนจะทุ่มเงินทุนจำนวนมาก

ดังนั้น ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกว่า ทำไมราคา Bitcoin ไม่ตอบสนองต่อการเปิดตัว แต่การปรับฐานในปัจจุบันอาจเป็นช่วงเวลาของการปรับตัวที่จะตามมาด้วยการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ขึ้นเมื่อเงินทุนก้อนใหญ่เริ่มไหลเข้ามา

จากข้อมูลของ Yahoo Finance วันที่สองของการซื้อขาย Spot Bitcoin ETF พบว่า ปริมาณการซื้อขายทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ และสิ่งนี้ทำให้ปริมาณสะสมของ Spot Bitcoin ETF อยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์

iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เปิดเซสชั่นในวันที่สองที่ 25.27 ดอลลาร์ ขาดทุน 9.5% ในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนหน้า โดยปริมาณโวลลุ่มของ IBIT อยู่ที่ 11.3 ล้านดอลลาร์ในขณะที่เขียน

Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ซื้อขายลดลง 5.5% และ Valkyrie Bitcoin Trust (BRRR) ซื้อขายลดลง 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีปริมาณโวลลุ่ม 27.8 ล้านดอลลาร์ และ 112,980 ดอลลาร์ ตามลำดับ

Bitcoin long liquidation

การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในตลาด Bitcoin ฟิวเจอร์ส ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยระยะเวลาของการโดนชำระบัญชีในฝั่ง Long ใกล้เคียงกับราคาที่ลดลงอย่างมากของสกุลเงินดิจิทัล

การชำระบัญชีฝั่ง Long เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 12.52 ล้านดอลลาร์ในช่วงหนึ่งชั่วโมงในวันที่ 12 มกราคม 2024

ตามข้อมูลจาก Glassnode พบว่า จำนวน Bitcoin ที่โอนไปยังเว็บเทรดเพิ่มสูงขึ้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันในการขายที่เพิ่มขึ้นในตลาด

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Glassnode ยังชี้ให้เห็นว่า จำนวนกระเป๋าเงิน Bitcoin ในปัจจุบันที่ทำกำไร มีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 46.8 ล้านดอลลาร์

ด้วยจำนวนกระเป๋าที่มีกำไรอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้นักลงทุนต่างล็อคผลกำไรในราคาปัจจุบัน ก็อาจอธิบายราคาที่ตกต่ำในปัจจุบันได้

Bitcoin ยังคงเผชิญกับแนวต้านที่แข็งแกร่งที่ 50,000 ดอลลาร์

การเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของ BTC ไปที่ 49,000 ดอลลาร์ในวันที่ 11 มกราคมนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และราคาก็ปรับฐานอย่างรวดเร็วไปที่ 46,000 ดอลลาร์ สาเหตุนี้อาจเกิดจากแนวต้านที่แข็งแกร่งบริเวณโซน 50,000 ดอลลาร์

ครั้งแรกที่ราคา BTC ลดลงต่ำกว่าระดับนี้คือในเดือนพฤษภาคม 2021 ซึ่งสูญเสียมูลค่ามากกว่า 41% ครั้งที่สองเกิดขึ้นหลังจากความพยายามที่ล้มเหลวในการฟื้นคืนระดับนี้ในเดือนมีนาคม 2022 เมื่อแรงกดดันในการขายทำให้ราคาทรุดลงมากกว่า 77%

ด้วยเหตุนี้ Bitcoin จึงต้องดันราคากลับมาเหนือ $45,000 และต้องพยายามพลิกแนวต้าน $50,000 ให้เป็นแนวรับเพื่อรักษาแนวโน้มขาขึ้นเอาไว้ให้

ระดับสำคัญที่ต้องจับตามองในช่วงขาลงคือระดับแนวรับที่ $41,200 และ demand zone ที่ประมาณ $40,000

Fraction แพลตฟอร์มที่ฝันอยากให้ทุกคนเป็นนายทุนได้ 🏦💰💰💯💯Fraction บริษัทเทคโนโลยีที่มีฐานธุรกิจอยู่ในฮ่องกง และไทย ซึ่งเป...
28/02/2023

Fraction แพลตฟอร์มที่ฝันอยากให้ทุกคนเป็นนายทุนได้ 🏦💰💰💯💯

Fraction บริษัทเทคโนโลยีที่มีฐานธุรกิจอยู่ในฮ่องกง และไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้โดยการแปลงและแบ่งย่อยสินทรัพย์เป็นสินทรัพย์โทเคนดิจิทัล เพื่อจะทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของ และซื้อขายสินทรัพย์หลากหลายประเภท โดยเริ่มจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก ด้วยแพลตฟอร์มสำเร็จรูปของ Fraction ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนและพร้อมใช้งานได้ทันที ทำให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สามารถลงทุน, เสนอขาย, และบริหารการถือครองสินทรัพย์ทุกประเภทไม่ว่าส่วนของความเป็นเจ้าของจะเล็กน้อยเพียงใด โดยสินทรัพย์นั้นอาจจะอยู่ในรูปแบบของ คอนโดในเมือง, ริสอร์ทริมทะเล, งานศิลปะ ซึ่งรวมถึงการบริหารกองทุนส่วนบุคคล สินทรัพย์ และ ผู้ลงทุนด้วย

Fraction สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) ที่มีฐานธุรกิจอยู่ในฮ่องกงและไทย ได้ประกาศว่า บริษัทได้รับเงินจากการระดมทุนในรอบ Pre-Series A กว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากนักลงทุนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียนำโดย East Ventures (ผู้ลงทุนใน Tokopedia, Traveloka, Waresix และ Ruangguru) และ Emtek Group (ผู้ลงทุนใน Grab, Bukalapak) ร่วมกับการสนับสนุนจาก Thakral Limited, V Ventures (กองทุนร่วมลงทุนของครอบครัวมหากิจศิริ) และกลุ่มนักลงทุนชื่อดังอีกมากมาย การระดมทุนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ Fraction ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ให้เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal License) และได้ประกาศแผนการที่จะออกโทเคนดิจิทัลบนโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นแนวหน้าของไทยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565 พร้อมบริการเต็มรูปแบบบนแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนและ NFT

Fraction ก่อตั้งโดยอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่และพาร์ทเนอร์ของบริษัท Lazard (LAZ.NYSE) ซึ่งเป็นกิจการวาณิชธนกิจแนวหน้าของโลกและร่วมก่อตั้งกับเจ้าของธุรกิจด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง โดย Fraction ได้พัฒนา Platform เพื่อพร้อมให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลครบวงจรขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งสามารถให้บริการที่ครอบคลุมอย่างรอบด้านดังนี้

บริการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปของสินทรัพย์ดิจิทัล (NFT and Asset Digitization) และ การแบ่งซอยสินทรัพย์ออกเป็นส่วนย่อย ๆ (Ownership Fractionalization) อย่างครบวงจร
การเสนอขายโทเคนดิจิทัลครั้งแรกให้กับนักลงทุน (“Initial Fraction Offering” หรือ “IFO”)
บริการตลาดที่สองเพื่อรองรับการซื้อขายโทเคนดิจิทัลระหว่างผู้ลงทุน
การทำหน้าที่ตัวกลางสำหรับบริการอื่นๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและนักลงทุนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
Fraction จะใช้เงินทุนเพื่อดำเนินการตามแผนที่ประกาศไว้ในการเสนอขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล และเพื่อขยายการเติบโตไปยังสินทรัพย์และบริการอื่นๆ รวมไปถึงการทำให้การเข้าถึงการลงทุนและเงินทุนเป็นประชาธิปไตยสำหรับคนอีกหลายล้านคนที่ปัจจุบันถูกปิดกั้นจากกิจกรรมสร้างความมั่งคั่งนี้

“การลดกำแพงความเหลื่อมล้ำและการมอบโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของโลก เราดีใจที่ได้เป็นผู้บุกเบิกในการนำ NFT และเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology) บน Ethereum blockchain มาใช้ในการจัดการความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์และช่วยทำให้การลงทุนนั้นเป็นเรื่องง่าย นักลงทุนรายย่อยจะมีโอกาสที่จะลงทุนในประเภทสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้มาก่อน โอกาสในการเติบโตของ Fraction นั้นยังมีอีกมาก อันเห็นได้จากมูลค่าตลาดโทเคนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการคาดการณ์ว่ามีมูลค่าตลาดถึง 80 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เป็นแนวหน้าของคลื่นลูกใหม่ที่เทคโนโลยีการเงินและเทคโนโลยีบล็อกเชนจะมาบรรจบกัน” คุณเอกภักดิ์ นิราพาธพงศ์พร ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO บริษัท Fraction (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว ทั้งนี้คุณเอกภักดิ์เป็น อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ และพาร์ทเนอร์ ของ บริษัท Lazard (LAZ.NYSE) บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินและการบริหารสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก

 Willson Cuaca หุ้นส่วนผู้จัดการของ East Ventures กล่าวถึงการลงทุนครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของ Fraction ในการสร้างการเข้าถึงกิจกรรมสร้างความมั่งคั่งซึ่งปัจจุบันได้สงวนไว้สำหรับคนเพียงบางกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเรารู้สึกตื่นเต้นมากกับโอกาสในการเติบโตอันมหาศาลของแพลตฟอร์มนี้ จากการที่แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้การแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างง่ายดาย โดยที่อสังหาริมทรัพย์จะเป็นสินทรัพย์ประเภทแรก และเราตั้งตารอที่จะสนับสนุนพวกเขาเมื่อพวกเขาขยายไปสู่สินทรัพย์ประเภทอื่นและขยายไปยังประเทศอื่นๆ”

Shaun Sales ผู้ร่วมก่อตั้ง Fraction และ CTO กล่าวเสริมว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนชั้นนำที่เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และความสามารถของเราในการที่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน การระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นการระดมทุนครั้งที่สองของเรานับตั้งแต่เราก่อตั้งบริษัทมา และเราเชื่อว่าการสนับสนุนนี้จะช่วยให้เราสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนนับล้านได้”

นอกเหนือจากกลุ่มทุนชื่อดังที่ลงทุนใน Pre-Series A นี้ Fraction ยังได้รับการสนับสนุนในรอบ Seed จากกลุ่มทุนที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น SINGHA Ventures, Tanarra Capital และ Skystar Capital อีกด้วย

🛑 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม 🔜 https://youtu.be/oPCpVEtqEqI

🌐 เข้าชมเว็บไซต์ 🔜 https://fraction.co/

📲 Download App 🔜 https://apps.apple.com/th/app/fraction/id1559002608?l=th

เทคโนโลยี Cloud จะเข้ามาขับเคลื่อนโลกการเงินอย่างไร ☁️☁️🏦ในโลกของการเงินในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคสถานการณ์การแพร่ระบาดของ...
17/09/2022

เทคโนโลยี Cloud จะเข้ามาขับเคลื่อนโลกการเงินอย่างไร ☁️☁️🏦

ในโลกของการเงินในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ที่ทำให้ Digital Transformation เกิดเร็วขึ้น โลกของการเงินต้องตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และ FinTech จะเข้ามาตอบโจทย์ปัญหาที่กำลังเจอและช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

ยกตัวอย่างกรณีของตู้บุญเติมอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการนำเครื่องมือที่ใช้ทำธุรกรรมทางการเงินเข้าไปหาผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย ทโดยการนำตู้ไปไว้ทั่วทุกมุมของถนนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งความแตกต่างในการเข้าถึงลูกค้าได้ทุกพื้นที่นี้เองที่เป็นความแตกต่างที่ทำให้ตู้บุญเติมประสบความสำเร็จ

ในแง่มุมของเทคโนโลยี ได้มีผลสำรวจของ Financial service technology ปี 2020 ของ PriceWaterhouse ซึ่งระบุว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งมี 4 การพัฒนาที่น่าสนใจ

1. FinTech จะขับเคลื่อนไปตาม Business Model

2. Digital become Mainstream

3. Customer’s Intelligence is very important ใครรู้จักลูกค้าดีกว่า ได้เปรียบ

4. Public cloud จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน เพราะระบบการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ ที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ การลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่ง Hybrid Cloud ที่สามารถเลือกเก็บได้ตาม service ต่างๆ ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากในภูมิภาคนี้

จากการเกิดขึ้นของนวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราทราบว่าข้อมูลจัดเป็นขุมทรัพย์ที่สำคัญแห่งโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง และ IoT, Big data, ระบบบริหารคลังข้อมูล หรือ MVP (Minimum value product) จะต้องนำมาสร้างพัฒนาด้วยข้อมูลให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุดเพื่อแข่งขันกันอย่างดุเดือดทั้งในปัจจุบันและโลกอนาคตข้างหน้า ซึ่งในปัจจุบันการนำข้อมูลไปใช้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สนองความต้องการของผู้บริโภคในทันทีได้เกิดขึ้นแล้วในสิงคโปร์นั่นเอง

ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยี cloud มาขับเคลื่อนโลกการเงินต่อมาคือ ส่วนของ software as a services ที่เป็นแกนแนวคิดที่สำคัญทั้งในด้านการเงิน หรือ HR ที่ทาง Oracle ได้มีการนำแนวคิดนั้นมาพัฒนาจนองค์กรมีรูปแบบบริการที่เรียกว่า Data as a service ที่เป็นจุดแข็งซึ่งสามารถส่งข้อมูลบน Cloud ของบริษัทอันมหาศาลไปเป็นตัวเลือกให้ผู้ใช้งานหรือลูกค้าให้เลือกใช้บริการดังกล่าวตามความต้องการของตนเองและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมจากจ่ายค่าบริการเท่าที่ใช้งานอย่างไร้พรมแดนนั่นเอง

โลกของ Defi ตอนนี้เป็นอย่างไร

Defi หรือ Decentralized Finance ซึ่งหมายถึงระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน เพราะจะเป็นพื้นฐานและเป็นพาหนะที่จะพา FinTech หรือ TechFin เข้าไปหาผู้บริโภค การนำธุรกรรมทางการเงินเข้าไปหาผู้บริโภคแแบบไร้ตัวกลาง เช่นกรณีของตู้บุญเติม ซึ่งจะทำให้เกิดความรวดเร็ว คล่องตัวที่ทำได้จากทุกที่บนโลก ประหยัดจากการค่าใช้บริการเท่ากันทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่ใด และไร้พรมแดนด้วยความยืดหยุ่นจากการ Scale up and Scale down ได้ตามที่เหมาะสมซึ่งทำได้ในทุกระบบที่ต้องการสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ Defi ซึ่งในจุดนี้เทคโนโลยีระบบ Cloud ที่สามารถประมวลผลได้รวดเร็วเปรียบได้กับยานพาหนะที่จะเข้ามาขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญหลักใน Defi ที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอันไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างรวดเร็ว

Citizen Data Scientist กับการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านข้อมูล

ข้อมูลเปรียบได้กับขุมสมบัติสำหรับภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องรู้จักลูกค้าหรือผู้บริโภคของตนเอง เราจะเห็นว่าในช่วงเวลา 5-10 ปีที่ผ่านมา แต่ละองค์กรพยายามวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้ากันอย่างเต็มที่ เพราะ KYC (Know your Customers) กลายมาเป็นปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นทำแคมเปญทางการตลาด หรือการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ดังนั้นในปัจจุบันการเข้าถึงลูกค้าไม่ใช่แค่ต้องสร้างความประทับใจแต่ต้องเข้าไปนั่งในใจลูกค้าให้ได้

Data Scientist มีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยทาง Oracle พบว่าสิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เลยก็คือประสบการณ์ของหน้างาน ซึ่งหมายถึงคนที่รู้จักและคลุกคลีกับลูกค้ามานาน เพราะถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้มีพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโดยตรง แต่เขาคือผู้ที่รู้จักข้อมูลและธรรมชาติของมันมากกว่าใคร

โดย Citizen Data Scientist คือทีมที่มีการประสานงานร่วมกันระหว่าง Data scientist ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล กับคนหน้างานที่มีประสบการณ์ รู้จักผู้บริโภคและธรรมชาติของข้อมูลดี โดยเมื่อเรานำทีมงานสองกลุ่มนี้มาประสานเข้าด้วยกัน จะทำให้เราได้โปรเจกต์ที่มีประสิทธิภาพ และทาง Data scientist จะสามารถสร้างโมเดลวิเคราะห์และต่อยอดข้อมูลไปได้เรื่อยๆ

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Citizen Data Scientist คือการพัฒนาที่มีความยั่งยืน คุณธิดาพรปิดท้ายในเรื่องนี้ว่า ถ้าองค์กรของเราต้องการสร้างความแตกต่าง อาจต้องพิจารณาใช้ Citizen Data Scientist เข้ามาช่วย

แล้วโซลูชั่นของ Oracle จะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินได้อย่างไร

ในขั้นแรก Financial Service Platform โดยในภูมิภาคเอเชียที่ทาง Oracle ได้เข้าไปประสานงาน จะเริ่มจากการเป็น Plug and Play Banking-as-a-Services หน่วยงานธนาคารหน่วยงานที่ทำด้านการเงินโดยตรง ได้รับใบอนุญาตให้ทำธุรกิจในด้านนี้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือองค์กรเหล่านี้ไม่สามารถสร้าง FinTech ให้เติบโตได้ ดังนั้นจึงพยายามจะปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็น Banking-as-a-Services โดยให้ FinTech ในระบบนิเวศเข้ามาร่วมมือกัน โดยเป็นการเชื่อมต่อกันแบบ API ซึ่งการเชื่อมต่อกันเช่นนี้ต้องอาศัยระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงมากในทุกขั้นตอน

โซลูชั่นที่ขับเคลื่อนโดย Oracle เน้นการทำงานที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยมีทั้งบริการ Blockchain, Credit Risk, API Banking, Payment ฯลฯ และที่สำคัญคือ GDPR หรือ Customer Right ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับ FinTech มากขึ้น

ในปัจจุบัน Oracle มีคลังข้อมูลอยู่ทั้งหมดอยู่ใน 30 เมืองทั่วโลก และภายในสิ้นปีนี้จะมีเพิ่มขึ้นอีก 8 คลัง ที่สำคัญที่สุดคือหากมีการเคลื่อนย้ายของแอปพลิเคชันในระบบ ราคาจะเท่ากันทุกที่ ทำให้ต้นทุนมีความคงที่ ซึ่งคุณธิดาพรกล่าวว่านี่จะเป็นข้อที่ช่วยสนับสนุน FinTech ในทุกๆ ภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเป็นการทำงานใน Oracle Cloud Infrastructure Gen 2 นวัตกรรมล่าสุดที่จะครอบคลุมการทำงานด้าน FinTech ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

โดย Oracle Cloud Infrastructure Gen 2 นวัตกรรมเวอร์ชันล่าสุดนี้นั้น ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าใช้บริการและเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้มากมาย เช่น Core Infrastructure(Storage, Networking, Compute, Containers และ OS/VMWARE) สามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน หรือบริหารคลังข้อมูลด้วยตนเองได้ โดยใช้เพียง 1 SKU หรือเท่ากับ Universal Credit เท่านั้น อีกทั้งทาง Oracle จะมีฝ่ายเซอร์วิสคอยให้บริการผู้ใช้อยู่ตลอดเมื่อเกิดปัญหาหรือต้องการอะไรเป็นพิเศษ ดังนั้นแล้ว Oracle จะเป็นเหมือนทั้งคู่ค้า คู่คิด และพันธมิตรของบริษัท

สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยี Oracle Cloud Infrastructure สามารถศึกษาวิธีการใช้งานและคอร์สเทรนนิ่งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่เว็บไซต์ของ Oracle

ที่อยู่

Rangsit
12130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ICB Digitalผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์